‘มุมไบ (Mumbai)’ หัวเมืองสำคัญแลนด์มาร์กฝั่งทะเลตะวันตกของอินเดีย ศูนย์กลางธุรกิจ การค้า การศึกษา ประวัติศาสตร์ทางสถาปัตยกรรม ปัจจุบันเป็นเมืองที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนศิลปวัฒนธรรมของอินเดีย การเดินท่องเที่ยวไปตามย่านต่าง ๆ ของเมืองให้ความรู้สึกและประสบการณ์ที่หลากหลาย
Gateway of India
‘Gateway of India’ แลนด์มาร์กที่มีชื่อเสียงที่สุดของมุมไบ สัญลักษณ์ของการเป็นอาณานิคมแห่งสหราชอาณาจักรที่คงอยู่มา 100 ปี ปัจจุบันเป็นสัญลักษณ์ประตูสู่อินเดียและหมุดหมายของผู้คนที่มามหานครแห่งนี้ ทำเลที่ตั้งอยู่ริมอ่าวฝั่งทะเลตะวันออกบนพื้นที่โล่ง จึงมีความโดดเด่นในยามรุ่งเช้า

The Taj Mahal Palace
สถานที่ที่ตั้งอยู่ใกล้กับ Gateway of India คือ ‘The Taj Mahal Palace’ โรงแรมอายุกว่า 120 ปี ขนาด 290 ห้อง สถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่าง Moorish และ Florentine Renaissance มีราคาห้องพักแพงที่สุดในมุมไบ สร้างขึ้นในยุคสมัยที่อินเดียยังอยู่ภายใต้อาณานิคมอังกฤษ โดยมหาเศรษฐี Jamsetji Tata นักธุรกิจอุตสาหกรรมผู้ก่อตั้ง Tata Group มีความตั้งใจที่จะสร้าง ‘ความภาคภูมิแห่งมุมไบ’ หลังจากเหตุกาฬโรคระบาดครั้งใหญ่ที่คร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 100,000 คน (ทุกวันนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ากาฬโรคที่เคยระบาดในยุโรปเมื่อกว่า 400 ปีก่อนกลับมาอุบัติในตอนนั้นได้อย่างไร)

การก่อสร้างใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในสมัยนั้น อย่างลิฟต์โดยสารระบบไอน้ำจากเยอรมนี (สมัยเริ่มกิจการยุคนั้นยังไม่มีไฟฟ้า) โครงสร้างเสาและโดมที่ใช้เหล็กจากแหล่งผลิตเดียวกับหอไอเฟล ประโยชน์ของโดมนอกจากความสวยงาม ยังเป็นจุดอ้างอิงของทหารเรือในการคำนวณหาตำแหน่งเรือในอ่าวมุมไบ ด้วยความที่เป็นโรงแรมหรูหรา บางทีมีการจัดกิจกรรมแปลก ๆ ของบรรดามหาเศรษฐี เช่น มหกรรมขี่ม้าสุดยิ่งใหญ่อลังการ (Equestrian Extravaganza) ซึ่งปกติกิจกรรมจำพวกนี้จะจัดตามที่โล่งหรือในสนามม้า แต่นี่จัดภายในโรงแรม มีการทำรองเท้าหุ้มแข้งกันลื่นสวมให้ม้าใส่เป็นพิเศษสำหรับใช้เดินในโรงแรม
รอยแผลทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกด้วยความรุนแรง ปี 2008 กลุ่มติดอาวุธมุสลิมหัวรุนแรงที่ผ่านการฝึกทางยุทธวิธี 10 นาย เดินทางจากปากีสถานด้วยเรือประมงอินเดียที่ยึดได้กลางทะเล สังหารลูกเรือแล้วล่องขึ้นฝั่งทางตอนใต้ของเมือง กระจายกำลังเป็น 5 ชุด เดินทางแยกกันด้วยรถแท็กซี่ ระเบิดตั้งเวลาถูกวางในรถแท็กซี่ที่โดยสารมา 2 คัน คนขับเสียชีวิตจากการระเบิด ผู้ก่อการร้าย 2 ชุดเดินทางถึง The Taj Mahal Palace ชุดแรกลงมือสังหารคนในห้องโถงโรงแรม 20 คน จากนั้นเดินขึ้นไปแต่ละชั้นพร้อมกับยิงผู้คนตามรายทาง ยึดโรงแรมและตัวประกันไว้ได้จนถึงเช้าวันที่ 3 หลังจากเริ่มโจมตี

การยึดโรงแรมยาวนาน 3 คืนโดยไม่มีการนอนพัก หลังผ่านไป 60 ชั่วโมง ผู้ก่อการร้ายทั้ง 4 คนถูกสังหารในที่เกิดเหตุ ผู้เสียชีวิตในโรงแรม 32 คน หนึ่งในนั้นเป็นหญิงสัญชาติไทย มีรายงานว่าผู้สั่งการฝั่งปากีสถานคอยให้ข้อมูลสถานการณ์ทางโทรศัพท์ตลอดช่วงเวลาปฏิบัติการ บางตอนของการสนทนากับผู้สั่งการซึ่งถูกดักฟังได้ มีคำสั่งให้เผาโรงแรมและสังหารตัวประกันทุกคน แต่ให้แน่ใจว่าจะไม่มีการทำร้ายเหยื่อที่เป็นชาวมุสลิม หลายตอนของการสนทนาเป็นการย้ำถึงเป้าหมายของภารกิจที่ต้องสร้างความสูญเสียให้ได้มากที่สุด ไม่มีการยอมให้จับกุม ให้สู้จนถึงตายเท่านั้น ทั้งยังอ้างว่าพระเจ้าจะคอยอยู่เคียงข้าง
Chhatrapati Shivaji Maharaj Terminus (CST)
‘Chhatrapati Shivaji Maharaj Terminus (CST)’ สถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุดของมุมไบ เป็นอาคารมรดกโลกด้านสถาปัตยกรรม ด้วยจำนวนท่าเทียบรถไฟ 18 ชานชาลา อายุ 137 ปี (สถานีหัวลำโพงมี 10 ชานชาลา อายุ 108 ปี) แต่ละวันมีผู้ใช้บริการราว 3,000,000 คน (เป็นรองสถานีชินจูกุ โตเกียวที่ 3.5 ล้านคน) มีรอบของรถไฟมากกว่า 1,250 รอบต่อวัน เป็นสถานีที่มีการบริการมากที่สุดของอินเดีย และใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์อยู่เป็นเนือง ที่โด่งดังคือฉากเต้นกลางสถานีในเรื่อง Slumdog Millionaire (ปี 2008)


กลุ่มก่อการร้าย 2 นายมาถึงสถานี CST เวลา 21.00 น. ซึ่งยังเป็นเวลาที่มีผู้โดยสารอยู่มาก หลังจากเปิดฉากยิงมีความพยายามระงับเหตุโดยตำรวจที่ประจำอยู่สถานีตรงข้าม หลังยิงปะทะกันอยู่พักใหญ่ ผู้ก่อการร้ายซึ่งได้เปรียบด้านทักษะและอาวุธสงครามสังหารตำรวจไป 6 นาย รวมมีผู้เสียชีวิตบริเวณสถานีรถไฟ 58 คน บาดเจ็บนับร้อยคน ผู้ก่อเหตุพยายามบุกเข้าไปในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้เคียง แต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่ปิดประตูทัน จากนั้นชิงรถตำรวจหลบหนีไปแต่ก็จนมุมที่ด่านสกัด จับกุมผู้ก่อการร้ายได้ 1 รายและเป็นเพียงรายเดียวที่ไม่ถูกสังหารระหว่างปฏิบัติการ (ภายหลังถูกตัดสินประหารชีวิต)

หลังเหตุก่อการร้ายตามมาด้วยการสืบสวนครั้งใหญ่ รัฐบาลอินเดียถูกวิจารณ์อย่างหนักในแง่ที่หน่วยข่าวกรองเคยแจ้งเตือนถึงแนวโน้มก่อการร้ายแล้ว แต่รัฐไม่ตอบสนองต่อคำเตือนนั้น (ก่อนหน้าเหตุการณ์นี้ในปีเดียวกันก็มีเหตุวินาศกรรมรถไฟ มีผู้เสียชีวิต 180 คน) อีกทั้งการส่งหน่วยปฏิบัติการพิเศษหลังจากเกิดเหตุล่าช้ากว่า 10 ชั่วโมง เพราะปัญหาการประสานงานระหว่างรัฐบาลกลางที่นิวเดลีและมุมไบ จนรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยได้ลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ
Leopold Cafe & Bar
‘Leopold Cafe & Bar’ ร้านอาหารเก่าแก่อายุกว่า 150 ปี อยู่ริมถนน Colaba Causeway เป็นย่านร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก เป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยวในรูปแบบ ‘East Meets West’ (คล้ายย่านสีลม) ที่นี่เป็นร้านที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมือง เหมือนไปถึงมุมไบต้องถ่ายรูปกับ Gateway of India แล้วก็ต้องแวะมาเช็กอินที่ร้านนี้ รายการอาหารส่วนใหญ่เป็นแนว European Cuisine เครื่องดื่มเน้นไปทางแอลกอฮอล์ ราคาสมเหตุสมผล ในช่วงหัวค่ำวันสุดสัปดาห์จะต้องจองโต๊ะหรือรอคิวสักหน่อย

Leopold Cafe & Bar ตกเป็นเป้าหมายโจมตีจากกลุ่มติดอาวุธมุสลิมหัวรุนแรง 2 นาย ในช่วงกลางคืนซึ่งในร้านเต็มไปด้วยผู้มาใช้บริการ ปฏิบัติการกราดยิงและใช้ระเบิดมือในเวลา 5 นาที จากนั้นวิ่งไปก่อเหตุต่อที่ The Taj Mahal Hotel ซึ่งอยู่ไม่ไกล มีผู้เสียชีวิตภายในร้าน 10 ราย บาดเจ็บจำนวนมาก ปัจจุบันร้านยังคงเก็บร่องรอยกระสุนปืนที่ทะลุกระจกหน้าร้านไว้โดยการครอบด้วยกระจก
Dadar Flower Market
‘Dadar Flower Market’ ตลาดขายดอกไม้-ผักผลไม้สด ติดสถานีรถไฟ Dadar เป็นตลาดริมถนนที่ยาวเกือบ 2 กิโลเมตร เปิดขายแต่เช้ามืด คล้ายปากคลองตลาดบ้านเราแต่พลุกพล่านวุ่นวายและมีสีสันกว่ามาก ทั้งดอกดาวเรือง ดอกเบญจมาศ ดอกกุหลาบ ดอกโบตั๋น ดอกเยอบีรา ดอกลิลลี ดอกบัว วางขายในตะกร้าสาน ผู้ค้าและคนงานแบกตะกร้าหรือถุงกระสอบเดินลำเลียงสินค้าไปมาระหว่างร้านค้า รถรับส่งและรถไฟสินค้าที่เป็นเหมือนเส้นเลือดใหญ่ของระบบขนส่ง
อินเดียเป็นประเทศที่ใช้ดอกไม้ทั้งในชีวิตประจำวันและพิธีกรรมต่าง ๆ ในปริมาณมหาศาล ถ้าอยากเห็นความหลากหลายในสีสันของวัฒนธรรมอินเดีย Dadar Flower Market เป็นหนึ่งในสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพ ชาวบ้านเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว เดินเล่นได้ปลอดภัยดี ต้องมาตั้งแต่เช้ามืด เพราะหลังฟ้าสว่างตลาดจะวายกลายเป็นตลาดขายเสื้อผ้าในช่วงกลางวัน


ในแต่ละปีจะมีการจัดกิจกรรมทางศิลปะ ‘Mumbai Urban Art Festival’ ตามย่านต่าง ๆ ของเมือง ศิลปะตามผนังเป็นสิ่งหนึ่งที่หลงเหลือจากนิทรรศการในแต่ละปี นักท่องเที่ยวที่สนใจด้านนี้มักจะเดินหาภาพผนังตามจุดต่าง ๆ ของเมือง ตามความตั้งใจของผู้จัดนิทรรศการที่อยากให้นักท่องเที่ยวได้มีประสบการณ์ในแต่ละย่านของเมือง Dadar Flower Market ก็เคยเป็นย่านจัดนิทรรศการเมื่อหลายปีก่อน
Sassoon Docks
‘Sassoon Docks’ เป็นตลาดเช้าอีกแห่งที่น่าสนใจในแง่วิถีชีวิตดั้งเดิม เป็นท่าเรือเก่าแก่และเป็นตลาดปลาใหญ่ที่สุดของเมือง ชื่อ ‘Sassoon’ มาจากชื่อตระกูลวาณิชย์ที่เก่าแก่ของอินเดียผู้ครอบครองพื้นที่เดิมสมัยศตวรรษที่ 18 ความมั่งคั่งและอิทธิพลจากการขนส่งสินค้าและทรัพยาการแลกเปลี่ยนระหว่างเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกในยุคนั้น เทียบได้กับตระกูล Rothschilds ของยุโรป


ภายหลังท่าเรือนี้ถูกซื้อและบริหารจัดการโดยการท่าเรือมุมไบ ความเป็นตลาดเช้าแปลว่า ถ้าจะมาเที่ยวดูกิจกรรมควรต้องมาก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ช่วงก่อนหัวรุ่งเป็นช่วงที่เรือประมงจะเข้ามาเทียบท่าเพื่อถ่ายเทปลาที่จับได้มาขายต่อให้กับผู้รับซื้อคนกลาง การเดินเข้าตลาดปลาช่วงตี 4 – 5 ถ้าไปครั้งแรกบรรยากาศอาจจะดูน่ากลัวหน่อยเพราะฟ้ายังมืดอยู่ คนเยอะวุ่นวายเสียงดังมาก พื้นก็เปียกไปด้วยน้ำสกปรกเหม็นคาวปลา
สักพักเราก็จะรู้ว่าบรรยากาศเหล่านั้นไม่เป็นปัญหาสำหรับคนที่สนใจในวิถีชีวิต พอตะวันขึ้น แสงเริ่มสว่างเราจะเห็นสีสันของผู้คน ภาชนะ และสถานที่ เห็นความเคลื่อนไหวของกิจกรรมที่แปรเปลี่ยนไปตามกระแสของเวลา

การจัด ‘Mumbai Urban Art Festival’ ในพื้นที่ Sassoon Docks เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดปลาแห่งนี้เป็นที่รู้จักและเป็นจุดท่องเที่ยวแห่งใหม่ ศิลปินจากหลายประเทศตอบรับเข้าร่วมกิจกรรมทางศิลปะ ภายใต้แนวคิด ‘การเปลี่ยนแปลงของน้ำ อันเป็นผลจากน้ำมือมนุษย์’ เชื่อมโยงแนวคิดทางศิลปะและสิ่งแวดล้อม เป็นภาพสะท้อนของทุนนิยม พลาสติก เคมีโลหะ ที่ปนเปื้อนในชีวิตและธรรมชาติ
Dharavi
ตึกในบางย่านจะมีพวกงานศิลปะบนกำแพงที่วาดไว้หลายปี จากเทศกาลศิลปะที่เคยจัดในอดีต เช่น ภาพ Drop of Sky (St+art Festival 2018) โดย Miles Toland ศิลปินชาวเม็กซิกันที่วาดภาพไว้บนผนังตึกในย่านใกล้กับสลัมดาราวี เป็นภาพสะท้อนสตรีผู้ที่มีสถานะชนชั้นล่างของอินเดียที่ต้องทำงานหนักและอดทน เป็นแรงขับเคลื่อนของสังคมแม้จะอยู่ในมุมเล็ก ๆ
“She embodies the light and mystery of the sky,
supporting the spectrum of colors without holding onto any of them for too long,
collecting gifts from the clouds and drinking their stories,
walking among us while her eyes are fixed on the stars.”


ภาพ Dharavi’s hip hoppers (St+art Festival 2018) โดย Guido van Helton ศิลปินชาวออสเตรเลีย ถ่ายทอดกิจกรรมของเด็ก ๆ ย่านสลัมดาราวีที่ใช้เวลาว่างเข้าร่วมกิจกรรมฝึกเต้นฮิปฮอป ซึ่งก่อตั้งโดยกลุ่มนักเต้นทักษะสูงในนาม ‘SlumGods’ พวกเขาเชื่อว่าฮิปฮอปคือวิธีสื่อสารโดยไม่ต้องการคำพูด นักเต้นบางคนให้นิยามว่า ‘It allows us to be.’ ภาพบนผนังตึกสูง 8 ชั้นสะท้อนแนวคิด ‘พลังและการฝึกฝนทักษะในทำนองสร้างสรรค์ของดาราวี’
มุมไบเป็นเมืองที่ความหนาแน่นของประชากรสูงระดับต้นของโลก ราว 20,000 – 30,000 คนต่อตารางกิโลเมตร (กรุงเทพมหานครราว 5,000 – 6,000 ตารางกิโลเมตร) การมีบ้านเดี่ยวหรือถือครองที่ดินสักแปลงหนึ่งต้องมีฐานะทางการเงินในระดับดีมาก เมื่อพื้นที่อยู่อาศัยมีจำกัด ประชากรเกือบครึ่งในเขตเมืองจำต้องอาศัยในชุมชนแออัด สลัมดาราวีเป็นสลัมใหญ่ที่สุดในเอเชีย พื้นที่ประมาณ 1,600 ไร่ (ราว 3 เท่าของสวนหลวง ร.9) ประเมินว่ามีผู้อาศัยราว 700,000 – 1,000,000 คน
นอกจากเป็นที่พักอาศัยแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งงานอุตสาหกรรมขนาดเล็ก พวกงานวัสดุก่อสร้าง งานสิ่งทอและเครื่องหนัง งานเครื่องปั้น งานผลิตอาหารและของใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะงานแปรรูปขยะที่มีปริมาณมหาศาลในแต่ละวัน

ในภาพอาจเป็นโรงเรียนที่เล็กที่สุดในโลกสำหรับเด็กนักเรียน 40 คน และครู 1 คน ห้องเรียนที่เหมือนห้องเก็บของขนาดราว 2 x 3 เมตร ในสลัมดาราวี ถ่ายจากประตูทางเข้า ครูนั่งอยู่มุมซ้ายสุด นักเรียนนั่งพื้นกับโต๊ะไม้เก่า มีไฟแสงสว่าง พัดลมเพดานกับนาฬิกาแขวนผนัง (เข็มนาฬิกายังเดินตรงอยู่)
ภาพยนตร์ Slumdog Millionaire (ปี 2008) มีหลายฉากถ่ายทำในดาราวี สร้างความรู้สึกต่อผู้ชมทั้งความสะเทือนใจต่อชะตาชีวิตตัวละครและความเป็นอยู่ในชุมชนอันยากลำบาก แต่ก็ให้มุมมองต่อความรักและความหวังถึงอนาคต ความโด่งดังของภาพยนตร์ส่งผลต่อชุมชนอย่างมหาศาล เกิดธุรกิจนำเที่ยวชมสลัมที่ได้รับความนิยมจนทุกวันนี้ หน่วยงานด้านพัฒนาคุณภาพชีวิตในระดับรัฐบาลและสากลต่างยื่นมือมาพัฒนาคุณภาพชุมชน จากประสบการณ์ส่วนตัวที่เข้ามาเดินถ่ายภาพในสลัมด้วยตัวคนเดียว คิดว่าปลอดภัยดี ผู้คนเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว ยิ่งถือกล้องไปด้วยก็เป็นที่สนใจของเด็ก ๆ ที่อยากเข้ากล้องด้วย
ที่จริงแผนพัฒนาสลัมแห่งนี้โดยรัฐบาลถูกวางนโยบายไว้หลายสิบปีก่อนมีภาพยนตร์ มีกลุ่มทุนด้านอสังหาเสนอแนวคิดการพัฒนาเป็นเมืองสมัยใหม่ แต่ฝ่ายค้านแย้งว่าเป็นการลงทุนที่เอื้อประโยชน์ต่อสมาชิกฝ่ายรัฐบาล ในแง่หาผลประโยชน์จากการจัดการที่ว่างอันมีมูลค่ามหาศาลหากรื้อถอนสลัมออกไปได้

Dhobi Ghat
อุตสาหกรรมซักรีดในเมืองที่มีประชากรระดับ 20 ล้านคนย่อมไม่ใช่ธุรกิจเล็ก ๆ ‘Dhobi Ghat’ เป็นศูนย์ซักรีดกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นอุตสาหกรรมเก่าแก่ที่อยู่คู่เมืองยาวนานกว่า 130 ปี
นักท่องเที่ยวเข้าไปเดินเล่น ถ่ายภาพ พูดคุยกับคนงานได้ มีเด็ก ๆ อาสาพาเดินชมตามจุดต่าง ๆ มีการเก็บตั๋วค่าเข้าสถานที่ในราคาไม่แพง สภาพภายในบริเวณส่วนซักล้างจะเฉอะแฉะหน่อย ตัวอาคารสถาปัตยกรรมไม่ได้มีอะไรพิเศษ เป็นการทำงานซักรีดแบบโบราณดั้งเดิม ปริมาณเสื้อผ้าที่ซักรีดในแต่ละวันตกราว 30 ตัน หรือ 100,000 ชุด ที่น่าสนใจคือระบบบริหารจัดการเสื้อผ้าจำนวนมหาศาลตั้งแต่ขั้นตอนรับจากลูกค้าจนถึงขั้นตอนส่งมอบโดยครบถ้วนไม่สูญหาย โดยคร่าวคือ

- มีการแบ่งการทำงานเป็นหน่วยย่อยหลาย ๆ หน่วย ในหน่วยหนึ่งมีทั้ง ซัก-ตาก-รีด-จัดส่ง เป็นทีมเดียวกัน มีการวิเคราะห์ว่าระบบการทำงานอยู่บนพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ Graph Theory, Set Theory และ Network Modeling
- มีการทำสัญลักษณ์บนเสื้อผ้าทุกชิ้นด้วยวิธีการที่สืบทอดมานาน เพื่อให้แน่ใจว่าหากมีเสื้อผ้าชิ้นใดหลุดจากระบบการทำงาน จะยังนำกลับเข้าสายพานของการทำงานได้ สัญลักษณ์ติดอยู่ตามมุมเสื้อผ้า มีรหัสจำแนกประเภทลูกค้า ผู้รับผิดชอบงาน ลำดับของงาน ส่วนใหญ่ใช้เชือกสีและชอล์กชนิดกันน้ำ
- กระบวนการสุดท้ายก่อนส่งมอบให้ลูกค้า คนงานที่เชี่ยวชาญในการอ่านสัญลักษณ์จะตรวจสอบและจัดกลุ่มเสื้อผ้าให้ครบตามจำนวนที่ลูกค้าส่งมา

กระบวนการทำงานทั้งหมดใช้พลังงานและต้นทุนต่ำมาก แต่นับว่ามีประสิทธิภาพสูงเมื่อเทียบกับค่าบริการที่เหมาะสมกับลูกค้าผู้มีรายได้น้อย ที่น่าเป็นห่วงคือหากเกิดไฟไหม้ก็อาจจะวอดหมด เพราะมีแต่วัสดุติดไฟเต็มไปหมด แต่ก็ยังไม่เคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับอัคคีภัยที่นี่
Bandra Worli Sea Link
สะพาน ‘Bandra Worli Sea Link’ สะพานที่รัฐบาลอินเดียสร้างเพื่อเป็นสัญลักษณ์การพาประเทศไปสู่ศตวรรษที่ 21 มูลค่าก่อสร้างราว 193 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างสนามบินนานาชาติกับย่านที่อยู่อาศัย ซึ่งแพงที่สุดฝั่งตะวันตกของมุมไบ อนุญาตให้วิ่งได้เฉพาะรถยนต์และรถโดยสารประจำทางผ่านด่านเก็บเงินเท่านั้น แม้ถูกวิจารณ์เรื่องการใช้งบประมาณมหาศาล แต่ด้วยรูปลักษณ์ของการเป็นสะพานขึงที่โดดเด่นกลางทะเล ทำให้กลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กของเมือง


จุดถ่ายรูปสะพานยามเย็นที่เป็นที่นิยมคือบริเวณ Bandra Fort นักท่องเที่ยวชมทิวทัศน์บนสะพานได้โดยใช้บริการรถโดยสารประจำทางสายที่วิ่งระหว่างสนามบินนานาชาติเข้าตัวเมืองมุมไบ ด้วยความเป็นโครงสร้างที่ใหญ่โตมาก เราจะมองเห็นสะพานได้ตลอดตามแนวชายฝั่งตะวันตกของเมือง ถ้า Gateway of India เป็นสัญลักษณ์แห่งทะเลตะวันออก Bandra Worli Sea Link ย่อมต้องเป็นสัญลักษณ์แห่งทะเลตะวันตก
Marine Drive
เมืองที่มีประชากรมากกว่า 20 ล้านคน การมีที่ว่างสาธารณะสำหรับพลเมืองเป็นสิ่งมีค่า ‘Marine Drive’ ถนนเลียบชายฝั่งกับทางเดินเท้ายาวเกือบ 4 กิโลเมตร ริมฝั่งทะเลตะวันออก ในทุกวันที่อากาศดี ที่นี่เต็มไปด้วยผู้คนท้องถิ่นทุกวัย นักท่องเที่ยวมานั่งดูทิวทัศน์ทะเลอาราเบียน โดยเฉพาะช่วงก่อนตะวันลับฟ้ายามเย็น การเข้าถึงสถานที่สะดวกด้วยใกล้สถานีรถไฟ Churchgate แม้เป็นพื้นที่มีผู้คนจำนวนมาก แต่ก็ไม่เคยได้ยินว่าไม่มีความปลอดภัย เพราะมีตำรวจคอยลาดตระเวนตลอดเวลา ถ้าใครมีท่าทีเป็นปัญหา รับรองได้ว่าโดนรวบในทันทีแน่ เรื่องความสะอาดก็นับว่าเป็นพื้นที่ที่สะอาดมากสมเป็นหน้าตาของถนนสายที่มืชื่อเสียงแห่งฝั่งทะเลตะวันตก


ความที่มุมไบเป็นเมืองที่หาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจได้น้อยมาก Marine Drive จึงเป็นที่นิยมของคนหนุ่มสาวมาเดินจับมือบ้าง นั่งพูดคุยกันแบบแนบชิดบ้าง เป็นภาพที่เห็นได้ทั่วไปที่นี่ หรือมีพวกวัยรุ่นจับกลุ่มกันคอยหาโอกาสจีบสาวที่เดินไปมาแถวนั้น
มีเรื่องเล่าแปลก ๆ ที่ยากจะพิสูจน์ ถึงร่างคล้ายผู้หญิงในชุดขาวที่ลือกันว่ามาปรากฏกายในช่วงตี 2 – 3 บนถนนสายนี้ (จุดที่พบเห็นบ่อยแถว National Centre for Performing Arts) คำบอกเล่า (ที่ยืนยันไม่ได้) จากคนขับรถหลายคนที่เล่าว่า พบเห็นออกมาเดินหน้ารถบ้าง ทำทีโบกรถบ้าง แต่เมื่อเข้าไปใกล้ก็จะหายไปในทันที
Haji Ali Dargah

‘Haji Ali Dargah’ มัสยิดริมฝั่งทะเลอาราเบียน แต่ละวันมีผู้แสวงบุญจำนวนมากเดินทางมาสักการะที่นี่ ทำเลที่ตั้งเป็นอาคารขนาดไม่ใหญ่สร้างบนลานหินอยู่ห่างจากแผ่นดินใหญ่เป็นระยะเดินไกลอยู่ สมัยก่อนต้องนั่งเรือหรือรอให้น้ำลดจึงจะเข้าถึงได้ ปัจจุบันมีทางเดินที่เปิดให้เข้าได้ตลอดเวลา สถานที่ตั้งอันโดดเดี่ยวรายล้อมด้วยทะเลและที่ว่างห่างไกลความวุ่นวายของเมือง ในช่วงเย็นวันที่อากาศดีจะเห็นผู้คนจำนวนมาก ทั้งชาวมุสลิม ฮินดู และนักท่องเที่ยวมารอดูแสงสุดท้ายของวันลาลับขอบทะเลอาราเบียน

Write on The Cloud
Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ
