เรากลับมาจากฝรั่งเศสตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนแล้ว
สิ่งที่รู้สึกโชคดีทันทีที่เครื่องบินถึงประเทศไทย คือหนึ่ง เราไม่เจอมิจฉาชีพที่เลื่องชื่อพอ ๆ กับหอไอเฟล และสอง เราไม่รู้สึกถึง Paris Syndrome (อาการผิดหวังหลังจากกลับจากปารีส เพราะไม่โรแมนติกหรือสวยงามตรงกับที่คาดหวังไว้) แบบที่บางคนเป็น
เพราะนอกจากกระเป๋าเดินทางน้ำหนัก 10 กว่ากิโล สิ่งที่หอบกลับมาจากแดนน้ำหอมด้วย คือความทรงจำอันประทับใจ
ปารีสเต็มไปด้วยความหลากหลาย ทั้งผู้คน วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม อาหาร และอีกสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตของเมืองคือ ‘พิพิธภัณฑ์’
ทั่วทุกถนนมีพิพิธภัณฑ์เฉพาะทางและหอศิลป์แทรกตัวอยู่ จัดแสดงตั้งแต่งานสมัยโบราณไปจนถึงงานร่วมสมัย หลายแห่งอยู่ในพระราชวังเก่าแก่ บางแห่งเป็นอาคารรูปทรงโมเดิร์นล้ำสมัย หรือแม้แต่ตึกไซซ์จิ๋วเพียงห้องเดียว พวกเขาก็ยังเอามาทำพิพิธภัณฑ์ได้
แถมพิพิธภัณฑ์พวกนี้ยังไม่ร้างผู้คนแบบบางประเทศ แต่เต็มไปด้วยผู้ชมชาวปาริเซียงทุกเพศทุกวัยที่เข้ามาไม่ขาด ประหนึ่งว่ามิวเซียม-หอศิลป์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
แน่นอนว่า Musée du Louvre อันโด่งดังคือที่ควรไปในทริปของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก หรือ Musée d’Orsay ซึ่งเต็มไปด้วยงานกระแสอิมเพรสชันนิสม์เต็มอาคารสถานีรถไฟเก่า ก็ควรมาสักครั้งยามได้เยือนดินแดนต้นกำเนิดของศิลปะลัทธิประทับใจ
แต่ยังมีอีกพิพิธภัณฑ์หนึ่งที่เราตั้งใจอยากมาเห็นกับตาเนื้อ และหากเอ่ยชื่ออาจไม่ค่อยเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวมากนัก
‘Musée Guimet’ หรือ ‘Musée national des Arts asiatiques’ (พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียแห่งชาติ) คือจุดหมายที่ปักหมุดไว้ล่วงหน้านับเดือนสำหรับการมาเยือนครั้งนี้

