“ขอโทษนะคะ ช่วยเบาเสียงหน่อยค่ะ เพราะว่าตอนนี้เราอยู่ในรถไฟตู้ที่ห้ามใช้เสียง”
สาวดัตช์ร่างสูงยิ้มหวานแต่ตาไม่ยิ้มเหมือนปาก ก้มตัวลงพูดกับผู้โดยสารที่นั่งอยู่เก้าอี้แถวหน้าเรา พร้อมทั้งชี้มือไปที่บานหน้าต่างใสของรถไฟด้วย ฉันมองตามมือเธอก็เห็นสัญลักษณ์ตัว S และคำภาษาดัตช์ต่อท้ายว่า Stilte ซึ่งหมายถึง Silence หรือเงียบ ปรากฏหราอยู่บนหน้าต่าง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เรานั่งเป็นพยานอยู่ใน Quiet Train หรือรถไฟตู้ที่ห้ามใช้เสียง แต่ดั๊นมีคนอยากจะใช้เสียง ทั้งประเภทเมาท์มอยกับเพื่อนที่มาด้วยกันบ้างล่ะ พูดโทรศัพท์บ้างล่ะ หรือบางคนก็ดูคลิปดูหนังในโทรศัพท์แบบเปิดลำโพงกันไปเลย นี่คือส่วนหนึ่งของฉากชีวิตธรรมดา ๆ บนรถไฟที่เนเธอร์แลนด์ ซึ่งต่างหรือไม่กับไทยแลนด์ จริง ๆ ก็คงเหมือนกันทุกที่ ทุกสังคมก็ปะปนทั้งคนที่ทำตามกฎกับคนที่ทำตามใจ
นอกหน้าต่างรถไฟ แดดต้นฤดูใบไม้ผลิจัดจ้า อุณหภูมิ 15 – 16 องศาเซลเซียส ทำให้คนโลคอลบ่นว่าร้อน แต่สำหรับชาวไทย เลขอุณหภูมินี้เรียกว่าหนาวกำลังน่ารัก เหมาะกับการออกเที่ยว ซึ่งก็ตรงกับช่วงเที่ยวของชาวยุโรปพอดี เพราะเป็นช่วงสปริงเบรกของหลายประเทศในแถบนี้ โรงเรียนหยุดด้วย แล้วฟ้าใส แดดดี อากาศล้ำค่าขนาดนี้ ใครเล่าจะอยากนั่งเฉยอยู่บ้าน



สำหรับเรา มาเนเธอร์แลนด์รอบนี้หมายมั่นปั้นมืออย่างดีว่าจะต้องกลับไปเก็บตกพิพิธภัณฑ์ที่ยังไม่เคยไป กับอีกบางที่เคยไปมาแล้วแต่ยังดูไม่สะใจก็ต้องไปซ้ำ ก่อนออกเดินทางก็กดดูราคาตั๋วและจะจองออนไลน์ แต่ว่า ตาเถร! ถ้าจะไปให้ครบทุกที่ที่ปรารถนา กระเป๋าต้องฉีกแล้วฉีกอีก อย่ากระนั้นเลย มาหาวิธีเที่ยวให้มันคุ้ม ๆ หน่อยดีกว่า นั่นก็คือ Museum Pass
ทีแรกพยายามจะซื้อแบบ 1 ปี ราคา 75 ยูโร แต่ทำไม่ได้ เพราะเขาจำกัดสิทธิ์เฉพาะประชาชนที่อยู่ใน EU สำหรับนักท่องเที่ยวน่ะ ซื้อบัตรแบบชั่วคราวมีอายุ 1 เดือน เข้ามิวเซียมได้ 5 ที่ ซื้อได้ตามพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ อย่าง Rijksmuseum หรือพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเนเธอร์แลนด์ ก็มีจำหน่ายเช่นกัน ถ้าคุณเป็นสายเที่ยวพิพิธภัณฑ์มันก็คุ้มอยู่ เพราะถ้าคุณกะเข้า Rijksmuseum ก็ 25 ยูโร แล้ว ถ้าคุณจะเข้า Van Gogh Museum ก็อีก 22 ยูโร หากยังไม่แล้วใจ ต้องการจะไปชมงานของ Banksy ที่ Moco Museum ก็ต้องจ่ายอีก 19.95 ยูโร แค่ 3 ที่ก็เกือบ ๆ 70 ยูโรแล้ว เพราะงั้นจ่ายแบบเหมา ๆ ไปเลย สบายหัวใจกว่า ลองดูรายละเอียดที่ www.museum.nl/en/museumpass
หลังจากมี Museum Pass นอนอุ่นในมือแล้วคิดว่าจะได้ตะลุยมิวเซียมหรือยัง อ๋อ ยังหรอก คุณต้องหันไปมองเพื่อนร่วมทางด้วยว่าเขาเอากับคุณด้วยหรือเปล่า ซึ่งในกรณีเรา เนื่องจากคู่หูเป็นชาวดัตช์ เขาจึงพาออกห่างจากสถานที่ท่องเที่ยวทั้งหมด แต่ตระเวนไปเยี่ยมเพื่อนตามที่ต่าง ๆ ซึ่งทีแรกเราอิดออดบ้าง แต่หลังจากเพื่อนเขาเสิร์ฟน้ำเสิร์ฟอาหารแกล้มด้วยเรื่องเล่าประดามีต่าง ๆ เราก็เพลินสุด และกลายเป็นตกหลุมรักการเที่ยวแบบนี้ไปเลย
การเที่ยวแบบนี้ = เที่ยวบ้านเพื่อน แล้วเขาชวนกินข้าวบ้านเขาค่ะ
Dutch on a Plate
เพื่อนคนแรกที่แวะไปเยี่ยมชื่อ Janna ออกเสียงว่า ยานน่า เป็นทนายสาว บ้านอยู่ที่เมืองโกรนิงเกน (Groningen) ถือเป็นอีกหนึ่งหัวเมืองใหญ่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเนเธอร์แลนด์ นั่งรถไฟจากอัมสเตอร์ดัมประมาณเกือบ 3 ชั่วโมง ไวบ์ของเมืองนี้จะเฮ้ว ๆ หน่อยเพราะเป็นเมืองมหาวิทยาลัย นักศึกษาขี่จักรยานฉวัดเฉวียนเต็มไปหมด แถมใจกลางเมืองยังมี Forum ห้องสมุดหน้าตาโมเดิร์นหนัก ๆ ผุดท่ามกลางตึกเก่าไปอีก นักศึกษานั่งกันเต็ม เป็น Library with a View ที่วิวชวนมองออกนอกหน้าต่างมากกว่าก้มมองตำราแบบสุด ๆ
บ้านยานน่าเป็นตึกโบราณอายุร้อยกว่าปีตั้งอยู่ริมคลอง กลางบ้านมีคอร์ตยาร์ดเล็ก ๆ ปลูกต้นไม้ร่มรื่น เราเดินเข้าบ้านเขาไป สิ่งแรกที่ได้คือกลิ่นหอมของขนมหวาน
“มา มา นั่งเลย กินแอปเปิลพายกันก่อนนะ ไม่ได้ทำเองหรอก นี่ซื้อแบบแช่แข็งมาเก็บไว้ พออยากกินก็แค่เอาเข้าเตาอบ” ยานน่าเอื้อนเอ่ยอย่างเป็นกันเอง พร้อมบอกด้วยว่า แอปเปิลพายเป็นของหวานปกติธรรมดาที่ชาวดัตช์ส่วนใหญ่มีติดบ้านกันทั้งนั้น

ท้องยังไม่ทันย่อยพาย ยานน่าก็เรียกอีก “มากินนี่กันดีกว่า เป็น Light Lunch เบา ๆ” ว่าแล้วก็พาเดินออกไปที่ครัวเล็ก ๆ ซึ่งมีโต๊ะไม้ที่รกมากตั้งอยู่ บนโต๊ะคือของกินล้วน ๆ ประกอบด้วยขนมปังแบบต่าง ๆ และชีสต่างชนิด และไฮไลต์คือ ‘ปลาแฮร์ริงดิบ’ ตัวบางหมักเกลือกินกับหอมหัวใหญ่ซอย
เราว่านี่ไม่ใช่รสชาติที่แปลกลิ้นสำหรับคนไทย แค่ว่าแฮร์ริงอาจจะมีกลิ่นที่ต่างออกไป ไม่เหม็นคาวนะ ยิ่งกินกับหอมสับยิ่งเพิ่มรสชาติ คนดัตช์กินกับขนมปัง เราคนไทยอยากร้องขอข้าว ดูจะเข้ากันได้อยู่
กินไปก็ถามเขาไปถึงสิ่งที่สงสัยจัง “อาหารดัตช์แท้ ๆ เป็นไงเหรอคะ”
ยานน่าตอบทันใดว่า “อาหารดัตช์ประกอบด้วยวัตถุดิบหลัก 3 อย่าง คือเนื้อ มันฝรั่ง และผัก แต่จะออกไปหาอาหารดัตช์กินตามร้านอาหารน่ะไม่ค่อยมีหรอกนะ ส่วนใหญ่เขาทำกินกันเองในบ้าน และเอาจริง ๆ ทุกวันนี้เราก็กินอาหารหลากหลายมาก ถ้าไปซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตจะเห็นว่ามีอาหารนานาชาติให้เลือกเพียบ ทั้งอิตาเลียน จีน ไทย อินโดฯ แล้วก็นี่ไง แฮร์ริงดิบนี่ คนดัตช์กินกันตลอด” ยานน่าปิดท้ายด้วยการใช้มีดกับส้อมเลาะชิ้นปลาออกมากินได้หมดจดน่าประทับใจ
Leiden and the Lives Within
หนึ่งในมิวเซียมที่นอนฝันถึงมาหลายปีคือพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมาริทส์เฮาส์ (Mauritshuis) ที่เมืองเดนฮาก (Den Haag) หรือที่คนไทยรู้จักในนามกรุงเฮก (Hague) เมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลโลก ที่ว่านั่งฝันนอนฝันมานานเพราะอยากไปยลโฉม Girl with a Pear Earring ผลงานของ โยฮันเนิส เฟอร์เมร์ (Johannes Vermeer) ด้วยตาเนื้อสักครั้ง แต่เจ้าถิ่นกลับชวนออกนอกเส้นทางไม่หยุด
จริง ๆ แล้วจากอัมสเตอร์ดัม ถ้ามุ่งหน้าไปทางตะวันตกเฉียงใต้ เส้นทางรถไฟจะลากผ่าน อัมสเตอร์ดัม ฮาร์เลม (Haarlem) ไลเดน (Leiden) ถ้ามุ่งตรงไปเดนฮากเลยก็ใช้เวลาราว 50 นาที แต่ปรากฏว่านั่งไปได้ประมาณ 35 นาทีก็โดนสะกิดให้ลงรถที่เมืองไลเดนด้วยเหตุผลแสนหนักแน่นว่า “แวะไลเดนหน่อยมั้ย นี่มันบ้านเกิดของ เรมบรันต์ (Rembrandt) นะ!”
อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้เราโดดลงรถกลางทาง คือหญิงสาวผมสีฟางที่ยืนรอเราอยู่ที่สถานีรถไฟเมืองไลเดน เพื่อนรายนี้ชื่อว่า นิงเกอร์ (Nienke) ปัจจุบันทำงานฝ่ายต่างประเทศของมหาวิทยาลัย ได้เจอนักศึกษาต่างชาติมากหน้าหลายตาอยู่ทุกวัน
“นักศึกษาต่างชาติที่นี่มาจากประเทศไหนมากที่สุดคะ” ฉันเอ่ยปากถามขณะที่เราเริ่มต้นออกเดิน นิงเกอร์ยังไม่ตอบแต่หยุดเดินและชี้มือไปฝั่งตรงข้ามที่มีร้านค้าเรียงราย “ตรงนั้นมีร้านแพนเค้กดังอยู่นะ นักท่องเที่ยวแวะกันเยอะมากเลย แต่ฉันไม่เคยกินหรอก เพราะปกติทำกินเองที่บ้าน”

ตรงนั้นของนิงเกอร์คือตึกแถวริมฝั่งถนนไม่ห่างจากสถานีรถไฟไลเดน ฉันมองตามมือชี้ก็เห็นอาคารหน้าแคบห้องหนึ่ง หน้าร้านเขียนว่า Pannekoekenhuysje หรือ Pancake House นั่นเอง
“ทำไมคะ แพนเค้กถือเป็นอาหารดัตช์อย่างหนึ่งงั้นเหรอคะ”
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ เรามีแพนเค้กแบบดัตช์สไตล์น่ะ มันไม่เหมือนของอเมริกัน แพนเค้กดัตช์แป้งจะแผ่นใหญ่ ตัวแป้งบางคล้าย ๆ เครป มีทั้งไส้เค็ม ไส้หวาน กินเป็นอาหารจานหลักได้เลย”


ไลเดนเป็นเมืองเก่าแก่ของเนเธอร์แลนด์ เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการศึกษา เป็นที่ตั้งของ Leiden University ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ ก่อตั้งเมื่อปี 1575 แค่กวาดตามองคร่าว ๆ ก็เห็นเสน่ห์เมืองที่พร้อมด้วยประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม อาคารสมัยศตวรรษที่ 17 – 18 ยังคงยืนเรียงราย เช่นเดียวกับระบบคลองที่เชื่อมต่อกันสวยงาม
“เมื่อกี้ถามว่าอะไรนะคะ นักศึกษาต่างชาติที่มาเรียนที่นี่มากที่สุดเหรอ ฉันว่าเยอรมันนะ แต่อีกหน่อยนักศึกษาต่างชาติก็อาจจะน้อยลงเรื่อย ๆ”
“อ้าว ไหงงั้นล่ะคะ”
นิงเกอร์ทำสีหน้าครุ่นคิดเหมือนว่าจะตอบยังไงดี แล้วเธอก็ค่อย ๆ เรียบเรียงออกมาช้า ๆ
“ตอนนี้ในประเทศเรามีประเด็นที่คุยกันมากขึ้นเรื่องการหาจุดสมดุลของความเป็นนานาชาติกับการรักษาตัวตนเราไว้ อย่างในอัมสเตอร์ดัม ดูเหมือนคนที่นั่นจะใช้ภาษาอังกฤษไม่น้อยกว่าภาษาดัชต์ละมั้ง ซึ่งบางคนมีความเห็นว่าเราพยายามโกอินเตอร์กันมากไปจนละเลยภาษาของตัวเองเกินไปหรือเปล่า และเราเป็นประเทศเล็ก ๆ เองนะ ก็ต้องรักษาความเป็นเราเหมือนกัน
“ส่วนเรื่องแนวโน้มจะลดจำนวนนักศึกษาต่างชาติ ส่วนหนึ่งก็เพราะปัญหาที่อยู่อาศัยในประเทศกำลังหนักหน่วง ถึงขั้นที่คนดัตช์เองบางคนก็หาบ้านอยู่ยากมาก ๆ นี่ฉันทำเธอเครียดหรือเปล่า พูดเรื่องจริงจังมาก” นิงเกอร์หันมายิ้มให้แบบเขิน ๆ

“โอ๊ย ไม่หรอกค่ะ ชอบฟังเรื่องชาวบ้านมาก ๆ” พูดจบแล้วเราก็หัวเราะกัน แต่ฉันพูดจริง ๆ นะ คำที่ว่าออกเดินทางไปเห็นโลกกว้างน่ะ มันก็คือแบบนี้ไม่ใช่หรือ มันคือการหันไปมองดูทุกข์สุขของเพื่อนร่วมโลกอื่น ๆ บ้างน่ะ
เราเดินมาถึง Witte Singel ซึ่งเป็นย่านมหาวิทยาลัยไลเดน มีถนนสายเล็ก ๆ ขนาบด้วยคลองและต้นไม้ใหญ่ ถัดมาอีกหน่อยคือลานกว้างที่มีรูปปั้นเด็กชายคนหนึ่งยืนพินิจรูปหล่อบรอนซ์ภาพเหมือนของเรมบรันต์ (Rembrandt) บนขาตั้งวาดภาพ แถมบนกำแพงตระหง่านข้าง ๆ ยังมีงานเซรามิกภาพเหมือนของเขาติดอยู่อีกด้วย
พื้นที่บริเวณนี้ในอดีตเมื่อ 400 กว่าปีก่อนคือบ้านเกิดของเรมบรันต์ แน่นอนว่าบ้านดั้งเดิมไม่มีเหลือแล้ว ร่องรอยที่ยังเหลือมีแค่ป้ายชื่อบนกำแพงของอาคารสมัยปัจจุบันหลังหนึ่งในบริเวณนั้นที่ระบุข้อความว่า
Rembrandt Van Rijn เรมบรันต์ ฟาน ไรน์ เกิดที่นี่เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ปี 1606
เรมบรันต์ใช้ชีวิตที่บ้านเกิดถึงปี 1631 เท่านั้น อายุได้ราว 25 ก็ย้ายมาอัมสเตอร์ดัม ณ วันนั้น เขาคงยังไม่รู้หรอกว่าเส้นทางศิลปะของเขาจะรุ่งโรจน์และพาเขาไปไกลแค่ไหน
Den Haag บนเส้นทาง ‘สานโลก’
เดนฮาก หรือที่คนไทยคุ้นชื่อว่า ‘กรุงเฮก’ เป็นเมืองแห่งกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะที่นี่เป็นที่ตั้งของศาลโลก นอกเหนือจากนี้แล้ว ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมาริทส์เฮาส์ พิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมแต่คุณภาพคับแน่นด้วยงานศิลป์จากยุคทองของศิลปะดัตช์ในศตวรรษที่ 17 ซึ่งภาพเขียนเหล่านั้นก็เข้มข้นด้วยเนื้อหาที่สะท้อนประวัติศาสตร์ช่วงสำคัญของชาวดัตช์ สมัยที่แผ่ขยายอำนาจออกไปยังดินแดนอื่น และร่ำรวยใหญ่โตจากการค้าขายรวมถึงธุรกิจค้าทาส
แน่นอนว่าแม่เหล็กดูดดึงผู้คนจากทั่วโลกคือ Girl with a Pearl Earring (ประมาณปี 1665) หรือหญิงสาวกับต่างหูมุก ผลงานของ โยฮันเนิส เฟอร์เมร์

คนที่ชอบผลงานเฟอร์เมร์ต่างรู้ดีว่าเขาเป็นมาสเตอร์แห่งแสง เขาเสกแสงได้เหมือนมีเวทมนตร์ แสงเช้าแสงบ่าย หรือแสงหน้าหนาว เขาเฉียบขนาดนั้น ดูน้องต่างหูมุกนี่ก็ได้ เอาแค่แสงบนวงหน้าลออของเธอ ฝั่งที่แสงตกกระทบและเห็นนวลแก้มระเรื่อด้วยเลือดฝาด กลีบปากฉ่ำวาว กับซีกหน้าในเงามืดที่มีหยดแวววับของต่างหูมุกเป็นจุดดึงสายตา เขาทำอย่างไรให้ภาพที่ดูเหมือนเงียบสงบนั้นดังสนั่นอยู่ในใจผู้ชม
เธอคือใคร – ผู้คนต่างสงสัย คำอธิบายข้างรูปบอกว่าเธอคือ Tronie คำเรียกภาพเขียนบุคคลที่ไม่มีตัวตนจริง ศิลปินเขียนขึ้นจากจินตนาการ เรมบรันต์เองก็มี Tronie ของตัวเองหลายชิ้น และหวือหวาทั้งนั้น เนื่องจากไม่ใช่ภาพเหมือนบุคคลจริง ๆ ศิลปินเลยเสกสรรค์ปั้นแต่งคนในภาพได้อย่างใจ เช่น น้องต่างหูมุกก็มีสไตล์การโพกหัวพันผ้าที่ดูแปลกตาไม่เหมือนใคร
ความเลิศอีกอย่างของเฟอร์เมร์ที่อยากจะพูดถึง คือการใช้สีอัลตรามารีนหรือสีน้ำเงินฟ้า ซึ่งศิลปินสมัยเดียวกับเขาไม่ใคร่จะใช้กันนักเพราะว่ามันแพง แต่เฟอร์เมร์หลงใหลสีนี้มาก จนกลายเป็นหนึ่งในสีหลักที่ปรากฏในภาพเขียนชิ้นเด่น ๆ ของเขา
เมื่อสัก 2 – 3 ปีก่อนที่ Rijksmuseum จัดนิทรรศการรวมผลงานของเฟอร์เมร์ พร้อมจัดทำสินค้าที่ระลึกคอลเลกชันพิเศษประจำนิทรรศการนั้นออกมาด้วย เช่น กระเป๋าสะพายไหล่สีฟ้าแบบมีแสงและเงาตกกระทบ คนทั่วไปอาจมองว่านี่ก็แค่กระเป๋าสีฟ้า ไม่เห็นมีอะไรพิเศษ แต่ความจริงแล้วสีฟ้าของกระเป๋านั้น มีที่มาจากเสื้อคลุมสีน้ำเงินฟ้าของหญิงสาวในภาพ Woman Reading a Letter (ประมาณปี 1663)

Johannes Vermeer (ประมาณปี 1663)
ภาพ : Rijksmuseum, Amsterdam
สีฟ้าที่เราเห็น ไม่ว่าจะเป็นฟ้าจากเสื้อคลุมของหญิงสาวที่ยืนอ่านจดหมาย สีฟ้าจากโพกศีรษะของหญิงสาวกับต่างหูมุก หรือสีฟ้าจากผ้ากันเปื้อนของ The Milkmaid (ประมาณปี 1660) ไม่ใช่แค่สีฟ้า แต่มันเป็นฟ้าที่แสดงถึงความท้าทายของศิลปินในทุกมิติ ทั้งในเชิงความเฉียบคมของฝีมือ ความแม่นยำของสายตา เรื่องราวที่บรรเจิดอยู่ในหัว ไปจนกระทั่งทุนรอนของศิลปินเองที่ยอมกระเป๋าฉีกครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อให้ได้สีนี้มาครอบครองและใช้มันอย่างเต็มที่ดังที่เราเห็นกัน
ที่ผนังห้องฝั่งตรงข้ามกับหญิงสาวกับต่างหูมุกแขวนอีกภาพสำคัญของเฟอร์เมร์ไว้นั่นก็คือ View of Delft (ประมาณปี 1660 – 1661) เฟอร์เมร์ยังคงสั่งแสงและเงาในภาพได้อย่างหมดจด ท้องฟ้าและหมู่เมฆ ผืนน้ำที่มีเงาตกกระทบ และเมืองที่ดูอย่างไรก็เงียบสงบเหลือเชื่อ เหมือนเป็นเช้าวันหนึ่งที่ทั้งเมืองยังหลับใหล


นอกจากเฟอร์เมร์แล้ว ภายในพิพิธภัณฑ์เมาริทส์เฮาส์ยังจัดแสดงผลงานของเรมบรันต์ ศิลปินผู้เป็นหนึ่งในเสาหลักของยุคทองดัตช์ด้วย เช่น ภาพ Two African Men (ประมาณปี 1661) ที่เรมบรันต์เลือกจัดวางให้เป็นตัวเอกของภาพ ต่างจากขนบของศิลปินร่วมยุคที่นิยมเขียนภาพชาวแอฟริกันเป็นตัวประกอบ เป็นข้ารับใช้ บ่าวไพร่ เสริมสถานะของตัวละครหลักในภาพ

เชื่อกันว่า 2 หนุ่มแอฟริกันของเรมบรันต์น่าจะเป็นคนในละแวกบ้านของเขาที่อัมสเตอร์ดัม อาจจะทำงานเป็นกะลาสีเรืออยู่แถว ๆ นั้น และเรมบรันต์ก็เลือกพวกเขามาเป็นแบบเขียนภาพเพื่อฝึกปรือฝีมือ จะเห็นได้ว่ารายละเอียดบนใบหน้าถูกถ่ายทอดอย่างละเอียดในขณะที่ส่วนอื่น ๆ ในภาพดูจะพร่าเลือนเหมือนยังทำไม่เสร็จ

อีกหนึ่งภาพสำคัญคือภาพ Self-portrait (ประมาณปี 1669) ที่เขียนขึ้นในปีที่เขาตาย ดูเหมือนว่าพลังของเรมบรันต์ไม่เคยแผ่ว ความเฉียบในการสั่งความมืดและสว่างในภาพทำได้ดราม่าข้ามยุคสมัยจน 400 ปีผ่านไป เรามายืนดูยังทึ่งได้อยู่เลย ถ้าใครมีโอกาสแนะนำให้แวะชมพิพิธภัณฑ์บ้านเรมบรันต์ที่อัมสเตอร์ดัมด้วย แล้วจะเข้าใจชีวิตขึ้นสุดลงสุดของเรมบรันต์นั้นเป็นอย่างไร เอาสั้น ๆ ว่าได้ครอบครองคฤหาสน์หลังเบ้อเริ่มที่อัมสเตอร์ดัมตอนอายุ 33 เท่านั้น ก่อนจะหมดตัวและต้องระเห็จออกจากบ้านตัวเองตอนอายุ 52
เอาล่ะค่ะ ขอวกกลับมาประเด็น ‘สานโลก’ ที่เปิดไว้แต่ทีแรกหน่อย พิพิธภัณฑ์ Mauritshuis เดิมคือคฤหาสน์ของ โยฮัน เมาริทส์ (Johan Maurits) ผู้ว่าการสูงสุดแห่งอาณานิคม Dutch Brazil ในนามของบริษัทดัตช์เวสต์อินเดีย (Dutch West India Company : WIC)

Jan de Baen (ประมาณปี 1668 – 1670)
ภาพ : Collection of the Mauritshuis, The Hague
Dutch Brazil คืออาณานิคมไร่อ้อยขนาดใหญ่ ซึ่งดัตช์ยึดได้จากโปรตุเกสเมื่อปี 1630 บนชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล เป็นพื้นที่ซึ่งใช้แรงงานทาสและมีธุรกิจค้าทาสเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง และขยายพรมแดนออกไปนอกบราซิล เช่น ซูรินาม (Suriname) ซึ่งเป็นอาณานิคมที่มีการใช้แรงงานทาสมากที่สุดแห่งหนึ่งภายใต้อำนาจของดัตช์
โยฮัน เมาริทส์ ถูกจดจำหลายแบบในประวัติศาสตร์ ในยุคอาณานิคม เขาคือผู้นำที่เกรียงไกร จัดกองเรือออกไปยึดสถานีค้าทาสหลายแห่งแถบชายฝั่งแอฟริกาตะวันตก ทั้งกานา แองโกลา เขามีบทบาทสำคัญในการนำดัตช์เข้าสู่ระบบค้าทาสภายใต้คำสั่งของ WIC ด้านชีวิตส่วนตัวก็มีทั้งเรื่องลักลอบนำทาสเข้าบราซิล ทั้งขายชาวแอฟริกันที่ได้รับเป็นของขวัญจากกษัตริย์คองโก อีกทั้งยังมีทาสจำนวนมากทำงานในคฤหาสน์ของเขาเอง ซึ่งประวัติศาสตร์ชาติในช่วงนี้ปรากฏอยู่ในภาพเขียนที่แขวนอยู่ที่นี่ และในพิพิธภัณฑ์อื่น ๆ ของเนเธอร์แลนด์ เช่น Rijksmuseum ก็เป็นหนึ่งในนั้น
ชาวแอฟริกันที่ปรากฏในภาพเขียนของศิลปินดัตช์สมัยศตวรรษที่ 17 มักถูกจัดวางให้เป็นดั่งของประดับ Exotic จากดินแดนโพ้นทะเล และส่วนใหญ่จะรับบทคนรับใช้ในราชสำนักของเจ้าหญิงเจ้าชายผิวขาวผู้สูงส่ง

Jan Mijtens (ประมาณปี 1665)
ภาพ : Collection of the Mauritshuis, The Hague

Adriaen Hanneman (ประมาณปี 1664)
ภาพ : Collection of the Mauritshuis, The Hague
ในยุคสมัยหนึ่ง ภาพเขียนลักษณะนี้คือเครื่องแสดงอำนาจและความมั่งมีที่ผู้คนใฝ่หา แต่เมื่อเวลาผ่านไป ภาพเดียวกันนี้เองกลับกลายเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ชนิดงานละเอียดที่เผยหมดสิ้น ใคร ทำอะไร ทำกับใคร เมื่อไหร่ และด้วยทัศนคติแบบไหน และผู้คนรุ่นปัจจุบันก็ไม่ได้ปล่อยผ่าน อย่างที่ Rijksmuseum หลาย ๆ ภาพที่เขียนขึ้นในสมัยธุรกิจค้าทาสเฟื่องฟู เช่น Still Life with a Turkey Pie, Pieter Claesz (ประมาณปี 1627) ที่แสดงของหรูหรา อาหารแปลกตา และเครื่องเทศจากดินแดนอันแสนไกล จัดวางอย่างโอ่อ่าบนโต๊ะอาหาร ทางพิพิธภัณฑ์ก็จัดทำป้ายคำอธิบายภาพชุดใหม่มาติดเคียงชุดเดิม แสดงการรับรู้และยอมรับว่าสิ่งของเหล่านั้นมักถูกจัดหาโดยบริษัทอินเดียตะวันออกของดัตช์ (Dutch East India Company : VOC) ผ่านความรุนแรงและการใช้แรงงานทาส เช่น กานพลูและลูกจันทน์เทศซึ่งมีที่มาจากหมู่เกาะโมลุกกะ (Moluccas) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Pieter Claesz (ประะมาณปี 1627)
ภาพ : Rijksmuseum, Amsterdam
จำที่นิงเกอร์พูดเมื่อตอนต้นได้มั้ยคะ เธอบอกว่าประเทศของเธอก็เป็นแค่ประเทศเล็ก ๆ เท่านั้น เราควรรักษาความเป็นเรามากกว่านี้มั้ย ประเด็นนี้น่าสนใจ ถ้าพูดถึงขนาด ก็ใช่ เนเธอร์แลนด์ไม่ใหญ่ แต่ถ้าถอยหลังกลับไปเมื่อ 400 ปีก่อน ประเทศเล็ก ๆ นี้แหละที่ส่งกองเรือออกไปแสวงหาโลกใหม่และร้อยดินแดนอันไกลโพ้นทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกเข้ามาอยู่ใต้ปีกอำนาจของตน
และผลของการ ‘สานโลก’ ที่ห่างไกลเข้าหากันนั้น ไม่ว่าจะรูปแบบของมิตร นาย หรือการกดขี่บีฑา ต่างมีราคาที่ต้องจ่าย
พลเมืองหลากหลายเชื้อชาติในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นผู้อพยพรุ่นใหม่ ลูกหลานเลือดผสมจากอดีต รวมถึงคนดัตช์แท้ ๆ ล้วนเป็นผลลัพธ์จากวันวานที่กำลังใช้ชีวิตของตัวเองไม่ต่างจากพวกเรา
และหนึ่งในนั้นก็ยืนอยู่ต่อหน้าเราในขณะนี้เอง
Born of History
หลังการกอดทักทายแนบแน่นที่หน้าประตูบ้าน เดวี (Dewi) ก็ต้อนเราเข้าในตัวบ้านของเธอที่เมืองฮาร์เลม (Haarlem) ระหว่างมองเพื่อนเก่ากอดกันด้วยความคิดถึง ฉันยืนพินิจเพื่อนใหม่ตรงหน้าพลางคิดว่า ถ้าเดินสวนกันตามถนน ฉันไม่มีทางดูออกเด็ดขาดว่าสาวสวยคนนี้มีเลือดเอเชียอยู่ครึ่งหนึ่ง
เดวีเป็นลูกครึ่งดัตช์กับอินโดนีเซียที่พูดเสมอว่าเรื่องราวในครอบครัวของเธอหลาย ๆ เรื่องยังคงเป็นปริศนาที่หาคำตอบไม่ได้ ปัจจุบันเดวีแต่งงานกับหนุ่มดัตช์ และเป็นคุณแม่สวยเปรี้ยวของลูกสาวตัวจิ๋ว 2 คน และที่สำคัญ เดวีนี่แหละคือหนึ่งในตัวอย่างเล็ก ๆ ของผลพวงจากประวัติศาสตร์อาณานิคม

Jan Brandes (23 January 1779 – 26 August 1785)
ภาพวาดสีของหญิง 2 คนในห้องรับแขกยุคอาณานิคมที่ปัตตาเวีย (Batavia) หญิงชาวยุโรปคนขวามาเยี่ยมหญิงเลือดผสมที่สวมชุดเคบายา แวดล้อมด้วยหญิงรับใช้พื้นเมือง
ภาพ : Rijksmuseum, Amsterdam
ครอบครัวฝั่งอินโดนีเซียของเดวีที่ประเทศอินโดนีเซียเป็นครอบครัวใหญ่ ผสมเชื้อสายกับชาวดัตช์ที่มาตั้งรกรากในยุคอาณานิคม อินโดนีเซียในยุคนั้นมีทั้งผู้คนที่พยายาม ‘ปรับตัวให้กลมกลืน’ กับอิทธิพลของดัตช์ ทั้งในด้านภาษา ศาสนา การศึกษา และวัฒนธรรม เพื่อโอกาสที่ดีขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็มีอีกหลายคนที่ต่อต้านและยืนหยัดเพื่ออิสรภาพของตน
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่ออินโดนีเซียประกาศเอกราช มีคนอินโดฯ กลุ่มหนึ่งรวมถึงบรรพบุรุษของเดวีและแม่ของเธอเองที่เลือกย้ายไปอยู่เนเธอร์แลนด์ เพราะรู้สึกว่าไม่มีที่ยืนอีกต่อไปในบ้านเกิดของตน แต่แม้ในดินแดนใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะรู้สึกว่าเป็น ‘บ้าน’ อันแท้จริง คนอินโดนีเซียจำนวนมากที่อพยพมาอยู่ที่เนเธอร์แลนด์ต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อปรับตัว ยอมรับความเป็นคนนอก และอดทนต่อการดูถูกเหยียดหยาม
ประวัติศาสตร์ไม่ได้ส่งผลแค่ในระดับรัฐหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเท่านั้น แต่มันฝังรากลึกเป็นทรอมาในความรู้สึก เป็นความกลัวและความไม่แน่ใจของคนธรรมดา ๆ ที่แค่ต้องการใช้ชีวิตโดยไม่ถูกกดทับด้วยอดีต หากแต่ก็เป็นความจริงที่หลุดพ้นไม่ได้ เหมือนเดวีที่เติบโตมากับความความไม่ชัดเจนของรากเหง้า และคำถามที่อาจจะรบกวนใจอยู่ลึก ๆ ว่า ‘เราคือใคร’
Old City, New Friend
“ฉันสงสัยมาก ทำไมนัดมาเจอที่นี่ ความจริงฉันอยากชวนไปที่บ้านฉันจังเลย มันสงบดี”
เจ้าของประโยคนี้คือ แอบบี้ (Abbey) เพื่อนคนสุดท้ายที่เราบุกบั่นมาเยี่ยมเยียนในทริปนี้
ฉันมองไปรอบ ๆ ตอนนี้เรานั่งอยู่ในสวนสาธารณะ Vondelpark (ฟอนเดลปาร์ก) ใจกลางกรุงอัมสเตอร์ดัม สำหรับคนที่มาจากเมืองที่มีฝุ่นพิษเสิร์ฟถึงเตียงนอนอย่างเรา การได้นั่งเฉย ๆ ในสวนที่เต็มไปด้วยต้นไม้ สูดอากาศสะอาดให้มันเข้าไปวิ่งเล่นยาว ๆ ตั้งแต่รูจมูกไปจนถึงปอด นับเป็นสิ่งล้ำค่าที่ดันหาได้ยากเย็นแท้ในบ้านเกิดตัวเอง
“ฉันกำลังรักษาโรคไซนัสอยู่” ฉันหันไปตอบแอบบี้แบบติดตลก ก่อนจะขยายความเพิ่มว่า “ฉันชอบเดินสวนมาก ๆ แล้ววันอากาศดี ๆ จนน่าประหลาดใจแบบนี้ไม่ได้มีบ่อย ๆ”
“เออ จริงของเธอนะ วันนี้อากาศดีจริง ๆ พวกเราคนดัตช์เองก็งงกับอากาศมากนะ ยิ่งถ้าเป็นอากาศเดือนเมษายนด้วยแล้วล่ะก็ พวกเราเรียกว่าเป็นเดือนที่คาดเดาแทบไม่ได้เลย บางวันอาจจะแดดดีมาก ๆ แต่อีกวันอุณหภูมิอาจลดฮวบทันที”

แอบบี้พูดไม่ทันขาดคำ สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีคือ ฝนตก! เรามองหน้ากันแล้วหัวเราะงอหาย
“เอาไงต่อดี ไปบ้านฉันมั้ย บ้านฉันมีชาอร่อย ๆ ด้วยนะ” แอบบี้หลอกล่อ เมื่อเห็นเรายังลังเลเธอก็สำทับซ้ำ “บ้านฉันอยู่กลางอัมสเตอร์ดัมเลย เป็นตึกเก่า มีบันไดแคบมาก ๆ แบบบ้านดัตช์สมัยก่อน ถ้าเธอไม่ไปก็อดเห็นนะ” เอาสิ พูดขนาดนี้มันก็ต้องไป และอีกอย่างฝนฤดูใบไม้ผลิดูจะไม่หยุดง่าย ๆ แฮะ


ฉันเดินตามแอบบี้มาจนถึงบ้านของเธอที่เป็นตึกสูง ไม่ห่างจากคลองที่โยงใยยังกับตาข่ายใยแมงมุมใจกลางอัมสเตอร์ดัม แอบกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ ๆ ตอนเห็นบันไดในตัวบ้านที่มันทั้งชัน ขั้นก็แคบขนาดว่าวางเท้าได้ครึ่งเท้าเท่านั้น แถมยังขดเป็นบันไดวนไปอีก
ก่อนจะตั้งต้นขึ้นบันได แอบบี้หันมาพูดว่า “ฉันลืมบอกอะไรเธอไปอย่างหนึ่ง บ้านฉันน่ะ อยู่ชั้น 5 นะ ชั้นบนสุดน่ะ เธอไหวนะ” ตาเถร! อยากจะตบอก ทำไมเพิ่งมาบอกตอนนี้ ฉันมองบันไดชัน ๆ นั้นอย่างชั่งใจ เออ ทำประกันชีวิตมาแล้วอะเนอะ ลองดูแล้วกัน!
บ้านของแอบบี้บนชั้น 5 แท้จริงแล้วเป็นสตูดิโอขนาดกะทัดรัด มีส่วนครัว ส่วนนอน ส่วนทำงาน และมุมนั่งเล่นรวมอยู่ในพื้นที่เดียวกัน
ยังไม่ทันหายตื่นเต้นกับบันไดดัตช์ แอบบี้ก็บอกว่า “ขึ้นดาดฟ้ากัน มีแค่ห้องฉันในตึกนี้นะที่มีทางขึ้นดาดฟ้าแบบส่วนตัวเลย” แล้วเธอก็เดินออกไปที่ระเบียงแคบ ๆ ซึ่งมีบันไดลิงพาดอยู่ด้านนอกแล้วปีนขึ้นไปฉับ ๆ เมื่อขึ้นมาถึงข้างบนก็เข้าใจว่าทำไมแอบบี้ถึงคะยั้นคะยอให้ปีนขึ้นมา เพราะจากมุมสูง เรามองเห็นย่านเมืองเก่าอัมสเตอร์ดัมได้เต็มตา เห็นคลองลากโยงใยเหมือนตาข่าย เห็นหอนาฬิกาสูงที่แอบบี้อธิบายว่า สมัยก่อนเรือเดินสินค้าจากทะเลจะแล่นลึกเข้ามาในคลองที่ขุดเชื่อมทะเล แล้วก็ต้องผ่านหอสูง ๆ นี้เพื่อเข้าสู่เขตเมืองด้านใน


หอคอยที่เห็นจากบนดาดฟ้าชื่อว่า Montelbaanstoren เป็นหอคอยจากศตวรรษที่ 16 ตั้งตระหง่านอยู่ริมคลอง Oudeschans มีหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบป้องกันเมืองอัมสเตอร์ดัมในสมัยโบราณ คอยสอดส่องเรือที่แล่นเข้ามาทางทิศตะวันออกผ่านทางน้ำ
ส่วนคลอง Oudeschans เป็นหนึ่งในคลองสายสำคัญที่เชื่อมต่อจากอ่าว IJ ซึ่งไหลออกสู่ทะเลเหนือ โดยในอดีตเรือสินค้าขนาดใหญ่จากอาณานิคมของดัตช์ เช่น อินโดนีเซีย จะเดินทางข้ามมหาสมุทร แล่นเข้าสู่ IJ จากทะเล จากนั้นค่อย ๆ ล่องเข้าสู่ระบบคลองในตัวเมืองผ่านทาง Oudeschans ก่อนเข้าสู่ศูนย์กลางการค้าของอัมสเตอร์ดัม
นับว่าย่านนี้เป็นย่านเก่าแก่ที่มีความสำคัญในยุคอาณานิคม เพราะเคยเป็นแหล่งต่อเรือ คลังสินค้า และศูนย์กลางของการขนส่งสินค้าทางน้ำ เรือที่เดินทางมาจากทะเลหรือออกจากอัมสเตอร์ดัมล้วนต้องผ่านย่านนี้ในยุคสมัยที่เนเธอร์แลนด์เป็นมหาอำนาจทางการค้าโลก แม้แต่เรมบรันต์เองก็ยังเคยเขียนภาพหอคอย Montelbaanstoren, โบสถ์เก่า (Oude Kerk) และพื้นที่บริเวณนี้ในราวปี 1640 – 1641 ที่ในเวลานั้นยังคงเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำและผืนดินเฉอะแฉะ เป็นภูมิประเทศกึ่งธรรมชาติกึ่งเมืองก่อนจะกลายเป็นอัมสเตอร์ดัมอย่างที่เรารู้จักในวันนี้

มันน่าทึ่งว่าจากบนดาดฟ้าเล็ก ๆ นั่น เหมือนประวัติศาสตร์ของเมืองจะปรากฏขึ้นต่อหน้าเรา แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ในเชิงอาคารบ้านเรือน แต่เป็นอดีตอันไกลโพ้นที่เชื่อมโยงถึงมหาสมุทร การค้า การล่าอาณานิคม ที่แม้แต่เมืองไทยเองก็เคยข้องเกี่ยวอยู่ในห้วงเวลานั้น
เรามองผ่านกาลเวลาและเห็นความสัมพันธ์จากซีกโลกหนึ่งถึงอีกซีกโลกหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 400 ปีก่อน เพียงแค่ขึ้นไปบนดาดฟ้าเล็ก ๆ นั้น ทุกอย่างในอดีตที่เคยเคลื่อนไหวบนเส้นทางน้ำตรงหน้าก็พลันปรากฏขึ้นมาอีกครั้งท่ามกลางความอึกทึกครึกโครมของปัจจุบัน
ฉันไม่นึกเลยจริง ๆ ว่าการเที่ยวแบบไม่มีแผนตายตัว ไร้จุดหมายที่ชัดเจน แต่เที่ยวแบบเพื่อนชวนไปไหนก็ไป จะพาฉันมาไกลถึงเพียงนี้ ไม่เคยคิดเลยว่าเส้นทางที่ไม่ได้วางไว้ล่วงหน้า จะพาฉันไปนั่งในครัวบ้านใครบางคน กินแฮร์ริงดิบกับหอมซอยกับเขา ลากฉันไปเดินวนในพิพิธภัณฑ์เพื่อจ้องมองอดีตผ่านภาพเขียน แล้วพาขึ้นดาดฟ้าแคบ ๆ ไปมองอดีตอันซ้อนทับกับปัจจุบัน
จะคนในสมัยไหน ต่างก็มีก้าวเดินของตัวเองในโลกที่ไม่เคยหยุดเคลื่อนไปในทุกวัน…และทุกวัน
ข้อมูลอ้างอิง
- www.mauritshuis.nl/en
- www.rijksmuseum.nl/en
- www.metmuseum.org/art/collection






