25 พฤษภาคม 2024
2 K

เราเป็นคนหนึ่งที่มีการเห็นซากุระ Full Bloom เป็นหนึ่งใน Bucket List ของชีวิต แต่เนื่องจากซากุระเป็นดอกไม้ที่บานเพียงสั้น ๆ Full Bloom ในแต่ละที่จึงมีระยะเวลาแค่ 2 สัปดาห์ต่อปีเท่านั้น ซึ่งถือว่าบ้ามาก ต้องจองตั๋วเครื่องบินยังไงถึงจะเจอได้นะ จะจองใกล้ ๆ ก็สู้ความโหดของราคาไม่ไหว วันลาก็จำกัดได้แค่บางช่วง สุดท้ายไปเจอข้อมูลของฟุกุชิมะ (Fukushima) จังหวัดที่ว่ากันว่าเหมาะสุดสำหรับคนที่อยากตามล่าซากุระจริงจัง 

เหตุที่การไปฟุกุชิมะน่าจะวืดจากซากุระน้อยกว่าที่อื่น เป็นเพราะโซนนี้มีลักษณะพิเศษ คือมีภูมิประเทศหลากหลายในระยะทางไม่ต่างกันมาก พอภูมิอากาศแตกต่างและมีสายพันธุ์หลากหลาย ซากุระแต่ละโซนจึงบานต่างเวลากันพอสมควร หมายความว่า ถ้าเรานกที่หนึ่ง ก็ยังมีลุ้นบริเวณอื่นอยู่

แถมจากปฏิทินซากุระ ช่วงเวลาที่บานก็ใกล้เคียงกับช่วงที่เราลาได้ เลยตัดสินใจขอเสี่ยงดวงกับจังหวัดนี้ อีกทั้งเมืองนี้ก็ออกแนวเป็นเมืองรอง คนไปส่วนใหญ่มีแต่คนท้องที่ เดินเล่นกันชิลล์ ๆ เลย พื้นที่เหลือเฟือ ผู้คนน่ารัก ช่วยเหลือดีสุด ๆ แต่คนพูดภาษาอังกฤษได้น้อยมาก ๆ ใช้อินเนอร์ภาษามือกันประมาณ 80%

เราไปตอนปี 2023 ถ้าใครพอจำได้เป็นปีที่มีการโอดครวญกันพอสมควรว่าซากุระบานเร็วกว่าเวลาปกติมาก ๆ แถมลมแรงโดนซัดหาย ฝนก็เข้าเร็วอีก เราก็ได้แต่ลุ้น สุดท้ายเก็บน้องกลุ่มหางแถวที่รั้งท้ายเพื่อน ๆ ในเขตได้หวุดหวิด ซึ่งอลังการมากจริง ๆ การเห็น Full Bloom สักครั้งมันปริ่มเปรมมาก ขอเจอแค่สักที่เถอะ ที่ไหนก็ได้ (ฮา) ส่วนตัวจากที่สังเกต รู้สึกว่าทุกชุมชนของญี่ปุ่นจะมีพื้นที่ส่วนกลางที่เป็นดงซากุระของตัวเอง ออกแนวเป็นงานท้องถิ่น จัดเอง เที่ยวกันเอง มีแบบนี้เกือบทุกชุมชน 

จะว่าไปคนเราก็แปลก ต้นซากุระบานแค่ปีละ 1 ครั้ง แถมเป็นแค่ช่วงสั้น ๆ ด้วย แต่คนก็นิยมปลูกกันมาก เพื่อรอคอยช่วงเวลาที่ดอกไม้บานสะพรั่ง คิดว่าช่วงเวลานั้นคงจะเป็นช่วงเวลาที่พิเศษจริง ๆ สำหรับคนญี่ปุ่น

ก่อนไปเราก็จองที่พักคร่าว ๆ แล้วหาข้อมูลจุดชมซากุระรอบ ๆ เผื่อไว้หลายที่ แล้วค่อยไปพลิกแพลงหน้างานอีกทีว่าจะไปไหนบ้าง ซึ่งทริปนี้เราหาข้อมูลไป 10 จุด รอดแค่ 2 จุด ที่เหลือโดนฝนชะจนแตกใบเขียวหมดแล้ว แต่ก็รู้สึกคุ้มมาก ๆๆ เป็นกำลังใจให้ทุกท่านในการตามล่าหา Full Bloom ของตัวเองนะคะ

เราไปโดยใช้ JR EAST PASS (Tohoku area) 5 วัน สะดวกมาก ราคา 20,000 เยน (ในปี 2023) ใช้ได้กับรถไฟเกือบทุกสายในเขต ทั้งชินคันเซ็น รถไฟด่วน รถไฟธรรมดา

เราซื้อตั๋วล่วงหน้าไปจาก Klook ไป ZIPAIR ไปถึง Terminal 1 สนามบินนาริตะ ลงบันไดเลื่อนไป 1 ชั้นก็เจอ JR EAST Travel Service Center พรินต์ตั๋วที่ได้ในอีเมลมาจากไทยแล้วไปต่อคิวแลกตั๋วเป็นตัว JR EAST PASS คนที่ต่อแถวส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ คุยกับพนักงานโดยตรงได้ พนักงานน่ารักดี จองตั๋ว Reserved Seat ให้เลยเรียบร้อย บอกแค่ปลายทาง เขาจะเลือกรอบให้เลยว่าเราต้องนั่งสายไหนบ้าง บัตรใบไหนใช้ตอนไหน ใช้ยังไง

เรานั่ง Narita Express ไป Tokyo Station แล้วต่อชินคันเซ็นไป Kōriyama Station ของจังหวัดฟุกุชิมะ (เปลี่ยนรถไฟ 1 ครั้ง) รถไฟชินคันเซ็นมีหลายสายมาก มีบางสายที่รับเฉพาะคนที่จองมาแล้วเท่านั้น เลยคิดว่าถ้าจองแบบ Reserved Seat มีข้อดี คือได้ที่นั่งแน่ ๆ กับมีตัวเลือกรอบเดินทางเยอะกว่า แค่ปัญหาคือขั้นการจอง โดยเฉพาะกรณีที่ต้องเปลี่ยนต่อมากกว่า 1 สายนี่แหละ ต้องเทียบเวลารถไฟเอาเอง เราใช้วิธีจองเอาจากพนักงานเคาน์เตอร์ล่วงหน้า 1 วัน แต่ต่อแถวนานอยู่ค่ะ สังเกตคนญี่ปุ่นเขาก็ต่อแถวกับเราเหมือนกัน ไม่แน่ใจว่ามีวิธีอื่นไหม แต่เห็นว่าถ้าใครอยู่นาน ๆ เชี่ยวชาญหน่อย หลังแลกใบ JR EAST PASS มาได้ในรอบแรกที่เข้าประเทศหลังจากนั้นก็จองตั๋วจากตู้อัตโนมัติเองได้ ท่าทางจะเร็วกว่าการต่อคิวคุยกับเคาน์เตอร์

และอีกเรื่องคือ Tokyo Station ใหญ่มากนะคะ ควรเผื่อเวลาเปลี่ยนขบวนสักหน่อย ของเราเจ้าหน้าที่เขาจองรถไฟให้ มีเวลาเปลี่ยนขบวน 15 นาที คือเดินเร็ว ๆ แบบโชคดีไม่หลงก็ได้วิ่งขึ้นทันเฉียดฉิวมาก ๆ ค่ะ

วันแรกมาถึงที่ Koriyama ขณะนั่งรถไฟมาก็เห็นลาง ๆ แล้วว่าซากุระส่วนใหญ่บานจนโรยจนแตกใบเขียวกันหมดแล้วค่ะ ใจแป้วมาก เลยกินข้าวเที่ยงเป็นร้านราเมงรถไฟ (ร้านแบบยืนกิน) แล้วก็ลองนั่งไปนอกเมืองดูค่ะ 

วันนี้เรานั่งรถไฟสาย Ban’etsusai 

Fujitagawa Fureaisakura นั่งไป 10 นาที ลงที่ Kikuta Station เป็นโซนที่อยู่อาศัย แล้วเดินต่อไปริมแม่น้ำ บรรยากาศดีมาก แต่สรุปนกซากุระนะคะ

Kanonji Temple River นั่งไป 40 นาที ลงที่ Kawageta Station ตรงนี้แหละที่เราได้พบกับ Full Bloom แต่ต้องดูดี ๆ เพราะไม่ใช่รถไฟทุกเที่ยวของ Ban’etsusai จะหยุดที่สถานีนี้ เราโชคดีที่คุณลุง (จริง ๆ ควรเป็นคุณปู่) นายสถานีเบรกไว้ ก่อนจะเด๋อขึ้นผิดเที่ยวจนไปลงสุดทางก็ไม่รู้เรื่องว่ามันเลยมาแล้ว เพราะรถไฟเที่ยวนั้นมันไม่หยุดที่สถานีนี้ ต้องรอเที่ยวถัดไปถึงจะจอด ทริกการเอาตัวรอดในเมืองญี่ปุ่นที่ไม่ค่อยมีภาษาอังกฤษได้คือไม่มั่นใจอะไรให้ถามคนท้องที่ ถึงจะคุยคนละภาษา แต่เขามีสารพัดวิธีมาสื่อสารกับเราจริง ๆ

ที่สถานีนี้เราได้พบกับความอลังการของต้นซากุระบานสองข้างทางยาวสุดสายตา ตรงกลางเป็นธารน้ำไหลไล่ระดับเป็นชั้น ๆ สวยเหมือนยกภาพวาดมาวางไว้ ตอนแรกว่าจะอยู่สัก 1 ชั่วโมง แต่เดินเพลิน ๆ จนอยู่กันเกือบ 3 ชั่วโมง พ่อกับแม่ไม่มีใครบ่นว่าเดินแล้วเมื่อยขาเลย การเดินชมซากุระ ฟังเสียงธารน้ำ ท่ามกลางผู้คนท้องถิ่นหลากหลายวัยออกมาเดินเล่นกันสนุกสนานในช่วงแสงบ่าย ๆ เย็น ๆ เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ เดินย้อนทางธารน้ำขึ้นไปจะเจอวัดกับเทศกาลท้องถิ่นเล็ก ๆ ที่มีร้านรถเข็นมาขายอาหารและเครื่องดื่มเต็มไปหมด ราคาน่ารัก เนื้อวัวเสียบไม้อร่อยฉ่ำ และแถมมี Light Up เล็ก ๆ ปิดท้ายช่วงกลางคืนด้วย เย็นวันนั้นเราพักกันที่ Koriyama 1 คืน เพื่อเดินทางต่อในวันรุ่งขึ้น

วันถัดมาเราเดินทางจาก Koriyama ไปเมืองสถานีปลายทางของรถไฟสาย Ban’etsusai เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาพักเพื่อออกไปปีนเขาและเที่ยวออนเซน แต่เนื่องจากเรามีเวลาไม่มาก แถมเจอพายุด้วย เลยนอนเล่นอยู่ที่พัก เราจองที่พัก Airbnb ของคุณลุงซาโต้ พักที่นี่ทั้งหมด 2 คืน เป็นประสบการณ์ที่ประทับใจมากค่ะ คุณลุงพูดภาษาอังกฤษได้แค่เป็นคำ ๆ แต่น่าแปลกใจมากว่าใช้ท่าทางกับภาษามือ + รูปวาด คุยกันได้หมดค่ะ คุณลุงตอบแชตเร็วมากด้วย โดยใช้โปรแกรมแปลภาษา เดา ๆ กันบ้างแต่สนุกดี ที่พักน่ารักโฮมมี่ สัมผัสได้ถึงการดูแลเอาใจใส่ ข้าวของเครื่องใช้น่ารัก มีความกระจุกกระจิกแต่ช่างคิดสุด ๆ ตามแบบฉบับญี่ปุ่น 

คุณลุงแถมของชำร่วยต้อนรับให้ด้วย อ่านในรีวิวคนที่เคยมาพักเล่าว่าลุงแกจะเปลี่ยนชนิดของชำร่วยเวียนไปเรื่อย ๆ แต่น่ารักทุกอัน ของบ้านเราได้ตุ๊กตาซูโม่ นับได้ 5 ตัว เกือบเกรงใจจนจะหยิบกลับแค่ 2 – 3 ตัวแล้ว สุดท้ายไปอ่านเจอในโน้ตของแกว่าต้องให้เท่ากับจำนวนคนในครอบครัว + 1 เพื่อความโชคดีตามความเชื่อ คิดว่าถ้าไปเป็นกลุ่มเพื่อนคงจะได้ของขวัญอีกแบบ 

อีกอย่างญี่ปุ่นมีกฎหมายที่ต้องแยกขยะเวลาทิ้งให้ส่วนกลาง ใครไปพักอย่าลืมแยกขยะให้ลุงด้วย ถึงแกดูจะปลง ๆ แล้วว่านักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่จะแยกขยะได้งงมากก็ตาม

วันถัดมาเรานั่งรถไฟไป Kitakata ค่ะ เพื่อไปดู Weeping Sakura มีคนขวักไขว่พอสมควรแต่ก็ไม่วุ่นวาย ดอกไม้สวยไปหมด ทิวลิปกับแดฟโฟดิลขึ้นเยอะจนเหมือนดอกหญ้าข้างทาง แต่นางเอกทริปนี้ยังไงก็เป็นซากุระ เดินจนหิวเลยจะหาร้านกิน เปิด Google Maps ก็ไม่ค่อยได้ความ เลยไปถามคุณตาท่านหนึ่งที่ยืนใส่ชุดสะท้อนแสงโบกรถอยู่ คุยกันออกแค่คำเดียวว่าราเมง แกก็ชี้ ๆ ว่าตรงไป (ถึงไหนไม่รู้) แล้วเลี้ยวขวา (ตรงไหนไม่รู้) เราก็เดินไป แล้วสุ่มเลี้ยวขวา จังหวะนั้นก็ได้ยินเสียงตะโกนเป็นภาษาญี่ปุ่น (ที่ฟังไม่ออก) หันไปลุงคนเดิมยืนไขว้แขนเป็นรูปกากบาท อ่อ ผิดซอยแหละ เลยขอบคุณแกแล้วเดินตรงต่อไป (ลุงทำไมใจดีจัง) ก็เลยเลี้ยวขวาถัดไป ซึ่งเห็นร้านอะไรบางอย่างที่มีคนต่อหางแถวยาวจนล้นออกมาที่ถนน พร้อมกลิ่นน้ำซุปที่หอมมาก ๆ เป็นเหตุให้มั่นใจอย่างยิ่งว่า นี่แหละร้านราเมงของคุณตาที่บอกให้เลี้ยวขวา หน้าร้านมีรูปราเมงประกอบเมนูพร้อมราคา เรายืนเลือกกันอย่างดี แต่พอได้เข้าร้านปุ๊บ เมนูข้างในร้านไม่มีรูปค่ะ แทบจะได้วิ่งกลับไปหน้าร้านเพื่อถ่ายรูปเอามาชี้บอกคนขาย สรุปอยู่ญี่ปุ่นอย่าชะล่าใจ มีรูปใช้รูป มีมือใช้มือ มี Google ก็ใช้นะคะ

ช่วงบ่ายหลังเที่ยวจนอิ่มซากุระแล้วก็กลับไปสำรวจเมือง Aizu Wakamatsu ทริปนี้เป็นทริปครอบครัว ไปกัน 4 วัน 3 คืน แต่จริง ๆ อาจจะเรียกว่าเที่ยว 1 วัน (1 เช้า + 1 บ่าย) ที่เหลือก็เถลไถลสำรวจเมืองไปทั่ว การเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่นเป็นอะไรที่สนุกมากค่ะ จิ้มดูใน Google Maps เจอร้านท้องถิ่นน่าสนใจหลายร้านเลย เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ให้บรรยกาศเรโทร มีคาเฟ่น่าสนใจหลายที่ และเจอร้านคัตสึด้งราคาย่อมเยาที่อร่อยมาก ๆ กับอีกหนึ่งไฮไลต์ก็คือร้านเกี๊ยวซ่าแบบบริการตัวเอง ไม่มีคนขาย ให้หยิบของแล้วหยอดเงินเอง ทอนเองเลย ก่อนหน้านี้ผ่านร้านนี้ตั้งหลายรอบ เพิ่งมาอ๋อตอนวันสุดท้ายว่าสรุปเขาเป็นร้านเกี๊ยวซ่า 

วันที่ 4 เป็นวันเดินทางกลับค่ะ เป้าหมายมีแค่ 2 อย่าง คือไปให้ถึงสนามบินตามเวลาที่วางไว้ และต้องไปสอยข้าวกล่องของสถานี Koriyama มากินระหว่างทางให้ได้ ดูจริงจังมากเนอะ 

มนต์รักข้าวกล่องรถไฟจริง ๆ เริ่มต้นตั้งแต่วันแรกของทริปแล้ว ตอนนั้นรถไฟค่อนข้างเต็ม ครอบครัวเราเลยต้องนั่งกระจายกัน บังเอิญเราได้ไปนั่งข้างคุณยายชาวญี่ปุ่นท่านหนึ่งในรถไฟชินคันเซนข้ามเมือง คุณยายเดินทางคนเดียวพร้อมกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ เป็นคนที่สอนเรา (นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่งขึ้นชินคันเซนเป็นครั้งแรก) ว่าให้เก็บกระเป๋าไว้หน้าที่นั่งนี่แหละ ไม่ต้องพยายามยกขึ้นไปวางชั้นวางเหนือหัว 

คุณยายแต่งตัวด้วยสไตล์แม่บ้านญี่ปุ่นที่ฟรุ้งฟริ้ง โคซี่ และมินิมอลในเวลาเดียวกัน และด้วยเหตุผลบางอย่าง หลังเดินทางไปสักพักแกก็ควักเอากล่องปริศนากล่องหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะพับบนรถไฟ กล่องนั้นห่อด้วยผ้าสีน้ำเงินลายดอกผักบุ้งสวยหวาน แกบรรจงแกะห่อผ้าออกมาปูที่หน้าตักตัวเองแล้วก็ควักกระติกน้ำลายวาฬออกมาตามด้วยตะเกียบ เจ้ากล่องปริศนานั้นคือเบนโตะนันเอง 

เราลอบแอบมองแกเป็นพัก ๆ สีหน้าแกขณะค่อย ๆ ละเลียดกินคือปริ่มเปรมมาก ที่ผ่านมาตลอดชีวิตในฐานะคนไทย เราไม่เคยคิดว่า ‘อาหารที่เย็นแล้ว’ จะมีศักยภาพในการสร้างความอร่อยขนาดนั้นได้ แต่หลังจากเจอคุณยายท่านนี้ เราก็คุยกับพ่ออย่างจริงจังทันทีหลังลงรถไฟว่า “ป๊า ข้าวกล่องรถไฟเขาดูน่ากินนะ” และมันก็อร่อยจริง ๆ จนถึงขั้นวางแผนว่าขากลับก็ต้องจัดอีกสักรอบให้ได้

นี่เป็นการไปเยือนญี่ปุ่นเป็นครั้งที่ 3 ในชีวิตของเรา รอบก่อน ๆ ถามว่าชอบญี่ปุ่นมากไหม จริง ๆ เราก็ว่าดีนะ ได้เที่ยวตามแลนด์มาร์กต่าง ๆ แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรมาก อาจจะด้วยความวุ่นวายของเมืองที่ไปและต้องจดจ่อกับการพยายามเก็บที่เที่ยวและสิ่งที่ต้องทำให้ครบตามแผน เราจึงไม่ได้ออกไปเมืองรองหรือเจอกับคนท้องที่มากเท่าไหร่นัก แต่รอบนี้เราได้เห็นพนักงานหนุ่มสาวเดินสับขาเคร่งเครียดในชุดสูตไปทำงานกันตอนเช้า และเห็นพวกเขาวิ่งไล่กวดรถไฟตอน 3 ทุ่มเพื่อกลับบ้าน เห็นกลุ่มผู้สูงอายุที่มักเดินทางกันช่วงกลางวัน มีทั้งไปกันเป็นกลุ่มหรือเป็นคู่ แววตาสดใส คุยเจ๊าะแจ๊ะตลอดทาง 

และที่สำคัญ เราได้เห็นซากุระบานสะพรั่ง เก็บอีกหนึ่ง Bucket List ในชีวิตสำเร็จสักที!

Write on The Cloud

Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

พิรญาณ์ พันธุเมธากุล

อดีตเด็กแลกเปลี่ยนที่ติดใจการไปไหนมาไหนอย่างอิสระ ปัจจุบันเรียนอยู่คณะที่ไม่ค่อยมีเสาร์อาทิตย์ แต่ก็ชอบฝันถึงทริปใหม่เรื่อยๆ แม้อีกนานกว่าจะได้ไปจริงๆ