สายวันนั้น น้องแจ๋ว และผมตัดสินใจเก็บกระเป๋าเดินทาง บ่ายหน้าออกจากย่านจิม ซา จุ่ย อันคุ้นเคย เรา 2 คนพี่น้องตั้งเป้าหมายว่าจะลองออกไปท่องเที่ยวย่านใหม่ ๆ กันดูบ้าง ไม่งั้นมาฮ่องกงทีไรก็วน ๆ เวียน ๆ อยู่แต่ย่านเดิม ๆ เสมอ
“มีนา แนะนำว่าเราควรไปลองพักที่ Mei Ho House ค่ะพี่ ยูเนสโกประกาศยกย่องว่าเป็นโฮสเทลที่ปรับปรุงขึ้นจากอาคารโบราณ โดยยังคงรักษาสถาปัตยกรรมดั้งเดิมเอาไว้ครบถ้วนทุกประการ ปัจจุบันจึงเป็นทั้งโรงแรมและอาคารอนุรักษ์ที่กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ฉากสำคัญของฮ่องกง”

ในฐานะที่ผมเป็นคนชอบทั้งประวัติศาสตร์และอาคารอนุรักษ์ การไปค้างคืนที่ ‘เหมย โฮ เฮาส์’ (หรือชื่อเต็ม ๆ คือ YHA Mei Ho House Youth Hostel – YHA ย่อมาจาก Youth Hostel Association) จึงตอบโจทย์ทุกประการ

เราจับรถไฟใต้ดินมายังสถานี Shek Kip Mei จากนั้นก็สาวเท้าก้าวฉับ ๆ ตาม Google Maps ไปเรื่อย ๆ เพื่อตามหา Mei Ho House ขณะนี้เรากำลังเดินอยู่ในย่าน ซัม ซุย โป (Sham Shui Po) ที่มีความสำคัญมาแต่โบราณ บรรยากาศร้านรวงและอาคารต่าง ๆ ที่รายล้อมรอบตัวเรานั้น ช่างแตกต่างจากย่านอื่น ๆ ของฮ่องกงจนรู้สึกได้
“เหมือนหลุดมาอยู่ในอดีตเลยน้องแจ๋ว” ผมหันไปพูดกับน้องแจ๋วด้วยความตื่นเต้น

เมื่อครั้งที่อังกฤษยังปกครองฮ่องกงอยู่นั้น ซัม ซุย โป เป็นแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ของเกาลูน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1920 เมื่ออังกฤษพัฒนาฮ่องกงให้กลายเป็นแหล่งอุตสาหกรรมสำคัญ ในตอนนั้นสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า ของเล่นเด็ก เครื่องครัว ตลอดจนเสื้อผ้า อาหารแปรรูป ฯลฯ ล้วนผลิตขึ้นจากโรงงานต่าง ๆ ในละแวกนี้ เพื่อส่งไปจำหน่ายทั่วโลก ส่งผลให้ ซัม ซุย โป เป็นย่านชนชั้นแรงงานมาแต่แรกเริ่ม แรงงานจำนวนมากเป็นแรงงานผิดกฎหมายที่ยอมเสี่ยงชีวิตหลบหนีความอดอยากจากจีนแผ่นดินใหญ่ ลักลอบข้ามแดนและเดินเท้าด้วยระยะทางกว่า 30 กิโลเมตรสู่ ซัม ซุย โป เพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า

สภาพอาคารที่อยู่อาศัย ร้านรวง ร้านชำ ร้านน้ำชา ร้านตัดผม ที่ปรากฏอยู่ตามรายทางนั้น ยังคงสะท้อนภาพความเป็นย่านของชนชั้นกรรมาชีพ ไม่ได้ดูเป็นย่านธุรกิจ แฟชั่น หรือไลฟ์สไตล์เก๋ไก๋แบบย่านอื่น ๆ ถึงอาคารเก่า ๆ จะทรุดโทรมไปบ้าง แต่ก็ยังสวย ในความเขลอะก็มีความขลัง อาจจะดูแออัด แต่ก็ไม่อึดอัด ที่สำคัญคือผมกับน้องแจ๋วเริ่มปลื้มย่านนี้เสียแล้ว
Mei Ho House


Mei Ho House ต้อนรับผมกับน้องแจ๋วด้วยป้ายประกาศเกียรติคุณแผ่นอลังการจากยูเนสโกที่ช่วยตอกย้ำว่า ‘โฮสเทลแห่งนี้มีดีกรีเป็นอาคารอนุรักษ์มาตั้งแต่ปี 2015’
อาคารสูง 6 ชั้นที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าเรานั้นมีสัณฐานเป็นรูปตัว H นั่นคือแบ่งพื้นที่ออกเป็นปีกซ้ายและขวาเท่ากัน มีทางเดินเชื่อมตรงกลาง แต่ละชั้นมีระเบียงทางเดินโดยรอบ ดูเป็นสถาปัตยกรรมที่เรียบง่ายมาก ๆ
ปัจจุบัน Mei Ho House มีห้องพักทั้งสิ้น 129 ห้อง ทั้งห้องส่วนตัวให้เลือกได้ทั้งเตียงเดี่ยวและคู่ ห้องครอบครัวที่พักรวมกันได้ 4 คน และห้องนอนรวมแบบหอพักขนาด 8 เตียง แบ่งแยกชาย-หญิงหรือนอนรวมกันก็ได้ ทุกห้องสะอาด สงบ สบาย คืนนี้เราจะต้องนอนหลับฝันดีแน่ ๆ

แต่เชื่อหรือไม่ว่าก่อนหน้านี้ไม่กี่ปี Mei Ho House ไม่ต่างอะไรกับชุมชนแออัด อาคาร 6 ชั้นที่ปัจจุบันมีเพียง 129 ห้อง ในอดีตคือพื้นที่รองรับห้องพักแบ่งซอยแยกย่อยจำนวน 504 ห้อง นั่นคือ 84 ห้องต่อชั้น โดยแต่ละห้องจะมีสมาชิกอยู่รวมกันห้องละ 5 คนเป็นอย่างต่ำ นั่นหมายถึงคนจำนวนราว ๆ 2,520 คน อาศัยอยู่รวมกันอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 51 ปี ตั้งแต่สร้างเสร็จเมื่อ ปี 1954 จนปิดตัวลงใน ปี 2005 จากนั้น Mei Ho House จึงผ่านกระบวนการอนุรักษ์และปรับปรุงให้กลายเป็นโฮสเทลเมื่อปี 2013
สภาพความเป็นอยู่ของผู้ที่ต้องใช้ชีวิตอัดกันอยู่ในอาคารหลังนี้ ได้รับการบันทึกไว้ว่า ‘โหดร้ายและท้าทายขีดความอดทนสูงสุดของมนุษย์’ แต่เชื่อหรือไม่ว่าสถานการณ์ดังกล่าวมิได้สร้างรอยแผลแห่งความเกลียดชังแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับก่อให้เกิด ‘สังคมมนุษย์ตึก’ ที่มีความรักใคร่ผูกพันกันเป็นอย่างยิ่ง
หนึ่งในกลุ่มสังคมที่สามัคคีแน่นแฟ้นที่สุดในฮ่องกง คือกลุ่มผู้ที่เคยอาศัยอยู่ร่วมกัน ณ ที่แห่งนี้ และทุกวันนี้โฮสเทลแห่งนี้ยังทำหน้าที่เสมือน ‘สมาคมศิษย์เก่า’ (Alumni) เพื่อเปิดพื้นที่ให้อดีตผู้ที่เคยอยู่ที่ Mei Ho House แวะเวียนมาจิบน้ำชาและสนทนารำลึกอดีตด้วยกันอยู่เสมอ
อะไรคือมูลเหตุแห่งปัจจัย รวมทั้งที่มาและที่ไป ขอเชิญทุกท่านตามผมกับน้องแจ๋วลงมายังชั้น 1 ด้านปีกขวา นิทรรศการ Memories of Our Days มีคำตอบให้หมดแล้ว
คืนวันคริสต์มาส ปี 1953
เกิดเหตุเพลิงไหม้โหมกระหน่ำกระต๊อบไม้ที่ปลูกอยู่อย่างแออัดในเขต เส็ก กิบ เหมย (Shek Kip Mei) ย่าน ซัม ซุย โป ในเวลา 21.30 น. โดยต้นเพลิงเริ่มจากตะเกียงน้ำมันเพียงตะเกียงเดียวที่ล้มลงแตกกระจาย ภายในเวลาเที่ยงคืน ทะเลเพลิงกลืนกินกระต๊อบทุกหลังเป็นจุณ ส่งผลให้ 58,000 ชีวิต ต้องเปลี่ยนสถานะเป็นคนไร้บ้านในทันที

เส็ก กิบ เหมย ในช่วง ปี 1950 เป็นเขตที่อยู่อาศัยของแรงงานอพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่ปลูกกระต๊อบไม้ติดกันแบบไร้ช่องว่าง กินพื้นที่กว้างใหญ่มหาศาล ความหายนะที่เกิดขึ้นจึงไม่เหนือความคาดหมาย ภาพเหตุการณ์ครั้งนั้นปรากฏเห็นเด่นชัดในนิทรรศการ Memories of Our Days


รัฐบาลแห่งอาณานิคม (Colonial Government) ในขณะนั้น เร่งแก้ปัญหาด้วยการสร้างอาคาร 6 ชั้น รูปตัว H ขึ้นทันที 8 หลัง แต่ละหลังมีรหัสเรียงตามตัวอักษรภาษาอังกฤษจาก ตัว A ไป ตัว H อาคารเหล่านี้นับได้ว่าเป็นต้นแบบอาคารประชาสงเคราะห์ที่รัฐบาลยื่นมือเข้ามาจัดการเป็นครั้งแรกของฮ่องกง และ Mei Ho House คืออาคารที่ 8 ตรงตัวอักษร H พอดี

อาคารทั้ง 8 หลังเปิดทำการในปีถัดมา กลายเป็นที่อยู่ของคนหลายหมื่นที่ประสบความสูญเสียในคืนวันคริสต์มาส หลังจากนั้นรัฐบาลได้สร้างอาคารตัว H แบบเดียวกันนี้ขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นมาตรฐานความเป็นอยู่ของคนฮ่องกงในทศวรรษที่ 1950 และต่อมาอีกหลายสิบปี


ตึกและมนุษย์ตึก
แต่เดิมนั้น Mei Ho House เป็นเพียงอาคาร ไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปาต่อตรงไปยังห้องพักแต่ละห้อง จึงเป็นพื้นที่ที่มีความมืดอับเป็นปกติ ในกรณีน้ำประปานั้น ชาวบ้านต้องใช้ก๊อกน้ำสาธารณะ ซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่ก๊อก ตั้งอยู่บริเวณส่วนเชื่อมปีกซ้ายและขวาของอาคารรูปตัว H เพื่อรองน้ำนำกลับไปใช้ภายในห้องของตนเอง
เชื่อหรือไม่ครับว่ากว่าไฟฟ้าและน้ำประปาจะมาถึงห้องพัก ก็ล่วงเข้าสู่ทศวรรษที่ 1970 แล้ว

แต่ละห้องมีพื้นที่จำกัดเพียง 120 ตารางฟุต เพื่อให้สมาชิกอยู่รวมกันอย่างต่ำ 5 คน ในกรณีที่มีเด็ก จำนวนสมาชิกอาจเพิ่มจำนวนมากกว่า 5 คน นิทรรศการจำลองสภาพห้องพร้อมภาพถ่ายจากสถานที่จริงให้เราชม ผมหลับตาคิดถึงพื้นที่ส่วนบุคคลที่แต่ละคนจะได้รับเพียง 24 ตารางฟุต นั่นเท่ากับไม้บรรทัด 6 ไม้ วางเรียงด้านยาว กับอีก 4 ไม้ วางเรียงด้านกว้างเท่านั้น



บริเวณที่จัดไว้สำหรับขับถ่ายนั้นคือส่วนทางเชื่อม เพื่อให้ชาวบ้านทั้งปีกซ้าย-ขวาเข้าถึงได้สะดวก โดยแบ่งเป็นพื้นที่สำหรับผู้ชาย 3 ห้อง ผู้หญิงอีก 3 ห้อง รวมเป็น 6 ห้อง อย่าคิดว่าจะมีประตูปิดกำบังมิดชิด เพราะสุขามีลักษณะเป็นพื้นที่กั้นด้านข้าง แต่เปิดโล่งด้านหน้า เวลาทำธุระมองเห็นกันได้ แยกส่วนเฉพาะชาย-หญิงเท่านั้น อย่าลืมว่าสุขา 6 ห้องนี้ต่อจำนวนประชากรประมาณ 420 คนที่อาศัยอยู่ในแต่ละชั้น จึงมีบันทึกว่าเป็นบริเวณที่มีคนเข้า-ออกอยู่ตลอดเวลา เวลาขับถ่าย ทุกคนจะนั่งยอง ๆ ถ่ายของเสียจากร่างกายลงสู่ราง ส่วนการชำระล้างนั้น จะมีน้ำไหลจากท่อชะของเสียไปกองรวมกันในถังเก็บทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง


ในบริเวณถัดออกมาจากห้องสุขา เป็นพื้นที่เปียกที่มีก๊อกน้ำสาธารณะไว้ให้ซักผ้า ล้างจาน หรือรองกลับไปใช้ในห้องพักส่วนตัว และเป็นบริเวณที่สมาชิกแม่ ๆ มาซักผ้าไปเมาท์มอยกันไป เด็ก ๆ มาเล่นสนุกกับเพื่อน ๆ และเหล่าสามีมารวมตัวกันโขกมาจอง (Mahjong)
ตอนที่ผมอ่านคำบรรยายและดูภาพห้องสุขา ผมแอบได้กลิ่นตุ ๆ แต่พออ่านมาถึงที่บอกว่าเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์และเล่นหมากจีน ผมกลับรู้สึกหายเหม็นไปทันที

ชีวิตในแต่ละวันของแต่ละครอบครัวเกิดขึ้นบนระเบียงโดยรอบ เพราะมีพื้นที่เพียงพอให้ได้ทำอะไรต่อมิอะไรได้บ้าง กิจกรรมหลัก ๆ คือหุงหาอาหารและทานข้าว กลางคืนยังกลายเป็นที่นอนของสมาชิกหลายคนที่ทนแออัดอยู่ในห้องไม่ไหว นอกจากนี้ยังเป็นที่วิ่งเล่นของเด็ก ๆ


นิทรรศการ Memories of Our Days ไม่ได้เผยให้เห็นแต่เฉพาะชีวิตในอาคาร Mei Ho House แต่ยังเผยชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนในช่วง ปี 1950 – 1960 ด้วย โดยจำลองร้านชำ ร้านตัดผม ร้านบะหมี่ โรงเรียน ฯลฯ พร้อมป้ายอธิบายรายละเอียดที่น่าสนใจ มีอุปกรณ์ชั่ง ตวง วัด ลูกคิด เครื่องเรือน ไหน้ำมัน ไหน้ำปลา ถังและคานหาบ ชุดนักเรียน ฯลฯ ที่เคยใช้งานจริง ๆ ในช่วงเวลาดังกล่าว จัดแสดงไว้ให้เราได้สัมผัสด้วยมือของเราเอง


ชีวิตมนุษย์ตึก
แม้สภาพความเป็นอยู่จะแออัดและท้าทายขีดความอดทนของมนุษย์ แต่ชีวิตของมนุษย์ตึกกลับเต็มไปด้วยเรื่องราวอบอุ่นและน่ารักมากมาย
ด้วยความที่สมาชิกทุกคนเหมือนครอบครัวขนาดใหญ่ ทำให้แทบทุกคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี บันทึกที่ผมอ่านไปยิ้มไปคือวัฒนธรรมการแบ่งปันอาหารของคนบนระเบียง ชนชั้นแรงงานมีรายได้น้อยและไม่แน่นอน อาจถึงขั้นอดมื้อกินมื้อได้ แต่ที่ Mei Ho House ไม่มีใครทอดทิ้งให้อีกคนนอนหิว ในวันที่เราไม่มี เพื่อนบ้านก็พร้อมแบ่งข้าวให้เราทาน และในวันที่เขาไม่มี มือของเราคือมือที่ยื่นชามข้าวกลับไปให้เพื่อน
มีเรื่องเล่าจากอดีตผู้อยู่อาศัยว่า เพื่อนบ้านชาวแต้จิ๋วมักจะวางหม้อข้าวต้มไว้หน้าห้องเสมอ ใครหิวก็มาตักทานได้โดยไม่รังเกียจ วัฒนธรรมการบริโภคนั้นเติบโตถึงขั้นแบ่งปันสูตรอาหารระหว่างกันอย่างเอิกเกริก
บนชั้น 6 มีการจัดตั้ง โรงเรียนบนดาดฟ้า (Rooftop School) สำหรับเป็นสถานศึกษาภาคบังคับของเด็ก ๆ พอตกบ่าย เด็ก ๆ ก็จะรวมกลุ่มกันวิ่งเล่นไปตามชั้นต่าง ๆ อดีตผู้อยู่อาศัยบันทึกไว้ว่าเมื่อถึงเวลาทานข้าว หากผู้ปกครองตะโกนเรียกลูกตรงไหนก็ตาม เมื่อเพื่อนบ้านได้ยิน ก็จะช่วยกันตะโกนเรียกชื่อเด็กคนนั้นต่อไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ จนกว่าเด็กคนนั้นจะวิ่งจี๋กลับไปรายงานตัวกับพ่อแม่ที่ห้องของตน แน่นอนว่าวัน ๆ ต้องช่วยกันตะโกนเรียกเด็กกลับห้องกันจ้าละหวั่น

เหล่าแม่ ๆ มักหาอาชีพเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อสร้างรายได้เสริม เช่น การร้อยลูกปัดเป็นกำไลและสร้อยคอ จำหน่ายในราคากันเอง แน่นอนว่าลูกค้าที่ผลัดกันอุดหนุนกันไปมาก็คือเพื่อนบ้านของพวกเธอนั่นเอง
เทศกาลสำคัญคือเทศกาลไหว้พระจันทร์ ในปี 1957 เศรษฐกิจไม่ดี และคาดการณ์กันว่าขนมไหว้พระจันทร์จะมีราคาสูงขึ้นมาก ชาว Mei Ho House จึงร่วมกันจัดตั้ง ‘ชมรมขนมไหว้พระจันทร์’ (Mooncake Club) ขึ้น เพื่อชักชวนเพื่อนบ้านให้ร่วมกันสะสมค่าขนมไหว้พระจันทร์กันไว้ตั้งแต่ต้นปี เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีขนมไหว้พระจันทร์ไว้ฉลองกับครอบครัวเมื่อเทศกาลสำคัญมาถึง
โอย…. น่ารักจัง
อนุรักษ์อาคาร
ผมกับน้องแจ๋วใช้เวลาเดินดูนิทรรศการ Memories of Our Days อยู่นานหลายชั่วโมง ทั้ง ๆ ที่เป็นเพียงนิทรรศการเล็ก ๆ แต่ทำได้ดีมาก เนื้อหาที่ประมวลมาเล่านั้นไม่ถึงครึ่งหนึ่งของที่จัดแสดงทั้งหมด เมื่อดูเสร็จ เราจึงออกมาเดินเล่นสำรวจย่าน ซัม ซุย โป ไปเรื่อย ๆ เพื่อลองตามหาบริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งอาคารรูปทรงตัว H อื่น ๆ ซึ่งแน่นอนว่าไม่เหลือให้เห็นแล้วนอกจากที่ Mei Ho House เท่านั้น
“ก็ยังดีนะน้องแจ๋วที่อย่างน้อยวันนี้ยังมี Mei Ho House ให้เราได้เห็นความเป็นอยู่ของชาวฮ่องกงในช่วงทศวรรษ 1950 – 1970” ผมเปรยกับน้องแจ๋วขณะมองไปยังอาคารอื่น ๆ ในบริเวณที่เคยมีอาคารรูปทรงตัว H ปรากฏอยู่

นิทรรศการ Memories in Our Days ตั้งคำถามปิดท้ายที่น่าสนใจว่า ฮ่องกงทุกวันนี้เจริญมากขึ้น ความเป็นอยู่ของประชาชนไม่ว่าชนชั้นไหน ๆ ก็ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ไม่ต้องทนอยู่อย่างแออัดเช่นในอดีต แต่สิ่งที่เลือนหายไปจากสังคมฮ่องกงด้วยก็คือความผูกพันของคนในสังคมที่วันนี้แม้อาศัยอยู่ห้องข้าง ๆ กันก็อาจไม่รู้จักหรือไม่อยากจะรู้จักกันเสียด้วยซ้ำ
เราอนุรักษ์อาคารให้กลับคืนมาได้ แต่เราอาจอนุรักษ์ความผูกพันของคนในสังคมตามวิถีเดิม ๆ ไว้ไม่ได้
รายละเอียด YHA Mei Ho House Youth Hostel
ขอขอบคุณ
- มีนา เพื่อนน้องแจ๋ว ผู้แนะนำให้รู้จัก Mei Ho House และทำให้เราได้ไปเที่ยวย่าน ซัม ซุย โป แบบตั้งใจ