Living City and Lively Museum
เงยหน้าขึ้นฟ้า เมฆดำตั้งเค้าก้อนใหญ่กำลังส่งสัญญาณเตือนว่าเม็ดฝนจะโปรยลงมาในอีกไม่ช้า
สองเท้ารีบจ้ำไปตามถนนแข่งกับเวลาและฝน ระหว่างทางผ่านย่านพิพิธภัณฑ์ ที่ตั้งของ Musée d’Art Moderne de Paris และ Palais de Tokyo ที่จัดแสดงศิลปะร่วมสมัยใหญ่ของเทศบาลเมืองปารีส ส่วนตรงกันข้ามเป็น Palais Galliera พิพิธภัณฑ์แฟชั่นในพระราชวังอายุกว่าร้อยปี
แม้ Paris Museum Pass บัตรเข้าพิพิธภัณฑ์ทั่วปารีสที่ถือไว้จะครอบคลุมพิพิธภัณฑ์ที่เอ่ยชื่อมา ประกอบกับความน่าสนใจของสิ่งที่กำลังจัดแสดง ซึ่งโชว์หราบนป้ายผ้าด้านหน้าอาคาร เหมือนกำลังกวักมือเรียกให้หันเท้าเดินเข้าไปด้านในอยู่ไหว ๆ แต่ด้วยเวลาอันจำกัดและความตั้งใจที่นำมาด้วยจากบ้าน ก็ทำให้ตัดใจเดินผ่านไปได้ไม่ยาก
กระทั่งอาคารทรงโค้งตรงหัวมุมของวงเวียนเล็ก ๆ เห็นเด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อระยะทางใกล้เข้ามา เป็นสัญญาณสิ้นสุดเส้นทางการเดินครั้งนี้
เราได้ยินชื่อ ‘กีเมต์’ ครั้งแรกในวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ ในฐานะสถานที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุจากทั่วเอเชียที่ใหญ่และครบครันแห่งหนึ่ง แม้พิพิธภัณฑ์อยู่ไกลถึงอีกฟากโลก ในทวีปยุโรปก็ตาม
ชื่อของพิพิธภัณฑ์ตั้งตาม Émile Guimet นักธุรกิจชาวฝรั่งเศสผู้รักและหลงใหลในเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เขาตระเวนไปเยือนอู่อารยธรรมทั่วโลก สะสมสิ่งของต่าง ๆ ที่พบ ไม่ว่าจะเป็นดินแดนไอยคุปต์ กรีซ รวมถึงซีกโลกตะวันออก เช่น จีนและญี่ปุ่น
คอลเลกชันส่วนตัวของเขาเริ่มต้นจัดแสดงสู่สายตาสาธารณชนในพิพิธภัณฑ์ที่เมืองลียง ก่อนย้ายมาที่กรุงปารีสในปีเดียวกับที่หอไอเฟลสร้างเสร็จ นับจนวันนี้ก็ 136 ปีพอดี
Eastern within Western
ติ๊ด
เสียงสแกนบัตรเข้าชมจากหน้าจอโทรศัพท์ดังขึ้นกลางโถงหน้าของพิพิธภัณฑ์ ขณะที่ด้านนอก ฝนที่วิ่งไล่หลังเริ่มเทลงมาพอดี
“คุณต้องการแผนที่ไหม” มือของภัณฑารักษ์ตรงหน้ายื่นแผ่นพับขนาดกะทัดรัดให้ทันทีที่พยักหน้ารับ

สิ่งแรกที่เจอเมื่อก้าวถึงคือ ‘ลานเขมร’ (Khmer Courtyard) ซึ่งมีไฮไลต์คือรูปสลักขนาดมหึมาที่ยกราวสะพานหินจากปราสาทพระขรรค์ เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา มาประกอบใหม่ที่นี่
หัวสะพานเป็นรูปอสูรมือจับลำตัวนาคที่ส่วนหัวกำลังแผ่พังพานต้อนรับทุกคนเมื่อมาถึง

ในช่วงนั้น ประติมากรรมสำริดรูปวิษณุอนันตศายินปัทมนาภะหรือนารายณ์บรรทมสินธุ์ ซึ่งพบที่ปราสาทแม่บุญตะวันตก ประเทศกัมพูชา ส่งจากพิพิธภัณฑ์แห่งชาติกรุงพนมเปญ มาอนุรักษ์ที่ห้องปฏิบัติการในเมืองน็องต์ และไหน ๆ มาเที่ยวเมืองฝรั่งเศสทั้งที ท่านเลยได้อยู่ต่อให้คนยลโฉมที่ลานเขมรนี้ด้วย
แต่โชคร้าย เราไปถึงก่อน 2 วัน ลานเขมรถูกบังด้วยป้ายผ้าขนาดใหญ่ พร้อมชื่อนิทรรศการพิเศษที่กำลังจะเผยโฉม โดยมีภัณฑารักษ์กำลังง่วนจัดเตรียมอยู่ด้านใน เลยทำได้เพียงลอบมองประติมากรรมที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากลุ่มน้ำโตนเลสาบสู่ริมแม่น้ำแซนผ่านช่องระหว่างผ้าที่ปิดอยู่ด้วยความเสียดาย
Ancient Khmer Empire
ถึงผู้ชมเดินไปมาขวักไขว่ แต่เสียงในห้องจัดแสดงกลับเงียบสงบ บางคนยืน บางคนนั่ง จุดร่วมคือต่างคนต่างดูสิ่งของตรงหน้าอย่างพินิจ
ส่วนหนึ่งอาจเพราะไฟในห้องจัดแสดงไม่สว่างนัก ใช้สปอตไลต์เน้นไปที่วัตถุแต่ละชิ้น นอกจากทำให้มวลโดยรวมสงบแล้ว แสงเงายังช่วยให้โฟกัสของได้ดีขึ้นด้วย
การได้อยู่ท่ามกลางศิลปวัตถุต่าง ๆ ที่เคยเห็นทั้งในหนังสือหรือที่อาจารย์ฉายบนสไลด์ในคลาส คือความสุขอย่างยิ่ง
การได้หายใจร่วมกับสิ่งของที่หายใจไม่ได้เหล่านี้ คือการเติมเต็มความหลงใหลของนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์อย่างเต็มเปี่ยม

ชั้นล่างของกีเมต์แบ่งส่วนจัดแสดงเป็น 2 ฝั่งตามปีกของอาคาร ทางขวาเป็นโซนโบราณวัตถุศิลปะเขมรโบราณที่ส่วนใหญ่เคลื่อนย้ายออกมาจากประเทศกัมพูชามาเมื่อร้อยปีก่อน
อย่างที่รู้กัน กัมพูชาเคยเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจฝรั่งเศสอยู่ระยะหนึ่ง ซากปราสาทต่าง ๆ กลางป่าล้วนแต่เป็นของแปลกใหม่และน่าตื่นใจของผู้เป็นเจ้าอาณานิคมในตอนนั้น
การประกาศให้โลกรู้ว่าฝรั่งเศสเป็นผู้ได้ครอบครองอดีตอารยธรรมอันยิ่งใหญ่นี้ เป็นสาเหตุของการนำโบราณวัตถุต่าง ๆ ข้ามน้ำข้ามทะเล เพื่อมาศึกษาและโชว์ในงาน World Expo 1878 ที่ปารีส


วันนี้ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของปราสาทหลากหลายสมัยในอารยธรรมเขมรโบราณยังไม่ได้กลับบ้าน แต่เปลี่ยนที่ทางย้ายมาอยู่ในกีเมต์ เช่น หน้าบันจากปราสาทบันทายสรี ปราสาทหินทรายสีแดงที่ยกย่องกันว่างามที่สุดแห่งหนึ่งในกัมพูชา รวมถึงยอดปราสาท ทับหลัง เสาประดับกรอบประตู ที่หลายชิ้นใหญ่โตจนอดสงสัยไม่ได้ว่าขนกันมาด้วยวิธีไหน
ชิ้นที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือโมเดลปราสาทบายนที่มีคำว่า ‘SIAM’ แปะป้ายไว้ ซึ่งช่วงความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาคุกรุ่น โมเดลชิ้นนี้ได้หยิบมาให้เห็นกันในโซเชียลอยู่บ่อย ๆ

นอกจากนี้ยังมีบรรดาประติมากรรมในศาสนาฮินดูและพุทธขนาดต่าง ๆ เช่น เทวรูปพระหริหะ (รูปบุคคลครึ่งพระวิษณุ-พระศิวะในองค์เดียวกัน) ที่มีวงโค้งรูปเกือกม้าอยู่ด้านหลัง เทคนิคของช่างในสมัยพนมดา (ร่วมสมัยกับสมัยทวารวดีในไทย) ช่วยยึดพระกรของรูปสลักไม่ให้หัก รวมถึงเศียรของรูปสลักพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งพบในประเทศไทยด้วย

Cradle of Civilization
ทางซ้ายมือของลานเขมร เป็นห้องโบราณคดีและประติมากรรมอินเดีย (Indian Archaeology and Sculpture) จัดแสดงโบราณวัตถุจากทั่วประเทศอินเดีย หนึ่งในบ่อเกิดของอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ของโลก
ศิลปะที่นำมาโชว์ครอบคลุมหลากหลายสมัย ตั้งแต่อินเดียโบราณจนถึงศิลปะของอาณาจักรต่าง ๆ ที่ครอบครองแต่ละพื้นที่ของอินเดีย เช่น คันธาระ อมราวดี คุปตะ มถุรา ฯลฯ

ช่วงแรก ช่างอินเดียไม่กล้าสร้างพระพุทธองค์ในรูปร่างมนุษย์ จึงใช้การสลักเป็นภาพเล่าเรื่องแทน เห็นได้จากศิลปะอมราวดีในอินเดียภาคใต้ที่ทำเป็นภาพบัลลังก์ใต้ต้นโพธิ์ เพื่อสื่อถึงเหตุการณ์ในช่วงตรัสรู้ หรือหากต้องการเล่าเรื่องการออกบวชของเจ้าชายสิทธัตถะ ก็ทำเป็นภาพม้าวิ่งโดยไม่มีคนขี่
ในเวลาไล่เลี่ยกัน หากขึ้นไปทางอินเดียเหนือและแถบอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน เคยมีศาสนาพุทธเจริญรุ่งเรืองอยู่ ผลจากการติดต่อกับโลกตะวันตกทำให้ช่างในบริเวณนี้เริ่มสร้างพระพุทธรูปที่เป็นมนุษย์ เช่นเดียวกับเหล่าพระโพธิสัตว์ก็มีหน้าตาแบบฝรั่งและทรงผมเป็นมุ่นมวยที่นำรูปแบบจากเทวรูปกรีก-โรมันมาปรับใช้
ศิลปะสมัยนี้จึงนับเป็นปฐมบทแห่งการสร้างพระพุทธรูปแบบที่เราเห็นกัน

เมื่อเวลาผ่านไป พระพุทธรูปจึงค่อย ๆ มีรูปร่างหน้าตาและวัสดุแตกต่างกันออกไป ตามแต่ช่างในท้องถิ่นจะรังสรรค์
พระพุทธรูปอีกองค์ที่เราอยากมาเห็นคือพระพุทธรูปยืนสมัยคุปตะ มีจีวรเป็นริ้วสวยงาม ด้านหลังพระเศียรมีแผ่นวงกลมหรือประภามณฑล พร้อมลวดลาย ถือเป็นหนึ่งในรูปแบบพระพุทธรูปที่มีสุนทรียะสวยงามที่สุดสมัยหนึ่งของอินเดีย


ส่วนโบราณวัตถุเนื่องในศาสนาอื่น ๆ ก็มีให้ดูไม่น้อย เช่น ศิวนาฏราช พระศิวะกำลังร่ายรำอย่างรุนแรง (จนไฟลุก) เหยียบอยู่บนหลังอสูร เป็นอีกชิ้นมาสเตอร์พีซที่สร้างในสมัยราชวงศ์โจฬะ จากอินเดียภาคใต้
ยังมีรูปสลักที่มองครั้งแรกอาจนึกว่าเป็นพระพุทธเจ้า ทว่าหากมองดี ๆ จะเห็นว่ารูปสลักกำลังเปลือยกายอยู่ นั่นคือ มหาวีระ ศาสดาในศาสนาเชน มีรูปลักษณ์ทั้งท่ายืนและนั่งสมาธิคล้ายกับพระพุทธรูป

Indianication
ศิลปะในอินเดียส่งอิทธิพลไปยังดินแดนต่าง ๆ
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้บ้านเราก็ได้รับมาด้วย ผ่านทั้งการค้าและการเผยแผ่ศาสนาอย่างต่อเนื่องนับพันปี

รูปแบบของงานศิลปะหลายชิ้นจากแดนภารตะในห้องก่อนหน้าจึงเทียบได้กับที่พบในกลุ่มประเทศอาเซียนที่อยู่ห้องด้านหลัง ซึ่งเป็นเครื่องมือของนักประวัติศาสตร์ศิลปะในการนำมากำหนดอายุและหาความสัมพันธ์
ในห้องนี้เราพบศิลปวัตถุหลากหลายสมัยจากเมืองเก่าต่าง ๆ ในอาเซียน เช่น พระพุทธรูปทำจากหินภูเขาไฟจากมหาสถูปบุโรพุทโธบนเกาะชวาในอินโดนีเซีย ปูนปั้นประดับสถูปสมัยทวารดีจากประเทศไทย ปลอกมุขลึงค์ศิลปะจามจากเวียดนาม ฯลฯ


ชั้นที่ 2 (หากดูตามแผนที่จะเป็น 1st Floor) และชั้นบนสุดเป็นคอลเลกชันศิลปะที่พบในดินแดนตามเส้นทางสายไหม เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และแถบหิมาลัย รวมถึงเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ต่าง ๆ
ชิ้นเด็ด ๆ ของโซนนี้ส่วนใหญ่เป็นรูปเคารพในศาสนาพุทธนิกายมหายานและวัชรยานที่คนไทยพุทธอาจไม่คุ้นตานัก อย่างโบราณวัตถุจากตุนหวง เมืองโบราณริมเส้นทางสายไหม หรือภาพวาดมัณฑาละบนผืนผ้าไหม ถึงผ่านเวลามานับพันปี แต่ยังคงสีสันสดใสอย่างเหลือเชื่อ


อีกส่วนที่ชอบและอยากพูดถึง คือห้องสมุดประวัติศาสตร์ (Historic Library) ซึ่งเป็นส่วนดั้งเดิมของพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่ Émile Guimet ยังมีชีวิต และไม่ถูกเปลี่ยนแปลงหลังจากรีโนเวตครั้งล่าสุด
ห้องสมุดรูปวงกลมนี้แวดล้อมด้วยพระพุทธรูปศิลปะจีนทั้งประทับนั่งและยืน เป็นอีกโซนที่สงบ และถ้ามีเวลาเหลือเฟือ น่ามาใช้เวลาอ่านหนังสือท่ามกลางโบราณวัตถุ เป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่ไหน
อันที่จริงแล้วที่กีเมต์ยังมีคอลเลกชันโบราณวัตถุอีกมหาศาล หลายชิ้นเป็นชิ้นสำคัญและเป็นชิ้นครูที่อยู่ในหนังสือเฉพาะทาง ที่นี่จึงเป็นขุมทรัพย์อันล้ำค่าของผู้หลงใหลในประวัติศาสตร์ ศิลปะ และโบราณคดี

Parting, But Not the End
I want a museum that thinks, speaks and lives – Émile Guimet เคยกล่าวไว้
พิพิธภัณฑ์ในแบบของกีเมต์ ไม่ใช่เพียงสถานที่จัดแสดงโบราณวัตถุ แต่มีความคิด พูดได้ และมีชีวิต
ว่ากันว่ายามมีความสุข เวลามักผ่านไปเร็ว และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่เรารู้สึกว่าเวลาในพิพิธภัณฑ์หมุนไวพอสมควร จนนาฬิกาเตือนผ่านตัวเลขว่า ถึงเวลาที่จะต้องบอกลากีเมต์กันเพียงเท่านี้
วันนี้เป็นการชิมลางแบบพอหอมปากหอมคอ จริง ๆ แล้วในการใช้ชีวิตที่กีเมต์ควรมีเวลาสักครึ่งวัน หรืออาจถึงเต็มวันเลยก็ได้ถ้ามีเวลาเหลือเฟือ ซึ่งน่าจะพอสำหรับการดูโบราณวัตถุที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์นี้แบบละเอียด
ข้างนอกฝนซาเม็ดแล้ว เราเดินออกมาจากพิพิธภัณฑ์อย่างอิ่มเอม หมายมั่นจะกลับมาดูให้หนำใจหากมีโอกาสอีกครั้ง
ปารีสรุ่มรวยด้วยศิลปะและวัฒนธรรมสมคำยกย่อง สิ่งละอันพันละน้อยในเมืองนี้ช่วยเติมเต็มความฝันและชีวิตของใครหลายคนที่ได้มาเยือน
หนึ่งในนั้นคือเรา

Write on The Cloud
Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ




