ในช่วงนี้เรียกได้ว่ามาเก๊าได้กลายเป็นจุดหมายของเหล่าคนรักศิลปะ เพราะเทศกาล Art Macao: Macao International Art Biennale 2025 มีหนึ่งในนิทรรศการไฮไลต์อยู่ใน Grand Lisboa Palace Resort Macau ที่นำคอลเลกชันของศิลปินในตำนานอย่าง Pablo Picasso มาจัดแสดงเป็นส่วนเพิ่มเติมพิเศษให้ผู้มาพักได้อิ่มหนำสำราญกับผลงานศิลปะโดยเฉพาะ

หลังจากนั่งเครื่องบินเป็นเวลาสั้น ๆ แล้วต่อ Shuttle Bus ของโรงแรมเพียงไม่กี่นาที เราก็มาเทียบท่าที่ฝั่งตะวันตกของ Grand Lisboa Palace Resort Macau โรงแรมนี้ยิ่งใหญ่สมชื่อ ด้วยการตกแต่งที่โอ่อ่าหรูหรา เข้ามาแล้วราวกับหลุดเข้าไปในพระราชวังตะวันตก
มาเก๊าเคยเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสมาก่อน องค์รวมของสถาปัตยกรรมในเมืองจึงผสมสานทั้งตะวันตกและตะวันออก ร่องรอยของโปรตุเกสยังคงฝังรากลึก มาเก๊าเป็นเมืองท่า เป็นชุมชนพหุวัฒนธรรม และเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ

เช่นเดียวกับการตกแต่งของ Grand Lisboa Palace Resort Macau ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมในยุค Neo-classic ไปจนถึงยุคปฏิวัติฝรั่งเศส สังเกตเห็นได้จากรายละเอียดที่แทรกซึมอยู่ในทุกมุมของโรงแรม ตั้งแต่พื้น ผนัง ประตู หน้าต่าง และเพดาน เป็นความหรูหราแบบตะวันตกที่หล่อหลอมเข้ากับกลิ่นอายการตกแต่งแบบจีนดั้งเดิมอย่างลงตัว การตกแต่งแบบนี้เรียกว่า Chinoiserie เกิดจากการตีความศิลปะจีนในรูปแบบตะวันตก เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 17 – 18 เมื่อวัฒนธรรมจีนแพร่ไปสู่ดินแดนยุโรปผ่านทางเส้นทางค้าขาย

ภายในโรงแรมมีการจัดแสดงคอลเลกชันสุดยิ่งใหญ่จากศิลปินมาเก๊าที่ถูกสั่งทำขึ้นพิเศษเพื่อจัดแสดงใน Grand Lisboa Palace Resort Macau โดยเฉพาะ ให้บรรดาแขกได้หลงมนต์เสน่ห์ของมาเก๊าผ่านผลงานศิลปะ เราจึงได้เห็นผลงานศิลปะจัดแสดงตั้งแต่โถงทางเดิน ล็อบบี้ ยาวไปจนถึงภายในห้องที่พัก


ผลงานศิลปะแต่ละชิ้นอัดแน่นไปด้วยอัตลักษณ์ความเป็นมาเก๊าในแง่มุมต่าง ๆ อย่างเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ แลนด์มาร์กสำคัญของเมือง สถาปัตยกรรมทั้งแบบดั้งเดิมและแบบใหม่ของจีน-โปรตุเกส มุมมองต่อชุมชนและวัฒนธรรม

อย่างในห้อง Junior Suite เราได้เห็นการตกแต่งที่เน้นเฉดสีน้ำเงิน ขาว และแดง ให้บรรยากาศที่ผ่อนคลายสบายตา โดยทั้งพื้น เพดาน ผนัง เฟอร์นิเจอร์ ถูกออกแบบด้วยคอนเซปต์ที่พาศิลปะแบบตะวันตกและตะวันออกมาพบกัน ตกแต่งด้วยลวดลายที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมอันผสมผสานของมาเก๊า รวมไปถึงผลงานจากศิลปินมาเก๊าที่สั่งทำพิเศษและแสดงอยู่ในห้องพักก็ยังคงไม่หลุดธีมไปจากนี้เช่นกัน นอกจากนี้ภายในห้องพักอัดแน่นไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกให้เราได้พักผ่อนแบบเต็มสูบ ทั้งเตียงคิงไซซ์สุดนุ่มนิ่ม ห้องน้ำ และห้องแต่งตัว


ที่สะดุดตาที่สุดก็คือวิวจากในห้องที่เห็นสวน Jardim Secreto พื้นที่สีเขียวสุดกว้างขวาง ซึ่งอาคารและสวนเขาวงกตโดยรอบตกแต่งในสไตล์ Baroque มีไฮไลต์เป็นอาคารโดมตรงกลาง และลงไปเดินดูจะพบว่ามีจุดนั่งพักมากมายทั้งลานหญ้ากว้างและศาลา

ห้องอาหารในโรงแรมก็จัดเต็มด้วยงานศิลปะละลานตา โดยเฉพาะ Palace Garden ห้องอาหารที่ต้อนรับเราด้วยสวนสวยสไตล์ยุโรป ประดับประดาด้วยดอกไม้และต้นไม้ที่ดูแล้วสบายตา

เมื่อเดินทะลุเข้ามาในห้องอาหาร ก็ต้องตื่นตาตื่นใจไปกับงานปักยาวเหยียดเต็มผนังห้องถึง 35 เมตร เป็นงานปักที่ได้แรงบันดาลใจมากจาก One Hundred Chrysanthemums ผลงานอายุร้อยปีจากศิลปินญี่ปุ่น Keika Hasegawa ที่แกะสลักความงดงามของดอกเบญจมาศลงบนผิวไม้ แถมงานนี้ยังปักโดยช่างปักกว่า 60 คนที่แต่ละคนมีประสบการณ์มากกว่า 25 ปี ซึ่งใช้เวลากว่า 108,000 ชั่วโมงในการปักเลยทีเดียว มองจากไกล ๆ ว่างดงามแล้ว เข้าไปดูใกล้ ๆ ยิ่งทึ่งในความละเอียดลออ


ด้านบนเพดานห้องอาหารเป็นแชนเดอร์เลียทรงธารน้ำส่องสว่างทั่วห้องอาหาร เสริมให้เราเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศระหว่างทานอาหารต้นตำรับกวางตุ้ง โดยเมนูที่เสิร์ฟในห้องอาหารนี้จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ให้เราได้ลิ้มรสอาหารกวางตุ้งสุดเข้มข้นที่อัปเกรดด้วยวัตถุดิบพรีเมียม โดยเฉพาะเมนูซุปปูอลาสก้าและหูฉลามที่ซุปเคี่ยวจากอาหารทะเลหลายชนิด ให้รสชาติที่หอมหวานกลมกล่อม ส่วนเครื่องก็สดหวานสมเป็นอาหารทะเลตามฤดูกาล

อีกหนึ่งห้องอาหารที่น่าสนใจไม่แพ้กันได้หลบซ่อนอยู่ในโรงแรม The Karl Lagerfeld ซึ่งอยู่ในพื้นที่ Grand Lisboa Palace Resort Macau ห้องอาหารแห่งนี้ออกแบบโดย Karl Lagerfeld เราจึงเห็นความเป็นดีไซเนอร์ระดับตำนานในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในห้องอาหาร Mesa (ในภาษาโปรตุเกส แปลว่า โต๊ะ) เสิร์ฟอาหารและค็อกเทลสูตรโปรตุเกสสไตล์ร่วมสมัย และใช้วัตถุดิบพรีเมียมตามฤดูกาล

ในการตกแต่งรายล้อมด้วยสีดำ ทอง และขาว อันเป็นเฉดสีโปรดของ Karl รวมถึงรูปทรงแบบเรขาคณิตที่ผสมผสานกับการตกแต่งแบบตะวันออก อย่างบาร์ค็อกเทลก็ได้แรงบันดาลใจจากกรงนกจีน ส่วนเก้าอี้ก็มีลวดลายฉลุแบบจีนเช่นกัน

โดยนี่ถือเป็นครั้งแรกที่เราได้ลองทานอาหารโปรตุเกสร่วมสมัย ซึ่งพนักงานก็แนะนำให้เราฟังด้วยว่าสูตรอาหารที่เสิร์ฟในห้องอาหารนี้บ้างก็เป็นต้นตำรับโปรตุเกส บ้างก็ถูกปรับให้ร่วมสมัย อย่างเมนู Seafood Rice and Caviar ที่ใช้ข้าว Carolina จากโปรตุเกสที่ปรุงในน้ำซุปซีฟู้ด ท็อปด้วยเครื่องซีฟู้ด เป็นจานที่พอทานข้าวก็จะได้รสชาติเข้มข้นและให้กลิ่นอายของทะเลแบบเต็ม ๆ ส่วนเครื่องก็สดใหม่เช่นกัน
ระหว่างทานอาหารแนะนำให้แหงนหน้ามองบนเพดาน จะเจอจอ LED ฉายภาพธรรมชาติอันร่มรื่นที่อิงมาจากเพดานสตูดิโอของ Karl ในกรุงปารีส

หากคุณได้มาเยือน Grand Lisboa Palace Resort Macau ในช่วงนี้จนถึงวันที่ 26 ตุลาคม ปี 2025 จะได้พบกับ ‘Picasso: Beauty and Drama’ นิทรรศการที่โรงแรมลงทุนขนผลงานของปิกัสโซข้ามน้ำข้ามทะเลจาก Museo Casa Natal Picasso มาจัดแสดงบนพื้นที่ชั้น 2 เนรมิตพื้นที่ให้เป็นตรอกซอกซอยในสเปน จัดแสดงผลงานต้นฉบับกว่า 140 ชิ้น แบ่งเป็น 7 ห้องแกลเลอรี ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสกับชีวประวัติ แรงบันดาลใจ ความสนใจอันลึกซึ้งต่อวัฒนธรรมต่าง ๆ ของปิกัสโซที่สะท้อนผ่านผลงานแต่ละชิ้น

เริ่มตั้งแต่แรงบันดาลใจในการเพนต์ภาพหญิงสาวคนสำคัญอย่าง Francoise Gilot และ Jacqueline Roque สะท้อนถึงชีวิตรักส่วนตัวในช่วงบั้นปลายชีวิตของปิกัสโซ แม้เขาจะไม่ให้สัมภาษณ์ถึงชีวิตส่วนตัวกับสื่อมากนัก แต่ผลงานเหล่านี้แสดงถึงความรักและความหลงใหลอันท่วมท้นที่เขามีต่อหญิงสาว 2 คน เพราะแต่ละคนจุดประกายและสร้างสรรค์แนวทางสร้างงานศิลปะใหม่ ๆ ให้เขา ทั้งในแง่เทคนิคและการถ่ายทอดสัญลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ในงานศิลปะ

ถัดมาในห้องที่เต็มไปด้วยงานเซรามิกแตกกระจายเต็มพื้นห้อง เพราะนิทรรศการตั้งใจอ้างอิงมาจากคำพูดของปิกัสโซ Learn the rules like a pro, so you can break them like an artist. ผลงานในห้องนี้เป็นคอลเลกชันจานและแจกันที่ปิกัสโซนำรูปทรงของภาชนะมาดัดแปลงให้เข้ากับสไตล์ อย่างใบหน้าบนจานหรือนกฮูกบนแจกัน ซึ่งนกเป็นหนึ่งในสัตว์ที่เขาหลงใหลจนถึงขั้นรับนกฮูกที่บาดเจ็บมาเลี้ยง

ห้องถัดมาเป็นห้องที่แสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่ปิกัสโซมีต่อวงการศิลปะ เพราะเขาเป็นศิลปินที่แหกขนบดั้งเดิมของศิลปะในสมัยนั้นเพื่อสร้างนิยามใหม่ ในห้องนี้จึงเต็มไปด้วยผลงานที่แต่ละฝั่งมีสไตล์ไม่เหมือนกัน บางชิ้นฝั่งหนึ่งมีรายละเอียดละเอียดยิบ ขณะที่อีกฝั่งเรียบง่าย รวมถึงจัดแสดงภาพสเกตช์ของจริงของหนึ่งในงานมาสเตอร์พีซ Les Demoiselles d’Avignon

ปิกัสโซหลงใหลในเรื่องเล่าตำนานกรีกและโรมัน โดยเฉพาะเหล่าสัตว์ในเทพนิยาย ทั้งเซนทอร์หรือครึ่งคนครึ่งม้า มิโนทอร์หรือครึ่งคนครึ่งวัว และฟอนหรือครึ่งคนครึ่งแพะ ในห้องนี้จึงเป็นผลงานที่เขานำรูปร่าง-รูปทรงของฟอนมาทำเป็นงานสเกตช์ เพนติ้ง ไปจนถึงเซรามิกที่แสดงภาพฟอนในหลายอิริยาบถ

อีกสิ่งหนึ่งที่ปิกัสโซหลงใหลก็คือการแสดงต่อสู้กับกระทิงหรือ Corrida de Toros เป็นการแสดงขึ้นชื่อของสเปน ประเทศบ้านเกิดของเขา โดยมีจุดเริ่มต้นจากที่คุณพ่อพาเขาไปดูกระทิงต่อสู้มาตั้งแต่เด็กในเมืองบ้านเกิด Málaga โตมาเป็นศิลปินแล้วเขาก็ยังไปชมอยู่บ่อยครั้ง
นี่จึงเป็นช่องทางที่ปิกัสโซเผยแพร่วัฒนธรรมสเปน นำรายละเอียดการปะทะกันอย่างดุเดือดของกระทิง มาทาดอร์ และม้าที่มาทาดอร์ขี่สู้กับกระทิง มาสเกตช์และมาเพนต์เป็นผลงาน

ปิกัสโซเป็นศิลปินนักทดลอง จึงมีโซนแสดงเทคนิคของเขาด้วย ทั้งการเพนต์ การพิมพ์ การแกะสลัก การปั้น และสื่อผสมที่ผสมผสานหลายเทคนิคเข้าด้วยกัน เขาเรียนรู้แต่ละเทคนิคตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน ก่อนจะแตกแขนงเป็นการทดลองหลายรูปแบบ และสร้างสไตล์ที่เฉพาะตัวในท้ายที่สุด ถือเป็นห้องที่เราประทับใจ เพราะมีทั้งวิดีโอ อุปกรณ์ และผลงานให้ดูในห้องเดียว

ในห้องสุดท้ายเป็นห้องจัดแสดงผลงาน 10 ชิ้นที่เป็นเหมือนบทสรุปของนิทรรศการ Picasso: Beauty and Drama ที่สะท้อนถึงเรื่องราว ครอบครัว ตัวตน และพรสวรรค์ของปิกัสโซ ไล่เรียงมาตั้งแต่ภาพของภรรยาและลูก งานเซรามิก งานเพนต์ Corrida de Toros และที่เราชอบที่สุดคือปิกัสโซนำผลงาน The Luncheon on the Grass ของ Édouard Manet มาตีความใหม่ และนำเสนอในสไตล์ของตัวเอง สร้างความแปลกใหม่ให้กับมาสเตอร์พีซชิ้นนี้แบบพลิกเลยทีเดียว

นอกจากเต็มอิ่มกับงานศิลปะในโรงแรม เรายังเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการออกไปเที่ยวในตัวเมือง เพียงนั่ง Shuttle Bus ของโรงแรมแค่ 15 นาที ก็จะถึง Senado Square จัตุรัสใจกลางเมืองที่โอบล้อมด้วยอาคารเก่าแก่แบบโปรตุเกส ที่นี่มีจุดน่าสนใจเป็นอาคาร Leal Senado ที่สร้างขึ้นในปี 1784 เป็นอาคารประชุมว่าราชการของเจ้าหน้าที่โปรตุเกสและจีน และเคยเป็นที่ทำการของสำนักงานเทศบาลมาเก๊า หลังจากมาเก๊าหลุดจากการเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสแล้ว ปัจจุบันเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและพิพิธภัณฑ์ที่นำเสนอประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของมาเก๊า

ไม่ไกลจาก Senado Square เป็นทางเดินลาดชันที่สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านอาหารร้านขายของ นำทางเราไปสู่แลนด์มาร์กสำคัญที่สุดของเมืองมาเก๊าอย่าง Ruins of St.Paul’s สร้างขึ้นในปี 1602 – 1640 เดิมทีเคยเป็นมหาวิทยาลัยสไตล์ตะวันตกแห่งแรกที่มาตั้งในดินแดนตะวันออก สร้างโดยช่างฝีมือทั้งจากมาเก๊า จีน ญี่ปุ่น และสอนนักเรียกจากหลากหลายชาติ ก่อนจะถูกไฟไหม้ในปี 1835 หลงเหลือเพียงซากด้านหน้าที่อัดแน่นไปด้วยสัญลักษณ์ทางคริสต์ศาสนา ควบคู่ไปกับสัญลักษณ์ของจีนและโปรตุเกสสอดแทรกเข้าไปตามมุมต่าง ๆ ของหน้าโบสถ์

และที่ห้ามพลาดเลยหากใครไปเยือนมาเก๊าในช่วงนี้จนถึงวันที่ 19 ตุลาคม เพราะแกลเลอรีทั่วทั้งเมืองมาเก๊าพร้อมใจกันตบเท้าเข้าร่วมเทศกาล Macao International Art Biennale 2025 รวมถึงนิทรรศการ ‘Picasso: Beauty and Drama’ ก็เป็นหนึ่งในไฮไลต์ของเทศกาลนี้เช่นกัน และอีกสถานที่ที่เราเลือกไปในทริปนี้คือ Macao Museum of Art ที่จัดแสดงนิทรรศการหลัก มีทั้งศิลปินมาเก๊าและศิลปินต่างประเทศมาโชว์กันแบบละลานตา สอดแทรกเรื่องราวของมาเก๊าและนวัตกรรมใหม่ ๆ ในวงการศิลปะให้เราทึ่งกับทั้งเทคนิคและคอนเซปต์ทุกชิ้น บอกเลยว่าขนาดเรามีเวลาแค่ 2 ชั่วโมงยังแทบจะเก็บนิทรรศการนี้เกือบไม่ครบทุกจุด แนะนำว่าใครไปก็เผื่อเวลาไว้สักครึ่งวันนะ

Grand Lisboa Palace Resort Macau มีกิจกรรมให้ทำเยอะมาก ทั้งเดินดูงานศิลปะรอบโรงแรม พักผ่อนหย่อนใจในสวน ทานอาหารหลายสไตล์ในห้องอาหารที่ตกแต่งอย่างวิจิตร และเข้าชมนิทรรศการ Picasso: Beauty and Drama และแม้โรงแรมสุดโอ่อ่าแห่งนี้จะคดเคี้ยวและยิ่งใหญ่ราวกับเขาวงกต แต่ก็เป็นเขาวงกตที่ทำให้เราเพลิดเพลินได้ทุกมุม
Write on The Cloud
Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ
