การเดินทางคือการค้นหาตัวตน
เหนื่อยแต่ก็คุ้มนะ
ลองเดินป่าสำรวจธรรมชาติดู ชีวิตจะถูกเติมเต็มแบบไม่รู้ตัว
นี่คือประโยคบอกเล่าจากใครหลายคนที่เคยไปเดินขึ้นเขา ลงเนิน ล่องเรือ ทั้งในและนอกประเทศ และประโยคเหล่านี้ทำให้ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า มันยังจริงอยู่รึเปล่า
“มีทริปมาชวนน้อง ๆ เผื่ออยากไปแอดเวนเจอร์กัน” นี่คือประโยคแรกที่รุ่นพี่ในกลุ่มที่เคยทำอาสาด้วยกัน มาชวนไปผจญภัยที่เขาล้อมหมวกและถ้ำพระยานคร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ด้วยความที่ตัวผมหลงใหลและมีใจอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว ผมจึงไม่ลังเลใจที่จะตอบตกลง พร้อมตั้งคำถามว่า “ต้องปีนเขาเป็นด้วยไหม” ผมได้แต่คิดแล้วก็ตลกตัวเอง เพราะตั้งแต่ช่วงอนุบาล 3 เป็นต้นมา ผมไม่เคยได้ปีนเขาจำลองอีกเลย
จนเมื่อถึงคืนก่อนเริ่มทริป ผมได้พบกับกลุ่มที่พร้อมออกเดินทางด้วยกัน โดยคำถามข้างต้นยังคงก้องอยู่ในหัว รอเวลาที่จะพิสูจน์
เราเดินทางไปกับ พี่ใบตอง พี่เติ้ล ทีมงาน ‘เที่ยวกับเพื่อน journey with friends’ และใครอีกหลายคน ซึ่งระหว่างเดินทางก็ได้เตรียมพร้อมนอนบนรถตู้สำหรับการผจญภัยที่จะมาถึง
ธรรมชาติ 902 ฟุต
เมื่อถึงจุดหมายแรกตอนประมาณ 06.15 น. พวกเราเตรียมขนมและน้ำไว้พร้อมก่อนขึ้นเขา เตรียมถุงมือสำหรับปีนและไต่เชือก และที่ลืมไม่ได้คือการเดินไปสักการะศาลเจ้าพ่อเขาล้อมหมวก จากนั้นพี่ใบตองก็ยื่นตั๋วมาให้ แล้วเจ้าหน้าที่ก็ปล่อยให้คนขึ้นเขาไปเป็นรอบ ๆ
เขาล้อมหมวกเป็นภูเขาหินปูนที่มีความสูงประมาณ 902 ฟุต หรือประมาณตึก 60 ชั้น ด้วยความสูงระดับนี้ คงจินตนาการได้นะครับว่าจะมองเห็นอะไรได้บ้างเมื่ออยู่บนจุดสูงสุดของภูเขา
ทางขึ้นเขามีอยู่ 3 ระดับ ช่วงแรกเป็นการเดินขึ้นบันได 496 ขั้น ช่วงที่ 2 เป็นการเดินบนหินโดยมีเชือกให้จับ และช่วงที่ 3 เป็นการไต่เชือกปีนขึ้นไป เนื่องจากทางขึ้นยอดเขาล้อมหมวกชันมากและมีแต่หิน จึงปีนขึ้นไปโดยไม่จับเชือกไม่ได้เลยแม้แต่ก้าวเดียว อ่านถึงตรงนี้หลายคนอาจคิดว่าความท้าทายอยู่ตรงช่วงที่ 3 แต่ความเป็นจริงแล้วไม่ใช่
เพราะความท้าทายเริ่มตั้งแต่ 5 นาทีแรกที่เริ่มปีนเขาแล้ว ความชันของบันไดบวกกับจำนวนขั้นทำให้กล้ามเนื้อขาเริ่มเมื่อยและอ่อนแรง บรรยากาศระหว่างทางเป็นป่าทึบจนรู้สึกว่าขั้นบันไดคงไม่มีที่สิ้นสุด ต้องขอพักขาเป็นจุด ๆ กว่าจะถึงช่วงที่ 2 ก็ผ่านไป 15 นาที แต่หลายคนในกลุ่มดูไม่ค่อยเมื่อยล้าเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะพวกเขาเคยออกกำลังกายโดยเดินบนทางชันแบบนี้มาแล้ว

การเดินทางที่ใช้มากกว่าเท้า
การเดินทางคือการค้นหาตัวตน
หลังผ่านช่วงแรกไป ประโยคนี้ก็ดังก้องขึ้นมาในหัว พร้อมกับความคิดที่ว่า คงต้องเริ่มออกกำลังกายขา พร้อมกับความลังเลว่าหรือจะพอแค่นี้ แต่ด้วยต้องการที่จะพิสูจน์คำพูดเหล่านั้น ผมจึงตัดสินใจเดินหน้าต่อ
เข้าสู่ช่วงที่ 2 การเดินบนหินดูเหมือนจะออกแรงขาน้อยกว่าช่วงแรกเป็นเท่าตัว แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาดันเป็นเรื่องของ ‘สติ’ ที่มีมากขึ้น (และมากกว่ากำลังขาด้วยซ้ำ)
หินแต่ละก้อนขรุขระไม่เหมือนกัน แต่ละฝีก้าวจึงต้องใช้สติและความมั่นใจว่าก้าวไปแล้วจะไม่ลื่นล้มหรือติดในซอกหิน ซึ่งสุดท้ายก็คงต้องผ่านความเจ็บปวดกว่าจะเอาออกได้ คงเป็นภาพที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม การเดินบนหินเป็นช่วงที่ผมได้พักแรงขาและมีเวลาสำรวจความสวยงามของธรรมชาติมากขึ้น

ระหว่างทาง เรายังคงเดินฝ่าดงหินอยู่ในป่าทึบ พร้อมกับความรู้สึกลังเลที่ยังมีอยู่เล็กน้อย พอลองหันหลังกลับเพื่อดูว่ามาได้ไกลแค่ไหน ก็พบว่ามีน้องหมาขึ้นมาพร้อมกับเราด้วย หรือว่ามันแอบรออยู่แล้วก็ไม่แน่ใจ น้องจะมาเดินตามหา ‘ตัวตน’ เหมือนกันรึเปล่า หรือไม่ก็แค่มาเป็นเพื่อนร่วมทาง แต่น้องทำให้ผมมีกำลังใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ

ช่วงที่ 3 นี้ ถือเป็นช่วงที่ต้องใช้ทั้งสติและแรงกายไปพร้อมกัน การไต่เชือกปีนเขาถือเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผมก็ว่าได้ ยิ่งไต่ขึ้นไปสูงเท่าไหร่ ทิวทัศน์ที่เห็นก็ยิ่งชัดเจนและงดงาม ทุก ๆ มุมมองที่ต่างออกไปทำให้ผมสัมผัสได้ถึงความสวยงามของธรรมชาติและกระตุ้นให้มีแรงบันดาลใจในการไต่ขึ้นไปสูงกว่าเดิม
ระหว่างทางผมพบเจอผู้คนหลากหลายซึ่งไต่เขาลงมา มีคนบอกว่าข้างบนมีร้านขายน้ำ แต่ผมกลับบอกเพื่อนพร้อมทั้งหัวเราะว่า ใครจะไปตั้งร้านน้ำข้างบนกัน มาให้ความหวังแบบนี้ คนที่เชื่อคงผิดหวัง
ก่อนจะก้าวไปถึงยอดเขาล้อมหมวก ผมไม่เคยจินตนาการถึงความงามที่จะได้เห็นจากที่นั่น อาจเป็นเพราะไม่อยากคาดหวังมากเกินไป พอไปถึงจริง ๆ ทิวทัศน์จากมุมสูงนั้นงดงาม ลมพัดเย็นสบาย และฝนตกปรอย ๆ ราวกับเป็นรางวัลสำหรับผู้ที่เพิ่งผ่านความยากลำบากมาได้ และความเหนื่อยล้าที่สะสมก็ค่อย ๆ ลดหายไป
ผมได้ย้อนคิดกับตัวเองว่า บางทีเราไม่ควรตั้งความคาดหวังไว้มากมาย แต่ควรอยู่กับช่วงเวลานั้น ๆ ใช้ชีวิตท่ามกลางสิ่งรอบตัว โดยรับรู้ถึงความงามและขอบคุณทุกสิ่งที่พบเจอ
ผมและเพื่อน ๆ ผลัดกันถ่ายรูปเป็นที่ระลึก แต่ละก้าวบนยอดเขาต้องเดินไปอย่างระมัดระวัง

สู่ผู้พิชิต 902 ฟุต
เมื่อผ่านทั้ง 3 ระดับตอนเดินขึ้นเขามาแล้ว พวกเราก็ต้องลงเขาผ่านทั้ง 3 ระดับนั้นเช่นกัน และความท้าทายก็อยู่ในช่วงที่ 3 เช่นเดิม พวกเราค่อย ๆ ไต่ลงทีละก้าวโดยมีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด การลงเขาครั้งนี้ไม่มีจุดให้จับเกี่ยวเลย
ไต่ลงมาจนถึงจุดหนึ่ง ผมหันหลังไปมองเนินเขาที่ทอดยาวไปไกลหลายกิโลเมตร ไม่เคยคิดว่าพวกเราจะมาถึงจุดนี้ได้ มันทำให้ผมได้ซาบซึ้งถึงความงามของธรรมชาติและความไม่ย่อท้อในการปีนเขา ก่อนที่จะไต่ลงไปพร้อมพกสติและความทรงจำดี ๆ กลับไปด้วย

ผ่านช่วงที่ 3 ซึ่งทั้งเมื่อยล้าจากการเกร็งขาและแขนมาได้ ช่วงที่ 2 ก็ยังต้องเกร็งคออยู่ตลอด แต่ผมไม่รู้สึกท้อถอยแต่อย่างใด
ระหว่างทางลง มีนักเดินทางกำลังปีนเขาสวนทางกับผมถามว่า อีกไกลไหมกว่าจะถึง ผมจึงตอบไปตามตรงว่า “อีกสักพัก แต่อย่าเพิ่งถอดใจครับ บนยอดเขาจะทำให้คุณหายเหนื่อยเอง” ผมเลือกตอบเขาไปแบบนี้ แทนที่จะบอกว่ามีร้านน้ำให้เขาหวังลม ๆ แล้ง ๆ
ผ่านช่วงที่ 2 และ 1 มาได้ผมถึงพูดออกมาด้วยความดีใจว่า “ทำได้แล้วโว้ย!” จากนั้นจึงไปขอเกียรติบัตรว่าเป็น ‘ผู้พิชิตเขาล้อมหมวก’ ความพยายามนี้เป็นการ ‘ค้นหาตัวตน’ ที่เหนื่อยจริง ๆ แต่ก็ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น และเข้าใจว่าเราไม่จำเป็นต้องมองไปข้างหน้าหรือกังวลสิ่งที่ไม่อาจรู้ได้ สิ่งที่สำคัญคืออยู่กับปัจจุบัน และใช้เวลาที่มีกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ให้ดีที่สุด
“เหนื่อย แต่ก็คุ้มมาก ๆ เลยแหละ”

พวกเราถ่ายรูปหมู่กันแล้วแวะชมค่างที่ดูซนมากแต่ก็เชื่องมากเช่นกัน แวะไปสักการะศาลเจ้าพ่อเขาล้อมหมวกอีกรอบก่อนขึ้นรถตู้เพื่อเดินทางไปรับประทานอาหาร
ลงสู่ถ้ำ
รับประทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว เราเดินทางต่อไปยังอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ซึ่งเป็นอุทยานชายฝั่งทะเลแห่งแรกของประเทศไทย และเป็นที่ตั้งของถ้ำพระยานครที่อยู่ภายใต้การดูแลของอุทยาน น่าเสียดายที่ผมไม่มีพาสปอร์ตอุทยาน ไม่อย่างนั้นจะให้พี่ ๆ เจ้าหน้าที่ประทับตราให้ หลังจากนี้คงต้องหาซื้อไว้สำหรับการเดินทางครั้งต่อไป
การเดินทางไปที่ถ้ำพระยานครมี 2 ทางเลือก ทางแรก คือเดินทางด้วยตัวเอง ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง อีกทาง คือการนั่งเรือจากหาดเจ้าพระยาบางปู นั่งเรืออ้อมเขาไปลงที่หาดแหลมศาลา ใช้เวลาประมาณ 10 นาที และเดินเข้าถ้ำพระยานครอีกประมาณ 400 เมตร
พวกเราเลือกทางที่ 2 คือนั่งเรือไปยังหาดแหลมศาลา ใช้เวลาไม่นานและไม่เหนื่อยเท่าตอนไปเขาล้อมหมวก แต่ด้วยความเมื่อยล้าจากตอนเช้ายังไม่หายดี ผมจึงต้องหยุดพักบ้างในระหว่างเดินไปถ้ำพระยานคร
ระหว่างทางเข้าถ้ำ ผมสัมผัสกับโครงสร้างของถ้ำและหิน จนได้เห็นโครงสร้างจากธรรมชาติที่มีชื่อว่า ‘สะพานมรณะ’ ราวกับว่ามันคืออันตรายที่ซ่อนอยู่ในความสวยงาม ป้ายในบริเวณนั้นอธิบายว่าชื่อนี้ตั้งมาจากความสึกกร่อนของหลังคาถ้ำ ทำให้มันยุบตัวและพังลงมา

การผสมผสานที่สวยงาม
เดินไปสักพักพวกเราก็เข้าสู่ทางมืดซึ่งเป็นอุโมงค์เล็ก ๆ มีแสงสว่างลอดออกมาไม่มากนัก ตรงปลายทางเดินมีสิ่งที่น่าทึ่ง มันคือความอลังการที่ทำให้ผมขนลุกและทึ่งในความลงตัวของธรรมชาติกับวัฒนธรรมที่มีมนต์ขลังอย่างยิ่ง

ปลายอุโมงค์คือพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ตั้งอยู่ใจกลางถ้ำ ได้รับแสงสว่างจากด้านบน ความงามของพระที่นั่งจึงเด่นชัดขึ้นแม้จะมีฝุ่นเกาะอยู่บ้าง แต่เมื่อแสงตกกระทบลงมา ทองที่ประดับบนขอบหลังคาและในพระที่นั่งก็สะท้อนออกมาชัดเจน มันงดงามจนผมไม่แปลกใจว่าทำไมผู้คนจากทั่วโลกถึงอยากมาเยือนประเทศไทยและมาเยี่ยมชมถ้ำพระยานครแห่งนี้

หลังจากออกจากถ้ำ พวกเราแวะกันที่จุดชมวิวก่อนไปขึ้นเรือกลับ นี่เป็นการชื่นชมทิวทัศน์ครั้งสุดท้ายของวัน แต่ในใจผมกลับคิดว่า มันคงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่ผมจะได้เห็นวิวที่ทำให้ใจอิ่มเอิบเช่นนี้

ชีวิตที่ไม่อาจถูกเติมเต็ม
ระหว่างรอเรือที่หาดแหลมศาลา ผมย้อนคิดถึงคำพูดที่ว่า ‘ลองเดินป่าสำรวจธรรมชาติดู ชีวิตจะถูกเติมเต็มแบบไม่รู้ตัว’ และตกตะกอนได้ว่า ชีวิตเราอาจไม่ได้ถูกเติมเต็มจากธรรมชาติอย่างที่คิด แต่การเดินทางและการผจญภัยต่างหากที่ทำให้ชีวิตมีสีสัน การเดินทางทำให้มุมมองที่เรามีต่อชีวิตขยายออกไปอย่างไม่สิ้นสุด และคงเป็นความสนุกแบบที่ผมคงไม่มีวันเบื่อ

ขอขอบคุณพี่ใบตอง พี่เติ้ล และทีมงาน ‘เที่ยวกับเพื่อน journey with friends’ ที่ดูแลเราตลอดการเดินทาง และขอบคุณรุ่นพี่ในกลุ่มที่เบิกทางให้ผมเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ค้นหาตัวตนที่จะไม่มีวันลืม
ธรรมชาติและวัฒนธรรมร้อยเข้าด้วยกันจนเกิดความอัศจรรย์อย่างไม่น่าเชื่อ ถ้าคุณไม่เชื่อ ลองออกไปผจญภัยดูสักครั้ง มีแค่คุณเท่านั้นที่ลองแล้วจะรู้
Write on The Cloud
Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ
