ทริปนี้ เราไม่ต้องเลือกระหว่างภูเขากับทะเล เพราะเส้นทางนี้มีให้ทั้ง 2 อย่าง
นครศรีธรรมราชและพัทลุงคือ 2 จังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยที่แม้จะไม่โด่งดังเท่าฝั่งอันดามัน แต่ขอรับรองว่าความน่าสนใจและความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่นี่เจ๋งไม่แพ้จังหวัดอื่น ๆ เลย
‘The Cloud Journey : Routes to Roots 05 – Nature Route’ จะพาทุกคนไปสัมผัสความรุ่มรวยของธรรมชาติแดนใต้ที่โดดเด่นทั้งป่าเขา ผืนนา และท้องทะเล เราจะได้ดื่มด่ำความสวยงามไปพร้อม ๆ กับทำความรู้จักชุมชนที่ทำงานอนุรักษ์ดูแลทรัพยากร จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อให้เราได้มาชื่นชม
ขอเชิญทุกท่านเก็บกระเป๋า และเที่ยวตามรอยได้เลย
สัมผัสความยิ่งใหญ่แห่งผืนป่าเขาหลวง
อุทยานแห่งชาติเขาหลวงคือป่าฝนท่ามกลางภูเขาสลับซับซ้อนขนาด 356,250 ไร่ มีน้ำตกเลื่องชื่อหลายแห่ง เช่น น้ำตกกรุงชิง น้ำตกกะโรม น้ำตกพรหมโลก ฯลฯ ผืนป่าที่นี่ยังรุ่มรวยด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ พืชพรรณเด่น ๆ อย่างเฟินมหาสดำ เฟินดึกดำบรรพ์ที่ลำต้นอาจสูงถึง 6 เมตร อีกทั้งยังมีพืชหายากอย่างต้นเต่าร้างยักษ์ แถมมีดอกไม้เฉพาะถิ่นอย่างยี่หุบเขาหลวงและกล้วยไม้อัญมณีศรีธรรมราช
ถ้าชอบดูสัตว์ ที่นี่มีสัตว์หายากให้วัดระดับแต้มบุญ เช่น สมเสร็จ เลียงผา นกชนหิน นกเงือกหัวหงอก นกปากกบพันธุ์ชวา เต่าจักร นกเฉพาะถิ่นอย่างโพระดกเขาหลวง และปูภูเขาอาจารย์ไพบูลย์ ปูชนิดใหม่ของโลก หากมาฤดูฝนต้องระวังทาก แต่ก็แลกกับการได้พบเห็ดสวย ๆ หลายชนิด หนึ่งในเห็ดที่เคยพบที่นี่คือเห็ดทรงน่ารักอย่าง ‘เห็ดถ้วยแชมเปญ’ เหมือนแก้วแชมเปญสีแดงขนาดจิ๋วขึ้นอยู่ตามพื้นดิน
การเดินป่าเขาหลวงมีให้เลือกหลายเส้นทาง ขึ้นกับว่าอยากได้ความสมบุกสมบันระดับไหน
หากเป็นสายลุยที่พร้อมค้างคืนในป่า มีเส้นทางเดินป่าระยะไกลให้เลือก 3 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางสู่ยอดเขาหลวง เส้นทางสู่ยอดฝามี และเส้นทางสู่สันเครื่องบินตก หากลุยระดับกลาง ๆ ก็มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกกรุงชิงที่ระยะทางไป-กลับ 8 กิโลเมตร และถือเป็นเส้นทางดูนกที่ได้รับความนิยม
หากเป็นมือใหม่ แนะนำเส้นทางที่เราเดินในทริปนี้ ‘เส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกวังลุง’ แห่งอำเภอพรหมคีรี ระยะทางไป-กลับ 5 กิโลเมตร ปลายทางมีน้ำตกใสไหลเย็นชื่นใจให้ลงไปเล่นคลายร้อน

สำหรับการเดินป่า 101 ทริปนี้เราเริ่มต้นกันที่ ‘บ้านชาในป่าฝน (บ้านมนุษยชาติรักเขาหลวง)’ ซึ่งเจ้าของร้านคือ พี่บ่าว-อมร กิจเกตุ ผู้บุกเบิกเส้นทางเดินป่าเขาหลวงที่เรากำลังจะไปเดินกัน
หลังจากอิ่มหนำกับมื้อเช้า พี่บ่าวและพี่ ๆ ไกด์ท้องถิ่น พาเราขึ้นรถไปจุดเริ่มต้นเดินที่บ้านวังลุง “เส้นทางนี้เริ่มต้นกันที่น้ำตกวังลุง ระหว่างทางจะผ่านสวนสมรมของชาวบ้าน สลับกับป่าสมบูรณ์ เส้นทางเดินไม่ยากมากครับ ใช้เวลาขาไปเกือบ ๆ 2 ชั่วโมง ขากลับเกือบ ๆ 1 ชั่วโมง” พี่บ่าวเกริ่น
แถว ๆ ปากทางเข้า เราเห็นนกตัวเล็ก ๆ อกสีส้ม ๆ บินไปบินมาพร้อมส่งเสียงร้อง ‘ซี ซี ซี ซี…’
นักดูนกประจำทริป Nature Route บอกว่าน้องชื่อ ‘นกกาฝากท้องสีส้ม’ เป็นนกที่ชอบกินผลกาฝาก ทำให้อึเหนียว เวลาอึต้องเอาก้นไปป้ายตามกิ่งไม้ แล้วกาฝากต้นใหม่ก็จะเติบโตจากตรงนั้น
เราเจอเฟินหลายชนิด อย่าง ‘เฟินกีบแรด’ พี่บ่าวชี้ให้ดูตรงโคนที่มีลักษณะเหมือนกีบแรด
“ส่วนนี่มะพร้าวนกคุ่ม” เราหันไปตามพี่บ่าวชี้ แต่ไม่เจอมะพร้าวสักต้น เราได้มารู้ภายหลังว่าที่พี่บ่าวพูดถึงไม่ใช่มะพร้าว แต่เป็นว่านชนิดหนึ่ง “เวลาผลสุกจะมีรสหวาน ยิ่งพอดื่มน้ำตามลงไปนะ น้ำเปล่าธรรมดาจะเปลี่ยนเป็นรสหวานเลย” ฟังแล้วก็อยากลองชิม แต่เสียดายที่ตอนนี้ไม่มีผลสุกให้เราชิม
ระหว่างเดิน พี่บ่าวก็เด็ดผลไม้ป่าหน้าตาคล้ายมะไฟ พอแกะเปลือกจะเห็นเนื้อสีส้มสดใส
“เฮ้ย อร่อย” ผู้ร่วมทริปคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ทำให้คนอื่น ๆ ขอลองชิมด้วย
“หวาน ๆ เปรี้ยว ๆ สดชื่นดีจัง” อีกคนบอก


นี่คือผล ‘กำไร’ หรือ ‘จำปูลิง’ ผลไม้ป่าภาคใต้ที่ปัจจุบันหายากแล้ว แม้จะมีชาวบ้านนำไปปลูกที่สวนอยู่บ้าง แต่ก็ปลูกได้แค่บางพื้นที่เท่านั้น เพราะต้นกำไรเป็นพืชที่ต้องการความชื้นสูงในการเติบโต
เราเดินผ่านต้นหลุมพอที่มีรากค้ำยันขนาดใหญ่ ผ่านต้นประที่พี่บ่าวเล่าให้ฟังว่า ผลของมันนำไปคั่วทำน้ำพริกอร่อยมาก เมื่อผ่านต้นไม้ใหญ่ที่มีปากปล่องชันโรงอยู่ด้านบน เราก็ถึงธารน้ำตกไหลเย็นชื่นใจ
พี่บ่าวเล่าว่าปลาที่แหวกว่ายอยู่ในลำธารแถวนี้ ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘ปลาแงะ’ เป็นปลาที่กระโจนข้ามโขดหินไต่ขึ้นน้ำตกเพื่อไปวางไข่ต้นน้ำ โดยกางครีบเกาะหินระหว่างกระโจนไปแต่ละขั้น
เราพักกินข้าวเที่ยงกันริมลำธาร พี่บ่าวเตรียมข้าวเหนียวไก่ทอดและหมูทอดห่อใบตองมาให้ เป็นมื้ออร่อยที่ไม่ต้องสร้างขยะพลาสติก และแม้จะเป็นเส้นทางสั้น ๆ ที่อยู่ริมขอบป่า แต่เราก็ได้สัมผัสถึงความสวยงามของความหลากหลายทางชีวภาพที่ให้ประโยชน์ต่อทั้งสัตว์ป่า ระบบนิเวศ รวมถึงมนุษย์

เส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกวังลุง
บ้านชาในป่าฝน – Tea House in Rain Forest / บ้านมนุษยชาติรักเขาหลวง
สปาโคลน ณ บ้านแหลมโฮมสเตย์
ไม่ต้องไปไกลถึง Dead Sea ก็มีโคลนคุณภาพดีให้พอกผิวในราคาหลักร้อยท่ามกลางวิวหลักล้าน
เรามาถึงที่นี่ก่อนรุ่งสางเพื่อนั่งเรือหางยาวออกสู่ปากอ่าวเพื่อรอชมพระอาทิตย์ขึ้น เมื่อเรามาถึงกลางอ่าวที่เรียกว่า ‘อ่าวทองคำ’ พี่คนเรือก็ดับเครื่องยนต์ ไกด์ประจำเรือเริ่มแจกกาแฟและอาหารเช้า
เราล้อมวงกันกิน ‘ข้าวมันแกง’ แกงคั่วหอยแครงรสชาติหรอยแรง ตบท้ายด้วยข้าวเหนียวสังขยา เราจิบกาแฟท่ามกลางสายลมอ่อน ๆ ยามเช้า ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อ แม้วันนี้เมฆหนาจนมองไม่เห็นดวงอาทิตย์ลูกกลมโตโผล่พ้นขอบฟ้า แต่วิวผืนทะเลกว้างใหญ่และบรรยากาศรอบตัวตอนนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ฟินกับทุกสิ่งตรงหน้า


ถึงเวลาสปาโคลน ห้องสปาของเราคือท้องทะเลกว้างใหญ่ 360 องศา โคลนที่ใช้พอกคือโคลนที่อยู่ลึกจากผิวราว 1 ศอกกว่า ๆ เนื้อเนียนละเอียดสีชาร์โคล แตกต่างจากโคลนส่วนบนที่จะออกสีน้ำตาล
“เราเก็บตัวอย่างโคลนส่งแล็บมหาวิทยาลัยทุก 2 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีโลหะหนักตกค้าง และไม่มีสารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ” บังทักษิณ หมินหมัน หัวหน้ากลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านแหลมโฮมสเตย์ กล่าวยืนยันเพื่อให้ความมั่นใจกับทุกคน
เมื่อสายน้ำจากเทือกเขาหลวงพัดพาตะกอนเปี่ยมแร่ธาตุลงสู่ปากอ่าว ที่นี่จึงกลายเป็นอ่าวทองคำที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำและโคลนคุณภาพดี การันตีด้วยรางวัลเหรียญทองจากการที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้นำโคลนของบ้านแหลมไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและส่งไปประกวดในงาน International Invention and Innovation Show ที่โปแลนด์
เมื่อสปาโคลนจนหนำใจแล้ว เราก็ขึ้นเรือกลับเข้าฝั่ง โดยระหว่างทางมีกิจกรรมพิเศษ พวกเราได้รับแจกฝักโกงกางคนละฝัก เพื่อนำไปปักบริเวณดินเลนถัดจากแนวป่าชายเลนดั้งเดิม


หลังจากเข้าฝั่งล้างตัวและเปลี่ยนชุดเรียบร้อย เราก็มาลงมือย้อมผ้าสีธรรมชาติจากรากและใบโกงกาง ชมการทอผ้าจากเส้นใยใบลาน หัดทำขนมจาก เลือกซื้อสินค้าชุมชน และปิดท้ายด้วยอาหารเที่ยงสุดพิเศษ ทั้งปูม้านึ่ง กุ้งแชบ๊วยตัวใหญ่ แกงคั่วปลาดุกทะเล แถมมีใบโกงกางทอดและข้าวมันโคลน
“แต่ก่อนที่นี่ไม่ได้มีปูม้าให้กินทุกฤดูนะ แต่หลังจากที่เราช่วยกันอนุรักษ์ ทำบ้านปูบ้านปลา ไม่จับปูไข่นอกกระดอง ทำธนาคารปู ทำเขตอนุรักษ์ ทุกวันนี้ผมบอกเลยว่า ไม่ว่าจะมาบ้านแหลมเดือนไหนต้องได้กินปูม้า” บังทักษิณเล่าอย่างภาคภูมิใจ
เขาเล่าว่าหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ชุมชนหันมาทำเรื่องอนุรักษ์ก็มาจากแรงผลักดันของนักท่องเที่ยว เนื่องจากสมัยก่อน ชุมชนก็เคยจับปูม้าวัยอ่อน ปูไข่นอกกระดองขึ้นมาขาย แต่เมื่อนักท่องเที่ยวปฏิเสธไม่ยอมกิน และแนะนำว่าปูเหล่านี้ไม่ควรจับ ก็ทำให้ชุมชนเรียนรู้และเริ่มปรับเปลี่ยน
“วิธีอนุรักษ์ที่ได้ผลที่สุดคือทำให้ชุมชนมีรายได้จากสิ่งที่เขาอนุรักษ์” บังทักษิณเล่า
“อย่างใบโกงกางที่พวกท่านกินอยู่ตอนนี้ ผมรับซื้อจากชุมชนใบละบาท ฝักโกงกางที่ทุกท่านปลูกกันเมื่อเช้า รวมถึงรากโกงกางหรือใบแก่ที่นำมาทำสีย้อมธรรมชาติเมื่อสักครู่ก็รับซื้อมาจากคนในชุมชนเหมือนกัน พอพวกเขาเห็นว่าป่าชายเลนสร้างรายได้ เขาก็อยากเริ่มอนุรักษ์ป่าด้วยตนเอง”

ปูม้าก็เช่นกัน เมื่อชุมชนเห็นว่าการบริจาคปูไข่นอกกระดองเข้าธนาคารปู ทำให้พวกเขามีรายได้เสริมจากการพานักท่องเที่ยวไปปล่อยปูม้า แถมทำให้ปูม้าในอ่าวเพิ่มขึ้นและไม่ต้องเปลืองน้ำมันออกเรือไกล ๆ ทำให้พวกเขาเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์
“ข้าวมันแกงที่ทุกท่านทานกินตอนเช้า แต่ก่อนน้ำแกงจะมาในถุงพลาสติก แต่พอทีมงานบอกผมว่าขอใส่มาในกระปุกใช้ซ้ำได้ไหม ไม่อยากสร้างขยะ นั่นเป็นบทเรียนให้ผมและแม่ค้าในตลาด ต่อให้แม่ค้าที่ขายข้าวมันแกงให้ผมไม่ได้สนใจเรื่องอนุรักษ์ แต่ถ้าเขาอยากขายให้ผม ก็ต้องห้ามใช้ถุงพลาสติก”
บังทักษิณชี้ให้เห็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่เสียงจากนักท่องเที่ยวก็สร้างความเปลี่ยนแปลงได้
“ผมขอยืนยันครับว่าทุกบาททุกสตางค์ที่ท่านจ่ายในการมาเที่ยวที่นี่จะกระจายไปถึงคนในชุมชนให้มากที่สุด มื้อเช้าที่ท่านทานก็มาจากแม่ค้า 3 เจ้าในหมู่บ้าน ใบโกงกางทอดหรือฝักโกงกางก็รับซื้อจากคนว่างงานในชุมชน และรายได้ที่ท่านจ่ายมา เราหัก 3% เข้ากองทุนกลางเพื่อช่วยเหลือคนที่ไม่เป็นสมาชิกวิสาหกิจ เช่น คนแก่หรือเด็ก เพราะทรัพยากรที่ผมใช้เป็นของคนในชุมชน พวกเขาควรได้อะไรจากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาด้วย หรือเด็กนอกระบบที่ชีวิตหลงทาง เราก็ดึงเขามาฝึกให้มีงาน ให้เขารู้ว่าตัวเองมีคุณค่า”
นับเป็นอีกหนึ่งวันที่เรารู้สึกเต็มอิ่มทั้งกายและใจ และรู้สึกดีใจที่ได้มาเยือน

บ้านแหลมโฮมสเตย์
ลายแทงร้านอาหารและคาเฟ่
1. ยังทำฟาร์ม
ร้านอาหารเล็ก ๆ ท่ามกลางสวนป่าร่มรื่นของหญิงสาวผู้กลับบ้านเกิดมาทำสวนและสนใจเรื่องอาหารยั่งยืน จุดเด่นคือพิซซ่าเตาถ่านโฮมเมด ซึ่งแป้งพิซซ่าทำจากข้าวพื้นเมืองตามฤดูกาล แต่ละเดือนจะมีแป้งพิซซ่าที่ทำจากข้าวไม่ซ้ำสายพันธุ์ หน้าพิซซ่าก็ประยุกต์นำผักพื้นบ้านมาเป็นส่วนผสม เช่น ใบเหลียง ส่วนจานหลักอื่น ๆ ที่อยากแนะนำ เช่น ผักบ้าน ๆ อบชีส ข้าวหน้าปลาใส่อวน สลัดผลไม้ตามฤดูกาล
เครื่องดื่มที่เป็นไฮไลต์ของที่นี่คือน้ำดาหลาโซดา
ถ้าใครชอบดื่มกาแฟ ที่นี่ก็มีเมล็ดกาแฟให้เลือกหลากหลาย ไปจนถึงเค้กโฮมเมดแสนอร่อย
ส่วนของทางเล่นหรือของฝาก เราขอแนะนำทุเรียนทอดและมังคุดหนึบ
ยังทำฟาร์ม
2. ครัวนายหนัง
ร้านอาหารใต้ชื่อดังในตัวเมืองนครฯ เมนูเด็ดที่ทุกคนยกให้เป็นเบอร์ 1 คือแกงส้มที่รสชาติเข้มข้นจัดจ้านถึงใจ ส่วนเมนูอื่น ๆ ที่อร่อยเด็ดไม่แพ้กัน เช่น ห่อหมกทะเลมะพร้าวอ่อนที่เสิร์ฟมาในลูกมะพร้าว ยำผักกูดทอดกรอบ ปลาทรายทอดขมิ้น ฯลฯ แถมเวลา 19.30 – 22.00 น. มีหนังตะลุงฉายให้ชมด้วย
ครัวนายหนัง
3. ภัตตาคารโก้โตน
อีกหนึ่งร้านอาหารเลื่องชื่อแห่งอำเภอสิชล มีเมนูให้เลือกหลากหลาย ทั้งอาหารใต้และอาหารจีน เมนูเด่นคือขาหมูโก้โตน ส่วนอาหารใต้ก็จัดจ้านและเด็ดทุกเมนู
ร้านนี้มี 2 สาขา อยู่ในอำเภอสิชลทั้งคู่ หากใครไปสาขา 1 ในวันจันทร์ พุธ ศุกร์ เราขอแนะนำให้ไปเดินเล่นตลาดซ้อนฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นตลาดนัดเปิดท้ายที่มีสินค้าให้เลือกหลากหลาย
ภัตตาคารโก้โตน
ภัตตาคารโก้โตน
4. COTE x PARADAi
คาเฟ่เล็ก ๆ ที่พาผลผลิตโกโก้จากนครศรีธรรมราชไปคว้ารางวัลบนเวทีนานาชาติมา 3 ปีซ้อน จาก International Chocolate Awards และ Academy of Chocolate Awards ล่าสุดยังคว้ารางวัลที่สุดของร้านเครื่องดื่มแห่งปีประเภทร้านโกโก้จาก Users’ Choice Best of 2025 ของ LINE MAN Wongnai
นอกจากเครื่องดื่มแสนอร่อยจนแสงออกปากอย่าง Signature Chocolate แล้ว ที่นี่ยังมีช็อกโกแลตบาร์ให้ลองชิมหลากหลายรสชาติ รวมถึง Bonbon (ช็อกโกแลตสอดไส้พอดีคำ) ที่มีรสชาติน่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะ Thai Collection ที่มีทั้งรสชาติเมี่ยงคำ ต้มยำ เขียวหวาน ส้มฉุน ต้มข่า
COTE x PARADAi
5. Tao Jin – Specialty Coffee Roasters
คาเฟ่เล็ก ๆ สไตล์มินิมอลโทนสีขาวที่เป็นโรงคั่วกาแฟในตัว ใช้เมล็ดกาแฟท้องถิ่นในนครศรีธรรมราชที่คัดสรรอย่างดี มีขนมอบโฮมเมด และกาแฟที่สายกาแฟ Specialty ต้องหลงรัก
Tao Jin – Specialty Coffee Roasters
ป่าสาคูต้นยายฉุย
นี่คือครั้งแรกที่เราจะได้ลองชิมสาคูที่ไม่ได้ทำจากแป้งมันสำปะหลัง แต่ทำมาจาก ‘ต้นสาคู’ จริง ๆ
‘สาคูต้นพัทลุง’ คืออีกหนึ่งของดีประจำจังหวัดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ลำดับ 3 ของพัทลุง ต่อจากข้าวสังข์หยดพัทลุงและปลาดุกร้าทะเลน้อย
ทริปนี้เราเดินทางมาที่ป่าสาคูต้นยายฉุย ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับสาคู นับตั้งแต่การรู้จักต้นสาคูไปจนถึงการแปรรูปสู่ขนมหวาน เราเริ่มจากการเดินชมป่าสาคูร่มครึ้มในที่ดินของยายฉุย ซึ่ง พี่บอย-พิชัย ทิพย์มาก ลูกชายของ ยายฉุย สอนเราให้รู้จักต้นสาคู นับตั้งแต่ประเภทสาคูที่มีทั้งยอดขาวและยอดแดง ไปจนถึงวงจรชีวิตของต้นสาคูที่จะมีอายุราว 8 – 10 ปี จากนั้นก็จะออกผลแล้วยืนต้นตาย

“ช่วงที่ต้นสาคูเก็บสะสมแป้งไว้มากที่สุดก็คือช่วงที่เขากำลังแทงช่อดอกครับ เราจะเห็นช่อดอกที่มีลักษณะเหมือนเขากวางตรงบริเวณยอดแบบนั้น” พี่บอยชี้ให้เราดูส่วนยอดของต้นสาคูที่สูงชะลูด
สาคูเป็นพืชตระกูลปาล์มที่เก็บสะสมแป้งไว้ในลำต้น เพื่อส่งไปเลี้ยงช่อดอกที่กำลังจะกลายเป็นผล ดังนั้น ถ้าเราไม่ตัดมาในช่วงนี้ แป้งในลำต้นก็จะถูกส่งไปเลี้ยงผลจนภายในต้นเหลือแค่เส้นใยแข็ง ๆ
“พอเราโค่นต้นสาคูต้นใหญ่ลงมาแล้ว ต้นลูกที่เป็นแขนงข้าง ๆ จะเติบโตทดแทน หลังจากโค่นลำต้น เราก็จะหั่นเป็นท่อน ๆ ขนาดพอดี แล้วลอกเปลือกออก ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนถัดไปครับ”


ตรงพื้นดิน เราเห็นใบที่ถูกริดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ ซึ่งพี่บอยเล่าว่า ใบของต้นสาคูนำไปเย็บเป็นหลังคาได้ด้วย ส่วนลำต้นที่ตัดมาก็นำไปเลี้ยงด้วงสาคู ตัวอ่อนของด้วงสาคูทานได้และอร่อยมาก
เมื่อมาถึงบ้านของยายฉุย เราลงมือสกัดแป้งสาคูด้วยตัวเอง เริ่มจากการขูด (ตรุน) เนื้อไม้จนได้ขุยสีขาว ๆ ซึ่งส่วนนี้มีทั้งแป้งและเส้นใยผสมกันอยู่ จากนั้นนำไปคั้นกับน้ำเพื่อแยกแป้งกับเส้นใยออกจากกัน แป้งจะละลายน้ำแล้วซึมผ่านผ้าขาวบางลงสู่กะละมังด้านล่าง ส่วนเส้นใยจะส่งไปเป็นอาหารสัตว์


เมื่อแป้งที่เราคั้นมาตกตะกอนดีแล้ว ก็จะนำแป้งไปผึ่งจนหมาด จากนั้นนำมาร่อนในกระด้งฝัดข้าว ซึ่งความชื้นที่เหลืออยู่เล็กน้อยจะทำให้แป้งจับตัวเป็นก้อนกลม ๆ กลายเป็นเม็ดสาคูที่เราคุ้นเคย
ปิดท้ายด้วยการชิมขนมหวานจากแป้งสาคูจริง ๆ ซึ่งรสชาติและรสสัมผัสมีความพิเศษและแตกต่างจากสาคูแป้งมันสำปะหลัง ส่วนรสชาติจะเป็นอย่างไรนั้น เราอยากให้ทุกคนมาลองชิมด้วยตัวเอง

แป้งสาคูต้นยายฉุย บ้านหัวพรุ สาคูต้นพัทลุง
เดินดูนกริมทะเลน้อย
เมื่อมาถึงพัทลุง ไม่ควรพลาดที่จะมาเยือนอุทยานนกน้ำทะเลน้อย ซึ่งเป็นหนึ่งใน Ramsar Sites หรือพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับโลก ก่อนที่เราจะไปล่องเรือชมทุ่งบัวแดงและเหล่านกน้ำในเช้าวันรุ่งขึ้น เย็นวันนี้เราจะมาเรียนรู้การดูนกน้ำ 101 กันก่อน โดยเรามีนักดูนกผู้เชี่ยวชาญอย่าง แบงค์-วัทธิกร โสภณรัตน์ มาเป็นวิทยากรพาเดินดูนกบนเส้นทาง Board Walk ศึกษาธรรมชาติริมทะเลน้อย

นกตัวแรกที่ยืนโชว์ตัวโดดเด่นเป็นสง่าคือ ‘นกปากห่าง’ แม้เป็นนกที่พบได้ทั่วไปตามสวนสาธารณะในกรุงเทพฯ แต่หลายคนยังไม่รู้จัก แบงค์เล่าให้ฟังว่าจุดเด่นของนกชนิดนี้คือปากที่หุบไม่สนิท เพราะเวลาน้องหุบปากจะมีช่องว่างตรงกลางระหว่างจะงอยปากบนและล่าง ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับอาชีพนักกินหอย ทำให้น้องเป็นนักกำจัดหอยเชอรี่ในนาข้าวมือวางอันดับ 1 ในอดีตน้องเคยเป็นนกอพยพ แต่สุดท้ายติดใจประเทศไทยจนไม่ยอมกลับบ้านเกิดและออกลูกออกหลานจนกลายเป็นนกประจำถิ่นของที่นี่ไปแล้ว


ไฮไลต์ของพื้นที่ชุ่มน้ำตัวจริงคือ ‘นกอีโก้ง’ นกสีน้ำเงินสดใสที่พบได้ง่ายตามพื้นที่ชุ่มน้ำทั่วประเทศ
“ลองสังเกตเท้าของมันดูครับ นกน้ำหลายชนิดมีนิ้วเท้ายาวมาก ๆ เพื่อกระจายน้ำหนัก ทำให้มันเดินบนใบบัวได้” แบงค์ชวนให้เราสังเกตเคล็ดลับวิชาตัวเบาของน้อง ส่วนอีกชนิดที่เราเจอและมีนิ้วเท้ายาวเช่นกันคือ ‘นกพริก’ มีคิ้วสีขาว ปากสีเหลือง ก้นสีน้ำตาลแดง ซึ่งนกในกลุ่มนี้ ตัวผู้จะเป็นฝ่ายกกไข่เลี้ยงลูก ขณะที่ตัวเมียหนีไปแซ่บกับตัวผู้ตัวอื่น
“นกพวกนี้ทำรังโดยเอาพืชน้ำหรือกอสวะมากองสุม ๆ กันเพื่อวางไข่” แบงค์เล่า และโชคดีที่เราได้เจอน้องขณะกำลังสร้างรังด้วย

ส่วนอีกตัวเห็นแค่แวบเดียว แต่เรื่องราวเท่มาก นั่นคือ ‘เป็ดผีเล็ก’ ที่ไม่ใช่ทั้งเป็ดและไม่ใช่ทั้งผี
“ตีนของมันไม่มีพังผืดเหมือนเป็ด ชื่อว่าผีเพราะดำน้ำเก่ง ดำตรงนี้ ไปโผล่อีกทีตรงโน้น ผลุบ ๆ โผล่ ๆ เหมือนผี”
ส่วนอีกตัวที่สร้างความประทับใจให้ผู้ร่วมทริปได้ไม่แพ้กันก็คือ ‘นกจาบคาหัวเขียว’ นักโฉบแมลงกลางเวหาผู้มีสีสันสวยงามน่ารัก ปากยาว มีแถบคาดตาสีดำ
“ที่บินไปมาตรงนั้นคือนางแอ่นบ้าน” แบงค์ชี้ให้ดูนกตัวเล็ก ๆ ที่บินฉวัดเฉวียนไปมากลางอากาศ พร้อมเล่าว่ารังนกที่อยู่ในซุปรังนก แท้จริงแล้วไม่ใช่รังของ ‘นกนางแอ่น’ แต่คือรังของ ‘นกแอ่นกินรัง’ ที่เป็นคนละกลุ่มกันเลย
“นกนางแอ่นพวกนี้ทำรังด้วยโคลน ไม่มีใครเอามากินแน่ ๆ”
ชนิดสุดท้ายที่กำลังกางปีกร่อนลมอยู่บนฟ้า พบได้บ่อยตามพื้นที่ชุ่มน้ำและริมชายฝั่งทะเลก็คือ ‘เหยี่ยวแดง’ นักล่าเหินเวหาสุดเท่ ผู้มีหัวสีขาว ปีกสีน้ำตาลแดง
แม้จะเป็นเส้นทางเดินแค่สั้น ๆ แต่การที่เราได้สังเกตรายละเอียดของชีวิตเล็ก ๆ รอบตัว ทำให้เส้นทางนี้พิเศษขึ้นมา และน้องนกเหล่านี้จะเป็นเพื่อนใหม่ของเรา หากใครมีเวลาและอยากดูนกมากกว่านี้ แนะนำให้ล่องเรือไปที่ป่าพรุควนขี้เสียน พื้นที่ Ramsar Sites แห่งแรกของไทย อยู่อีกฟากฝั่งของทะเลน้อย

ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าทะเลน้อย
ล่องเรือชุมชน ยลยอยักษ์ นาริมเล และทุ่งบัวแดง
มาพัทลุง ถ้าไม่ได้ล่องเรือชมทะเลสาบสงขลาและทะเลน้อยก็คงเหมือนมาไม่ถึง
ในทริปนี้ เราเลือกมาล่องเรือกับชุมชนบ้านชายคลองปากประ ตำบลลำปำ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ซึ่งเราได้ข้อมูลมาว่าเป็นชุมชนที่ทำงานเรื่องการอนุรักษ์ทะเลสาบหน้าบ้านอย่างเข้มแข็ง มีการกำหนดพื้นที่ห้ามจับสัตว์น้ำ วางกติกาชุมชน จนพลิกฟื้นทรัพยากรที่เคยหายไปให้กลับมาสมบูรณ์ได้อีกครั้ง
เรามาลงเรือกันที่สายคลองสองเลรีสอร์ตริมคลองปากประ เพื่อออกไปชมแสงแรกยามเช้าที่ปากอ่าวท่ามกลางวิวยอยักษ์ ซึ่งถือเป็นจุดเช็กอินไฮไลต์ของที่นี่

สุชาติ บุญญปรีดากุล ผู้ใหญ่บ้าน เล่าให้ฟังว่ายอที่เราเห็นอยู่นี้มีไว้จับ ‘ปลาลูกเบร่’ โดยเฉพาะ มันคือปลาขนาดเล็กที่ตัวเต็มวัยยาวแค่ 6 เซนติเมตร พบเฉพาะในทะเลสาบสงขลา จุดเด่นคือมีแคลเซียมสูงมาก ราคาตากแห้งอยู่ที่กิโลละ 300 – 400 บาท ส่วนออนไลน์อาจขึ้นไปถึงกิโลละ 700 – 1,200 บาท
“ถ้ามาแถวนี้ ผมแนะนำให้ชิมปลาลูกเบร่สดทอดขมิ้น เมนูที่มีเฉพาะที่นี่เท่านั้น เพราะปลาลูกเบร่เป็นปลาตัวเล็ก บอบบาง จัดส่งแบบสด ๆ ไม่ได้ ถ้าส่งไปที่อื่นต้องตากแห้งเท่านั้น” ผู้ใหญ่สุชาติเล่า
แต่ข่าวร้ายคือทุกวันนี้ปลาลูกเบร่ลดลงอย่างมาก สาเหตุหลักมาจากสารเคมีทางการเกษตรจากต้นน้ำ บวกกับน้ำเสียจากร้านอาหารและรีสอร์ตที่เพิ่มขึ้น ซึ่งปลาลูกเบร่อ่อนไหวต่อมลพิษเหล่านี้
เมื่อปลาลูกเบร่ลดลง อาชีพจับปลาแบบยกยอก็ค่อย ๆ หายไปเพราะไม่คุ้มทุน บางรายหันไปทำประมงแบบอื่น ส่วนบางรายก็เปลี่ยนอาชีพไปเลย
“สมัยก่อนแถวนี้มียอ 200 กว่าคัน แต่ตอนนี้เหลือแค่ 30” ผู้ใหญ่สุชาติเล่า


“ที่ผ่านมาเราร่วมกับมหาวิทยาลัยในการเพาะเลี้ยงปลาลูกเบร่ แต่ยังไม่สำเร็จ ปลาลูกเบร่เขาตกใจง่าย เอาขึ้นจากน้ำไม่เกิน 30 วินาทีก็ตายแล้ว การเก็บไปถังอนุบาลจึงค่อนข้างยาก การขนย้ายก็ไม่ควรเกิน 15 นาที ไม่งั้นไม่รอด ก็ต้องพยายามหาทางกันต่อไปครับ”
แม้ปัญหาสารเคมีต้นน้ำจะแก้ไขยาก แต่สิ่งหนึ่งที่ชุมชนพอทำได้ คือทำเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำประจำชุมชน กำหนดแนวเขต 117 ไร่ ห้ามจับสัตว์น้ำทุกชนิด รวมถึงทำบ้านปลาด้วยวัสดุธรรมชาติ
“ช่วงปีแรก ๆ มีบางคนไม่เข้าใจและมองว่าเป็นการไปกันพื้นที่ทำมาหากิน แต่พอเวลาผ่านไป เขาก็เริ่มเห็นผลว่าสัตว์น้ำกลับมาจริง ๆ จากแต่ก่อนที่เขาต้องออกเรือไปหากินไกล ๆ ตอนนี้แค่อยู่บริเวณรอบ ๆ เขตนี้ก็ได้แล้ว ประหยัดทั้งเวลา ทั้งค่าน้ำมัน ทำให้เขายอมรับและร่วมมือมากขึ้น เรามีการเก็บข้อมูลเทียบกันด้วย ในเขตอนุรักษ์เราจับกุ้งก้ามกรามได้ 3.2 กิโลกรัม ส่วนนอกเขตอนุรักษ์ได้แค่ 4 ขีด ส่วนปลาอื่น ๆ ในเขตอนุรักษ์ได้ 117 กิโลกรัม ส่วนนอกเขตได้แค่ 2 กิโลกรัม มันต่างกันชัดเจนมากครับ”
จากการเก็บข้อมูล พบว่า เดิมรายได้เฉลี่ย 300 – 400 บาท เพิ่มเป็น 1,500 – 3,000 บาทต่อลำต่อวัน

เราล่องเรือไปทางใต้โซนทะเลสาบสงขลาตอนบน เพื่อชมนาข้าวริมเลแห่งเดียวของไทย ซึ่งทำได้แค่ปีละครั้ง ชาวบ้านปักดำในช่วงน้ำลดกลางปี จากนั้นต้นข้าวก็เติบโตไปพร้อม ๆ กับระดับน้ำที่สูงขึ้น
“ข้อดีของการปลูกข้าวริมเลคือไม่ต้องใส่ปุ๋ยเลยครับ เพราะได้ปุ๋ยจากตะกอนธรรมชาติที่น้ำพัดมา ส่วนยาฆ่าแมลงก็ไม่ต้องใช้ เพราะน้ำขึ้นน้ำลงทำให้น้ำไหลเวียนตลอดเวลา พวกเพลี้ยก็อยู่ไม่ได้”
ตอนนี้เรือหางยาวของเราดับเครื่องนิ่งอยู่ใกล้ ๆ กับกอข้าว ทำให้เราได้เห็นแมลงปอตัวน้อยที่เกาะอยู่ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งผู้ช่วยกำจัดศัตรูข้าวที่สำคัญ รวมไปถึงนกปากห่างที่ช่วยกำจัดหอยเชอรี่


ระหว่างชมวิวแปลงนา เราก็ได้รับแจกอาหารเช้าที่มาในปิ่นโต และหนึ่งในเมนูพิเศษของเช้านี้คือขนมข้าวเม่า ซึ่งมาจากข้าวที่ปลูกริมเลนี้เอง
“ข้าวที่ปลูกเป็นข้าวอายุสั้น เช่น ข้าวหอมจัสมิน ข้าว กข55 เพราะต้องเกี่ยวให้ทันก่อนช่วงน้ำขึ้นปลายปี ซึ่งตอนนี้สำนักงานวิชาการการเกษตรกำลังพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ให้เป็น ‘ข้าวหอมนาริมเล’ เพื่อให้เป็นสายพันธุ์เฉพาะของที่นี่”

จากนั้นเราล่องเรือกลับขึ้นทางเหนือ ผ่านเขตอนุรักษ์ของชุมชน แวะถ่ายรูปกันที่ ‘ทุ่งแหลมดิน’ เกาะเล็ก ๆ กลางทะเลสาบที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำ และเข้าสู่ทุ่งบัวแดงกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาของทะเลน้อย บางจุดมีนกอีโก้งฝูงใหญ่กำลังหากิน บนฟ้ามีเหยี่ยวแดงบินร่อน หากมองหาดี ๆ อาจเจอเป็ดตัวน้อยลอยอยู่บนผิวน้ำ ส่วนบนตอไม้ระหว่างทางมักมีนกกาน้ำตัวสีดำหรือนกปากห่างเกาะอยู่
เสียดายเราไม่เจอควายน้ำ เนื่องจากฤดูนี้ระดับน้ำไม่สูงมาก ทำให้บนฝั่งมีหญ้าเพียงพอให้น้องควายหากิน แต่พอปลายปีถึงฤดูน้ำหลาก ทุ่งหญ้าเหล่านั้นจะถูกน้ำท่วม เราจึงมักเห็นควายมาหากินพืชน้ำ จนได้ชื่อว่าเป็น ‘ควายน้ำทะเลน้อย’ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางการเกษตรแห่งแรกของไทย


จากทะเลน้อย เราล่องเรือตัดเข้าคลองปากประซึ่งเชื่อมระหว่างต้นน้ำจากเทือกเขาบรรทัดกับทะเลสาบสงขลา และวนกลับมาที่สายคลองสองเลรีสอร์ต เป็นเวลา 2 ชั่วโมงแห่งความประทับใจ ทั้งจากความสวยงามของธรรมชาติและเรื่องราวการอนุรักษ์ของชุมชน เราได้แต่หวังว่าความอุดมสมบูรณ์ของที่นี่จะคงอยู่ไปนาน ๆ
บ้านปากประ พัทลุง
ลายแทงของอร่อย
1. หลาดใต้โหนด
ตลาดนัดสีเขียวใต้ต้นตาลโตนดบนที่ดินของกวีซีไรต์ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ที่เริ่มต้นจากการเป็นพื้นที่เรียนรู้และห้องสมุดสำหรับเด็ก ๆ ในชุมชน จนพัฒนาเป็นตลาดท้องถิ่นให้ชาวบ้านนำสินค้าปลอดสารพิษมาจำหน่าย ทุกวันนี้ขยายตัวจนมีร้านค้าและร้านอาหารกว่า 100 ร้าน จากอำเภอต่าง ๆ ในพัทลุง แต่ยังคงคอนเซปต์เดิม คือเป็นมิตรกับธรรมชาติและสินค้าท้องถิ่น
สิ่งแรกที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาที่นี่ คือชิมอาหารพื้นเมืองและขนมโบราณที่หาทานยาก เช่น จำปาดะทอด ขนมจู้จุน (ขนมฝักบัว) ขนมลา ข้าวเกรียบว่าว ไอติมตัดโบราณ ห่อหมกเห็ดย่าง ฯลฯ
ส่วนอาหารจานหลักมีให้เลือกหลากหลาย ขนมจีน ข้าวแกงพื้นบ้าน จนถึงเมี่ยงคำเสียบไม้
หากอยากซื้อของฝากติดไม้ติดมือ ที่นี่มีสินค้าชุมชนให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ทุเรียนทอด ปลาดุกร้า น้ำพริก ไปจนถึงสินค้าหัตถกรรมขึ้นชื่ออย่างกระเป๋าสานจากกระจูด และอื่น ๆ อีกมากมาย
หลาดใต้โหนด
2. สี่สิบเก้า – ๔๙
ร้านอาหารน่ารักที่ซ่อนตัวในสวนร่มรื่น มีโต๊ะให้นั่งทานอาหารใต้ต้นไม้ใหญ่ ซึ่งรสชาติอาหารดีไม่แพ้บรรยากาศ ใครมารับรองต้องติดใจ เมนูแนะนำ ได้แก่ ปลาดุกร้าทอด (หนึ่งในสินค้า GI ของพัทลุง) ลาบปลาทู ใบเหลียงผัดไข่ ฯลฯ หลังอิ่มอร่อยกับอาหารจานหลักแล้ว เดินไปอีกนิดก็จะเจอร้านกาแฟ ‘ในสวนคาเฟ่’ ที่บรรยากาศดีไม่แพ้กัน มีทั้งเครื่องดื่มและเค้ก
สี่สิบเก้า – ๔๙
3. ร้านอาหารวิวยอ ศรีปากประ
ร้านอาหารบรรยากาศดีริมปากอ่าวทะเลสาบสงขลาตอนบน ยิ่งมาช่วงเย็นจะเห็นแสงทองก่อนอาทิตย์ลับขอบฟ้า มีดนตรีสดให้ฟังเพลิน ๆ เมนูแนะนำคือปลาลูกเบร่ทอดขมิ้นและตำสายบัวกุ้งสด
ร้านอาหารวิวยอ ศรีปากประ

ทั้งหมดนี้คือทริป ‘The Cloud Journey : Routes to Roots 05 – Nature Route’ ที่เดินทางตามเส้นทางธรรมชาติสำรวจความอุดมสมบูรณ์ของจังหวัดนครศรีธรรมราชและพัทลุง เพื่อหาทั้งความคล้ายคลึงกันในวัฒนธรรมที่มีร่วมกัน และความแตกต่างที่แต่ละจังหวัดมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เป็นเส้นทางที่ 5 ใน 6 เส้นทางที่สร้างขึ้นจากการวิเคราะห์ข้อมูล True-dtac Mobility Data โดยศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการออกแบบเพื่อสังคม (Social Design Lab), คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ บริษัท เออร์เบินฟลิป จำกัด ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)
โดย Social Design Lab วิเคราะห์ข้อมูลการเดินทางท่องเที่ยวจาก True-dtac Mobility Data เพื่อเข้าใจพฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวจริงของนักท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่ นำไปสู่การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับพฤติกรรมและศักยภาพของพื้นที่ รวมถึงการเปิดพื้นที่ใหม่ที่ยังไม่ถูกค้นพบยังมีอีก 5 ทริปใน The Cloud Journey : Routes to Roots เส้นทางสำรวจรากวัฒนธรรมไทย ติดตามรายละเอียดได้ใน Facebook และเว็บไซต์ readthecloud.co
Write on The Cloud
Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ
