สวัสดีทุกคนจากเมืองกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล และนี่คือ ไกลบ้าน ค่ะ
คุณผู้อ่านไม่ได้อยู่ในรายการดังทางแอปฯ แดงแต่อย่างใด เราเพียงขอหยิบยืมการเปิดรายการมาใช้เปิดบทความก็เท่านั้นเอง เรามาเยือนเนปาลเป็นครั้งที่ 2 รอบนี้มากับคณะชาวไทยที่สนใจธรรมมะ เราเลยได้ลองทำสมาธิ ได้เดินทางชมวัด-วังในหลายพื้นที่ของเนปาล บอกเลยทริปนี้สบายกายสบายใจที่สุด
ทริปนี้เราไปทั้งหมด 8 วัน 7 คืน ไป 2 เมือง คือ กาฐมาณฑุ และ ธุลีเขล ซึ่งอยู่ห่างกันราวชั่วโมงเศษ แต่ด้วยช่วงเดือนที่เราไป ธุลีเขลเพิ่งเจอเหตุการณ์ดินถล่ม จึงมีการซ่อมถนนเกือบตลอดสาย การเดินทางเลยล่าช้า ใช้เวลาร่วม 2 ชั่วโมงกว่าจะถึงปลายทาง ซึ่งจุดหมายคือ Dusit Thani Himalayan Resort Dhulikhel เป็นรีสอร์ตสุดหรูบนเชิงเขา ล้อมรอบด้วยผืนป่าและนาข้าวที่มีการจัดการโดยชุมชน ซึ่งที่นี่มีคอนเซปต์เน้นเรื่องสุขภาพ ด้วยบรรยากาศที่ชวนพักผ่อน แถมมีโปรแกรมบำบัดกาย-ใจไว้บริการแขกด้วย

ตลอด 3 วันที่ธุลีเขล โปรแกรมคร่าว ๆ จะเป็นแบบนี้ ช่วงเช้านั่งสมาธิและสนทนาธรรมกับ พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท ช่วงบ่ายเดินทางไปท่องเที่ยวสถานที่สำคัญต่าง ๆ ในพื้นที่รอบ ๆ
อย่างที่บอกว่า Dusit Thani Himalayan Resort Dhulikhel มีโปรแกรมด้านสุขภาพหลากหลาย เช่น เทวารัณย์ เวลเนส สปาเลื่องชื่อของดุสิตธานี มีโยคะยามเช้า มี Sound Bathing แต่โปรแกรมที่เราได้ลองแล้วชอบมาก คือ Hike Meditation มันคือการเดินป่าเพื่อเข้าไปทำสมาธิ สารภาพก่อนว่าเราไม่ใช่คนตื่นเช้าและใช้ชีวิตห่างไกลกับคำว่า Meditation มาก แต่มาทั้งทีจะไม่ลองก็กะไรอยู่ เอาก็เอาค่ะ

เราเริ่มโปรแกรมตั้งแต่เช้าตรู่ อากาศดีมาก เย็บเฉียบ มี Roshan Shrestha ผู้เชี่ยวชาญด้านเวลเนสพาเดินจากโรงแรม ผ่านบ้านคน และเข้าสู่ป่าสน ระหว่างทางมีทั้งทางราบ เดินง่าย มีเนินสูง ๆ ต่ำ ๆ และร่องหิน เดินยาก ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ สำหรับเรามันถือเป็นการฝึกสตินะ ถ้าเผลอไถโทรศัพท์ก็พลัดตกเนิน ต้องคอยสังเกตว่าเท้าคนข้างหน้าเหยียบหินก้อนไหน ถ้าเขาปลอดภัย เราก็ปลอดภัย

ระหว่างเดินก็มีความงามจากธรรมชาติให้เราแวะสำรวจเป็นระยะ ใช้เวลาราว 40 นาทีก็ถึงจุดที่เราจะทำสมาธิ เป็นฉากที่สวยมาก ป่าสนสีเขียวขจี มีโพลำต้นอวบยืนเด่นอยู่ตรงกลาง เรานั่งทำสมาธิพร้อมกำหนดลมหายใจเข้า-ออก ประมาณ 20 นาที แล้ว Roshan ให้เราถอดรองเท้า ลองเดินไปมา ให้ฝ่าเท้าสัมผัสผืนดินและผิวหญ้า เรารู้สึกถึงดินชุ่มน้ำค้าง มันเป็นความรู้สึกดีที่อธิบายไม่ถูก จากนั้นเขาให้เล็งต้นไม้ที่ชอบ เราหลับตา แล้วโอบกอดต้นสนผิวขรุขระ ป่าเงียบ เงียบจนได้ยินเสียงนกและสนลู่ลม


เขาให้เวลากอดต้นไม้จนกว่ากาย-ใจจะบอกว่าพอใจ และแนะให้ลองเอาหน้าผากแตะกับผิวลำต้น โอ้ น้ำตาแห่งความตื้นตันมันรื้นขึ้นนิดหน่อย ไม่แน่ใจว่าเหตุอันใด คงเพราะชีวิตคนเมืองทำให้เราห่างไกลธรรมชาติไปมาก มากจนไม่คิดว่าจะมีโอกาสกลับมาเชื่อมโยงกันอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้มันดีมากจริง ๆ
ในโปรแกรมนี้มีพี่ ๆ คนไทยอีก 3 – 4 คนร่วมด้วย เราเลยสนุกกันใหญ่ หลังจากอิ่มใจจากการกอดต้นไม้ ก็ไปนอนกลิ้งบนเนินหญ้า อากาศเย็นก็จริงแต่แดดรำไรทำให้หัวไหล่อุ่นขึ้นนิด Roshan บอกว่ากรุ๊ปนี้ไปสุดมากตั้งแต่จัดกิจกรรมนี้มา ใช่สิ คนไทยไม่น้อยหน้าใครอยู่แล้ว พวกเราเต็มที่กับทุกกิจกรรม

หลังจบกิจกรรม เรานั่งกินแซนด์วิชและน้ำผลไม้ด้วยกัน แบ่งปันความรู้สึกที่ได้ทำกิจกรรมเมื่อกี้ ก่อนจะเดินทางกลับโรงแรม ระหว่างทางเป็นชุมชนที่อาศัยบนภูเขา ได้เห็นชีวิตเช้า ๆ ของคนที่นั่น แปลกตาดี และคนเนปาลน่ารักนะ ดูชอบถ่ายรูปกันมากๆ เลยชวนถ่ายรูปด้วยกันไปหลายช็อตเลย
คำที่ Roshan พูดบ่อยๆ แล้วเราชอบ : Relax, Take your own time

ด้วยความที่รีสอร์ตแห่งนี้อยู่ติดสถานที่สำคัญอย่างวัดนะโมพุทธะ (Namo Buddha) เพียง 10 นาที (ด้วยรถยนต์) จึงมีโปรแกรมพาแขกเดินจากโรงแรมไปวัด เพื่อเรียนรู้ความเป็นมาของพุทธศาสนา รวมถึงร่วมสวดมนต์หรือนั่งทำสมาธิกับพระสงฆ์ที่วัดนะโมพุทธะด้วยก็ได้ และแน่นอนว่าเราเลือกนั่งรถตู้ไปนะ (ฮา) เพราะต้องเก็บขาไว้ใช้วันอื่น หลังจากเสียสละให้กับการเดินเข้าป่าสนไปแล้ว นอกจากได้เห็นความงามของพุทธศาสนา ที่วัดนะโมพุทธะยังมองเห็นทิวเขาและวิวเมืองธุลีเขลจากมุมสูงมากด้วย สวยงาม


หลังจากพักผ่อนร่างกายและจิตใจจนเบิกบาน พวกเราก็เดินทางกลับเมืองกาฐมาณฑุ เราจะเล่าถึงสถานที่ที่เราไปเยือนให้ฟัง ส่วนใหญ่เป็นวัด-วัง และบ๊ายบายเงินรูปีด้วยการละลายทรัพย์ที่ย่านทาเมล
Bhaktapur
เมืองบักตะปูร์ เป็นเมืองโบราณที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO เต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม รวมถึงความงามจากสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า Newar (นิวาร์)
ที่นี่มีตรอกซอกซอยให้เราเดินแวะสำรวจ ภายในมีร้านของชำ ร้านอาหาร คาเฟ่ เกสต์เฮาส์เล็ก ๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว เมื่อมาเยือนบักตะปูร์ เราแนะนำให้ลอง Juju Dhau มันคือโยเกิร์ตสดเนื้อเนียนข้นรสหอมหวานที่ทำมาจากนมควาย เพราะเมืองนี้เขาเลี้ยงควายเพื่อผลิตนมและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากนม ซึ่ง Juju Dhau จะเสิร์ฟในถ้วยดินเผาขนาดกะทัดรัด ให้อารมณ์กินอาหารแบบคนท้องถิ่นสุด ๆ


ของฝากมีให้ซื้อหลากหลาย ทั้งภาพวาด เครื่องประดับ กระดาษ บอกเลยว่าแม่ค้า-พ่อค้าตื๊อกันเก่งสุด ๆ ต่อราคาเป็นภาษาไทยได้ด้วย ช่วงต่อราคานี่มันมาก เหมือนสงคราม แต่พอจ่ายเงินแล้วก็เป็นเพื่อนกันเลย และในเมืองบักตะปูร์มีอีกหนึ่งจุดที่คนมักไปชมกัน คือจัตุรัสพระราชวังบักตะปูร์ เป็นพระราชวังเก่าแก่ และมีพระราชวังที่มีหน้าต่างมากถึง 55 บาน เป็นงานแกะสลักไม้ที่ประณีตมาก สะท้อนสถาปัตยกรรมยุคโบราณของประเทศเนปาลได้ดี เหมาะแก่การมาชมเมืองและย้อนไปสัมผัสอดีตที่นี่

Patan Durbar Square
นี่เป็น 1 ใน 3 จัตุรัสที่สำคัญของเมืองกาฐมาณฑุ และได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว จึงเห็นว่ามีบางจุดที่ยังซ่อมแซมอยู่ตลอด ภายในมีวิหารที่ชาวเนปาลมักมาสักการะเป็นประจำ เราไปถึงช่วงเย็น เลยได้เห็นคนเนปาลออกมาใช้ชีวิตในช่วงวันหยุด จัตุรัสเปรียบเหมือนพื้นที่สาธารณะที่คนในเมืองมาออกมาใช้ชีวิต กลุ่มเพื่อนวัยรุ่นออกมารวมกลุ่มนั่งคุย คู่รักหนุ่มสาวนั่งคุยกะหนุงกะหนิงก็มี


ภายในจัตุรัสมีทั้งวัด วัง และพิพิธภัณฑ์ เราได้ไปดูห้องอาบน้ำของกษัตริย์ในอดีตด้วย อยู่กลางลานกว้าง ลักษณะเป็นบ่อลึกลงไปแต่ไม่มาก ไกด์บอกว่ารูปทรงของบ่อได้รับแรงบันดาลใจมาจากโยนี
เดินไปสักพัก หูเจ้ากรรมเผลอได้ยินไกด์ของลูกทัวร์กลุ่มด้านหน้าคุยกัน น่าสนใจดี เราเห็นแท่นปูนรูปทรงแปลก มันคล้ายเครื่องโม่ขนมเปียกปูนบ้านเรามาก ไกด์บอกว่าเป็นแท่นขอพรสำหรับคู่รักที่อยากมีลูก เพราะฐานวงกลมที่มีปลายแหลมยื่นออกมาเป็นสัญลักษณ์แทนโยนี ส่วนแท่งปูนทรงกลมที่อยู่ตรงกลางฐานวงกลมเป็นสัญลักษณ์แทนศิวลึงค์ ทั้งเราและลูกทัวร์ข้างหน้าก็ถึงบางอ้อ จนยิ้มออกมา

ภายในพิพิภัณฑ์มีร้านของฝากขนาดจิ๋วให้อุดหนุนของติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วยนะ
ป.ล. เมืองปาทันก็คือชื่อเดียวกับเมืองลลิตปูร์
Kumari of Patan
การมาเยือนบ้านของกุมารีเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นสำหรับเรา เพราะตอนไปเนปาลครั้งแรก เรามีโอกาสไปดูกุมารีหลวง เธอพำนักที่ Kumari Bahal ใน Kathmandu Durbar Square เธอปรากฏกายให้เห็นเพียงเสี้ยววินาทีผ่านช่องหน้าต่างจากชั้นบนของอาคาร โดยมีรอบในการออกมาพบปะผู้คน รอบละไม่ถึง 1 นาที แต่กุมารีที่เมืองปาทันเราเข้าไปหาได้ถึงสถานที่พำนัก เราคิดว่าเป็นบ้านที่ครอบครัวเธออาศัยอยู่ด้วย มีแม่และน้อง ๆ มีห้องนอน โต๊ะเขียนหนังสือ ส่วนห้องของกุมารี เธอนั่งบนเก้าอี้ มีถาดไว้รองเท้า เพราะตามความเชื่อ เท้าของกุมารีห้ามสัมผัสพื้น เมื่อเราเข้าไปเธอจะเจิมหน้าผากให้เพื่อความมงคล ผู้มาเยือนก็บริจาคเงินตามศรัทธา วิธีการเหล่านี้ดูแลโดยแม่ของเธอ ซึ่งสถานที่ว่าอยู่ที่ Ratnakar Mahavihar


ชาวเนปาลเชื่อว่ากุมารีคือเทพธิดาที่มีชีวิต โดยจะเลือกเด็กหญิงจากตระกูลศากยวงศ์ และยังมีคุณสมบัติการคัดเลือกอีกมากมายหลายข้อ ซึ่งเด็กสาวจะพ้นจากการเป็นกุมารีก็ต่อเมื่อมีประจำเดือน เพราะเชื่อว่าเมื่อใดก็ตามที่เลือดไหลออกจากร่างกาย ก็เท่ากับความเป็นเทพได้หายออกไปด้วย
การไปบ้านของกุมารีและเห็นกุมารีตัวเป็น ๆ ทำให้เราขบคิดถึงความเชื่อกับสิทธิของเด็กผู้หญิง รวมถึงชีวิตและความเป็นอยู่ของเธอด้วย แต่ถือเป็นเรื่องราวน่าสนใจที่ทำให้เราอยากค้นคว้าต่อนะ

Budhanilkantha
เรานั่งรถบัสคันโตมาจอดที่วัดพุทธนิลกัณฐะ หากจากเมืองกาฐมาณฑุราว 8 กิโลเมตร ระหว่างทางไปวัดเป็นตลาด มีของขายสารพัด เราไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะทางวัดมีงานด้วยหรือเปล่า เลยทำให้พื้นที่คึกคักเป็นพิเศษ ห่างมองไปไกลลิบจากจุดที่ยืนอยู่ มีชิงช้าสวรรค์ด้วยนะเออ เสียดายไม่ได้ไปลอง

วัดนี้พิเศษตรงที่มีรูปสลักหินแกรนิตของพระวิษณุในท่านอน (พระนารายณ์บรรทมสินธุ์) ตั้งอยู่กลางสระน้ำเล็ก ๆ ดูเหมือนกำลังลอยน้ำ นี่เป็นงานแกะสลักหินที่ใหญ่ที่สุดของเนปาล ด้วยช่วงที่เราไปมีงานมหกรรมขนาดใหญ่ จึงมีทั้งผู้คน กลิ่นควันธูป ควันเทียน รวมถึงพิธีกรรมทางศาสนา เกิดขึ้น ณ ตอนนั้น มีพราหมณ์ฟรีแลนซ์คอยให้บริการปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ที่เรียกฟรีแลนซ์เพราะมีให้เลือกมากมาย ทั้งแบบนั่งประจำที่ ทั้งแบบเดินเร่มาประชิดตัว แนะนำว่าถ้าไม่สนใจให้รีบปฏิเสธก่อนจุดแดงจะอยู่บนหน้าผาก

Swayambhunath
ที่นี่รู้จักกันในนาม ‘วัดลิง’ ตอนเห็นลิงมาต้อนรับให้ความรู้สึกเขาวัง จังหวัดเพชรบุรีมาก ส่วนชื่อจริง ๆ คือ สถูปสวะยัมภูนาถ สถานที่เก่าแก่ที่สุดของเนปาล มีอายุ 2,000 ปี ถือเป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธและศาสนาฮินดู ด้วยตั้งอยู่บนเนินเขาสูง จึงมองเห็นวิวของเมืองกาฐมาณฑุแบบเต็มตา


เมื่อมาถึงเราต้องเดินขึ้นบันไดเพื่อไปสักการะเจดีย์สวายัมภูณาท เป็นเจดีย์ทรงโดม ยอดสถูปเป็นทรงสี่เหลี่ยมทั้ง 4 ด้าน วาดภาพดวงตา สื่อถึงดวงตาแห่งธรรมของพระพุทธเจ้า บริเวณรอบ ๆ มีร้านขายของฝาก บางร้านก็กำลังแกะสลักแผ่นหินเป็นรูปต่าง ๆ เสียงเพลินหูแบบ ASMR เลยล่ะ แล้วก็แถมทริกระวังลิง แนะนำอย่าถืออาหาร ขนม เครื่องดื่มในมือ เพราะน้องจ๋อตาไว จะมาแย่งของเราไปจากมือ
ถ้าเดินเหนื่อย ๆ ให้ลองเดินหาคาเฟ่สุดมินิมอล ชื่อว่า Konkret เขาเป็นคาเฟ่วีแกน มีพวกชา กาแฟ และน้ำผลไม้ บอกเลยว่าชื่นใจมาก ถ้าเร่งรีบไม่แนะนำ เพราะทั้งร้านมีคนเดียว เลยทำได้ช้า

Thamal
หลังจากไปตื่นตาตื่นใจกับสถานที่สำคัญของเนปาล ก็ถึงเวลาที่คณะเรารอคอย อย่างที่รู้กันคนไทยชอบช้อปปิ้ง การไปปล่อยพวกเราไว้ที่ย่านการค้าจึงเป็นความคิดที่ถูกต้อง บอกเลยว่าช้อปตลาดแตก ทาเมลมีของให้เลือกซื้อหลากหลาย ที่เห็นชัดก็พวกอุปกรณ์เดินป่า ใครเริ่มต้นจากศูนย์มาแวะซื้อได้

ที่โดดเด่นอีกอย่างคือพวกผ้าขนสัตว์ ผิวสัมผัสนุ่ม ๆ มีหลายเกรด หลายราคา เลือกได้ตามงบประมาณที่มี ส่วนร้านของฝาก ขายสินค้าคล้ายคลึงกัน ถูกแพงต่างกันหลักสิบรูปีเท่านั้น เราเขียนเล่าร้านของฝากที่แนะนำให้แวะไปเยือนในบทความนี้ รับรองว่าจะได้ของฝากยูนีกไปฝากคนทางบ้านแน่นอน
ทาเมลเปิดตั้งแต่ 10 โมงยันค่ำมืด มาท่องราตรีดูแสงสีที่นี่ก็ได้นะ
การมาเนปาลครั้งที่ 2 ทำให้เรารู้จักประเทศนี้มากขึ้น ได้เห็นระดับความเข้มข้นของความเชื่อและศาสนา รวมถึงความงดงามในแง่มุมต่าง ๆ ทั้งผู้คน อาหาร ธรรมชาติ และงานฝีมือ ที่ประทับใจคือ นอกจากมาเพื่อท่องเที่ยวตามรอยเกี่ยวกับศาสนา เนปาลยังเป็นจุดหมายสำหรับการท่องเที่ยวด้านเวลเนสได้เหมือนกัน อย่างเราได้เดินป่าสนเพื่อนั่งสมาธิ นับเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่เนปาลมอบให้เรา
เนปาลครั้งที่ 3 เร็ว ๆ นี้แน่นอนค่ะ
Write on The Cloud
Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ
