อาจเพราะเรามีธรรมเนียมส่วนตัวว่า หากมีโอกาสเวียนไปที่เมืองไหน จะขอเจียดเวลาไปดูพิพิธภัณฑ์ของประเทศนั้น ๆ สิ่งนี้พาเรามาที่งาน ‘Macao International Art Biennale’ แบบไม่ได้ตั้งใจ ในช่วงที่แวะไปเยือน ‘มาเก๊า’ แบบฉุกละหุกเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
แต่อะไรทำให้ Art Biennale ที่มาเก๊าพิเศษกว่าที่อื่นล่ะ
อาจเพราะเทศกาล Macao International Art Biennale 2025 ไม่เพียงเล่นกับประวัติศาสตร์และความทรงจำที่มีต่อมาเก๊า แต่ยังทำหน้าที่เป็นเวทีเปิดรับนวัตกรรมใหม่ ๆ ของโลกศิลปะ จากการที่ศิลปินดิ้นรนหาหนทางนำเสนอศิลปะในรูปแบบใหม่ ๆ ในโลกที่ทุกอย่างพัฒนาอย่างรวดเร็วและยากที่จะรักษาความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ศิลปินจึงทั้งตั้งคำถามและเฟ้นหาคำตอบผ่านกระบวนการศิลปะ หรือแม้แต่เผชิญหน้ากับการมาถึงของโลกดิจิทัล ก่อเกิดเป็นผลงานที่หยอกล้อไปกับโลกอนาคต หรือแม้กระทั่งใช้ AI มาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์ผลงาน
ในขณะที่คิวเรเตอร์ Feng Boyi ก็พยายามเปิดรับความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ด้วยการใช้นิทรรศการหลักของ Macau Museum of Art เป็นจุดยึดโยงที่เชื่อมกับวัฒนธรรมท้องถิ่นทั่วโลก กลายเป็นพื้นที่สากลอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ยังเสริมลูกเล่นด้วยการจัดแสดงผลงานในพื้นที่สาธารณะ ทั้งห้องน้ำ ทางเดิน หน้าต่าง มุม และซอกต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความยึดหยุ่นในการจัดแสดงผลงาน ตลอด 2,000 ตารางเมตรตั้งแต่ชั้น 1 ไปจรดชั้น 3 ของพิพิธภัณฑ์จึงถูกใช้อย่างคุ้มค่า
เทศกาลปีนี้มาในธีม ‘Hey, what brings you here?’ ที่แม้จะดูเป็นประโยคธรรมดา แต่ประโยคกลับยึดโยงไปถึงตัวตนภายในของผู้มาเยี่ยมเยือน จุดประกายคำถามขึ้นจากภายในว่า เราเป็นใคร เรามาจากไหน และเรากำลังจะไปที่ไหนกันแน่
จึงมีการจัดแสดงผลงานที่ชวนตระหนักถึงตัวตนหรือคำถามที่อยู่ภายในใจ ให้ศิลปะทำหน้าที่เป็นผู้เปิดบทสนทนากับผู้ชมภายในพื้นที่ที่เกิดขึ้นในโลกจิตใต้สำนึก สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการแสวงหาความสงบหรือการค้นหาตัวตนจากภายใน
แม้ว่าอาคารที่จัดแสดงหลักของเทศกาลอย่าง Macau Museum of Art จะจัดแสดงผลงานกว่า 80 ชิ้นมาให้เราได้เดินชมกันแบบจุก ๆ (ซึ่งเราใช้เวลาเดินดูถึงเกือบ 3 ชั่วโมงเลยทีเดียว) แต่เราคัดมาเล่าให้ฟังเพียงแค่ 8 ชิ้นที่เรารู้สึกทึ่งกับคอนเซปต์ที่หยอกล้อไปกับยุคสมัย และเป็นนวัตกรรมการนำเสนอที่แสดงให้เห็นถึงความสดใหม่ในโลกศิลปะ


เมื่อแท็กซี่พาเรามาส่งที่ Macau Museum of Art อาคารสูงใหญ่ที่มีพื้นที่กว่า 10,192 ตารางเมตร ป้ายสีเหลือง Macao International Art Biennale ดึงดูดสายตาให้เราก้าวขึ้นบันไดไปยังชั้น 2 ของพิพิธภัณฑ์ พร้อมกับคำทักทายว่า Hey, what brings you here? กล่าวต้อนรับอยู่ด้านหน้า

การเดินชมงานศิลปะคงเหมือนการเดินทางรูปแบบหนึ่ง แต่ละชิ้นงานมีเรื่องราวซ่อนอยู่ภายใน เป็นบันทึกการเดินทางในรูปแบบต่าง ๆ ดังเช่นผลงานชิ้นที่แอบวางไว้ตามซอกหลืบต่าง ๆ ของพิพิธภัณฑ์ ชื่อ Valley Trips ผลงานจากศิลปินฮ่องกง Pak Sheung Chuen เป็นวิดีโอฟุตเทจแนวตั้ง บันทึกการเดินทางตามตรอกซอกซอยทั่วเมืองมาเก๊า
เมื่อ 18 ปีก่อน ในยุคที่ยังไม่มี Google Maps เดิมทีคนทั่วไปคงเดินตามเส้นทางในแผนที่ แต่ชายคนนี้คิดนอกกรอบ เพราะเขาใช้พื้นที่ตรงกลางระหว่างสองหน้ากระดาษซ้ายขวาของหนังสือแผนที่ที่ส่วนมากเนื้อหาจะกลืนเข้าไปตามการเย็บสันหนังสือ เป็นเส้นทางหลักในการเดินทาง และใช้เวลา 5 วันในการเดินตามเส้นทางนั้นจากทางใต้ขึ้นไปทางเหนือของโตเกียว ก่อนจะนำบันทึกการเดินทางนั้นไปจัดแสดงใน Venice Biennale

แต่สำหรับผลงาน Valley Trips ชิ้นนี้ แม้จะใช้ชื่อเดิม แต่เขากลับทำตรงข้ามกับผลงานเดิมทั้งหมด ด้วยการเดินทางโดยไม่ใช้แผนที่ แต่ใช้เวลาเดินทาง 3 วัน 2 คืน นั่งรถบัสเส้นเดิมเพื่อเปิดประสบการณ์การเดินทางแบบใหม่ และตักตวงแรงบันดาลใจจากข้างทางที่แม้จะเป็นวิวทิวทัศน์เดิม แต่สิ่งที่พบเจอกลับไม่ซ้ำในแต่ละวัน
ผลงานของเขาคือการนำศิลปะหลอมรวมเข้ากับชีวิตประจำวัน ฉายภาพความธรรมดาที่น่าอัศจรรย์ใจ เพื่อเติมเต็มอะไรบางอย่างในใจให้ชีวิตดีขึ้นในทางใดทางหนึ่ง

เดินลึกเข้ามาด้านใน พื้นอิฐบล็อกเป็นทางยาวจนเราเกือบเผลอเหยียบ นี่คือ I have not yet forgot myself to stone ผลงานจากศิลปินโปรตุเกส Rui Calçada Bastos อิฐบล็อกที่ปูจำลองทางเดินทางเท้า อันเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและวิถีชีวิตอันเร่งรีบ เป็นองค์ประกอบของเมืองที่เข้ามาแทนที่ผืนดินและภูมิทัศน์ที่เคยเป็นของธรรมชาติมาก่อน

บนทางเดินทอดยาว มีอิฐบางก้อนที่ถูกเปิดออก เผยให้เห็นโปสต์การ์ดด้านในที่เป็นภาพภูเขา แม่น้ำ ผืนป่า และพระอาทิตย์ตกดิน อันเป็นภาพผืนดินที่ไม่เคยถูกแตะต้องโดยมนุษย์มาก่อนในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เป็นเหมือนหน้าต่างช่องเล็ก ๆ ที่พาเราย้อนเวลากลับไปเมื่อร้อยกว่าปีก่อน
การจัดวางที่สุดแสนจะแตกต่างนี้เป็นเหมือนการเสียดสีที่บ่งบอกว่า ธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตถูกบังคับให้สยบต่อความศิวิไลซ์ของมนุษยชาติ ความงดงามถูกบดบังและแทนที่เพื่ออำนวยความสะดวก

เดินขึ้นไปชั้น 2 พบกับ Specious rainbow eternity ผลงานจาก SHIMURAbros ที่ทำการทดลองว่า หากเราจ้องมองอะไรบางอย่างที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้นจริง ๆ สิ่งนี้จะนิยามหรือสื่อความหมายแบบใด จึงจำลองการสร้างสายรุ้งขึ้นมาผ่านกระจกออปติคอลขนาดใหญ่ที่มีคุณสมบัติในการควบคุมแสง เกิดเป็นสายรุ้งทรงกลม เมื่อมองกระจกนี้จากมุมต่าง ๆ แสงและสีของสายรุ้งจำลองนี้จะเปลี่ยนไปตามตำแหน่งที่เรายืน

ห้องถัดไปจัดแสดงราวกับห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ เป็นห้องของ Kasia Molga ที่เกิดข้อสงสัยว่า น้ำตาของเธอค้ำจุนสิ่งมีชีวิตทางทะเลได้หรือไม่
หลังจากเผชิญกับความสูญเสียส่วนตัว บวกกับความโศกเศร้าที่มีต่อสิ่งแวดล้อมในโลกที่ถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง เธอจึงกักเก็บน้ำตาแห่งความเศร้าโศกเหล่านี้ไว้ในขวดแก้วจิ๋ว


สาหร่ายเติบโตในขวดแก้วแห่งนี้ ด้วยความดูแลจากบอท AI ที่ตั้งโปรแกรมมาให้ไว้ทุกข์ตามหัวข้อข่าวสิ่งแวดล้อมในแต่ละวัน แก้วแต่ละใบที่รวมกันเป็นตัวแทนทะเลแห่งน้ำตา ไว้อาลัยให้กับสิ่งแวดล้อม แม้จะเป็นการแสดงอันเล็กจิ๋ว แต่ก็ทำให้เราเห็นภาพรวมของความสูญเสียและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทะเล

ห้องที่ย้อมด้วยสีเขียวนี้ เหมือนพื้นที่ที่ให้เราสำรวจตัวตนในอาณาบริเวณของ Sanatorium คลินิกชั่วคราวที่สร้างขึ้นจากศิลปะและจิตวิทยา ศิลปินเม็กซิกัน Pedro Reyes สร้างขึ้นมาเป็นแผนที่แห่งชีวิต ให้เราลองหยิบจับสิ่งของรอบ ๆ มาวางตามหัวข้อต่าง ๆ มีทั้งสมาชิกในครอบครัว โรงเรียน ความสัมพันธ์ ชีวิตรัก ทักษะความสามารถ มรดก อาชีพ เป้าหมาย ชีวิตกลางคน ชีวิตวัยชรา ไปจนถึงความตาย โดยมีนักบำบัดที่ได้รับการฝึกฝนจากศิลปินคอยให้คำแนะนำ

ผลงานนี้จึงทำหน้าที่เป็นเหมือนการบำบัด เชื้อเชิญให้เราเข้ามาทำความรู้จักตนเองและความคิดที่ซ่อนอยู่ภายใน ให้เราได้เลือกสรรและเล่าเรื่องราวชีวิตผ่านสิ่งของ เพื่อรักษาความเจ็บไข้ทางกายและใจที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตในปัจจุบัน

มาถึงผลงานที่เราทึ่งกับคอนเซปต์และเทคนิคที่สุดในงาน เพราะนี่ไม่ใช่แค่ Performance Art แต่คืองานที่ฉายภาพมิติใหม่ของวงการแฟชั่น
Digital Artifacts คือผลงานจาก Bart Hess ศิลปินเนเธอร์แลนด์ที่จำลองการออกแบบเสื้อผ้าในโลกอนาคต เมื่อร่างกายของเราสแกนเข้าสู่โลกดิจิทัล แปรเปลี่ยนเป็นพาสปอร์ตที่ใช้สำหรับจดจำใบหน้า การสร้างอวตาร์ไปจนถึงการสร้าง Virtual ที่เป็นตัวตนบนโลกดิจิทัลขึ้นมาจริง ๆ
แต่การจำลองรูปทรงในโลกดิจิทัลไม่อาจคงที่เช่นเดียวกับกายเนื้อในโลกแห่งความเป็นจริง ภาพนิ่งดิจิทัลที่จำลองขึ้นมาอาจถูกบิดเบือนหรือแสดงผลผิดพลาด เป็นภาพกะพริบติด ๆ ดับ ๆ เป็นความไม่สมบูรณ์ที่เกิดขึ้นครั้งคราวในโลกดิจิทัล บางทีสิ่งเหล่านี้อาจกลายเป็นเครื่องประดับของคนรุ่นใหม่ในโลกอนาคต

Bart Hess จึงสร้างชุดประดับตกแต่งที่อิงตามคอนเซปต์นี้ขึ้นมาจากการนำนางแบบ-นายแบบที่ถูกจัดท่าทาง หย่อนลงไปในบ่อขี้ผึ้งที่สงบนิ่ง ทำให้ขี้ผึ้งเหลวเข้ามาปกคลุมรอบตัวทั้งส่วนโค้งและรอยพับตามร่างกาย ราวกับเป็นการพิมพ์แบบ 3 มิติที่ทำลงบนพื้นผิวร่างกายมนุษย์ แรงกระเพื่อมจากการจุ่มลงในของเหลวสร้างรูปทรงที่ไม่ได้ตรงตามแบบ ราวกับเป็นการจำลองช่วงเวลาของการแสดงผลในโลกดิจิทัลที่บ้างถูกบิดเบือนบ้าง แสดงผลผิดพลาดในชั่วเสี้ยววินาที แต่นั่นก็กลายเป็นความงดงามในเวลาเดียวกัน

มาถึงชั้น 3 ของพิพิธภัณธ์ เสียงของก้อนหินค่อย ๆ ขยับอย่างเชื่องช้า ขูดไปตามพื้นของสถานที่จัดแสดง นี่คือผลงานจาก Between Two Mountain จากศิลปินชาวอิหร่าน Roksana Pirouzmand ผลงานของเธอโฟกัสไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายผู้ชมกับผู้ทำการแสดง
ขณะจ้องมองผลงานของเธอ เราสัมผัสได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่แม้จะไม่มีคำอธิบายตรงตัว แต่ก็บอกกล่าวผ่านงานราวกับเสียงกระซิบ
เช่นเดียวกับผลงานชิ้นนี้ที่เธอเรียงก้อนหินเรียงเป็นแถวยาว มีส่วนเท้าอยู่บริเวณปลายแถว ชิ้นงานทั้งหมดถูกจับขึงกับฝ้าเพดานของพิพิธภัณฑ์ คอยลากก้อนหินและเท้าไปตามพื้นห้อง หินและเท้าจึงบดละเอียดไปตามกาลเวลา สร้างบรรยากาศและเสียงชวนหลอน แค่มองก็ให้ความรู้สึกทุกข์ทรมานอย่างไร้ที่สิ้นสุด

เทคโนโลยีการสร้างภาพของ AI พัฒนาจนในบางครั้งเราก็แยกภาพจริงกับภาพที่จำลองแทบไม่ออก เช่นเดียวกับผลงาน Echos of Specters จากศิลปินจีน Ding Shiwei ที่สร้างผลงานวิดีโอแบบ Interactive สร้างภาพแขนจำลอง 30 ภาพจาก ChatGPT
เมื่อเราเดินเข้าใกล้จอที่แสดงภาพ 30 จอที่ล้อมกันเป็นวงกลม เซนเซอร์ Ultrasonic จะจับการเคลื่อนไหว แล้วไปกระตุ้นให้ AI นำภาพแขนไปสร้างเป็นแอนิเมชันอีกที โดยที่การเคลื่อนไหวอ้างอิงมาจากการโบกสะบัดของผ้าและธง ออกมาเป็นภาพการชูแขนช้าและเร็วแตกต่างกันไป เมื่อเราเดินผ่านจอภาพไปแล้ว ภาพแขนที่ชูอยู่จะหดลงกลับเป็นจอดำมืดดังเดิม
ผลงานนี้เป็นการนำ AI มาจำลองทั้งรูปทรงและการเคลื่อนไหวของแขนมนุษย์ โดยที่ตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของผู้ชมในโลกความเป็นจริงอีกที เหมือนกันราวกับแกะ ราวกับลบเลือนเส้นแบ่งเขตระหว่างโลก AI กับโลกความเป็นจริง จนบางทีก็แทบแยกไม่ออก

ถึง Art Biennale จะจัดแบบนาน ๆ ที 2 ปีมีหน แต่ทุกครั้งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะ ณ เมืองไหนก็สร้างความตื่นตาตื่นใจได้เสมอ
ใครที่ช่วงนี้มีกำหนดการไปมาเก๊า ชวนแวะไปชมงาน Macao International Art Biennale 2025 ที่จัดถึงวันที่ 19 ตุลาคมนี้เท่านั้น ซึ่งไม่ได้มีแค่ใน Macau Museum of Art แต่ยังมีนิทรรศการและโปรแกรมต่าง ๆ กระจายไปทั่วเมือง ตามไปเก็บพิกัดได้ที่เว็บไซต์ www.artmacao.mo/2025/en
FAQ : Macao International Art Biennale 2025
Q : Macao International Art Biennale 2025 จัดขึ้นที่ไหน
A : งานจัดหลักที่ Macau Museum of Art พร้อมทั้งมีนิทรรศการและกิจกรรมกระจายไปทั่วเมืองมาเก๊า
Q : Macao International Art Biennale 2025 จัดถึงวันไหน
A : เทศกาล Macao International Art Biennale 2025 จัดถึงวันที่ 19 ตุลาคม ปี 2025
Q : 8 งานศิลปะน่าดูใน Macao Art Biennale 2025 มีอะไรบ้าง
A :
1. Valley Trips – ศิลปินฮ่องกง Pak Sheung Chuen
2. I have not yet forgot myself to stone – ศิลปินโปรตุเกส Rui Calçada Bastos
3. Specious rainbow eternity – SHIMURAbros
4. Sea of Tears (ขวดน้ำตาและสาหร่าย) – Kasia Molga
5. Sanatorium – Pedro Reyes
6. Digital Artifacts – ศิลปินดัตช์ Bart Hess
7. Between Two Mountain – ศิลปินอิหร่าน Roksana Pirouzmand
8. Echos of Specters – ศิลปินจีน Ding Shiwei
Q : ต้องซื้อตั๋วเข้าชมไหม
A : งาน Macao International Art Biennale 2025 ที่ Macau Museum of Art เข้าชมฟรี แต่บางโปรแกรมในเมืองอาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติม
Q : หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ไหน
A : ดูรายละเอียด ตารางกิจกรรม และแผนที่จัดงานได้ที่เว็บไซต์ทางการ artmacao.mo/2025/en
Write on The Cloud
Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ
