ฤดูกาลที่เปลี่ยนผ่าน ความทรงจำอันงดงามของการเดินทางยังอยู่ในใจเราเสมอ แสงแดดอ่อน สีสันของธรรมชาติ กลิ่นอายของฤดูกาลใหม่ แม้จะสัมผัสได้ถึงความเย็นของอากาศ ทว่าทำให้หัวใจละลายด้วยความอบอุ่น เช่นเดียวกับงานศิลปะที่แม้ผ่านกาลเวลามานับศตวรรษ ก็ยังคงเปล่งประกายอยู่ในใจอย่างไม่มีวันเลือนหาย

เราออกเดินทางด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยกลิ่นสีและผืนผ้าใบ เพราะตกหลุมรักในศิลปะแบบเรเนซองส์ (Renaissance) ยุคสมัยแห่งการฟื้นฟูศิลปวิทยาการและจิตวิญญาณของศิลปิน สร้างงานที่งดงาม สมจริง ละเมียดละไม อารมณ์ของภาพสงบงามจากภายใน ราวกับทำให้บุคคลหรือสถานที่นั้นมีชีวิตได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ทำให้เราต้องบินลัดฟ้ามาเยือน ‘ฟิเรนเซ (Firenze)’ หรือ ‘ฟลอเรนซ์ (Florence)’ ประเทศอิตาลี ดินแดนที่เป็นหัวใจแห่งเรเนซองส์ด้วยตัวเอง
ฟลอเรนซ์เปรียบเสมือนหญิงสาวผู้มีใจรักศิลปะ มีความหมายถึงการเติบโต เบิกบาน ความงอกงาม ความอุดมสมบูรณ์ ฟลอเรนซ์ที่เราเดินทางมาถึงก็เป็นเช่นนั้น จากกรุงเทพฯ สู่โรม เดินทางต่อด้วยรถไฟ มุ่งสู่ฟลอเรนซ์ เพื่อตามรอยศิลปินในยุคเรเนซองส์
เราปักหมุดกันที่ ‘หอศิลป์อุฟฟีซี (Galleria degli Uffizi)’ นี่คือหลักฐานสำคัญในความเอาใจใส่และบ่มเพาะงานศิลปะให้เติบโต หอศิลป์อุฟฟีซีรวบรวมผลงานศิลปะระดับโลกมากมายที่เราเห็นผ่านตาในหนังสือเรียนศิลปะ ในอดีตหอศิลป์ถือกำเนิดจากตระกูลเมดิชี ซึ่งเป็นตระกูลดังและร่ำรวยของเมือง พวกเขาสนับสนุนศิลปินและถือครอบครองผลงานศิลปะจำนวนมหาศาล

อุฟฟีซีกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของคนที่หลงใหลงานศิลปะ เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ทรงคุณค่าของโลก งานศิลปะทุกชิ้นได้รับการจัดแสดงและดูแลอย่างดี หากย้อนไปในประวัติศาสตร์ ที่นี่ก่อตั้งขึ้นเมื่อกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดย โคสิโมที่ 1 เดอ เมดิชี (Cosimo I de’ Medici) ผู้ปกครองเมืองฟลอเรนซ์ในเวลานั้น ผู้ออกแบบหอศิลป์คือ จอร์โจ วาซารี (Giorgio Vasari) สถาปนิกและจิตรกรเอก เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 1560 และแล้วเสร็จในปี 1581 สัมผัสได้ถึงความสงบเย็นปกคลุมตัวอาคาร ซึ่งตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำอาร์โนและจัตุรัสซินญอเรีย

แน่นอนว่าศิลปินระดับโลกหลายคนถือกำเนิดจากที่นี่ หรือเกี่ยวข้องกับเมืองฟลอเรนซ์ ถ้าให้ยกตัวอย่างชื่อที่คุ้นเคย ได้แก่ เลโอนาร์โด ดาวินชี (Leonardo Da Vinci), ซานโดร บอตติเชลลี (Sandro Botticelli), มีเกลันเจโล (Michelangelo) และอีกหลายคน
กลางเดือนเมษายนมีความสำคัญ เพราะเป็นเดือนเกิดของ เลโอนาร์โด ดาวินชี ศิลปินและนักสร้างสรรค์ผู้ยิ่งใหญ่ระดับโลก ทุกลมหายใจของเขาคือการเรียนรู้ตลอดชีวิต เลโอนาร์โดเกิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน ปี 1452 เขาได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญในสมัยเรเนซองส์ ผลงานศิลปะของเขาและผองเพื่อนร่วมยุคสมัยได้รับการรวบรวมจัดแสดงไว้ที่อุฟฟีซี มาก้าวข้ามประตูแห่งกาลเวลาเดินชมความงดงามของศิลปะที่หอศิลป์แห่งนี้ด้วยกัน
อุฟฟีซี ลมหายใจแห่งศิลปะของเมืองฟลอเรนซ์
การเข้าชมที่นี่ในช่วงเวลานักท่องเที่ยวมาเป็นจำนวนมากต้องวางแผนล่วงหน้าและรู้จักการอดทนรอคอย อาจจะใช้เวลารอถึง 5 ชั่วโมง หากจัดสรรเวลามาชมในช่วงเวลาเช้าแบบเราแล้ว ใช้เวลาไม่นานในการต่อแถวและซื้อตั๋วเข้าชม

เพียงแค่สัมผัสด้านหน้าของประตูทางเข้าก็ทำให้เราแทบลืมหายใจ สถาปัตยกรรมของตัวอาคาร รังสรรค์ให้ความรู้สึกสงบ ศักดิ์สิทธิ์ อากาศในวันที่เราเข้าชมเย็นสบาย ผู้คนที่มารอคอย พูดคุยกันอย่างแผ่วเบา โถงอาคารมีเสาและทางเดินแบบโรมัน ที่นี่มีห้องจัดแสดงกว่า 46 – 50 ห้อง แต่ละห้องร้อยเรียงตามช่วงเวลาและศิลปินผู้สร้างงาน มีป้ายบอกรายละเอียดของผลงานศิลปะแต่ละชิ้น
เรามาตามรอยจุดที่น่าสนใจในการเยี่ยมชม ด้วยผลงานโดนเด่นของศิลปินแห่งยุคสมัย ศิลปะแบบเรเนซองส์ (Renaissance) มักจะนำตำนาน เรื่องเล่า เทพในสมัยกรีกและโรมันกลับมาถ่ายทอดให้เสมือนมีชีวิตชีวาอีกครั้ง การวาดภาพของศิลปินมีเอกลักษณ์โดดเด่น ทั้งในเรื่องสัดส่วนที่งดงามและสมจริง การใช้แสงเงาเพื่อสร้างมิติให้กับภาพ สีสันที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สงบงาม และเปี่ยมชีวิตชีวา ทุกภาพที่ได้ผ่านตาเหมือนประตูที่เปิดสู่โลกใหม่ ความรู้และความงามแห่งศิลปะได้ผสานกันอย่างลงตัว
แรกเริ่มสู่โลกของศิลปะ เลโอนาร์โด ดาวินชี
เราเชื่อแน่ว่า เลโอนาร์โด ดาวินชี (Leonardo Da Vinci) คือชื่อที่ทุกคนในโลกรู้จัก เขาเป็นทั้งศิลปิน นักคิด นักประดิษฐ์ เป็นนักสร้างสรรค์ที่มาก่อนกาล อัจฉริยะทางศิลปะของเลโอนาร์โดฉายแววตั้งแต่วัยเยาว์ แม้ว่าจะไม่ได้เข้าเรียนตามระบบเหมือนเด็กทั่วไป ทว่าสิ่งที่เขามีเหนือคนอื่นคือความสนใจใฝ่เรียนรู้ด้วยตนเองและความหลงใหลในงานศิลปะ หากใครสนใจอ่านประวัติของเขาอย่างละเอียดและเข้มข้น เราแนะนำหนังสือชีวประวัติของ Leonardo Da Vinci เขียนโดย Walter Isaacson นักเขียนชีวประวัติชื่อดังที่เขียนได้สนุกและน่าติดตามมาก
การได้มาเห็นผลงานของศิลปินที่ชื่นชอบด้วยตาตนเอง เหมือนฝันที่เกินฝัน ผลงานของเลโอนาร์โดในสมัยที่ยังเป็นเด็กฝึกวาดภาพได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมอย่างหนาแน่น

ผลงานที่อยากแนะนำมีชื่อว่า พระคริสต์รับศีลจุ่ม (The Baptism of Christ) ที่วาดร่วมกับอาจารย์ของเขาเอง อันเดรอา เดล แวร์รอกกีโอ (Andrea del Verrocchio) โดยเลโอนาร์โดวาดในส่วนของเทวดาผมสีทองด้านซ้าย ลายเส้น การลงสี มีความแตกต่าง น่าสนใจ เรียกได้ว่าเป็นผลงานเดบิวต์เข้าสู่วงการศิลปะก็ว่าได้ ทำให้มีคนเริ่มรู้จักเขา และอาจจะมีการพูดถึงเขาว่าวาดน่าสนใจและอาจจะงดงามกว่าอาจารย์ของเขาเอง

ส่วนชิ้นที่เป็นผลงานทั้งหมดของเขาอย่าง แม่พระรับสาร (Annunciation) เป็นผลงานอีกชิ้นที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผู้ชมเช่นกัน จินตนาการบนผืนผ้าใบของเขาบันทึกเรื่องได้ราวกับมีชีวิต จากภาพเราเห็นอัครทูตน้อมกายคุกเข่าลงต่อหน้าพระแม่มารี ท่านอัครทูตถือดอกลิลลีสีขาวในมือ ดอกลิลลีคือสัญลักษณ์ประจำเมืองฟลอเรนซ์
การมาครั้งนี้คือการประกาศข่าวอันศักดิ์สิทธิ์ว่าเธอจะให้กำเนิดพระเยซูคริสต์ ใบหน้าของพระแม่มารีสงบเย็น อ่อนน้อม และพร้อมทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ด้วยความศรัทธา ฉากหลังคือธรรมชาติ ภูเขา ต้นไม้ ทะเลสาบ ที่วาดได้อย่างไล่ระดับสีสัน อ่อนโยน แสดงมิติความลึกและแสดงถึงทักษะการวาดภาพที่เหนือชั้น เมื่ออยู่ด้านหน้าของภาพมองตรงไปในภาพ จินตนาการว่ายืนอยู่ท่ามกลางไอหมอกบางเบา ความละเอียดลึกซึ้งของภาพ เช่น ลักษณะของดอกลิลลีบานสะพรั่งที่วาดอย่างละเอียด ปีกโปร่งแสงบางเบาของเทวทูต เรายังเชื่อว่ายากที่ AI จะเลียนแบบได้

ถัดมาอีกภาพที่ผู้ชมสนใจ มีชื่อว่า การนมัสการของโหราจารย์ (The Adoration of the Magi) ภาพนี้มีความละเอียดลออ งดงามในการออกแบบจัดวาง สร้างระยะในภาพได้อย่างน่าสนใจ มีความลึกลับและน่าหลงใหล แม้จะไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่กลับเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตของสายใยแห่งความรัก
เรามองเห็นพระแม่มารีและพระกุมารน้อย จัดวางให้เป็นศูนย์กลางแห่งความสนใจ รอบตัวคือโหราจารย์และผู้ติดตาม พวกเขากำลังน้อมกายลงแสดงความเคารพและศรัทธา ด้วยสายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์ ประกอบกับแสงเงาของการจัดแสดง ฉากหลังที่เป็นซากปรักหักพัง ตัดกับการเด็กน้อยในอ้อมกอดของพระแม่มารีซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการกำเนิดใหม่ สื่อถึงการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาลและยุคสมัยที่กำลังเริ่มต้น
ความมหัศจรรย์ในการวาดภาพของเลโอนาร์โดที่ผู้เชี่ยวชาญทางศิลปะแนะนำให้ชมคือการวาดภาพโดยไม่มีเส้น ทำให้เส้นให้กลืนหาย บางเบา ไม่คมชัด เป็นเทคนิคการวาดภาพที่เรียกว่าสฟูมาโต (Sfumato) การพร่าเลือนของเส้น ทำเส้นให้สูญหายไป ส่งให้ผลงานของเขามีความนุ่มนวล ละมุนละไม และแตกต่างจากศิลปินคนอื่น กล่าวได้ว่าเขาคือศิลปินเอกของยุคสมัยเรเนซองส์

กำเนิดวีนัสและฤดูใบไม้ผลิของซานโดร บอตติเชลลี
หากใครชอบงานศิลปะแบบชวนฝัน ดำดิ่งสู่โลกจินตนาการของเหล่าเทพบุตรและเทพธิดาสไตล์กรีกและโรมัน ต้องชอบงานของ ซานโดร บอตติเชลลี (Sandro Botticelli) เขาคือศิลปินที่ได้รับการจดจำจากภาพวาดที่เราน่าจะรู้จักกันดีคือ กำเนิดวีนัส (The Birth of Venus)

ความงดงามของภาพสร้างชื่อให้กับบอตติเชลลี วีนัสคือเทพแห่งความงาม เธอยืนอย่างสง่างาม ละมุนละไม อ่อนโยนอยู่บนเปลือกหอยสีขาว ลอยเหนือผิวน้ำ ร่ายกายเธอไร้อาภรณ์ เส้นผมสีทองของเธอที่พลิ้วไหวต้องลมบางส่วนปกคลุมร่างกาย ซ้ายและขวามีเทพและนางไม้กำลังโอบกอดกัน พวกเขาคอยดูแลเธอ ฉากหลังคือทะเลสีฟ้าที่อ่อนโยน บอตติเชลลีสะกดทุกสายตาให้ตรึงอยู่บนผืนผ้าใบขนาดใหญ่ได้ เป็นอีกหนึ่งภาพที่ต้องหยุดซึมซับความงดงาม


บอตติเชลลียังมีผลงานอีกหนึ่งชิ้นที่ชื่อว่า พริมาเวรา (Primavera หรือ La Primavera) หมายถึงฤดูใบไม้ผลิ การวาดภาพชิ้นนี้ของเขาราวกับได้สังเกตธรรมชาติอย่างละเอียดลึกซึ้ง ตัวละครที่โดดเด่นคือเทพปกรณัม 9 องค์ รายล้อมไปด้วยทุ่งหญ้า สวนดอกไม้อันงดงาม มีดอกไม้กว่า 138 สายพันธุ์
เทพีวีนัสปรากฏกายตรงกลางภาพ สวมชุดสีแดงน้ำเงิน พลิ้วไหวราวต้องลมพัด มีคิวปิดโบยบินอยู่เหนือศีรษะ ซ้ายและขวาของภาพขนาบด้วยเทพบุตรและเทพธิดาที่กำลังรื่นรมย์กับฤดูกาลและบรรยากาศของฤดูใบไม้ผลิ ราวกับพวกเขาได้เฉลิมฉลอง อบอวลไปด้วยความรัก ขับเน้นให้ทั้งห้องดูสว่างไสว เราดื่มด่ำกับภาพวาดได้อย่างลืมเวลาเช่นกัน
มีเกลันเจโล นักรังสรรค์งานศิลป์ทุกแขนงอย่างมหัศจรรย์
ห้องจัดแสดงภาพในหอศิลป์อุฟฟีซีเต็มไปด้วยบรรยากาศสบายที่เอื้อให้เดินชมอย่างไม่เร่งรีบ ทุกก้าวที่เคลื่อนไปท่ามกลางภาพเขียนและประติมากรรมโบราณ เหมือนเวลาไหลช้าลง มีเวลาพอให้สายตาและหัวใจซึมซับรายละเอียดที่ศิลปินในอดีตได้ฝากฝังไว้บนผืนผ้าใบ


หนึ่งในผลงานที่สะดุดตาและตรึงใจคือ พระครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ หรือ วงกลมตระกูลโดนี (Doni Tondo หรือ The Holy Family) ผลงานชิ้นนี้วาดโดย มีเกลันเจโล บัวนาร์โรตี (Michelangelo) ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคเรเนซองส์ เขาทำได้หลายอย่าง ทั้งงานวาดภาพ งานปั้น และการออกแบบอาคาร

ภาพวงกลมตระกูลโดนีที่กล่าวถึง เขาวาดภาพลงบนแผ่นไม้ ซึ่งนับเป็นงานจิตรกรรมบนไม้ชิ้นเดียวของมีเกลันเจโลที่ยังคงยืนยาวถึงปัจจุบัน ลักษณะการวาดแตกต่างอย่างชัดเจนจากงานทั่วไปในยุคนั้น ท่วงท่าและสรีระของตัวละครมีการบิดเกลียวอย่างมีมิติ สีสันสดใสจัดจ้านจนน่าทึ่ง โทนสีแตกต่างจากภาพอื่นที่มักเห็นในยุคเรเนซองส์ ทุกองค์ประกอบในภาพดูมีชีวิตชีวา ราวกับก้าวออกจากกรอบวงกลมมาหาเราได้ทุกเมื่อ
ไม่เพียงแค่ภาพวาดเท่านั้นที่โดดเด่น กรอบภาพเปรียบเป็นงานศิลปะอีกชิ้น แกะสลักอย่างวิจิตรด้วยลวดลายศิลป์และสัญลักษณ์ที่มีความหมาย ความงามที่กลมกลืนระหว่างภาพและกรอบสร้างแรงบันดาลใจอย่างยิ่งให้แก่ศิลปินรุ่นหลัง
ภาพวงกลมตระกูลโดนีถือเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านสู่แนวทางของศิลปะแบบแมนเนอริสม์ (Mannerism) ในเวลาต่อมา ซึ่งแตกต่างจากยุคเรเนซองส์ที่เน้นความงามที่สมจริง งดงาม สมส่วน ละมุนละไม แมนเนอริสม์คือแนวทางใหม่ ขับเน้นความแตกต่างของสรีระของบุคคลในภาพ การจัดวางสรีระในภาพไม่สมส่วน การเคลื่อนไหวร่างกายไม่เป็นธรรมชาติ สีสันของภาพสดและเข้มมากกว่าปกติ

ส่วนประติมากรรมอันยิ่งใหญ่อย่าง เดวิด (David) ที่มีเกลันเจโลสร้างสรรค์อยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์เช่นกัน เดวิดตัวจริงไม่ได้อยู่อุฟฟีซี จัดแสดงที่หอศิลป์อัคคาเดเมีย (Galleria dell’Accademia) ซึ่งเราก็แวะไปเช่นกัน เลยเก็บภาพเดวิดตัวจริงมาได้ เดวิดชายหนุ่มรูปงามที่มีทุกส่วนสัดของร่างกายสมส่วน เป็นหนึ่งในรูปปั้นที่นำเสนอความงดงามของมนุษย์ได้อย่างละเอียดลออและสมบูรณ์แบบที่สุดชิ้นหนึ่งของโลก

ผลงานที่สร้างความประทับใจอีกชิ้นชื่อว่า ปิเอตา (Pietà) คืองานประติมากรรมหินอ่อนที่บอกเล่าถึงเรื่องราวที่พระแม่มารีอุ้มร่างพระเยซูหลังจากพระองค์ถูกตรึงกางเขน ความละเอียดของงานทำได้อย่างลึกซึ้ง ยิ่งโดยเฉพาะรอยพลิ้วไหวของเสื้อผ้าที่ทำได้อย่างละมุนละไม จัดแสดงที่มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (St. Peter’s Basilica) นครรัฐวาติกัน (Vatican City) ซึ่งมหาวิหารดังกล่าวเป็นฝีมือการออกแบบของมีเกลันเจโล เรียกว่าเป็นศิลปินที่ครบเครื่อง ทำงานศิลป์ได้ทุกแขนง

เคยอ่านเจอเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยว่าศิลปะแบบกรีกโรมันจะชื่นชมความงามของเรือนร่างมนุษย์ เหล่าเทพบุตรและเทพธิดา จากตำนาน เรื่องเล่า จึงถูกวาดให้มีร่างกายเป็นมนุษย์ ซึ่งอาจจะต่างจากเทพของอียิปต์ที่มีศีรษะเป็นสัตว์และมีร่างกายเป็นคน
โถงทางเดินรายล้อมและสะพานเวคคิโอ (Ponte Vecchio)
บริเวณโถงทางเดินยาวรายล้อมไปด้วยประติมากรรมงานปั้นหลากหลายชิ้น ทั้งรูปปั้นครึ่งตัวและรูปหล่อหินอ่อนที่จัดวางอย่างมีจังหวะต่อเนื่อง ทำให้รู้สึกราวกับกำลังเดินผ่านประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต

เมื่อมองลอดช่องหน้าต่างออกไป จะเห็นทิวทัศน์ภายนอก ทั้งสถาปัตยกรรมเก่าแก่ของตัวเมืองฟลอเรนซ์ เย็นสบายด้วยแม่น้ำอาร์โนที่ทอดตัวไหลผ่านอย่างเงียบสงบ บรรยากาศด้านนอกเหมือนฉากชีวิตที่ดำเนินไปข้างนอกโถงของเวลา เมื่อมองขึ้นไปเหนือศีรษะ เพดานโค้งสูงถูกแต่งแต้มด้วยภาพวาดศิลปะโบราณที่ทอดยาวตลอดแนว ทั้งลวดลายพฤกษา เทวดา ตำนาน และเรื่องราวจากยุคเรเนซองส์ เติมเต็มความรู้สึกของคนรักศิลปะ เปิดมุมมองให้เห็นโลกอีกใบที่ศิลปะยังคงหายใจ

การออกแบบสถาปัตยกรรมของหอศิลป์มีจุดหนึ่งที่น่าสนใจเรียกกันว่า โถงทางเดินวาซารี (Vasari Corridor) เป็นโถงทางเดินที่เชื่อมต่อพระราชวังเวคคิโอ (Palazzo Vecchio) ซึ่งเป็นที่ทำการของรัฐบาล และที่พักของตระกูลเมดิชี คือพระราชวังปิตตี (Palazzo Pitti) โถงทางเดินนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 1565 การเข้าชมในส่วนโถงนี้จะมีภาพแขวน เป็นภาพเหมือนของศิลปิน พร้อมกับรับชมทิวทัศน์ของเมือง ในส่วนนี้เราไม่ได้ถ่ายภาพภายในมาให้ชม แต่ได้ภาพภายนอก ตรงจุดนี้ภายนอกเรียกว่า สะพานเวคคิโอ (Ponte Vecchio) มีโถงทางเดินวาซารีอยู่ด้านบน เพื่อให้เหล่าเจ้าชายและราชวงศ์ในอดีตสัญจรไปมาได้อย่างเป็นส่วนตัว แยกจากทางเดินปกติของประชาชนทั่วไป

สะพานก่อสร้างสร้างครั้งแรกเมื่อปี 995 และสร้างใหม่อีกครั้งเมื่อปี 1345 ลักษณะของสะพานเป็นวงโค้ง 3 วงโค้ง สะท้อนกับแม่น้ำอาร์โน กลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองที่ผู้มาเยือนต้องแวะมาถ่ายรูป

บริเวณโดยรอบสะพานเวคคิโอเต็มไปด้วยร้านค้าหลากหลาย โดยเฉพาะร้านขายเครื่องประดับที่เรียงรายอย่างหนาแน่น เป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของที่นี่ ในยุคแรกเริ่มของการสร้างสะพานเวคคิโอเคยเป็นที่ตั้งของร้านขายเนื้อสัตว์มาก่อน แต่ในภายหลังมีคำสั่งจากผู้ปกครองเมืองให้ย้ายร้านขายเนื้อออกไป เพื่อให้ดูสวยงาม สะอาดตา และปราศจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ กลายมาเป็นย่านร้านขายเครื่องประดับ
สะพานเวคคิโอเป็นสัญลักษณ์ของความงามและเป็นพยานสำคัญของประวัติศาสตร์ เมื่อสะพานรอดพ้นจากการถูกทำลายระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 มีเรื่องเล่ากันว่า ทหารนาซียกเว้นการทำลายสะพาน เพราะเป็นคำสั่งโดยตรงจาก ฮิตเลอร์
ใครที่มาเยือนฟลอเรนซ์ หากไม่ได้เดินข้ามสะพานเวคคิโอและสัมผัสบรรยากาศรอบข้าง คงเหมือนมาไม่ถึงหัวใจของเมืองแห่งนี้อย่างแท้จริง
ฟลอเรนซ์ ความงดงามของเมืองศิลปะที่อยู่เหนือกาลเวลา
การเดินทางมาเยือนฟลอเรนซ์มีหลายจุดที่น่าเยี่ยมชม ทุกสถานที่ในฟลอเรนซ์มีภาพวาด ประติมากรรม และสถาปัตยกรรมให้ชมอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะไปเยี่ยมชมตรงส่วนใด เรื่องราวของศิลปินจะถ่ายทอดผ่านเรื่องเล่าของเมือง และไม่ว่าจะมาเยือนในฤดูกาลใดก็ตาม ความงดงามของแต่ละฤดูกาลยิ่งขับเน้นความงดงามของเมืองอยู่เสมอ

เราออกจากหอศิลป์อุฟฟีซีในยามเย็น เดินลัดเลาะเลียบแม่น้ำอาร์โน ชื่นชมสะพานเวคคิโอที่ทอดตัวอยู่เบื้องหน้า สีสันของยามเย็นแต่งแต้มเมืองทั้งเมืองด้วยแสงทองบางเบาไล่ระดับราวกับฝีแปรงของศิลปิน แสงแดดสุดท้ายของวันกระจายตัวบนผิวน้ำและอาคารคลาสสิก ทุกอย่างดูอ่อนโยน ราวกับทั้งเมืองกลายเป็นภาพวาดที่ใครบางคนวาดขึ้นด้วยปลายพู่กัน แต่งแต้มให้เมืองราวกับภาพฝันที่เราอยากจะหยุดเวลาไว้ให้นานที่สุด
Write on The Cloud
Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ
