17 พฤษภาคม 2025
3 K

สวีดัดอย่างเป็นทางการ วันนี้ผู้เขียนสุดเท่ (คิดเอง) เป็นมนุษย์อบกรอบแสนอร่อยจากประเทศไทย จะมาแบ่งปันความช่ำชอง 101 ของการปีนเขาครั้งแรก ณ ประเทศเนปาล ประเทศยอดฮิตติดชาร์ตลำดับแถวหน้าสำหรับคนบ้าคลั่งการปีนเขาอย่างเราเลยแหละ การมาเนปาลครั้งแรกใช้เวลาเดินทางไม่นานนัก พอได้ขยับตัวบนเครื่องบินนิดหน่อย เนปาลทำให้เราค้นพบตัวเองว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ความรู้สึกเหมือนหนีตามกาลิเลโอแล้วไปเจอแวนโก๊ะวาดภาพผลงานที่ตัวเองชื่นชอบยังไงอย่างงั้น

สำหรับเรา เนปาลเป็นมากกว่าประเทศที่มีผู้คนศรัทธา ทั้งความหลากหลายเชื้อชาติ รวมไปถึงวัฒนธรรมของคนเนปาลเอง ฯลฯ เราได้พบเจอความรู้สึกที่ดี ณ ขณะนั้น รวมไปถึงผู้คนน่ารัก ใจดี ยิ้มให้กันแบบตั้งใจ ยิ้มกลับแบบไม่ลังเล และคำว่า ‘นมัสเต’ ตลอดทั้งทริป เพราะพูดเป็นอยู่คำเดียว (ฮา)

สำหรับเส้นทางที่เราจะไปเดิน คือ Langtang Trek, Nepal เอาล่ะ เข้าเรื่องสักที…

ก่อนจองทริปเนปาล เราดันไปอ่านหนังสือ A Map to Anywhere – ชีวิตที่ร่างเอง ของ นิ้วกลม เป็นหนังสือที่ดีมาก ๆ อ่านไปอ่านมาเจอประโยคสะกิดใจเขียนว่า ถ้าวันนี้เราต้องตาย เราอยากจะทำอะไร หรือ สิ่งที่ควรทำก่อนสายเกิน ชีวิตที่ไม่เสียดายที่ได้เกิดมา เราใช้เวลาใคร่ครวญกับประโยคเหล่านี้นานพอสมควร แล้วก็พบคำตอบทั้งที่ยังไม่มีคนถาม หนึ่งในคำตอบนั้นคือการเดิน Trekking ที่เนปาล

ประเด็นคือเราชวนใครก็ไม่มีใครไปด้วยเลย สงสัยไม่ค่อยสันทัดประเทศนี้สักเท่าไหร่ แต่ไม่เป็นไร เอาวะ ตัดสินใจไปคนเดียวก็ได้ เพราะถ้าเราอยากทำในสิ่งที่อยากทำ แต่ไม่ได้ทำ เพียงเพราะไม่มีใครอยากทำในสิ่งที่เราอยากทำ เราคงจะไม่ได้ไปแน่ ๆ ชีวิตนี้อาจจะไม่ได้ไปเจอหิมาลัยที่ถวิลหาแหง ๆ

เราหาข้อมูลและจองกรุ๊ปทัวร์ด้วยตัวเอง ตัดสินใจไปแบบจอยกลุ่ม ลองดูสักครั้งในชีวิต สรุปตกลงปลงใจกับตัวเอง กางแผนที่ไปเนปาล 10 วัน ไม่มีอะไรพิเศษไปมากกว่าการเดินและเดินอย่างบ้าคลั่ง

ถ้าเปรียบการเดินเป็นการแข่งขัน เราคงชนะการแข่งขันอย่างขาดลอย

การเดินทางครั้งนี้ เริ่มต้น ณ เนปาล นี่สินะที่มีคนเคยบอกว่า ‘หิมาลัยต้องใช้ใจเดิน’ 

Day 1 : Kathmandu – Syabrubesi

วันแรกของการเดินทางกำลังจะเริ่มต้นขึ้น เราตื่นแต่เช้า พุ่งตัวด้วยความเร็วแสงมากินอาหารเช้าของโรงแรม เราพักย่านทาเมล ขอพักย่านนี้ไว้ก่อน ค่อยมาเล่าถึงตอนกลับจากเยี่ยมเยียนหิมาลัย

เราออกจากที่พักตอน 8 โมงเช้า ใช้เวลาเดินทาง 6 – 7 ชั่วโมงเพื่อไปเมือง Syabrubesi นั่งรถสุดคูล โช้กนิ่ม คนขับเจ้าถิ่นเนปาลมาเอง รู้สึกเหมือนนั่งรถขึ้นดอย โค้งแสนล้านโค้งเหมือนแม่ฮ่องสอน

ถนนที่นี่เล็กแคบ แต่มีความขยันแซงกันสูง เราเดินทางได้ครึ่งทาง ยางแตก! ทุกคนพร้อมใจมาช่วยเป็นกำลังใจในการเปลี่ยนยาง ตอนนั้นยังแซวกันว่า ถ้ายางแตกอีกรอบ ไม่มียางเปลี่ยนแล้วนะ

แต่พวกเราก็ถึง Syabrubesi อย่างปลอดภัยในเวลา 14.00 น. แล้วก็ไปเดินสำรวจเส้นทางกัน แถวนั้นมีวัดทิเบต พบเห็นธงมนตราได้ทุกที่จริง ๆ รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก หลงใหลในความมีเสน่ห์ของเนปาลเข้าเสียแล้ว

หลังจากนั้นเราก็กินข้าวเติมกำลังวังชา วันนี้ต้องรีบเข้านอน เพราะพรุ่งนี้ต้องเริ่มเดิน Trek กันแล้ว กำลังจะเดินไปหาแล้วนะหิมาลัย ตื่นเต้นไหมให้ทาย

Day 2 : Syabrubesi – Lama Hotel (2,560 m)

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น รีบทำภารกิจฟิชโช่ส่วนตัวให้ทันก่อนเริ่มเดินทาง วันนี้เริ่มเดิน 08.00 น. วันแรกยังไม่ได้เข้าใกล้หิมาลัยมากนัก เข้าป่ากันไปก่อน เจอต้นไม้ เจอแม่น้ำ ลำธาร อากาศสบาย ๆ พอมีเวลาให้ชื่นชมธรรมชาติ จังหวะนี้แหละได้ใกล้ชิดธรรมชาติที่สุดแล้ว

เราเดินยาว ๆ ไต่ระดับความสูงที่ 2,560 เมตรเลย วันแรกโหดมาก เดินจนปวดขา เอาเรื่องอยู่ ดีนะที่มีไกด์ชื่อ Pasang Sherpa เขาดูแลดีมาก เราหยุด ไกด์หยุด เรามาถึง Lama Hotel ราว 16.00 น. ที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต เป็นสัญญาณที่บอกเราว่า ‘จงใช้เวลาอยู่กับตัวเองนะ’ นี่สินะที่เขาเรียกว่า ‘ศิลปะของการไม่ทำอะไรเลย’ คือไม่ทำอะไรเลยจริง ๆ นะ แถมอากาศหนาวมากจนต้องซื้อน้ำอุ่นคนละ 200 รูปีอาบน้ำ วันนี้เข้านอนเวลา 20.00 น. เพราะไม่มีอะไรต้องทำนอกจากนอนพักเก็บแรง ชาร์จแบตร่างกายให้เต็มที่ พรุ่งนี้ค่อยเดินกันต่อ

Day 3 : Lama Hotel – Langtang Village (3,430 m)

อากาศดีแฮะ 8 โมงเช้าเท้าหมุนตามเวลาท้องถิ่น เป็นทริปเดินจริงจัง วันนี้หิมาลัยที่เขินอายโผล่มาให้เห็นแล้ว ขนาดเห็นแวบ ๆ ยังตื่นเต้น วันนี้เหนื่อยมาก ปวดขา ปวดเท้า ระหว่างทางต้องเดินข้ามเขา ข้ามแม่น้ำ เดิน 5 ก้าว พักหยุด 10 ก้าว เราพักตลอดทาง แต่ขอบคุณพระเจ้านะที่มี Pasang ดูแล วันนี้เราได้เห็นจุดเกิดแผ่นดินไหว ไกด์บอกว่าเคยมีคนตายแถวนี้ด้วย เพราะอาจเกิดดินสไลด์ได้ตลอดเวลา สำหรับวันนี้ใช้เวลาเดิน 10 ชั่วโมง ถึง Langtang Village เวลา 18.00 น. ในสภาพปากม่วง

เราจิบชาใน Tea House อยู่พักใหญ่ก่อนเข้านอน พลางคิดว่าพาตัวเองมาลำบากทำไม

Day 4 : Langtang Village – Kyanjin Gompa (3,900 m)

วันนี้อากาศสบาย ๆ เริ่มเดินเวลา 08.00 น. เหมือนเคย เส้นทางโรยเกล็ดขนมปังค่อนข้างโอเคเลย บรรยากาศดีจนลืมหายใจ บวกกับแสงแดดที่พอเหมาะ เราหยุดมองวิวไม่ได้เลย มันสวยเหมือนหิมาลัยล้อมเราไว้หมดแล้ว

ทางเดินไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย ขาที่ปวดเมื่อยกลับมาดีขึ้น สงสัยเข้าล็อกแบบงง ๆ ทางยาก ๆ จะอยู่ก่อนถึง Kyanjin Gompa แวะซื้อแอปเปิลข้างทาง 2 ลูก อร่อยมาก ไกด์บอกว่าส่วนมากคนพื้นที่มักปลูกพวกผลไม้ไว้กินเอง เรายังคงเดิน ๆ หยุด ๆ ถึง Kyanjin Gompa ประมาณเที่ยงกว่า ๆ อย่างปลอดภัย วิวอลังการมาก หิมาลัยที่อยากเจอวันนี้ได้เจอกันแล้วนะ ดีใจเกินร้อย ในหัวเพลงนี้ดังขึ้น I Think They Call This Love ของ Elliot James Reay ใครยังไม่เคยฟัง ต้องไปลองฟังนะ

เราหยุดถ่ายรูปไม่ได้เลย บ้าจริง ของจริงสวยกว่าในกล้องเยอะเลย ฮีลใจมาก ๆ กว่าจะไปถึงจุดหมายปลายทาง ระหว่างทางก็สำคัญไม่แพ้กัน คิดเหมือนกันไหม

พอถึงที่พักก็มีเวลาเดินเล่นพอได้หายเหนื่อย เย็นวันนี้หิมะตก สภาพอากาศมีผลต่อการเดินจริง ๆ พรุ่งนี้เราต้องเดินขึ้นยอด Tserko Ri กันตั้งแต่ตี 4 ฉะนั้น คืนนี้ต้องรีบนอน เจอกันหิมาลัย เป็นกำลังใจให้ด้วยนะ

Day 5 : Kyanjin Gompa – Tserko Ri (5,000 m)

ตื่นตี 4 เช้ากว่าที่เคย เริ่มเดิน ตี 5 วันนี้โคตรหนัก อากาศ -15 องศาเซลเซียส เจอพายุหิมะมาครบ ตอนแรกคิดว่าจะไปไม่ถึงแล้ว เพราะทุกคนที่มาด้วยกันถึงกันหมดแล้ว เหลือแค่เรา ไกด์ปาซาง (ที่รออยู่บนยอดแล้ว) พร้อมลูกหาบ ทางเดินขึ้นเป็นน้ำแข็ง เห็นยอดไกล ๆ ตอนนั้นจะไม่ไหวแล้ว

ใช่แล้ว เราถูกโจมตีทางอากาศ หายใจไม่ค่อยทันเพราะอากาศน้อย สภาพลูกหาบถึงขั้นลาก-แบกหามจนขึ้นยอด Tserko Ri ตอน 14.00 น. ตอนนั้นทุกคนกำลังลงมาจากยอด เพราะอากาศไม่ค่อยโอเค

โอ้โห จำความรู้สึกนั้นได้ดี สวยชิบเป๋ง ขอบคุณตัวเองที่มาถึงตรงนี้ได้ ขอบคุณลูกหาบที่จับแขนลากขึ้นมาจนได้ เจอไกด์ข้างบนยอด ไกด์บอกว่า You can do it. เราถึงขั้นกอดไกด์และลูกหาบเลย บอกไกด์ว่าขออยู่บนนี้อีก 15 นาทีนะ

หมอกเยอะมาก เหลือแค่เรา ไกด์ ลูกหาบ อยู่บนยอด ไกด์บอกว่าต้องรีบลงแล้วนะ เพราะอากาศหนาว ไม่เช่นนั้นจะถึงที่พักช้า ทางเดินเป็นหิมะ ลื่นไปประมาณ 3,000 รอบ ยิ่งกว่าสไลเดอร์ ทางขึ้นว่าโหดแล้ว ทางลงโหดสุด ไกด์พาเรากลับอีกทาง พายุหิมะมา ฟ้าเริ่มมืด เรายังไม่ถึงที่พัก สภาพตอนนั้นคือลูกหาบให้ขี่หลังแล้วเดินลงต่อ ถึงที่พักประมาณ 18.30 น. พอถึงเตียงเราก็สลบ ไม่กินข้าว ไม่อาบน้ำแต่อย่างใด ตื่นมาตอนเช้าพร้อมความดีใจที่ทุกคนในทริปเดินถึงยอด Tserko Ri ด้วยกันหมดเลย

Day 6 – 8 : ลงจากพื้นที่สูงเหนือระดับน้ำทะเล

เป็นวันที่เดินลงจากเขา ยังคงลื่น สไลด์ ปวดขา ปวดเข่า ปวดเท้า ทุลักทุเลจนจบทริป

คิดถึงอาหารไทยที่สุด

Day 9 : กลับสู่จุดเริ่มต้นที่ Kathmandu

I’m back! สภาพหน้าเละตุ้มเป๊ะ ยิ่งกว่าไปปีนเขาเอเวอเรสต์

วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราอยู่เนปาล เรากลับมาสำรวจย่านทาเมล ชอบย่านนี้มาก มีเสน่ห์โคตร ที่นี่มีพวกอุปกรณ์ปีนเขาทุกแขนง แนะนำให้มาซื้อที่นี่ เพราะราคาน่ารัก มีหลายร้านให้เลือก เราตั้งใจจะไปหาซื้อเสื้อ Nepal กลับไปใส่เท่ ๆ ที่ประเทศไทย ให้คนทั้งโลกรู้ว่าครั้งหนึ่งเราเคยมาเหยียบเนปาลและไปหิมาลัยมาแล้วนะ 

อ้อ เราชอบร้านหนังสือที่นี่เป็นพิเศษ เป็น Kinokuniya ฉบับเนปาล เพราะมีหนังสือเกี่ยวกับคนที่ไปพิชิตหิมาลัยและเทือกเขาเอเวอเรสต์ขายด้วย มีโปสต์การ์ดภูเขาแทบจะทุกลูกที่มีชื่อเสียงของที่นี่ คนแพ้โปสต์การ์ดอย่างเราจะพลาดได้ไง ซื้อทุกแบบ เราเดินสำรวจย่านทาเมลจนไม่ได้ดูนาฬิกา

เย็นนี้เราจะได้กินอาหารไทย ดีใจมาก นี่สินะ มื้อที่สุขที่สุด

เวลาหมุนเร็วจนอยากย้อนกลับไปวันแรก ได้เวลากลับไปใช้ชีวิตในแบบที่ควรจะเป็นแล้ว…

สิ่งสำคัญลำดับสุดท้าย

การปีนเขาที่เนปาลครั้งนี้ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า

‘ความสุขไม่ได้รออยู่ที่ปลายทางเสมอไป แต่มันเกิดขึ้นได้ระหว่างทาง’

การออกไปปีนเขาคือการออกไปใช้ชีวิต เหมาะกับคนที่กำลังค้นหาตัวเองหรืออยากสำรวจความไม่ง่ายของชีวิต เราขอให้ทุกคนมีวันที่เรียบง่ายและใจดี ใช้ชีวิตช้า ๆ พักผ่อนเยอะ ๆ สำหรับเรา ชีวิตมีความหมายมากนะ ใช้ชีวิตให้สนุก อย่าตั้งกฎเกณฑ์หรือเงื่อนไขในการใช้ชีวิตมากนักจนลืมฟังเสียงใจตัวเอง

เนปาลบอกเราว่า เนปาลครั้งที่ 2 น่าจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ ว่าแล้วก็ลองดูตั๋วเครื่องบินดีกว่า… ลุย 

Write on The Cloud

Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ทิพย์วรรณ พิบูลย์

ศิลปะของการไม่ทำอะไรเลยขณะที่กำลังยุ่ง