28 มิถุนายน 2025
2 K

เกือบ 10 ปีแล้วที่ผมออกเดินทางบนเกาะกรีนแลนด์ แต่เสียงกระซิบจากภูเขาน้ำแข็งและท้องฟ้าที่ไม่เคยมืดยังคงก้องในใจ – การเดินทางผ่านความโดดเดี่ยว ความเงียบ และมิตรภาพอันอ่อนโยน ที่เปลี่ยนมุมมองของผมต่อคำว่า ‘ความสุข’ ไปตลอดกาล

บางความทรงจำไม่ได้เลือนหายไปกับกาลเวลา แต่เงียบอยู่ในมุมหนึ่งของใจและรอวันที่จะกลับมาพูดกับเราอีกครั้ง ผมไปผจญภัยที่กรีนแลนด์ในเดือนกรกฎาคม ปี 2015 และไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง เพราะชีวิตมักจะมีเรื่องใหม่ ๆ เข้ามา จนเรื่องราวนั้นกลายเป็นความทรงจำที่ตกตะกอนในใจ

เมื่อไม่นานมานี้ ท่ามกลางความวุ่นวายที่ไม่หยุดนิ่งและการตามหาความสุขผ่านการยืนยันตัวตนอันเหน็ดเหนื่อยของคนเรา ผมกลับนึกถึงช่วงเวลาในกรีนแลนด์ที่ผมได้พบความสงบ เรียนรู้ตัวเอง และเข้าใจว่าความสุขไม่จำเป็นต้องออกไปตามหา แต่มองเห็นได้จากการเลือกสัมผัสสิ่งรอบตัวจริง ๆ

แรงบันดาลใจแห่งการออกเดินทาง

บางครั้งการเดินทางไม่ได้เริ่มจากความฝัน แต่มาจากความเหนื่อยล้า ความเงียบที่เราตามหา หรือบางครั้งก็มาจากรอยร้าวในหัวใจที่ต้องการเยียวยา

ฤดูร้อนในปี 2015 ผมจึงแบกเป้ไปกรีนแลนด์ ตั้งใจจะนอนเต็นท์ตลอดการเดินทางเป็นเวลา 21 คืน เพื่อให้ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติอย่างแท้จริง โดยเน้นเดินทางไปเมืองต่าง ๆ รอบอ่าวดิสโก (Disko) ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะอยากไปเห็นภูเขาน้ำแข็งเหมือนในรูป แต่เพื่อหาที่ที่เงียบพอที่จะฟังเสียงตัวเอง

เมืองอิลูลิสแซต จุดเริ่มต้นของการเดินทาง

เป้าหมายแรกคือเมืองอิลูลิสแซต (Ilulissat) มรดกโลกแห่งธารน้ำแข็ง ผมบินจากกรุงโคเปนเฮเกน แวะค้างแรมที่เมืองคังเกอร์ลุสซวก (Kangerlussuaq) เมืองเล็ก ๆ กลางความเวิ้งว้าง ก่อนจะต่อเครื่องบินเล็กสู่ดินแดนแห่งภูเขาน้ำแข็ง

อิลูลิสแซต แปลว่า ‘ภูเขาน้ำแข็ง’ (Icebergs) ในภาษากรีนแลนด์ เป็นเมืองเล็ก ๆ ริมชายฝั่งตะวันตก ติดอ่าวดิสโก เหนือเส้นอาร์กติกประมาณ 350 กิโลเมตร แม้มีประชากรเพียงราว 4,500 คน แต่ที่นี่คือหัวใจของกรีนแลนด์ ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และจิตวิญญาณ ที่นี่คือแหล่งกำเนิดภูเขาน้ำแข็งนับไม่ถ้วนที่ไหลลงสู่ทะเล หนึ่งในนั้นเชื่อกันว่าเป็นต้นตอของโศกนาฏกรรมเรือไททานิกปี 1912

เมื่อไปถึงสนามบินอิลูลิสแซต ผู้คนท้องถิ่นต่างมุ่งหน้ากลับบ้านของตน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มุ่งตรงไปโรงแรมที่พักอันแสนสบาย ในขณะที่ผมยังเจอกับความไม่แน่นอนและไม่แน่ใจ ต้องลุ้นว่าจุดกางเต็นท์ที่อยู่ห่างออกไปนอกเมืองเป็นเพียงลานจอดเฮลิคอปเตอร์เก่า ๆ ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเหมาะกับการกางเต็นท์หรือไม่ คืนแรกของผมในเมืองนี้จะเป็นอย่างไร เมื่อไปถึงที่หมายความกังวลก่อตัวขึ้น เพราะยังไม่มีใครมากางเต็นท์เป็นเพื่อน แต่พอได้สอบถามคนท้องถิ่นจนมั่นใจว่ากางได้ ผมก็ตัดสินใจปักเต็นท์ตรงนั้น

ผมนั่งนิ่ง ๆ ต่อหน้าภูเขาน้ำแข็งยักษ์ ทบทวนชีวิตที่เล็กกระจ้อยร่อยเมื่อเทียบกับกาลเวลาและพลังธรรมชาติ ในความสงบนิ่งนั้น ผมได้ยินเสียงภูเขาน้ำแข็งแตกไกล ๆ อย่างแผ่วเบา ราวเสียงกระซิบจากภูเขาน้ำแข็งที่บอกว่าทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลงได้เสมอ และการปล่อยวางคือความงามอย่างหนึ่ง เสียงกระซิบนั้นค่อย ๆ ซึมลึก และกลายเป็นเสียงที่เดินทางไปพร้อมกับผมตลอดทาง

ผมใช้เวลา 2 – 3 วันในอิลูลิสแซต นั่งเรือไปชมธารน้ำแข็งอิควิ (Eqi Glacier) 1 วันและค้างคืนในกระท่อมในหุบเขาเซอร์เมอร์มิวต์ (Sermermiut) ท่ามกลางความเงียบผมได้ซึมซับความงดงามของการเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับภูเขาน้ำแข็งที่แตกสลายอย่างช้า ๆ และกลายเป็นสายน้ำที่ไหลต่อไป

ธารน้ำแข็งอิควิ มหากาพย์แห่งการเปลี่ยนแปลง

ผมออกเดินทางด้วยเรือทัวร์มุ่งหน้าสู่ธารน้ำแข็งอิควิ (Eqi Glacier) ใช้เวลาหลายชั่วโมงท่ามกลางทะเลที่เต็มไปด้วยเศษน้ำแข็งลอยกระจัดกระจาย เมื่อไปถึงผมได้เห็นภาพที่ไม่คาดคิด

หน้าผาน้ำแข็งสูงราว 60 – 90 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลแตกตัวต่อหน้าตอตา เสียงกัมปนาทดังสนั่นมาไกล เนื่องจากเรือต้องจอดห่างจากหน้าผาในระยะพอสมควร ผมทั้งตื่นตะลึงและเศร้าใจ เพราะความงดงามที่ยิ่งใหญ่ก็ยังเปราะบาง แตกสลาย ละลายกลืนสู่มหาสมุทร เสียงกระซิบแห่งความไม่จีรังก็ดังก้องในใจผมอีกครั้ง

อิควิเป็นหนึ่งในธารน้ำแข็งที่มีชื่อเสียงที่สุดในกรีนแลนด์ ตั้งอยู่เหนืออิลูลิสแซตประมาณ 80 กิโลเมตร แม้จะไม่ใหญ่เท่าธารน้ำแข็งยาโคบส์เฮวน์ (Jakobshavn Glacier) แต่อิควิมีเสน่ห์พิเศษ คือเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งในโลกที่นั่งเรือชมปรากฏการณ์ Calving หรือช่วงเวลาที่น้ำแข็งแตกตัวและถล่มลงสู่ทะเลด้วยสายตาของตัวเอง

การได้เห็น Calving ต่อหน้าเป็นประสบการณ์ที่ตราตรึงใจ ทำให้ผมเห็นความงดงามของธารน้ำแข็งและการเปลี่ยนแปลงของความงามนั้นได้ในเวลาเดียวกัน จากผาน้ำแข็งตระหง่านสู่สายน้ำที่ไหลกลับคืนมหาสมุทร

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก ผมเรียนรู้ว่าบางครั้งสิ่งที่เราทำได้มีเพียงการยอมรับ ปล่อยให้สิ่งที่ต้องจากไป จากไป และปล่อยให้สิ่งใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิต

หุบเขาเซอร์เมอร์มิวต์ การค้นพบความเงียบในธรรมชาติ

ผมตั้งใจแบกเป้เดินเท้ามุ่งหน้าสู่หุบเขาเซอร์เมอร์มิวต์ (Sermermiut) เพื่อค้างแรมในกระท่อม บนเส้นทางที่ทอดผ่านเนินหญ้า มอสส์ และลำธารน้ำละลาย ตอนแรกทางเดิมยังชัด แต่เมื่อแสงอาทิตย์เริ่มเป็นสีทองอมส้มและทุ่งกว้างแผ่ออกไปจนแยกทางไม่ชัด เส้นทางเดินเท้าก็เริ่มเลือนราง ผมหยุดยืนกลางหุบเขาเล็ก ๆ หันมองรอบตัว แล้วเงยหน้ามองฟ้า รู้สึกตระหนกเล็กน้อย เพราะผมน่าจะเป็นมนุษย์คนเดียวในพื้นที่บริเวณนั้น

เมื่อรวบรวมสติได้ ผมค่อย ๆ เดินต่อไป และในที่สุดก็เห็นกระท่อมไม้หลังเล็กที่พักค้างแรมอยู่ลิบ ๆ ที่นั่นเองที่ผมได้สัมผัสความเงียบสงบอย่างแท้จริง ได้ชื่นชมความงดงามของพระอาทิตย์เที่ยงคืนที่สาดส่องแผ่นธารน้ำแข็ง ในขณะนั้นมีเพียงผม ความเงียบ และธรรมชาติ ก่อนที่ผมจะล้มตัวลงนอนในถุงนอนข้างเตาผิงที่ไม่ได้จุดไฟ

หมู่บ้านโอกาซุต พลังของความเรียบง่าย

จุดหมายถัดไปของผมคือหมู่บ้านโอกาซุต ผมเลือกเดินเท้าจากอิลูลิสแซต ระยะทาง 17 กิโลเมตร และได้ตั้งเต็นท์พักระหว่างทาง

เดินผ่านทะเลสาบน้ำจืดหลายแห่ง เสียงรองเท้ากระทบน้ำชื้น ๆ เป็นเพื่อนเดียวตลอดทาง ผมตั้งเต็นท์ริมอ่าวที่เต็มไปด้วยเศษภูเขาน้ำแข็งลอยกระจัดกระจายอยู่ไกล ๆ

ระหว่างทางที่เห็นผู้คนที่อาศัยอยู่ในบ้านเล็ก ๆ โดดเดี่ยวนั้น ผมก็มีคำถามขึ้นในใจว่า พวกเขาไม่เหงาบ้างหรือ

เช้าวันรุ่งขึ้นขณะเก็บเต็นท์ ผมเห็นชายชาวกรีนแลนด์คนหนึ่งยืนตกปลาอยู่อย่างสงบนิ่ง เขาเพียงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหันกลับไปให้ความสนใจเบ็ดในมือต่อ ผมยืนมองเขา รู้สึกถึงความเงียบที่ไม่เดียวดาย และอดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่า มนุษย์เรายอมรับความโดดเดี่ยวได้อย่างแท้จริงหรือ

บางทีสิ่งที่ใครบางคนเรียกว่า ‘ความเหงา’ อาจเป็น ‘ความสุข’ ของใครอีกคนก็ได้

หลายชั่วโมงต่อมาผมไปถึงโอกาซุต หมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ ริมอ่าวดิสโกที่มีผู้คนอาศัยอยู่ไม่ถึง 50 คน ที่นี่ไม่มีถนนลาดยาง ไม่มีร้านอาหารทันสมัย ไม่มีตารางเวลาที่เร่งรีบ มีเพียงธรรมชาติที่ยังคงหายใจ และผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน

ผมตื่นเต้นกับที่ตั้งเต็นท์สำหรับคืนนี้ที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวริมอ่าว หลังจากนั้นก็เดินขึ้นเนินหลังหมู่บ้าน หลงใหลในความสงบและงดงามของที่นี่ มันไม่ใช่แค่ภาพสวยงามแต่คือความรู้สึกว่าเรากำลังอยู่ ‘ในโลก’ อย่างแท้จริง

ตอนเย็นผมไปร้านสะดวกซื้อแห่งเดียวในหมู่บ้านเพื่อซื้อของแช่แข็ง แต่เตาแคมปิ้งกลับเสีย พนักงานหนุ่มชาวกรีนแลนด์ที่ดูขรึมแต่แววตาอ่อนโยนเห็นผมลำบากจึงชวนไปใช้เตาที่บ้านของเขา เย็นวันนั้นผมได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากภรรยา ลูกเล็ก ๆ และน้องสาว แม้ภาษาจะไม่คล่องแต่รอยยิ้มและแววตาสื่อสารได้มากกว่าคำพูดใด ๆ

ผมไม่เคยคิดว่า ‘บ้าน’ จะเกิดขึ้นได้ในที่ที่ห่างไกลเช่นนี้ แต่ค่ำคืนนั้นมันทำให้การเดินทางในกรีนแลนด์รู้สึกอบอุ่นเสมือนอยู่บ้านแท้จริง

ซักแคก การพบตัวตนในความเงียบ

เช้าวันถัดมาผมขึ้นเรือจากหมู่บ้านโอกาซุตมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านซักแคก (Saqqaq) หมู่บ้านที่อยู่ไกลที่สุดในเส้นทางของผม เรือแล่นผ่านภูเขาน้ำแข็งมากมาย ก้อนน้ำแข็งลอยกระจัดกระจายในทะเลราวกับเศษความทรงจำที่ล่องลอย ผมนั่งนิ่งมองพวกมันล่องผ่าน และในความงดงามนั้นผมตระหนักว่า… ไม่มีสิ่งใดจะคงอยู่ตลอดไป และบางทีนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้มันงดงาม

เรือใช้เวลาเกือบ 6 ชั่วโมงกว่าจะถึงหมู่บ้าน

ซักแคกเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์ ตั้งอยู่บนแหลมที่ยื่นสู่อ่าวแบฟฟิน (Baffin Bay) โอบล้อมด้วยฟยอร์ด ธารน้ำแข็ง และทะเลน้ำแข็งที่ลอยผ่านไปอย่างเงียบงัน ที่นี่ไม่มีถนน ไม่มีโรงแรมหรู ไม่มีความเร่งรีบ มีเพียงธรรมชาติที่ยังคงหายใจอย่างช้า ๆ ผมต้องใช้เวลาที่นี่ 1 อาทิตย์จนกว่าเรือจะกลับมารับกลับไปอิลูลิสแซต

ผมกางเต็นท์ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 1 กิโลเมตร บนแหลมเล็ก ๆ ที่มองเห็นฟยอร์ดทั้งอ่าว ผมอยู่คนเดียวแต่ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว มีเพียงผม โลก และความสงบที่ไม่เคยพบที่ไหนมาก่อน 

ผมนอนฟังเสียงลมหายใจของธารน้ำแข็งดังเบา ๆ ไกล ๆ เสียงแตกของน้ำแข็งบางส่วนราวเสียงกระซิบปลอบโยนจากธรรมชาติ จนเริ่มเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่การแตกสลาย แต่คือการดำรงอยู่ในรูปแบบใหม่ ผมเริ่มปล่อยให้ความหวาดกลัวไหลออกไปทีละน้อย เหมือนธารน้ำแข็งที่ละลายอย่างสงบ

ช่วงที่อยู่ที่นั่นผมตัดสินใจเดินขึ้นเขาไปค้างแรมริมทะเลสาบธารน้ำแข็ง ผมกางเต็นท์ ใช้เวลาทั้งคืนอยู่กับตัวเองท่ามกลางความเงียบสงบ นอกจากเสียงลมหายใจและเสียงน้ำไหลเบา ๆ จากธารน้ำแข็งที่ละลาย แต่ในความเงียบที่สิ้นเชิงนั้น ผมกลับรู้สึกเต็มไปด้วยบางอย่างที่อธิบายไม่ได้

ผมเคยมองความเงียบว่าเป็น ‘ช่องว่าง’ วันนี้ผมเห็นมันเป็น ‘พื้นที่ว่าง’ ที่ให้ความหมายกับทุกสิ่ง

ใน 1 สัปดาห์ที่ซักแคกผมไม่ได้ทำอะไร ‘ยิ่งใหญ่’ เพียงแค่ตื่นขึ้นมา เดิน เขียน นั่ง และอยู่กับสิ่งรอบตัวอย่างไม่เร่งรีบ มีความสุขกับการแค่เดินไปตักน้ำในลำธาร เดินเลาะชายฝั่ง มองหินที่ถูกคลื่นกัดเซาะ

ที่ซักแคกผมยังมีโอกาสเรียนรู้วิถีชีวิตคนท้องถิ่น เมื่อ อาคา (Aka) เด็กชายชาวกรีนแลนด์ที่ผมคุยด้วยบนเรือชวนไปร่วมงานเลี้ยงของชุมชน มันไม่ใช่แค่ปาร์ตี้ แต่คือประสบการณ์ที่ไม่ได้อยู่ในหนังสือแนะนำการท่องเที่ยว

ผมได้ลองชิมวาฬต้ม เนื้อแมวน้ำย่าง ขนมปังท้องถิ่น แม้จะฟังภาษาไม่ถนัด ผมกลับรู้สึก ‘เข้าใจ’ ดี ผมเห็นรอยยิ้มของเพื่อนบ้าน ได้ยินเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ได้จับมือคนแปลกหน้า และเข้าใจว่าการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในชุมชนไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย เพียงแค่เปิดใจและมอบมิตรภาพที่จริงใจให้แก่กัน

ที่ซักแคกผมนอนอ่านตำนานความรักของ Anningait กับ Ajut ตำนานของชาว Inuit เกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่ออกตามหาหญิงที่รักผ่านลมหนาวและหิมะ

Anningait ออกเดินทางด้วยความเชื่อในความรัก แม้เส้นทางจะยากลำบากเพียงใดและไม่รู้ว่าจะเจอ Ajut หรือไม่ สิ่งสำคัญคือความรักของ Anningait ที่ไม่เคยเหนื่อยแรงและหยุดเดินทาง

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงตัวเองบ้าง ไม่ใช่การเดินทางข้ามน้ำแข็งเหมือน Anningait แต่เป็นการเดินก้าวข้ามผ่านความทรงจำ ทั้งความรักที่สูญสลาย ความสัมพันธ์ที่เคยมี และความพยายามเยียวยาตัวเองให้ก้าวต่อไป แต่เมื่ออ่านจบกลับรู้สึกว่าสิ่งที่สำคัญไม่ใช่ว่าเขาได้พบเธอไหม แต่คือว่าเขายังเชื่อในความรักมากพอที่จะเริ่มต้นเดินทางอีกครั้งหรือเปล่า

ผมเริ่มคิดว่า Ajut ไม่ได้หมายถึงคนรักที่จากไป แต่เป็นความเชื่อในความงดงามของความรัก ความพร้อมจะรัก และความซื่อสัตย์ต่อหัวใจ แม้จะเจ็บปวด

ในที่สุดเวลาที่ต้องจากลาซักแคกก็มาถึง แม้ไม่มีเหตุการณ์หวือหวาแต่ชีวิตเปี่ยมด้วยความหมายได้ ภูเขาน้ำแข็งที่เปลี่ยนรูปร่างในแต่ละวัน มีบทสนทนาเล็ก ๆ กับชาวบ้าน และเสียงของความเงียบซึ่งเป็นเพื่อนแท้ของผม

ครอบครัวอาคามาส่งผมที่ท่าเรือ ไม่มีคำพูดใดพิเศษ แค่รอยยิ้มและแววตาก็บอกทุกอย่าง

ขณะที่เรือออกจากท่าเรือ ผมหันกลับไปมองหมู่บ้านครั้งสุดท้าย ไม่รู้จะได้กลับมาไหม แต่รู้ว่าซักแคกจะอยู่ในใจผมเสมอ ที่นี่ผมได้เจอความสงบ กลับมาเจอตัวเอง และได้เรียนรู้ว่าหัวใจของคนเราไม่ได้ใหญ่ขึ้นจากการได้มากขึ้น แต่มันใหญ่ขึ้นจากการเข้าใจและซาบซึ้งในสิ่งที่มีอยู่แล้ว

คาซิเกียงกุยต์ บทเรียนแห่งสันติในชีวิตประจำวัน

หลังจากอำลาความเงียบจากซักแคก ผมมุ่งหน้างสู่คาซิเกียงกุยต์ เมืองชายฝั่งที่เงียบสงบทางใต้ของอิลูลิสแซต มีประชากรประมาณ 1,100 คน แต่ยังคงรักษาจังหวะชีวิตที่เคลื่อนไปอย่างช้า ๆ ไม่มีความเร่งรีบ ไม่มีความฟุ้งเฟ้อ มีแต่การอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน

ระหว่างทางผมดื่มด่ำกับ ‘บทกวีภาพแห่งภูเขาน้ำแข็ง’ ที่ธรรมชาติรังสรรค์ ฟ้าหม่นปกคลุมเส้นขอบน้ำ ท้องฟ้าสีเทาอ่อน แทนที่จะรู้สึกเศร้ากลับทำให้ภูเขาน้ำแข็งในทะเลโดดเด่นราวกับเป็นผลงานศิลปะลอยน้ำ ผมเริ่มมองเห็นความงามในความไม่สมบูรณ์ และเข้าใจว่าความงดงามไม่จำเป็นต้อง ‘พอดี’ ดังคำกล่าวที่ว่า ‘ทุกสิ่งล้วนมีความสวยงาม แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็น’

ผมเลือกตั้งเต็นท์ตรงข้ามตัวเมือง เบื้องหน้าคืออ่าว เบื้องหลังคือภูเขาที่ตั้งตระหง่านอย่างเงียบงัน วันแรกผมไม่ทำอะไรเลย… แค่นั่ง ดู เดิน และปล่อยให้หัวใจเต้นตามจังหวะธรรมชาติช้า ๆ

แต่ละวันในคาซิเกียงกุยต์นั้นเรียบง่าย ไม่มีแผนซับซ้อน แค่เดินเล่น ดื่มด่ำธรรมชาติ เขียนบันทึก ใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างตั้งใจก็พอแล้ว ชีวิตจึงค่อย ๆ หลอมรวมกับธรรมชาติ ไม่ใช่แค่ใช้เวลาในธรรมชาติ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน

วันหนึ่งผมได้เดินเล่นบนเขาและนั่งอยู่บนเนินมองเห็นอ่าวที่เงียบสงบและงดงาม จนรู้สึกขอบคุณที่ได้ยินเสียงของความเงียบ และได้อยู่กับความสงบอย่างแท้จริง

ตอนที่เดินเลาะชายฝั่งกลับเต็นท์ ผมเจอครอบครัวชาวกรีนแลนด์ที่นำเรือเล็กมาขึ้นฝั่ง พวกเขากำลังตั้งเตาบาร์บีคิวและชวนผมไปร่วมวงด้วย พวกเขาแบ่งเนื้อแมวน้ำย่างให้ผม ชวนคุยด้วยภาษาอังกฤษง่าย ๆ ช่วงเวลานั้นเต็มไปด้วยความเข้าใจ แม้อาจจะดูว่าไม่ใช่เหตุการณ์พิเศษอะไรแต่กลับเป็นไฮไลต์ของเมืองนี้

เมื่อกลับมาถึงเต็นท์ ผมทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น เริ่มเข้าใจว่าความสุขไม่ต้องเกิดจากเหตุการณ์พิเศษ แต่เกิดจากการอยู่กับสิ่งธรรมดาอย่างตั้งใจและใส่ใจ

เคเกอร์ตาร์ซารซัค บนเกาะภูเขาไฟที่ธรรมชาติไม่เป็นไปตามแบบแผน

หลังจากหลายวันท่ามกลางภูเขาน้ำแข็งและหมู่บ้านอันเงียบสงบ ผมเดินทางข้ามฟยอร์ดมาสู่เคเกอร์ตาร์ซารซัค เมืองเล็ก ๆ บนเกาะดิสโก สิ่งที่ทำให้ผมตะลึงคือธรรมชาติที่ไม่เหมือนอาร์กติกที่จินตนาการไว้เลย ทั้งหุบเขาเขียวชอุ่ม ลำธารใส น้ำตกไหลผ่านหินภูเขาไฟสีดำ และหน้าผาบะซอลต์เหมือนหลุดมาจากดาวดวงอื่น

ผมตัดสินใจเดินขึ้นยอดเขาลิงมาร์กส์ฟเยลเดท (Lyngmarksfjeldet) เส้นทางชันและยาวผ่านทุ่งมอสส์ หินก้อนใหญ่ และลมแรง แต่ในทุกก้าวที่เหนื่อยผมรู้สึกถึงความตั้งใจบางอย่าง เมื่อถึงยอดเขา ผมยืนนิ่ง ข้างล่างคือหมู่บ้านเคเกอร์ตาร์ซารซัค เล็กจิ๋วกลางผืนดินสีดำ ทะเลเปิดกว้างราวไร้ขอบ และฟ้าสีเงินล้อมรอบ

วันรุ่งขึ้นผมเดินตามเส้นทางควานนิต (Kuannit) เลียบชายฝั่งไปทางตะวันออก ไม่มีนักท่องเที่ยว ไม่มีเสียงคน มีเพียงเสียงลมหายใจของพื้นดิน เสียงนำไหลจากลำธาร เสียงเงียบ ๆ ของหินภูเขาไฟที่ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ เหมือนหน้าหนังสือภูมิศาสตร์ที่เปิดให้คนเดินอ่าน เบื้องหน้า ภูเขาน้ำแข็งค่อย ๆ ละลายในทะเลนิ่งสงบ เป็นภาพสอนว่าทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลง แม้สิ่งที่ดูแข็งแกร่งที่สุดก็ละลาย และสิ่งที่ดูเงียบที่สุดก็มีเสียงในแบบของมัน ที่นี่ผมได้เห็นความงดงามที่ไม่ต้องสมบูรณ์แบบของธรรมชาติ

อาเซียต (Aasiaat) เมืองสุดท้ายที่ไม่รอให้พบอะไร แต่กลับมอบให้ทุกอย่าง

ผมเดินทางถึงอาเซียตด้วยหัวใจที่เต็มอิ่มจากทุกบทของการเดินทางที่ผ่านมา

ฟยอร์ดในอิลูลิสแซต ความเงียบในซักแคกธรรมชาติดิบในเคเกอร์ตาร์ซารซัค และรอยยิ้มเรียบง่ายในคาซิเกียงกุยต์ ผมไม่คาดหวังอะไรจากที่นี่ เพราะอาเซียตคือบทสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่องกลับโคเปนเฮเกน แต่กรีนแลนด์ยังมีเรื่องให้ผมประหลาดใจเสมอ

วันนั้นผมเดินเล่นในหมู่บ้านริมทะเลที่ดูมีชีวิตกว่าที่อื่น มีร้านค้าเล็ก ๆ ร้านเบเกอรี โรงเรียน สนามกีฬา เดินไปเรื่อย ๆ พลางคิดในใจว่า “เสียดายจัง ทริปนี้ยังไม่เจอวาฬเลยนะ” แล้วเหมือนจักรวาลได้ยิน

ผมเดินผ่านบ้านหลังหนึ่งซึ่งมีผู้หญิงชาวกรีนแลนด์ชื่อ Sorine เธอทักทายอย่างเป็นมิตร เรามีบทสนทนากันอยู่สักพักเธอก็ถามว่า “เย็นนี้อยากไปตกปลากับครอบครัวฉันไหม” ผมไม่รีรอที่จะตอบตกลง

พวกเราตั้งใจจะไปตกปลาและปิกนิกบนเกาะเล็ก ๆ แต่หมอกลงจัดอย่างรวดเร็วจึงต้องเปลี่ยนแผน ระหว่างทางที่เรือกลับเข้าฝั่ง ผมเห็นหางวาฬและฟองลมหายใจที่ผุดขึ้นจากน้ำ ผมตื่นเต้นและดีใจอย่างบอกไม่ถูก และเข้าใจว่าบางสิ่งในชีวิต เราเรียกร้องให้มาหาเราไม่ได้ มันจะมาเองเมื่อเราพร้อมเปิดใจต้อนรับ

เราไม่ได้ไปปิกนิกตามแผน แต่ Sorine เชิญผมไปทานมื้อเย็นที่บ้านเธอแทน ครอบครัวของเธอทำอาหารจากปลาสดที่ตกได้ในวันนั้น เราพูดคุยเรื่องราวต่าง ๆ กันอย่างไม่รู้เวลาแล้ว และผมก็ไม่ได้สนใจด้วยว่าจะดึกแค่ไหน เพราะนี่คือคืนสุดท้ายของผมในกรีนแลนด์

ผมออกจากบ้านเธอคืนนั้นด้วยหัวใจที่รู้สึกสงบ อาเซียตถูกคลุมด้วยหมอกขาวหนาทึบ ผมหยุดยืนมองหมอกครู่หนึ่ง อดถามตัวเองไม่ได้ว่า “หมอกนี่หมายถึงอะไร” แม้มันบังเมืองที่ผมเพิ่งรู้จัก แต่ในใจผมกลับรู้สึกเหมือนทุกอย่างชัดเจนขึ้น อาเซียตไม่ใช่เมืองที่ผมวางแผนว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่มันคือที่ที่เรื่องราวดี ๆ น่าจดจำเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด

เมื่อธรรมชาติกลายเป็นกระจกสะท้อนจิตใจ

กรีนแลนด์ไม่ใช่แค่จุดหมายปลายทาง แต่เป็นกระจกใสสะท้อนใจ ทำให้ผมเห็นว่าเส้นทางที่แท้จริงเริ่มต้นจากภายใน ผมเดินทางไกลเพื่อค้นหาบางสิ่ง แต่กลับพบว่าสิ่งนั้นอยู่ในตัวเสมอมา ตามคำกล่าวของ David Mitchell ว่า Travel far enough, you meet yourself.

ทุกสถานที่ในกรีนแลนด์ให้บทเรียนที่ต่างกัน แต่บทเรียนที่ชัดเจนที่สุด คือความสุขไม่ใช่สิ่งที่เราต้องออกตามหา แต่เกิดขึ้นจากภายในของเราเอง เมื่อหยุดวิ่งไล่ ความสุขก็จะนั่งลงเคียงข้างเราอย่างเงียบสงบ นี่คือความเรียบง่ายของความสุขที่ไม่จำเป็นต้องเสิร์ฟมาในรูปแบบที่เราคุ้นเคย

การเดินทางที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่การออกไปยังที่ไม่เคยไป แต่เป็นการค้นพบตัวเองในมุมที่ไม่เคยมอง ตามคำพูดของ Marcel Proust ว่า The real voyage of discovery consists not in seeking new landscapes, but in having new eyes.

Write on The Cloud

Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ธีรวัฒน์ ว่องแก้ว

ผู้หลงใหลในการเดินทางเพื่อไปได้ยินเสียงของความเงียบสงบและรับพลังแห่งธรรมชาติ และเห็นว่าการเดินทางเป็นเสมือนการค้นพบและการปรับตัวเอง ติดตามผลงานการเล่าเรื่องผ่านชุดภาพได้ที่ beyondteehorizon.pixieset.com และ beyondteehorizon.myportfolio.com