8 มีนาคม 2025
2 K

ทันทีที่เครื่องบินเริ่มบินฉวัดเฉวียน ซ้ายที ขวาที ก็รู้แล้วว่าพวกเรากำลังจะลงจอดในเมืองแห่งเทือกเขาที่ลมแรงไม่เป็นสองรองใคร

“ภูฏานคือดินแดนที่ครองพื้นที่พิเศษในจินตนาการของผู้คนทั่วโลก” Carissa Nimah ชาวออสซี่ผู้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของ Department of Tourism Bhutan กล่าวไว้อย่างนั้น

แต่จินตนาการก็ไม่เท่าได้มาสัมผัสและทำความเข้าใจกับดินแดนแห่งนี้ด้วยตัวเอง

เมื่อได้รู้ว่าเราและสื่อชาวไทยคนอื่น ๆ จะได้ไปเที่ยวราชอาณาจักรภูฏาน ภายใต้การดูแลของ Department of Tourism Bhutan ความตื่นเต้นก็มาเยือน

ผลปรากฏว่า นอกจากความสนุกแล้ว เรายังได้เปิดโลกทัศน์ในหลายด้าน ตั้งแต่ความเชื่อ การกิน การอยู่ และยังได้ฟังความตั้งใจในการพัฒนาเมืองแห่งสติอย่าง Gelephu จากคาริสซ่า ผู้เป็นกรรมการผู้จัดการด้านการท่องเที่ยวของ Gelephu Mindfulness City โดยเฉพาะ

“คนชอบเข้าใจว่าภูฏานเป็นประเทศที่โดดเดี่ยวและหยุดนิ่งอยู่กับกาลเวลา” คาริสซ่าตอบ เมื่อเราถามว่า อะไรเป็นสิ่งที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับภูฏาน “แต่ในความเป็นจริง ภูฏานกำลังมีจังหวะก้าวที่รอบคอบ เปิดรับเทคโนโลยีและความก้าวหน้า ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาคุณค่าและอัตลักษณ์ของตนไว้ได้”

และนี่คือบันทึกประสบการณ์ฉบับย่อ (ย่อแล้วจริง ๆ) จากการไปเยือนแดนหิมาลัยในครั้งนี้

Intro to Bhutan

ประสบการณ์แบบภูฏาน ๆ ที่เราได้พบเป็นอย่างแรก คือการที่ไกด์ชื่อ เทียนลี่ นำผ้าสีขาวมาคล้องแขนเพื่อต้อนรับที่สนามบิน

หลังจากแนะนำตัวเป็นภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่วแล้ว เทียนลี่ก็อธิบายคร่าว ๆ ว่ากำลังจะพาเราไปเยือนที่ไหนบ้าง เราจะได้เที่ยววัดในเมือง Paro เมือง Thimphu เยือนเมือง Punakha เพื่อดู Punakha Dzong ศูนย์กลางการปกครอง วัดพุทธ ป้อมปราการทางทหาร และจะได้ขึ้น Taktsang ไปดู Tiger’s Nest วัดที่สวยงามที่สุดด้วย

“คนภูฏานแทบทุกคนพูดภาษาอังกฤษได้ เพราะร่ำเรียนกันมาตั้งแต่เด็ก แม้แต่ชนบทห่างไกลก็ยังพูดกันได้ จะมีแต่รุ่นสูงอายุที่ไม่ค่อยสันทัด” เทียนลี่ว่า

อากาศเดือนมกราคมที่นี่เย็นทีเดียว ถึงในแอปฯ จะบอกตัวเลข 10 องศาเซลเซียสกลาง ๆ หากด้วยภูมิประเทศความเป็นหุบเขาก็ทำให้ลมพัดแรงจนรู้สึกเหมือนอากาศเย็นยะเยือกกว่านั้น

ถนนหนทางที่นี่คดเคี้ยวขึ้นไปตามภูเขา หวาดเสียวเล็กน้อยสำหรับคนที่มาจากเมืองที่ถนนราบเรียบ แต่คนที่นี่คงฝึกขับรถมากับถนนแบบนี้ ทุกอย่างจึงดำเนินไปด้วยความปลอดภัย

บ้านเรือนที่นี่หน้าตาทำนองเดียวกันทั้งประเทศ เป็นสถาปัตยกรรมแบบประเพณีที่แม้แต่เป็นห้างร้านใด ๆ ก็ต่างกันแค่ป้ายร้าน นอกจากนี้ยังมีการกำหนดสีหลังคาตามประเภทอาคาร เช่น บ้านเรือน วัดวา อาคารราชการ หรืออาคารพาณิชย์ ถ้าหาข้อมูลมาก่อน มองไปก็รู้ฟังก์ชันของอาคารนั้น ๆ ได้เลย

ระหว่างทางก็จะพบกับธงสี ๆ ที่สะบัดตามแรงลมอยู่เป็นระยะ ๆ ส่วนใหญ่ตามริมถนนจะเป็นแบบที่ห้อยจากเชือกที่ผูกระหว่างต้นไม้ ส่วนบนเขาหรือใกล้สถานที่สำคัญจะเป็นธงที่ติดกับเสาสูงหลายเสาด้วยกัน

ธงนี้ไม่ได้มีเพื่อการตกแต่ง (แต่ก็ต้องยอมรับว่า พอถนนมีธงพวกนี้แล้วมีชีวิตชีวา มองเพลินสุด ๆ) สีบนธงมีความหมายถึงธาตุทั้ง 5 สีฟ้า-ท้องฟ้า, สีขาว-ลม, สีแดง-ไฟ, สีเขียว-น้ำ, สีเหลือง-ดิน บ่งบอกถึงวัฒนธรรมของภูฏานและพุทธศาสนานิกายวัชรยาน (Vajrayāna) เป็นอย่างดี 

เชื่อกันว่าธงเหล่านี้มีมนตรา และลมจะพัดพาคำอธิษฐานไปเพื่อความสงบสุข ความเมตตา และปัญญาด้วย

เทียนลี่พาเราไปสถานที่ทางศาสนาหลายแห่ง เช่น ‘Kyichu Lhakhang’ หนึ่งในวัดที่เก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในภูฏาน และ ‘Kuensel Phodrang’ ที่ไม่ได้เป็นวัด แต่เป็นอุทยานและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปโดร์เดนมา (Buddha Dordenma Statue) ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวโรกาสครบรอบ 60 ปีของ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก

ภายในวัดนิกายวัชรยานนั้นสงบเงียบ ค่อนข้างมืด และมีบรรยากาศต่างไปจากวัดนิกายเถรวาทอยู่มาก ทั้งเทคนิคการทำพระพุทธรูป การใช้สี หรือสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนาต่าง ๆ ที่ตีความต่างออกไปจากที่เราคุ้นเคย เช่น ผ้าสีสันที่ห้อยลงมาจากเพดานแสดงถึงกายาของพระพุทธเจ้า หรือการใช้ ‘วัชระ’ (Vajra) อาวุธของพระอินทร์ในศาสนาฮินดูเป็นตัวแทนของปัญญาอันบริสุทธิ์และการหลุดพ้น

ถัดจากรูปเคารพต่าง ๆ ก็จะเห็น ‘ตอร์มา’ (Torma) ขนมข้าวบาร์เลย์ ดูคล้ายเค้กแต่หน้าตาอลังการ (มาก) วางอยู่เต็มไปหมด เหล่านี้เป็นเครื่องบูชาในพิธีกรรม เพื่อถวายแด่พระพุทธเจ้า เทพ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 

พอเทียนลี่บอกว่าเป็นฝีมือของพระ เราก็แอบคิดในใจว่า การจะบวชเรียนที่นี่ได้คงต้องมีทักษะที่คาดไม่ถึงหลายอย่างเลย

ส่วนของที่ญาติโยมนำมาถวายก็ต่างจากวัดแถวบ้านเรามาก แทนที่จะเป็นเครื่องสังฆทาน ข้าวของเครื่องใช้สำหรับพระภิกษุ ที่นี่กลับเต็มไปด้วย ‘นม’ เครื่องบูชาที่เป็นสัญลักษณ์ของความเมตตา ความบริสุทธิ์ และความอุดมสมบูรณ์ 

เราทุกคนถูกห้ามไม่ให้ถ่ายภาพภายในอาคาร เราจึงมีเวลายืนดูพระสงฆ์สวดมนต์ไป นับลูกประคำไปด้วย สังเกตสังการายละเอียดเล็ก ๆ ในวัดด้วยตาของตัวเอง 

อีกอย่างที่เราเห็นบูชากันทั่วไปในเมือง ทั้งตามวัดและตามบ้าน คืออวัยวะเพศชาย (Phallus) ซึ่งมีที่มาจากพระลามะวัชรยานที่มีชื่อเสียงจากทิเบต อย่าง Drukpa Kunley หรือที่เรียกว่า ‘พระบ้าแห่งทิเบต’ (The Divine Madman) 

พระลามะรูปนี้เป็นที่รู้กันว่าใช้วิธีสอนแปลกประหลาดและขบขันเพื่อทำลายกฎเกณฑ์ทางศาสนาและสังคม ซึ่งตำนานถึงกับเล่าว่าเขาใช้ ‘สายฟ้าแห่งปัญญา’ (Thunderbolt of Flaming Wisdom) หรืออวัยวะเพศของเขาในการปราบปีศาจด้วย

ในบริบทของภูฏานทุกวันนี้ จู๋เป็นสัญลักษณ์ของการปกป้อง ความอุดมสมบูรณ์ ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และให้พรแก่ผู้ต้องการมีบุตรได้ จึงเป็นเรื่องปกติมากที่จะเห็นจู๋ไม้หน้าตาหลากหลายเรียงรายอยู่ตามร้านขายของที่ระลึก จนนักท่องเที่ยวอยากซื้อกลับบ้านไปตาม ๆ กัน

ได้ยินมานานแล้วว่าผู้คนที่นี่ใช้ชีวิตกับพุทธศาสนาอย่างแนบสนิท แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าคนรุ่นใหม่ ๆ อย่างเรา ๆ ยังอินอยู่รึเปล่า ซึ่งเทียนลี่ก็ให้คำตอบอย่างชัดเจนว่า ชาวภูฏานทุกคนยังศรัทธาอยู่มาก

ภายในวัดภูฏาน เราจะเห็น ‘น้ำถวายเจ็ดขัน’ (Seven Offering Bowls of Water) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมการแสดงความเคารพต่อพระพุทธเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทียนลี่บอกว่า นอกจากในวัด บ้านทุกคนก็มี 7 ขันตั้งอยู่ และต้องเปลี่ยนใหม่ให้บริสุทธิ์อยู่ทุกวัน ซึ่งหน้าที่เปลี่ยนน้ำนั้นเป็นของทุกคนในบ้านที่สะดวก จะวัยรุ่น เด็ก คนเฒ่าคนแก่ ใคร ๆ ก็ทำกันด้วยความศรัทธาทั้งนั้น 

ต่างไปจากบ้านเราที่ปัจจุบันนี้มีแนวคิดที่หลากหลาย พุทธมาก พุทธน้อย นับถือศาสนาอื่น ความเชื่ออื่น ๆ ไปจนถึงไม่มีศาสนาเลย

แต่ในความเข้มข้นเท่าเดิม ข้อบังคับก็ลดลงไปตามสมัย

เทียนลี่เล่าว่า เมื่อก่อนนี้ หากครอบครัวไหนมีลูกชาย 3 คน 1 ใน 3 จำเป็นต้องบวชเป็นพระ แต่ปัจจุบันนี้อยู่ที่ความสมัครใจของทุกคนเท่านั้น

ซึ่งนอกจากนี้ ก่อนที่พุทธศาสนาจะเข้าไปในภูฏาน คนที่นี่ก็นับถือ Bonism ซึ่งเป็นความเชื่อทางจิตวิญญาณโบราณที่บูชาธรรมชาติ ทุกวันนี้วัฒนธรรมของภูฏานก็ยังคงมี Bonism เป็นพื้นฐาน และผสมปนเปไปกับความเป็นพุทธด้วย

ถัดจากความเชื่ออันเข้มข้น วัฒนธรรมภูฏานอีกอย่างที่นักท่องเที่ยวอย่างเราได้สัมผัสในทุกวัน คืออาหารการกิน

มื้อที่เราชอบที่สุดคือมื้อเย็นที่เราไปถึงภูฏานวันแรก เทียนลี่พาเราขึ้นรถไปยังเกสต์เฮาส์เก่าแห่งหนึ่ง พวกเราเข้าไปนั่งในห้องที่มีนั่งกินข้าวเป็นโต๊ะเตี้ยและเบาะเล็ก ๆ มีตู้ มีข้าวของเครื่องใช้ มีรูปสมเด็จพระราชา สมเด็จพระราชินี คนสำคัญของประเทศ และสิ่งที่พวกเขาเคารพบูชา ให้ความรู้สึกเหมือนบ้านคน จะขาดก็แค่รูปรับปริญญา ถ้ามีก็คงไม่ต่างจากบ้านคนไทยเลย

อาหารอย่างแรกที่มาเสิร์ฟคือ Bho Jha หรือ Butter Tea ที่ต้องโรยข้าวพองก่อนดื่ม ทุกคนลงความเห็นว่าเหมือนซุปมากกว่าชา

เทียนลี่คงเห็นว่าเราตื่นเต้นกับเครื่องดื่มแปลกใหม่กัน เลยเพิ่มความตื่นเต้นให้ด้วยไวน์ท้องถิ่นที่มาในภาชนะหน้าตาน่าสนใจ คราวนี้ทุกคนลงความเห็นว่ารสชาติเหมือนสาเกมากกว่าไวน์

ใด ๆ คือเราประทับใจชาที่เหมือนซุปมากกว่าไวน์ที่เหมือนสาเก จนถึงกับขอจดชื่อจากไกด์และถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก

นั่งสักพักอาหารชุดใหญ่ก็มาเสิร์ฟ พร้อมด้วยข้าวสวยเป็นโถ กินข้าวและกับข้าวแบบที่คนไทยคุ้น บางจานมีช้อนกลางไว้ให้ใช้ บางจานไม่มีน้ำก็ใช้ที่คีบแทน

ถ้าให้อธิบายอาหารภูฏานคร่าว ๆ คือจริง ๆ แล้วก็เป็นอาหารเอเชีย ไม่ห่างจากอาหารไทยมาก บางเมนูหน้าตาจืด ๆ ธรรมดา ๆ แต่อร่อยแบบเซอร์ไพรส์ก็มี (สำหรับมื้อนี้คือซุปวัววุ้นเส้น อร่อยเหาะ)

ส่วนที่ต่างจากอาหารไทยจริง ๆ คือ ‘ชีส’ เช่นที่ปรากฏในเมนู Ema Datshi หรือ ผัดพริกชีส ซึ่งอร่อยมากเหมือนกัน ภูฏานมีวัฒนธรรมผลิตและบริโภคชีสกันมาหลายร้อยปี โดยเชื่อว่าเริ่มจากใช้นมของจามรี (Yak) สัตว์ประจำถิ่น พอมีชีสอยู่ในอาหารก็รู้สึกว่ามาถึงเมืองหนาวเข้าแล้ว เราคิดว่าคนไทยจะชอบอาหารภูฏานได้ไม่ยาก เหมือนที่คนภูฏานก็ชอบอาหารไทย เทียนลี่บอกว่าคนภูฏานไปเที่ยวไทยกันเยอะมาก เขาเองก็ไปเป็นสิบครั้งแล้ว และชอบต้มยำเป็นพิเศษ

มื้อนี้ชาวไทยนั่งขัดสมาธิ ใช้ช้อนส้อมกินเหมือนอยู่บ้าน ส่วนคนพื้นที่อย่างเทียนลี่ใช้มือกินอย่างชำนาญตั้งแต่ต้นจนจบ

หลังจากนั้นเราก็ได้ดื่ม Butter Tea ที่ร้านอาหารอีกหลายที่ บางที่มีเต้นรำให้ดูด้วย แต่ไม่มีครั้งไหนจะตราตรึงเท่ามื้อแรกในภูฏานเลย

Mindfulness City in the Making

เรื่องน่าตื่นเต้นของประเทศในตอนนี้ คือภูฏานกำลังอยู่ระหว่างปั้นเมืองชื่อ ‘Gelephu’ ให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟูและการใช้ชีวิตอย่างมีสติ ซึ่งเราได้คุยกับ Carissa Nimah ชาวออสซี่ผู้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของ Department of Tourism Bhutan และกรรมการผู้จัดการด้านการท่องเที่ยวของ Gelephu Mindfulness City โดยเฉพาะ

“ภูฏานเป็นประเทศที่ต้อนรับผู้คนด้วยความอบอุ่นมาก แต่ถ้าจะอยู่ที่นี่ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนบางอย่างเหมือนกันนะคะ” คาริสซ่าเล่าถึงสมัยที่เธอย้ายมาทำงานที่ประเทศพิศวงแห่งนี้เป็นครั้งแรก

“เราต้องให้ความสำคัญกับสติ ความอดทน ความเรียบง่าย และต้องมีความเคารพลึกซึ้งต่อขนบธรรมเนียมและจิตวิญญาณ ซึ่งไม่ใช่แค่ส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมภูฏานเท่านั้น แต่ทั้งหมดนั้นหลอมรวมเข้ากับชีวิตประจำวันไปเลยค่ะ”

เป็นความบังเอิญที่น่ายินดี จริง ๆ แล้วก่อนจะมาอยู่ภูฏาน คาริสซ่าก็เคยอยู่ประเทศไทยมาแล้วถึง 8 ปี ซึ่งเธอบอกว่าประสบการณ์ในเอเชียครั้งนั้นทำให้เธอปรับตัวกับภูฏานได้ไม่ยากจนเกินไป

สำหรับ Gelephu Mindfulness City โปรเจกต์นี้เริ่มต้นด้วยการวิจัยอย่างละเอียดและมีการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ อย่างรอบคอบ ทั้งด้านผังเมือง ความยั่งยืน การลงทุน และพัฒนากรอบกฎหมายเพื่อให้แน่ใจว่าการเติบโตจะเป็นไปอย่างมีความรับผิดชอบ

  คาริสซ่าบอกว่า เมือง Gelephu ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมาก ทั้งทำเรื่องพลังงานหมุนเวียน ใช้พลังงานน้ำ-พลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานหลักของเมือง สร้างอาคารประหยัดพลังงาน มีระบบจัดการขยะอัจฉริยะ ทำ Urban Farming ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูป่าไม้ และมีระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

  เรียกได้ว่าครบจบองค์ประกอบเมืองแห่งความยั่งยืนไปเลย

  ที่สำคัญคือการพัฒนาทั้งหมดนี้สอดคล้องกับค่านิยมของภูฏานที่ให้ความสำคัญกับธรรมชาติ พุทธศาสนา รวมถึงแนวคิดความสุขมวลรวมประชาชาติ (GNH) 

  การออกแบบสถาปัตยกรรมที่เมืองนี้ก็น่าสนใจ เพราะผสานเอกลักษณ์ดั้งเดิมเข้ากับโครงสร้างสมัยใหม่ที่ยั่งยืน ส่วนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ วัด ศูนย์วัฒนธรรม ก็ผนวกไว้ด้วยกัน เป็นการรักษาจิตวิญญาณและวัฒนธรรมของภูฏานในสภาพแวดล้อมเมืองที่ก้าวหน้า

  และสำคัญที่สุด คือที่นี่ให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และศิลปะ ไปพร้อม ๆ กับการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วย

  ถ้าถามว่าแล้วเมืองนี้มี Mindfulness อย่างที่ว่ายังไงบ้าง

  เมืองนี้จัดสรรพื้นที่เฉพาะสำหรับการทำสมาธิ-รีทรีต และกิจกรรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน พื้นที่สาธารณะในเมืองก็ออกแบบให้สงบผ่อนคลาย ทั้งยังมีโปรแกรมศึกษาที่เน้นการฝึกสติ ความยั่งยืน และการดูแลสุขภาพอย่างองค์รวม

  เป้าหมายถัดไปของเมืองคือการเปลี่ยนจาก ‘โครงการพัฒนาใหม่’ เป็นศูนย์กลางด้านความยั่งยืนและนวัตกรรมที่เชื่อมต่อกับทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญทั่วทุกมุมโลกมาที่นี่ และกลายเป็นต้นแบบของเมืองที่เติบโตโดยไม่ละทิ้งคุณค่าทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม

  “ภูฏานกำลังกำหนดให้ตัวเองเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักเดินทางที่มีจิตสำนึก ผู้ที่แสวงหาประสบการณ์ที่มีความหมาย”

  เธอบอกว่าตอนนี้ภูฏานกำลังส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่นอกเส้นทางหลัก การท่องเที่ยวตามฤดูกาล และการรีทรีตเพื่อสุขภาพอย่างเต็มที่

  ครั้งนี้เรามาเยือนภูฏานแบบที่ยังไม่ได้แวะไปส่อง Gelephu ด้วยเมืองกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา และด้วยระยะทางที่ห่างจากเมืองหลวง Thimphu และเมืองสนามบิน Paro เกิน 200 กิโลเมตร

แต่เชื่อว่าในอนาคต ชื่อของ Gelephu คงติดอยู่ใน Bucket List ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยเฉพาะคนที่สนใจด้าน Mindfulness เป็นพิเศษ

Ed Sheeran in Their Area!

“ได้ยินว่านี่คือ International Concert ครั้งแรกของภูฏาน ผมดีใจมากเลยครับที่ได้มาเจอพวกคุณ!” 

นี่คือคำพูดทักทายของ Ed Sheeran บนเวทีที่สเตเดียมแห่งชาติของภูฏาน ณ เมืองหลวงอย่าง Thimphu ที่ทำเอาชาวภูฏานดีใจกันมาก ส่วนเราที่เป็นคนนอกก็ได้แต่ยืนขนลุกที่ได้มาเป็นสักขีพยานวันแห่งประวัติศาสตร์นี้

คอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นอีกผลงานของ Department of Tourism Bhutan ที่ทำเอาคาริสซ่าวิ่งหัวหมุนในวันจัดงาน เราไม่ได้ถามเธอเป็นพิเศษเรื่องวิสัยทัศน์ใด ๆ เกี่ยวกับคอนเสิร์ตนี้ แต่สำหรับเรา นี่คืออีกจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญของประเทศ

แรกมาเยือนประเทศนี้ เราได้สัมผัสกับพุทธศาสนานิกายวัชรยาน ได้ชิมอาหารแบบที่นักท่องเที่ยวจะได้ชิมถ้าได้มาที่นี่ แต่การได้ดูคอนเสิร์ตครั้งนี้ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้รู้จักภูฏานในอีกมิติ

ด้วยบัตรราคาเริ่มต้นเพียง 860 งุลตรัม (ประมาณ 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 336 บาท) คอนเสิร์ตครั้งนี้มีชาวภูฏานหลั่งไหลมาดู Ed Sheeran เล่นสดมากมาย แถวต่อคิวเข้างานยาวไปหลายร้อยเมตร มีทั้งผู้ใหญ่ เด็ก และมากที่สุดคือประชากรวัยรุ่น 

ระหว่างรอคอนเสิร์ตเริ่ม

2 ชั่วโมงในสเตเดียมก่อนที่ Ed Sheeran จะเริ่มร้องเป็นเวลามากพอให้เรายืนสังเกตชาวภูฏาน ตั้งแต่หน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์ ภาษา สังคมกลุ่มเพื่อน แล้วก็ได้เห็นทุกคนร้องตามเมื่อวงในประเทศ ชื่อ Rebellions Bhutan มาเล่นเปิดด้วย

อีกอย่างที่น่าสังเกตก็คือเสื้อผ้า ด้วยอุณหภูมิตอนใกล้ค่ำประมาณ 8 องศาเซลเซียสที่ออกจะหนาวกว่าที่ควรเพราะลมพัดแรง แน่นอนว่าชาวไทยอย่างเราเตรียมเสื้อผ้าอุ่น ๆ มาอย่างแน่นหนา แต่ชาวภูฏานดูจะอดทนเก่งกว่ามาก เราจึงเห็นตั้งแต่คนใส่เสื้อกันหนาวบาง ๆ ไปจนถึงสาว ๆ ที่มาในแฟชั่นกระโปรงสั้น (ด้วยสีหน้าชิลล์ ๆ)

ปกติในเมืองเราจะเห็นคนใส่ชุดพื้นเมืองปะปนไปกับชุดไปรเวททั่วไป เทียนลี่บอกว่าผู้คนที่นี่ใส่ทั้ง 2 แบบกันตามสะดวกใจ แต่ในงานสำคัญที่มีการรวมตัวกัน ทุกคนจะต้องใส่ชุดพื้นเมือง

งานในวันนั้นเป็นไปด้วยความสนุกสนาน ปะปนด้วยความอบอุ่นอวลไปทั่วสเตเดียม และเป็นประสบการณ์การดูคอนเสิร์ตที่ดีมากของเรา ชาวภูฏานดูคอนเสิร์ตกันอย่างตั้งใจ กรี๊ดกันพอหอมปากหอมคอ หยิบมือถือมาถ่ายเฉพาะฮุกแรก ที่เหลือดื่มด่ำกับโมเมนต์ตรงหน้า เป็น Culture Shock ในทางที่ดีของชาวไทยสายคอนเทนต์อย่างเรามาก ๆ

บางคนก็ดูออกว่าเป็นแฟนตัวยงของ Ed Sheeran ที่ร้องได้ทุกคำ ทุกพยางค์ของเพลงหน้า B ส่วนหลาย ๆ คนก็น่าจะไม่ใช่ (ดูจากเสียงตะโกนเรียกร้องให้เล่น Shape of You ในทุก ๆ การเปลี่ยนเพลง) แต่สิ่งสำคัญคือทุกคนดีใจกับ International Concert ครั้งแรกนี้ และต้อนรับอย่างให้เกียรติศิลปินมาก จน Ed Sheeran ที่ใส่เสื้อยืดสกรีนคำว่า Thimphu บนอก ยิ้มหน้าบาน สัญญาว่าจะกลับมาเยือนที่นี่อีก แบบพาพ่อแม่มาเที่ยวด้วย

  นอกจาก Ed Sheeran ต่อจากนี้คงจะมีศิลปินระดับโลกมาเยือนที่นี่อีก การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คงจะสร้างแรงบันดาลใจในเชิงสร้างสรรค์ให้คนรุ่นใหม่อีกมากมาย

Tra-Well

ถ้ามีการจัดอันดับโมเมนต์ที่ผ่อนคลายที่สุดในการมาเยือนเมืองหุบเขาแห่งนี้ แน่นอนว่าการมีขันตีอยู่บนหลัง พลางฟังเสียงร้องเพลงเพราะจากพนักงานสปา จะต้องติดอยู่บน Top Rank

น่าประทับใจจนเราที่ไม่เคยสนใจการตีขันมาก่อน แบกขันเล็ก ๆ กลับบ้านไปหัดตีเองเลยทีเดียว

ในทุกเมืองที่ไป พวกเราพักกันที่สาขาต่าง ๆ ของ The Six Senses โรงแรมที่ให้ความสำคัญกับ Wellness เป็นอย่างดี

การทำสปาครั้งนั้นเป็นครั้งที่เราได้กรอกแบบสอบถามเกี่ยวกับเงื่อนไขทางสุขภาพและความต้องการอย่างละเอียดที่สุด จนได้รับการนวดที่ตรงใจ ซึ่งนอกจากสปาก็ยังมีการบำบัดเยียวยาแบบอื่น ๆ ที่ประยุกต์มาจากวัฒนธรรมท้องถิ่นด้วย

เราจึงได้เห็นนักเดินทางคนอื่น ๆ ใช้เวลาอยู่ในโรงแรม นั่งสมาธิในบรรยากาศทิวเขา ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ของ The Six Senses อย่างคุ้มค่า

นอกเหนือจากกิจกรรมพิเศษ หากมาพักที่นี่ ทุกคนจะมีพนักงานโรงแรมที่คอยช่วยเหลือส่วนตัว ตั้งแต่พา Room Tour จุดเตาผิงให้เวลาที่อุณหภูมิใกล้ติดลบ นำกระเป๋าน้ำร้อนมาวางไว้ให้ในผ้าห่ม รวมถึงแนะนำสิ่งต่าง ๆ ในภูฏาน 

หากรู้สึกไม่สบายตัวกลางดึกก็ขอทดลองนอนกับหมอนพิเศษ 3 แบบของทางโรงแรมได้ (ส่วนตัวไม่ได้ทดลองบริการนี้เพราะเกรงใจ และรู้สึกว่าหมอนเดิมก็สบายดีมากแล้ว) ซึ่งพนักงานชาวภูฏานหลายคนน่ารัก เอาใจใส่ และภูมิใจนำเสนอประเทศของตัวเองมาก

ว่าด้วยเรื่องนักท่องเที่ยว ทริปนี้เราพบกับผู้คนจากหลากหลายประเทศระหว่างการเดินทาง

เราไปเยือน Simply Bhutan Living Museum ได้เต้นรำกับคนภูฏาน ได้ลองยิงธนูซึ่งเป็นกีฬาประจำชาติ พบกับชาวออสเตรเลียและชาวสิงคโปร์มาสนุกไปกับเราด้วย

จาก Living Museum ไปอุทยาน แวะชมจามรี (Yak) ที่มาของชีสในยุคก่อน และทักทาย ‘ทาคิน’ (Takin) สัตว์ประจำชาติที่เชื่อกันว่าพระบ้าแห่งทิเบตเป็นผู้สร้างขึ้น เราก็พบกับนักท่องเที่ยวคนเดิมกำลังคุยกับไกด์ของเธออย่างสนุกสนาน

ทุกวันนี้หากเที่ยวใน Thimphu หรือ Paro ไม่จำเป็นต้องมีไกด์เหมือนเมื่อก่อนแล้ว (เมืองอื่น ๆ ยังต้องมี) แต่โดยทั่วไปจะเห็นนักท่องเที่ยวมีไกด์คอยประกบ มีคนขับรถพาไปไหนมาไหน ซึ่งจากประสบการณ์ 5 วันที่ได้เที่ยวกับเทียนลี่ คอยถามสิ่งที่สงสัย ก็พบว่าตัวเองได้รู้จักความคิดของผู้คนในประเทศที่น่าสนใจนี้มากมาย

แม้จะไม่มีทางเข้าใจได้ทั้งหมดจริง ๆ เพราะไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เองก็ตาม

คนภูฏานคนสุดท้ายที่เราได้สัมผัส คือสาวขายหนังสืออายุเท่ากันที่สนามบิน Paro ก่อนขึ้นเครื่องเราแวะไปหานิยายอ่านสักเล่มสองเล่ม เธอแนะนำนักเขียนท้องถิ่นให้เราเป็นอย่างดี แต่บอกว่าโดยปกติแล้วตัวเองสนใจอ่านหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนามากกว่า

ทำเอานึกไปถึงคำพูดของเทียนลี่ที่ยืนยันว่าคนรุ่นใหม่ที่นี่ยังศรัทธาในศาสนาอยู่มาก

คาริสซ่าบอกกับเราว่า การใช้ชีวิตในภูฏานสอนให้เธอเห็นถึงความสำคัญของการชะลอจังหวะชีวิต แต่สำหรับเราที่มาเยือนในช่วงเวลาสั้น ๆ สิ่งที่ได้ไปคือเศษเสี้ยวความคิดของผู้คนที่เราได้พบเจอที่ทำให้กลับไปคิดกับชีวิตของตัวเองไปอีกนาน

ภาพ : Department of Tourism Bhutan, Pelorus Travel

Writer & Photographer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน