‘ประทับใจ’ เราน่าจะเพิ่งเข้าใจความหมายของคำนี้จริง ๆ ก็เมื่อตอนที่ได้ไปประเทศไอซ์แลนด์ (Iceland) เพราะแม้เวลาจะผ่านมากว่า 2 ปีแล้ว แต่ทุกความทรงจำยังประทับอยู่ในใจของเราราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

Oh Visa… Where Are You?
พอตั้งใจว่าจะไปไอซ์แลนด์ ด่านแรกที่ต้องผ่านก็คือการขอวีซ่า ซึ่งจากประสบการณ์ส่วนตัวในการขอวีซ่าตลอดชีวิตที่ผ่านมานั้นก็ไม่ค่อยจะดีนัก ครั้งนี้เราเลยตั้งใจเตรียมตัว เตรียมเอกสารทุกอย่างเป็นอย่างดี
เพราะไอซ์แลนด์ไม่มีสถานทูตในประเทศไทย เราจึงต้องขอวีซ่าผ่านสถานทูตเดนมาร์ก ซึ่งการขอวีซ่านั้นไม่ได้ไปขอที่สถานทูตโดยตรงเหมือนเวลาจะไปบางประเทศ แต่เป็นการส่งเอกสารผ่านศูนย์ VFS เหมือนหลาย ๆ ประเทศในแถบยุโรป
เราวางแผนขอวีซ่าล่วงหน้าถึง 8 สัปดาห์เต็ม ๆ เพื่อให้มั่นใจว่ายังไงก็ต้องทัน และด้วยความมั่นใจนี้เราจึงจัดการจ่ายเงินทุกอย่างไปเรียบร้อย ทั้งค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าโรงแรม และค่าเช่ารถ
ผ่านไป 5 สัปดาห์ก็แล้ว 6 สัปดาห์ก็แล้ว 7 สัปดาห์ก็แล้ว! วีซ่าก็ยังไม่มาจนเราเริ่มนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ฝันร้ายอยู่หลายคืน เพราะกังวลว่าสุดท้ายแล้ววีซ่าจะมาหรือไม่
เราจึงโทรตามจากศูนย์ VFS เพื่อสอบถามสถานะวีซ่าของเรา และคำตอบที่ได้กลับมาก็คือ “ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของสถานทูตค่ะ”
ในเมื่อขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของสถานทูต เราก็เลยขอใช้ไม้ตาย โทรไปสถานทูตเพื่อโน้มน้าวการตัดสินใจก็แล้วกัน… แต่ง่ายซะที่ไหนล่ะ
สถานทูตเดนมาร์กมีช่วงเวลาที่โทรติดตามสถานะวีซ่าได้แค่ 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ คือวันจันทร์และพุธ เวลา 13.00 – 14.00 น. พอรู้อย่างนี้ เราก็ตั้งนาฬิกาปลุกเตือนกันให้วุ่นวาย พอโทรติดก็รอสายเกือบครึ่งชั่วโมง แต่เราก็อดทนรอจนมีพี่สาวใจดีรับสาย และเมื่อเราถามไถ่ถึงวีซ่าของเราไปนั้น คำตอบที่ได้กลับมาก็คือว่า ทางสถานทูตจะทำวีซ่าให้คนที่ใกล้ถึงวันเดินทางก่อน
นี่คงเป็นหนึ่งในสาเหตุว่าทำไมเรารีบขอล่วงหน้าไปก็เท่านั้น แต่เราก็อดทนรอชะตากรรมต่อไปได้อีกแค่ไม่นานเพราะอีก 3 วันต้องออกเดินทางกันแล้ว เราร้อนรนทนไม่ไหว ฉะนั้น พอถึงเวลา 13.00 น. ตรงของวันพุธ เราจึงกดโทรศัพท์หาสถานทูตอีกครั้ง
อีกครึ่งชั่วโมงแห่งการรอสายที่หัวใจเต้นรัว ในที่สุดพี่สาวคนเดิมก็รับสาย “อ๋อ ๆ เจอแล้ว เดี๋ยวโน้ตไว้ให้นะ”

แม้จะไม่ได้รับคำยืนยันใด ๆ แต่อย่างน้อยหนังสือเดินทางที่ถูกพรากจากมือเราที่ศูนย์ VFS เมื่อเกือบ 8 สัปดาห์ที่แล้ว และเหมือนหายไปในหลุมดำก็ตกอยู่ในมือของมนุษย์ผู้หนึ่งที่กุมชะตาชีวิตการเดินทางของเราไว้
อุ่นใจ แต่ก็ไม่อุ่นใจยังไงบอกไม่ถูก
2 วันก่อนออกเดินทาง เราทำได้อย่างมากคือแค่โทรหาศูนย์ VFS ว่าวีซ่าของเรามาถึงแล้วหรือยัง
“มาแล้วค่ะ!”
เรากรีดร้องดีใจ น้ำตาคลอเบ้าประหนึ่งประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต มือสั่นงันงก เมื่อเปิดหนังสือเดินทางที่ถูกพรากไปจากมือเมื่อ 8 สัปดาห์ที่แล้วด้วยความคิดถึงอย่างสุดหัวใจ และเมื่อพลิกหาวีซ่าจนเจอ ก็ได้รับข่าวดีที่ไม่ได้คาดไว้ คือเราได้วีซ่า Schengen ถึง 1 ปี
คุ้มแล้วสินะกับการรอคอย 8 สัปดาห์ อิสรภาพมันรู้สึกอย่างนี้นี่เอง
From Bangkok to Iceland
ได้วีซ่ามาไม่ถึง 48 ชั่วโมงก็ต้องเดินทางไปสนามบิน เรานั่งรถไปสนามบินด้วยหัวใจพองโต เพราะกะว่าฟาดเคราะห์ไปเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างจากนี้น่าจะราบรื่นนะ
แต่คิดผิดไปไกลเลย
เมื่อเดินไปเคาน์เตอร์เช็กอินก็เริ่มท่าไม่ดี เพราะคิวนั้นยาว ๆ อย่างไรชอบกล แต่เราก็ไม่ตื่นตูมอะไร เพราะเผื่อเวลามาอย่างดี ยืนต่อคิวไป ส่องดูความลุกลี้ลุกลนของพนักงานสายการบินไปจนชักจะสงสัยว่าเขาเป็นอะไรกัน
จนเมื่อถึงคิว เราได้โหลดกระเป๋าขึ้นสายพานและรับตั๋วเครื่องบินกลับมา ความจริงทุกอย่างจึงกระจ่าง เพราะนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ตั๋วเครื่องบินของเราเป็นกระดาษสีขาว และข้อมูลทุกอย่างบนตั๋วเขียนไว้ด้วยปากกาสีน้ำเงิน
ระบบเสียจนพรินต์ตั๋วไม่ได้ ก็คงแค่นั้นมั้ง ผู้โชคดีอย่างเราชะล่าใจ เดินขึ้นเครื่องตามเวลา คาดเข็มขัดเตรียมออกเดินทาง

30 นาทีก็แล้ว 60 นาทีก็แล้ว 90 นาทีก็แล้ว ล้อก็ยังไม่กระดิกแม้แต่ 1 มิลลิเมตร จนเราเริ่มหวั่นใจ
อันที่จริงเครื่องดีเลย์เท่านี้ไม่น่ากังวลเท่าไหร่ถ้าไฟลต์นี้บินตรงจากกรุงเทพฯ สู่ไอซ์แลนด์ แต่ประเด็นคือไม่มีไฟลต์ตรงอย่างว่าอยู่ในโลกแห่งความจริง และเราต้องไปต่อเครื่องที่กรุงเวียนนา โดยมีเวลาให้ 2 ชั่วโมงนิด ๆ ตอนจองกะว่าสบาย ๆ แต่นี่ดีเลย์ไปเกือบ 2 ชั่วโมง ความพอดีจึงเปลี่ยนเป็นความลนลานทันทีทันใด
เราทนไม่ไหวอีกตามเคย จนต้องลุกไปถามแอร์ว่าเกิดอะไรขึ้น และได้คำตอบที่ไม่ใช่คำตอบกลับมาจนเราต้องมานั่งร้อนรนในเก้าอี้ผู้โดยสารต่อ
ครบ 2 ชั่วโมงล้อก็หมุนในที่สุด และเราก็มีความหวังอีกครั้งว่าจะไปต่อเครื่องทัน คงต้องวิ่งหน่อย แต่ทันแหละน่า… เราคิดปลอบใจตัวเอง
โดยปกติแล้ว เราค่อนข้างนอนหลับได้ดีในไฟลต์ที่ต้องบินยาวขนาดนี้ แต่ไฟลต์นั้นตาสว่างหลับไม่ลงแม้แต่วินาทีเดียว เพราะเรานั่งคิดแผนในหัวต่าง ๆ นานาว่า ถ้าพลาดเครื่องที่จะบินจากเวียนนาไปไอซ์แลนด์จริง ๆ จะจัดการแผนการท่องเที่ยวอย่างไร ซึ่งเราวางแผนไปวางแผนมาก็ใกล้ถึงเวียนนา และสิ่งที่เรารอคอยก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
สายการบินขึ้นรายละเอียดของไฟลต์ต่าง ๆ ของผู้โดยสารในเครื่องลำนี้ที่มีแผนจะบินต่อไปที่อื่นพร้อมสถานะว่าคุณจะได้ไปต่อหรือไม่ ซึ่งเราก็เลื่อนหาไฟลต์ด้วยหัวใจเต้นตูมตาม และเมื่อเห็นเลขไฟลต์พร้อมสถานะที่ว่าให้วิ่งสุดชีวิตไปที่ประตูขึ้นเครื่อง เราก็ใจชื้นขึ้นมาทันที
เมื่อล้อแตะพื้นที่สนามบินเวียนนา 15 นาทีก่อนเวลาเครื่องออก เราใส่รองเท้าพร้อมวิ่งสุดหัวใจ กะว่าทุกคนต้องเปิดทางให้นักท่องเที่ยวคนนี้อย่างแน่นอน
แต่ปรากฏว่าต้องผ่านหลายด่าน ทั้งด่านตรวจคนเข้าประเทศและด่านตรวจกระเป๋า โชคดีที่ไม่มีคิวใด ๆ แต่พี่ ตม. ก็เซ้าซี้จังว่าจะไปเที่ยวที่ไหน อะไร ยังไง โดยไม่สนใจแววตาร้อนรนของเราแม้แต่น้อย
เราก็ตอบไปถูก ๆ ผิด ๆ เพราะสติแทบไม่มีเหลือ แต่สุดท้ายก็ผ่านทั้ง 2 ด่านมาได้ในเวลาไม่นาน และได้มายืนหอบอยู่หน้าประตูเครื่องบินไม่กี่นาทีก่อนถึงเวลาเครื่องออก
แต่คำถามคือ กระเป๋ามาไหม
มาน่าาาา คิดในใจว่ายังไงก็มา เพราะขนาดเราที่ผ่านทั้งการตรวจคนเข้าเมือง ทั้งการตรวจกระเป๋ายังมาทันเลย กระเป๋าเราเขาก็คงต้องดูให้เป็นพิเศษแหละ นี่ยังไม่ทันจะเที่ยวเลยแต่เรารู้สึกผ่านอะไรมามากมาย ขอโชคดีอีกสักเรื่องจะไม่ได้จริง ๆ หรือ
และคำตอบก็คือไม่ เพราะเมื่อเครื่องลง ณ ประเทศไอซ์แลนด์ เราก็ยืนมองสายพานด้วยตาละห้อยเมื่อคำว่า Last Bag ปรากฏ และไม่มีแม้แต่เงาของกระเป๋าเราให้เห็น
การที่กระเป๋าไม่มาในทริปแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเอาเสียเลย เพราะนอกจากว่าเราแทบไม่ได้อยู่ในเมืองใหญ่ที่หาซื้อของใช้จำเป็นได้ง่าย ๆ แล้ว อากาศของไอซ์แลนด์ก็ไม่ได้เหมาะกับคนไทยแม้แต่น้อยแม้ว่าเดือนกรกฎาคมจะเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดแล้วก็ตาม
และที่สำคัญคือทริปที่เราวางแผนมานั้น มีการเปลี่ยนที่นอนทุกคืน เพราะฉะนั้น คำถามคือ เราควรจะให้กระเป๋าไปส่งที่โรงแรมไหนดี
โชคดีอย่างเดียวคือดูเหมือนว่าการที่กระเป๋าไม่มาพร้อมกับตัวผู้โดยสารนั้นเป็นเรื่องปกติสำหรับที่นี่ เพราะฉะนั้น เมื่อเราไปคุยกับคนที่เคาน์เตอร์จุดรับสัมภาระ เขาก็ดูไม่ตื่นตระหนกและให้คำแนะนำอย่างดี พร้อมประเมินให้ว่ากระเป๋าควรจะมาถึงเมื่อไหร่ และเราควรจะให้ที่อยู่สำหรับโรงแรมใดในการจัดส่งกระเป๋า แถมยังให้อีเมลสำหรับติดต่อหากมีการเปลี่ยนแผนหรือเปลี่ยนที่อยู่ ซึ่งในประเทศที่เจริญแล้วขนาดนี้ เราค่อนข้างมั่นใจว่าการติดต่อทางอีเมลนั้นรวดเร็วไม่ต่างจากการไลน์หากันเลยทีเดียว
เมื่อจัดการเรื่องกระเป๋าเสร็จเรียบร้อย เราก็ลากกระเป๋า Carry-on ใบจิ๋วที่ไม่ได้เตรียมของมาสำหรับเหตุการณ์เช่นนี้แม้แต่น้อย และมุ่งหน้าสู่จุดรับรถด้วยตัวเบาหวิวแต่ใจหนักอึ้ง เพราะไม่รู้เลยว่าการท่องเที่ยวในไอซ์แลนด์ด้วยตัวเปล่าแบบนี้จะเป็นไปได้อย่างไรกัน
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า หากต้องต่อเครื่องเมื่อไหร่ ต้องเตรียมของใส่ Carry-on เผื่อกระเป๋าไม่มาไว้ เพราะเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นทีอาจจะทำทริปในฝันรวนเรกันได้ง่าย ๆ


โดยปกติ แค่ขับรถออกมาจากสนามบิน Keflavik คนอื่น ๆ เขาก็จะได้ตื่นตะลึงกับภูมิประเทศอันมหัศจรรย์ของไอซ์แลนด์กันแล้ว เพราะมันดูแปลกตาและใหญ่โต แต่เพราะเครื่องเราลงกลางดึกในคืนวันที่ฝนตก เราเลยมองไม่เห็นวิวอะไร และไม่ได้รับประสบการณ์ความตื่นตาตื่นใจนั้น ไหนจะจิตใจที่ยังกังวลเรื่องกระเป๋าที่ไม่มา ไหนจะต้องพยายามช่วยดูทางท่ามกลางความมืดมัวและเม็ดฝน ไหนจะการปรับตัวให้คุ้นชินกับการขับรถพวงมาลัยซ้าย และถนนทุกอย่างก็กลับหัวกลับหางไปเสียหมด
แต่พอนอนพักในเมืองหลวง Reykjavik 1 คืนและตื่นเช้าขึ้นมาเท่านั้นแหละ เราก็ได้เข้าใจที่เขาว่ากันว่าประเทศนี้มันสวยนั้นแปลว่าอะไร
BEAUTIFUL
ความสวยงามของไอซ์แลนด์นั้นยากที่จะบรรยายได้ด้วยคำพูดหรือรูปภาพ อันที่จริงก่อนที่จะมาประเทศนี้เราก็อ่านมาบ้าง แอบเห็นรูปมานิดหน่อย แต่ก็ยังรู้สึกเฉย ๆ และไม่เข้าใจว่าประเทศนี้จะสวยได้อย่างไร แต่พอได้มาเห็นกับตาแล้วถึงกระจ่าง ซึ่งหากจะให้สรุปจริง ๆ คงบอกได้เพียงว่า ความสวยของภูมิทัศน์ที่นี่ คือความใหญ่ ทุกอย่าง Oversize และอลังการมากจริง ๆ


ภูเขาหน้าตาธรรมดา ๆ ที่มองเห็นได้จากหน้าต่างโรงแรมในเมืองหลวง แต่ขนาดของภูเขานั้นใหญ่โตกว่าที่เคยเห็นหลายเท่าตัว มองแล้วทำให้รู้สึกว่าตัวเราเป็นเพียงมนุษย์ตัวเล็กนิดเดียว ปัญหาที่เรามี เช่น เรื่องกระเป๋าเดินทางที่ยังไม่มา มันก็ดูเล็กลงเช่นกัน แต่ก็ยังต้องแก้มันนะ
เราจึงตัดสินใจว่าต้องลงทุนและซื้อของใช้จำเป็นจากห้างใกล้โรงแรมชื่อ Hagkaup ก่อนจะออกเดินทางไปไกลเมืองกว่านี้ ไม่อย่างนั้นการท่องเที่ยวทริปในฝันครั้งนี้คงต้องทั้งหนาวและสกปรกกว่าที่จินตนาการเอาไว้มากเกินไป

เมื่อซื้อของเสร็จ เราก็มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกของไอซ์แลนด์สู่ Snæfellsjökull National Park ซึ่งเป็น 1 ใน 3 อุทยานแห่งชาติที่สำคัญของประเทศ
ตลอดเส้นทางจาก Reykjavik สู่อุทยานแห่งชาตินั้น เราตะลึงกับวิวตลอดทาง ซึ่งสวยไม่แพ้แลนด์มาร์กสำคัญ ๆ เลยทีเดียว หลายครั้งที่อยากหยุดรถเพื่อดูวิวแต่ทำไม่ได้เพราะไม่มีที่ให้จอด หลายทีที่หยุดจอดโดยที่ไม่รู้ว่าสถานที่นั้นคืออะไร แต่สวยเหลือเกินจนต้องลงไปดูด้วยตาเปล่าและสูดอากาศแค่เพียงไม่กี่นาทีก็ยังดี ซึ่งหากจะให้เล่ารายละเอียดลึกซึ้งของทุกจุดที่แวะจริง ๆ บทความนี้คงต้องยาวจนเป็นหนังสือขนาดย่อม จึงขอเล่าถึงที่ที่ประทับอยู่ในใจเราที่สุด บางที่อาจไม่ได้โด่งดังหรือเป็นที่ที่คนคาดหวัง แต่เป็นที่ที่เราจำได้อย่างไม่รู้ลืม
Djúpalónssandur Black Sand Beach ที่นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นความรุนแรงของคลื่นชายหาดไอซ์แลนด์อย่างใกล้ชิด กรวดทรายสีดำและกระแสน้ำที่แค่มองก็รู้สึกได้ถึงความเย็นเฉียบ มันช่างเป็นภาพที่ดราม่าเหลือเกิน เรายืนจ้องคลื่นที่ซัดเข้าฝั่งอยู่นานสองนาน กรวดทรายสีดำที่กลิ้งกลับลงทะเลอย่างรวดเร็วทุกครั้งที่คลื่นถอนตัว ทำให้นึกสงสัยว่าหากเราโดนคลื่นซัดอย่างกรวดทรายพวกนั้นบ้าง เราจะมีแรงต่อสู้กลับขึ้นมายังชายฝั่ง หรือจะโดนดูดลงสู่ห้วงทะเลลึก แต่เราก็ทำได้แค่สงสัย เพราะแค่เข้าไปใกล้ ๆ น้ำเขายังไม่อนุญาต เนื่องจากคลื่นที่นี่รุนแรงและคาดเดาได้ยาก จึงเป็นอันตรายอย่างมาก โดยเฉพาะกับนักท่องเที่ยวที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อย่างเรา

เมื่อได้ยืนมองและจำภาพหาดทรายสีดำลงในสมองจนพอใจ เราก็หันหลังกลับ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าการหมุนตัว 180 องศาจะทำให้เราเห็นภาพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ลากูนที่หันหลังมาพบช่างเงียบสงบ ไม่เกรงใจคลื่นยักษ์จากทะเลแม้แต่น้อย น้ำตื้น ๆ ใสปิ๊ง สงบนิ่งในลากูนทำเราจินตนาการไปไกล หากที่ไหนบนโลกจะมีสัตว์วิเศษ เราเชื่อว่าคงเป็นที่นี่อย่างแน่นอน
พอพูดถึงสัตว์วิเศษ สัตว์วิเศษก็มา ซึ่งไม่ใช่นางเงือกหรือยูนิคอร์นแต่อย่างใด แต่เป็นลูกสุนัขจิ้งจอกที่ออกมาเดินเล่นแถวที่จอดรถให้นักท่องเที่ยวตื่นตาตื่นใจ อันที่จริงถ้าชาวไอซ์แลนด์มาเห็น น่าจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดาเหลือเกิน ก็แค่ลูกสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งที่เห็นได้ทั่วไป ไม่ต่างอะไรจากสุนัขจรจัดที่เราเห็นกันเป็นประจำเสียด้วยซ้ำ แต่สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเรา มันคือสุนัขจิ้งจอก (!!!) ที่ต้องเอากลับมาโม้กันเลยทีเดียว ซึ่งจากการส่งรูปให้ ChatGPT ศึกษาแล้วนั้น ได้คำตอบมาว่าสุนัขจิ้งจอก (จรจัด) ตัวนี้มีดีกรีเป็นถึงสุนัขจิ้งจอกอาร์กติก ขนเป็นสีน้ำตาลเข้มในฤดูร้อน และจะเปลี่ยนเป็นสีขาวเพื่อให้กลมกลืนกับหิมะในช่วงฤดูหนาว มันน่าโม้ไหมล่ะ


ส่วนในบริเวณใกล้ ๆ Djúpalónssandur Black Sand Beach จะมีจุดไฮไลต์อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Kirkjufell หรือภูเขาโบสถ์ ซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำซีรีส์ Game of Thrones หรือ The Lóndrangar Basalt Cliffs จุดชมวิวสุดดราม่าที่เรายืนดูอยู่นานสองนาน เพราะฝูงนกที่บินว่อนเหนือกระแสน้ำที่กัดเซาะผาหินจนมีรูปร่างแปลกตา จนเราไม่แปลกใจว่าทำไมตำนานของไอซ์แลนด์จึงเล่าขานกันว่าแถบนี้เป็นที่อาศัยของเหล่าเอลฟ์


Water Falls, Hot Springs and Glaciers
วันถัดมาเราเดินทางย้อนกลับมาฝั่งตะวันออก และมุ่งหน้าสู่ The Golden Circle ซึ่งมี 3 แลนด์มาร์กหลัก ๆ ได้แก่ Þingvellir National Park (Thingvellir National Park) ที่นี่มีไฮไลต์คือการดำน้ำระหว่างรอยแยกแผ่นทวีปยูเรเชียกับอเมริกาเหนือ ซึ่งถึงแม้ที่นี่จะได้รับการโหวตให้ติด 1 ใน 5 ของจุดดำน้ำที่ดีที่สุดในโลกเป็นประจำ แต่เพราะเราไม่แน่ใจว่าความหนาวเย็นของน้ำใสแจ๋วอุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียสนั้นจะทะลุชุดดำน้ำมาปะทะร่างกายนักท่องเที่ยวจากเมืองร้อนอย่างเราในระดับใด จึงขอยืนริมฝั่งเป็นผู้ชมก็แล้วกัน
แลนด์มาร์กถัดมาคือ Gullfoss น้ำตกที่เป็นที่รักของชาวไอซ์แลนด์และหมู่นักท่องเที่ยว ด้วยความยิ่งใหญ่และสูงตระหง่าน หากฟ้าโปร่งใส แดดส่องรำไรมากระทบละอองน้ำ ก็จะเกิดสายรุ้งที่มองเห็นได้จากจุดชมน้ำตก จน Gullfoss ได้ชื่อเล่นว่า ‘The Golden Waterfall’

แลนด์มาร์กสุดท้าย คือ The Great Geysir บ่อน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงระดับโลกในหุบเขา Haukadalur ตัวบ่อน้ำพุร้อนเองนั้นไม่ได้ปะทุมาหลายปีแล้ว (น้ำเดือดจากน้ำพุร้อนแห่งนี้จะถูกโยนขึ้นไปในอากาศสูงถึง 70 เมตรเลยทีเดียว) แต่โชคยังดีที่ Strokkur บ่อน้ำพุร้อนรุ่นน้องในบริเวณใกล้เคียงนั้นยังกระตือรือร้น ถึงแม้ยิ่งน้ำสูงได้ไม่ถึงครึ่งของพี่สาว แต่ 20 เมตรนั้นก็เรียกเสียงเฮจากนักท่องเที่ยวได้ทุก ๆ 10 นาที

ห่างจาก The Great Geysir ไปประมาณ 100 กิโลเมตร มีอีก 2 น้ำตกชื่อดังคือ Seljalandsfoss และ Skógafoss ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กที่ต้องแวะทั้ง 2 ที่ โดยเฉพาะ Seljalandsfoss เราแนะนำว่าหากมีโอกาสได้ไปเยือนน้ำตกแห่งนี้แล้ว ควรใส่เสื้อกันฝนและเดินตามทางซึ่งจะพาลอดไปมองทุ่งหญ้าสีเขียวขจีจากหลังน้ำตก แม้จะเปียกปอนกันเสียหน่อย แต่ภาพที่เห็นก็แปลกตาและติดตาอยู่มากทีเดียว ซึ่งถือเป็นโชคดีอย่างมากที่กระเป๋าเดินทางของเรามาถึงโรงแรมก่อนวันที่จะมาน้ำตกแห่งนี้ เราจึงมีอุปกรณ์กันน้ำพร้อม และเก็บภาพลงในกล้องกับความทรงจำได้โดยไม่ต้องกังวลกับความหนาวเหน็บใด ๆ


เมื่อขับรถออกจากน้ำตกมาไม่ถึงชั่วโมงก็จะมาถึงอีกหนึ่งไฮไลต์ในใจเรา นั่นคือธารน้ำแข็ง Sólheimajökull ที่นี่อาจไม่ได้โด่งดังมากเท่าที่อื่น ๆ แต่เราจองทัวร์เล็ก ๆ ที่มีไกด์พาเดินบนธารน้ำแข็งแห่งนี้เพื่อเอาเป็นประสบการณ์ชีวิตสักครั้ง
อันที่จริงจะบอกว่าทัวร์เล็ก ๆ ก็อาจจะไม่ตรงปกเท่าไรนัก เพราะต้องใช้เวลาเดินกันถึง 3 ชั่วโมง เรานัดเจอกับไกด์ ณ ลานจอดรถเพื่อเรียนรู้วิธีใส่และใช้อุปกรณ์มากมาย ทั้งหมวก รองเท้าตะปู และขวานน้ำแข็ง จากนั้นเราก็มุ่งหน้าสู่ธารน้ำแข็งโดยการเดินเท้าเป็นกิโลจนหอบแฮกทั้ง ๆ ที่เท้ายังไม่ได้แตะน้ำแข็งแม้แต่น้อย
ไกด์นำทางเล่าว่าหากเรามาเยือนธารน้ำแข็งแห่งนี้เพียงไม่กี่ปีก่อนหน้า เราคงจะได้สัมผัสน้ำแข็งกันโดยไม่ต้องเดินมาไกลถึงเพียงนี้ เพราะตีนของธารน้ำแข็งนั้นเคยยาวไปไกลถึงลานจอดรถเลยทีเดียว แต่เพราะภาวะโลกเดือด ทำให้น้ำแข็งละลายไปอย่างรวดเร็ว ฟังแล้วก็ใจหายไม่น้อย เพราะเราเดินกันมาเป็นกิโล ที่คนพูดกันว่าโลกเดือดคงจะไม่ได้เกินจริงสินะ เพราะหลักฐานมันตำตาเอาเสียขนาดนี้


เรายืนใจหายอยู่ได้ไม่นานก็ต้องออกเดินเท้าต่อจนได้ขึ้นไปเหยียบบนธารน้ำแข็งแห่งนี้ในที่สุด ถือว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตที่น่าสนใจมากทีเดียว เพราะจะมีมนุษย์เมืองร้อนสักกี่คนกันที่จะได้มีโอกาสไปเหยียบยืนบนธารน้ำแข็ง ได้มีโอกาสจิบน้ำใสไหลเย็นที่ละลายลงมาจากต้นลำธารเพื่อแก้กระหายระหว่างทาง ได้มีโอกาสกระโดดข้ามรอยแยกบนธารน้ำแข็งที่ชวนให้คนกลัวความสูงอย่างเราจินตนาการไปไกลว่าหากก้าวพลาดเพียงนิดเดียวแล้วตกลงไปในรอยแยกนั้นจะเกิดอะไรขึ้น
3 ชั่วโมงบนธารน้ำแข็งเล่นเอาเราเหนื่อยทั้งกายและใจ พอจบทัวร์เราจึงอาศัยเวลาที่เหลือของวันขับรถมานั่งพักผ่อนสั้น ๆ ณ Reynisfjara ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหาดทรายสีดำที่ควรต้องมาเยือนสักครั้ง เพราะนอกเหนือจากวิวทิวทัศน์ที่สวยงามแล้ว หาดนี้ยังอยู่ใกล้ถ้ำ Hálsanefshellir อันโด่งดังที่ก่อตัวขึ้นจากการที่มหาสมุทรแอตแลนติกกระแทกหน้าผาสูงตระหง่านและกัดเซาะหินภูเขาไฟอย่างไม่หยุดยั้ง จนเกิดเป็นถ้ำที่มีรูปร่างน่าแปลกตาอยู่มากทีเดียว


Hidden Gems
ไฮไลต์ของวันถัดมาตามตารางการเดินทางของเรา คือ Skaftafell National Park และ Jökulsárlón โดย Skaftafell National Park มีน้ำตกดังระดับโลกชื่อ Svartifoss ซึ่งเดินเท้าไปชื่นชมได้อย่างไม่ยากเย็น ถึงแม้ตัวน้ำตกจะไม่ได้สูงใหญ่อลังการ แต่ความสวยงามนั้นอยู่ตรงหน้าผาฉากหลังน้ำตก ซึ่งเป็นเสาลาวาหกเหลี่ยมทับซ้อนกันหลายชั้นอย่างเป็นระเบียบ ราวกับถูกสร้างขึ้นด้วยน้ำมือมนุษย์

ส่วน Jökulsárlón คือทะเลสาบธารน้ำแข็งที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งในหมู่นักท่องเที่ยวผู้มาเยือนประเทศไอซ์แลนด์ โชคดีที่วันนั้นฟ้าเปิด เราจึงได้เห็นแสงแดดส่องกระทบก้อนน้ำแข็งหลากหลายขนาดที่ล่องลอยอยู่ท่ามกลางทะเลสาบสีฟ้าสดใส อันเป็นบ้านของเหล่าแมวน้ำมากมายที่ออกมาโชว์ตัวให้นักท่องเที่ยวได้ตื่นตาตื่นใจ
หากมีเวลาก็เดินถัดมาอีกเล็กน้อยได้เพื่อไปชื่นชมประติมากรรมน้ำแข็งที่ก่อตัวขึ้นโดยธรรมชาติ ณ Diamond Beach และถ้าใครโชคดีจริง ๆ อาจจะมีโอกาสได้เห็นวาฬเพชฌฆาตจากจุดนี้กันเลยทีเดียว


วันนี้เป็นอีกวันที่ไฮไลต์ในใจเรากลับไม่ใช่สถานที่โด่งดังเหล่านี้ แต่เป็นจุดชมวิวจุดหนึ่งที่เราบังเอิญแวะ มีชื่อว่า Systravatn Viewpoint ทางเดินขึ้นไปยังจุดชมวิวแห่งนี้นั้นลาดชันเล็กน้อย แต่มีบันไดอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ทำให้ไปถึงจุดมุ่งหมายได้โดยไม่ยากเย็นเกินไป
เมื่อก้าวขาพ้นบันไดขั้นสุดท้าย จะได้พบกับบ่อน้ำท่ามกลางที่ราบลุ่ม ตำนานว่ากันว่าเป็นบ่อที่เหล่าแม่ชีมักจะมาอาบน้ำ และวันหนึ่งในขณะที่แม่ชี 2 คนกำลังอาบน้ำกันอย่างสบายใจ ก็มีมือถือหวีสีทองโผล่ขึ้นมาจากกลางบ่อน้ำ เมื่อพวกนางตัดสินใจไปจับมือนั้นเข้า พวกนางก็ถูกฉุดลงใต้น้ำ และไม่มีใครได้เห็นพวกนางอีกเลย

แม้เรื่องจะดาร์กแต่สถานที่แห่งนี้นั้นสวยงามมากในสายตาเรา เพราะนอกจากเราแล้ว ไม่มีมนุษย์คนอื่นให้เห็นแม้แต่คนเดียว มีแค่เรา ท้องฟ้าสีคราม บ่อน้ำสงบนิ่ง และทุ่งหญ้าเขียวขจี เรารู้สึกว่าได้ใกล้ชิดธรรมชาติอย่างแท้จริง
คนอื่นอาจจะเริ่มคิดถึงแสงสีในเมืองใหญ่หลังจากอยู่ท่ามกลางภูเขาและน้ำตกมาหลายวัน แต่เรากลับรู้สึกโหยหาราวกับคนท้องว่างยังไม่ได้กินอะไรแม้แต่น้อย เพราะฉะนั้น ในวันถัดมาที่เราต้องขับรถยิงยาวกลับสู่เมืองหลวงนั้น จิตใจเราจึงห่อเหี่ยวอยู่พอตัว
เพื่อเป็นการปลอบใจตัวเองในวันนั้น เราจึงแวะจุดนั้นจุดนี้เพื่อถ่วงเวลาไปเรื่อย ทั้ง Dyrhólaey Promontory ที่มีทั้งผาหินโค้งเว้าหน้าตาประหลาดและประภาคารเก่าแก่ที่นักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเก็บภาพเป็นประจำ เราแวะแม้กระทั่งคาเฟ่ในรถโรงเรียนที่จอดอยู่ท่ามกลางที่ลุ่มจนดูเหมือนจะอยู่ผิดที่ผิดทางไปเสียหมด


แต่จุดสุดท้ายที่เราแวะก่อนจะเลี้ยวเข้าเมืองหลวงนั้นคุ้มค่าและตราตรึงใจที่สุด คือน้ำตกเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า Reykjafoss ในเมือง Hveragerði ไม่ได้มีอะไรพิเศษเลยหากเทียบกับน้ำตกโด่งดังทั้งหลายที่เราได้เห็นมา แต่เพราะการขับรถอันยาวนานในวันนั้นทำให้เราเลือกนั่งพักอยู่ริมน้ำตกแห่งนี้อยู่นานสองนานเพื่อซึมซับธรรมชาติเฮือกสุดท้าย
การใช้สายตาจ้องมองถนนหลายชั่วโมงติดต่อกัน ทำให้ตาล้าจนเราจินตนาการเห็นปลาแซลมอนกระโดดทวนน้ำตกราวกับในโฆษณา
แต่เมื่อเห็นความพยายามของปลาแซลมอนตัวที่ 2 เราจึงมั่นใจว่านั่นไม่ใช่ปลาแซลมอนในจินตนาการแต่อย่างใด แต่เป็นธรรมชาติที่แท้จริงของประเทศไอซ์แลนด์
เป็นอีกครั้งที่เราต้องตกตะลึงกับสิ่งที่คนท้องถิ่นคงจะได้เห็นจนชินตา เราจึงหาที่นั่งบนหินริมลำธารและเชียร์ปลาแซลมอนตัวถัดไปให้กระโดดพ้นยอดน้ำตกเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ราวกับเชียร์กีฬาดี ๆ นี่เอง

We are not OK
และแล้วเราก็เดินทางมาถึงวันสุดท้ายของทริปนี้ และเพราะอากาศไม่เป็นใจ เราจึงไม่ได้มีจุดมุ่งหมายอะไรสำคัญนอกเหนือจากการเอาตัวไปจุ่มใน Blue Lagoon ในบ่ายวันนั้น เพื่อเอาประสบการณ์สักครั้งก่อนมุ่งหน้าสู่สนามบินเพื่อเดินทางกลับประเทศไทย
เพื่อหลบฝนที่ดูไม่มีท่าทางจะซาลงแม้แต่น้อย ช่วงเช้าวันนั้นเราจึงตัดสินใจไปพิพิธภัณฑ์ ซึ่งต้องขอสารภาพตรงนี้ว่า โดยปกติแล้วเราไม่ชอบไปพิพิธภัณฑ์เอาเสียเลย วันนั้นเราจึงซื้อตั๋วเข้าไปยัง Perlan Museum พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาประจำเมืองหลวงของประเทศไอซ์แลนด์อย่างกร่อย ๆ
เราฆ่าเวลาด้วยกิจกรรมแรกคือการดูโชว์แสงเหนือในโรงหนังเล็ก ๆ เพราะเรามาเยือนประเทศนี้ในเดือนที่ร้อนที่สุดของปี พระอาทิตย์จึงแทบไม่ตกแม้แต่นาทีเดียว โชว์นี้จึงถือว่าเป็นการเข้าใกล้แสงเหนือที่สุดแล้วในทริปนี้
แต่เรากลับไม่เสียดายอะไรมากมายกับการไม่ได้เห็นแสงเหนือ เพราะเราว่าการมาไอซ์แลนด์ในหน้าร้อนมีข้อดีมากมาย ดอกไม้สวย อากาศไม่หนาวจนเกินไป ไม่ต้องกังวลเรื่องอันตรายจากการขับรถบนหิมะ แถมวันยังยาวนานทำให้เที่ยวได้อย่างหนำใจ แต่หากชีวิตนี้โชคดีมีโอกาสได้กลับไปไอซ์แลนด์อีกครั้งจริง ๆ เราก็อยากจะลองมาในหน้าหนาวดูบ้าง เพราะเขาว่ากันว่าวิวทิวทัศน์จะแตกต่างกับหน้าร้อนราวกับเป็นคนละประเทศกันเลยทีเดียว
หลังจากดูแสงเหนือจำลองเสร็จแล้ว เราก็เดินเตร็ดเตร่อยู่ในพิพิธภัณฑ์สักพักใหญ่ เมื่ออ่านป้ายนั้นดูรูปนี้จนเริ่มหน่าย จึงตัดสินใจเข้าไปในนิทรรศการถ้ำและธารน้ำแข็งเพื่อกักตุนความหนาวเย็นเข้าสู่ร่างกายเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเดินทางกลับเมืองร้อนในคืนวันนั้น
และในนิทรรศการนี้เองที่เราได้พบกับสิ่งสุดท้ายที่ยังประทับและค้างคาอยู่ในใจเราจนทุกวันนี้

จดหมายแด่อนาคต
ธารน้ำแข็ง OK เป็นธารน้ำแข็งแรกของประเทศไอซ์แลนด์ที่ต้องสูญเสียสถานะธารน้ำแข็งของตัวเองไป ซึ่งธารน้ำแข็งทั้งหมดในประเทศนี้ก็คงมีโชคชะตาไม่ต่างจาก OK ภายใน 200 ปีข้างหน้า อนุสรณ์นี้จึงสร้างขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานว่าเรารู้แล้วว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้ และเราควรจะต้องทำอะไรต่อไป
มีเพียงคุณเท่านั้นที่รู้ว่าเราทำมันสำเร็จหรือไม่
สิงหาคม ปี 2019
ข้อมูลที่มักจะสอดแทรกมากับความสวยงามที่เราได้เห็นตลอดการเดินทางในช่วงไม่กี่วันในไอซ์แลนด์นั้นมีธีมเดียว ธีมเดิม คือธรรมชาติกำลังถูกคุกคามจากภาวะโลกเดือดอย่างรุนแรง ความจริงนี้น่ากลัวและน่าหดหู่จนเราเลือกที่จะปล่อยผ่านเพื่อความสบายใจส่วนตัว แต่เมื่อได้เห็นอนุสรณ์นี้แล้ว เรารู้สึกราวกับได้รับไม้ต่อในการวิ่งผลัดไม่มีผิดเพี้ยน และเรารู้สึกว่าเราคงต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง เพื่อมีส่วนในการช่วยปกป้องโลกใบนี้และธรรมชาติที่สวยงามที่ได้เห็นมาตลอดหลายวันของการเดินทางท่องเที่ยวในไอซ์แลนด์
ฉะนั้น ในฐานะนักเขียนคนหนึ่งที่พอจะมีพื้นที่เล็ก ๆ ให้ได้ออกเสียง เราจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่านักอ่านทุกท่านที่ได้อยู่กับเรามาจนถึงบรรทัดนี้ จะประทับใจและคาใจจนทนไม่ไหว ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อโลกใบนี้กับเขาบ้าง
แค่สักเล็กน้อยเท่าที่พอจะมีกำลัง ก็ยังดีกว่าที่จะไม่ทำอะไรเลย
Write on The Cloud
Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ
