Fjällräven เป็นแบรนด์ที่ผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าอุปกรณ์ชีวิตกลางแจ้งสัญชาติสวีเดนที่หลายคนคุ้นตากับโลโก้จิ้งจอกอาร์กติกสีแดง นอกจากทำเสื้อผ้าอุปกรณ์เดินป่าแล้ว ทุกปี Fjällräven ยังจัดกิจกรรมเดินป่าเพื่อเชิญคนทั้งโลกมาสัมผัสและใช้ชีวิตกับธรรมชาติ
เส้นทางเดินป่าระยะไกลที่คุ้นหูมากที่สุดคงไม่พ้น Fjällräven Classic Sweden เส้นทางที่เก่าแก่สุด ระยะทาง 110 กิโลเมตร จัดโดยบริษัทแม่ Fjällräven โดยตรง ซึ่ง Fjällräven Classic มีเพียง 7 แห่ง คือสวีเดน เกาหลี ชิลี อังกฤษ เดนมาร์ก เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา ถ้าหากกิจกรรมนี้จัดโดยตัวแทนจัดจำหน่ายสินค้าในประเทศอื่น ๆ จะเรียกว่า Fjällräven Discovery ในภูมิภาคเอเชียตอนนี้มีที่ไทย ไต้หวัน และอินโดนีเซีย นั่นเป็นที่มาของ ‘Fjällräven Discovery Indonesia : Bromo Trekking 2025’ ครั้งนี้
กิจกรรมเดินป่าของ Fjällräven เป็นทั้งหมุดหมายของนักเดินป่าและเป็นวัฒนธรรมการเดินป่าที่ไม่ใช่เพื่อพิชิตเส้นชัย แต่คือการได้สัมผัสและใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ เส้นทางแต่ละเส้นจึงไม่ใช่ความเร็ว ความยาก แต่คือเส้นทางที่ทุกคนเดินไปตามจังหวะของตนเองอย่างเป็นอิสระ แต่ละก้าวสัมผัสไปกับพื้นโลก ค่อย ๆ เดินเพื่อสานสัมพันธ์กับโลกนี้อีกครั้ง ประกอบกับสัญญาใจที่มีกับเพื่อนชาวอินโดนีเซียว่า จะมาเดินเล่นในป่าบ้านเขาสักครั้ง จึงไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธได้เลย
นั่นเป็นเหตุผลให้ฉันข้ามน้ำข้ามทะเลมาเดินป่าถึงเกาะชวาตะวันออก
เราเดินทางจากตัวเมืองสุราบายาโดยรถของงาน Fjällräven Discovery Indonesia : Bromo Trekking 2025 รอบ 14.00 น. กว่าจะถึงในเขตอุทยานแห่งชาติ Bromo Tengger Semeru National Park พระอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปนานแล้ว แถมฝนยังตกลงมาห่าใหญ่
ลองจินตนาการถึงการเดินป่าที่อากาศแปรปรวนสุดขั้ว เราอาจเปียกปอนในอากาศราว 10 กว่าองศาเซลเซียสไปตลอดเส้นทาง หรืออาจเจอแดดร้อนแรงในอากาศที่แล้งสุด ๆ แทน การคาดเดาอะไรไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรข้างหน้า ตั้งแต่เริ่มก็ระทึกใจกับสภาพอากาศก่อนเลย

โลกรวน อากาศเปลี่ยน อะไรก็ไม่แน่นอน
ต่อให้ปลอบใจตัวเองว่า ‘อยู่ใต้ฟ้าอย่ากลัวฝน’ แต่ก็อยากรู้ตัวก่อนสักนิดหนึ่ง ฟ้าฝนเหมือนจ้องทำเซอร์ไพรส์กันตลอด
ก่อนออกเดิน สภาพอากาศเป็นเรื่องคาดการณ์ยากลำดับต้น ๆ ของการเตรียมตัว เพราะฝนเล่นถล่มลงมาคืนก่อนหน้าอย่างหนัก ทั้งหนาวและฝน การเดินในทะเลทรายภูเขาไฟและทุ่งหญ้าโล่งคงเป็นเรื่องยากเอาการเหมือนกัน
Bromo Tengger Semeru National Park อยู่บนพื้นที่สูง 1,200 – 3,676 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลภูมิอากาศจึงแตกต่างจากที่ราบรอบ ๆ ตอนที่เราไปถือว่าเป็นช่วงหน้าแล้ง อากาศเฉลี่ยช่วงนี้ควรอยู่ที่ 12 – 18 องศาเซลเซียสในตอนกลางวัน และมีโอกาสติดลบได้ในตอนกลางคืน จากข้อมูลย้อนหลังไปเมื่อปีที่แล้วอากาศที่นี่ร้อนและแล้ง แดดแรงตลอดทั้งวัน แต่กลางคืนกลับติดลบ 2 องศาเซลเซียส เรียกว่าน้ำแข็งเกาะเต็นท์กันเลยทีเดียว
พอเริ่มออกเดินจริง ๆ อากาศปีนี้มีเมฆครึ้มตลอดทั้งวัน หมอกหนา อากาศอยู่ราว ๆ 6 – 13 องศาเซลเซียสในตอนกลางวัน และมีฝนปรอยลงมาเป็นระยะ ตอนกลางคืนอากาศเฉลี่ย 3 – 8 องศาเซลเซียส เรียกได้ว่าต่างจากปีที่แล้วลิบลับ
เราได้สัมผัสสิ่งที่เรียกว่า Microclimate คือสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงเฉพาะจุด แม้จะอยู่ภายในพื้นที่เดียวกัน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ ธรณีวิทยา ระดับความสูง พืชพรรณต่าง ๆ ที่ผสมผสานกันของที่นี่ จึงมีโอกาสเจอ 4 ฤดูในวันเดียว ในแต่ละกิโลเมตรที่เราเดิน เดี๋ยวเจอทั้งแดดออก ฝนตก ลมแรง แล้วจู่ ๆ ก็หมอกลงหนาแบบตั้งตัวกันไม่ทันตลอดทาง เรียกว่าอากาศเปลี่ยนไวยิ่งกว่าใจคนไปอีก
การเดินครั้งนี้จึงต้องลุ้นระทึกกับฟ้าฝนตลอดเวลา ตามสำนวนสวีเดนว่า ‘ไม่มีหรอกอากาศแย่ มีแต่พ่ายแพ้เพราะเสื้อผ้าไม่พร้อม’ เป๊ะ

จากเมืองสุราบายา เรามาถึงที่หมายหลังพระอาทิตย์ตกไปแล้ว บรรยากาศทั้งมืดทั้งเย็นคอยต้อนรับทันทีที่ก้าวลงจากรถ จุดลงทะเบียนรายงานตัวอยู่ที่ชั้น 2 ของโรงแรม เราเจอเต็นท์สีฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ ฝนที่ตกลงมาก่อนหน้าทำให้ข้าวของบางส่วนเปียกชื้นไปตาม ๆ กัน เราจะได้รับข้าวของจำเป็นที่งานเตรียมไว้ให้ เช่น แผนที่ เทรกกิ้งพาสปอร์ต อาหารแห้ง แก๊ส
ก่อนแยกย้ายกันไปที่พักและกลับมารวมตัวกันอีกครั้งตอน 2 ทุ่มเพื่อฟังบรีฟสั้น ๆ เราได้เจอเพื่อนที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีหลายคน ในห้องจึงเต็มไปด้วยเสียงจ้อกแจ้กจอแจ เรียกว่าพูดคุยถามไถ่สารทุกสุกดิบดังไม่แพ้เสียงของทีมงานเลย ถือเป็นบรรยากาศการต้อนรับที่อบอุ่น เมื่อพวกเราได้รับข้อมูลที่จำเป็นและรับทราบข้อตกลงร่วมกันตลอด 3 วัน ก่อนแยกย้ายกันไปเตรียมตัว
ใครจะรู้ว่านับตั้งแต่วินาทีนั้น คำพูดว่า See you, See ya จะกลายเป็นคำติดปากของเราไปอีกหลายวัน เพราะในเส้นทางที่เดิน หากใครแซงไปก่อน มักจะบอกอีกฝ่ายว่า “เดี๋ยวเจอกันนะ” “แล้วเจอกันข้างหน้านะ” เสมอ
3 วัน 2 คืนจากนี้ พวกเราคนแปลกหน้ากว่า 100 ชีวิต จะกลายเป็นเพื่อนร่วมทางกันบนเส้นทาง Fjällräven Discovery Indonesia : Bromo Trekking 2025 ระยะทางยาว 34.4 กิโลเมตร ตัดผ่านภูมิประเทศและภูมิทัศน์หลายแบบ ในเขตอุทยานแห่งชาติทางเกาะชวาตะวันออก ประเทศอินโดนีเซีย
ไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่ แต่มันน่าจะเป็นความทรงจำติดตัวเราไปอีกนาน

อยู่ให้ได้ในขนาดที่พอดิบพอดีกับตัวเอง
เรื่องใหญ่สุดของการเตรียมตัวเข้าป่า คือ ‘ความพอดี’
การตระเตรียมเต็นท์ ถุงนอน เสื้อผ้า อาหาร ถึงตอนนั้นจะอยากหรือไม่อยากกินอะไร (กินแต่พอดีมีอยู่จริง) อากาศจะเป็นอย่างไร หนาวแค่ไหน ล้วนเกิดขึ้นจากจินตนาการทั้งหมด เพราะทุกอย่างที่จะเอาไปรวมถึงขยะทุกชิ้นที่นำเข้าไป ต้องนำกลับออกมาด้วย มันจะเป็นน้ำหนักที่ต้องแบกติดตัวตลอด 3 วัน 2 คืน
นกน้อยจึงต้องทำรังแต่พอตัว เตรียมของแต่พอดิบพอดีเท่าที่ดูแลไหว หากยังเหลือพื้นที่ให้ดูแลคนอื่นได้ด้วยก็จะเยี่ยมไปเลย
ของพร้อม ชุดพร้อม จิตใจที่คึกคักก็พร้อม แดดออกจัดมาให้ใจชื้นตั้งแต่ 6 โมงเช้า เหล่านักเดินป่าเริ่มออกมาเตรียมตัววอร์มอัปกันตั้งแต่เช้า เริ่มมีคนเอากระเป๋ามาวางตรงจุดเตรียมตัวเพื่อชั่งน้ำหนักกระเป๋าและเติมน้ำดื่ม จนถึงเวลาเริ่มลงทะเบียนตอน 08.00 น. เพื่อรับ Brown Bag Lunches (เป็นถุงสีน้ำตาลจริง ๆ ด้วยนะ) เป็นห่อข้าวกลางวัน

การปล่อยตัววันนี้แบ่งตามกลุ่ม กลุ่ม A เริ่มตอน 09.00 น. ตามด้วย B C D ห่างกันกลุ่มละ 15 นาที เพื่อให้มีพื้นที่และมีเวลาเดินตามจังหวะของแต่ละคน จะได้เดินกันสบาย ๆ ไม่โดนกดดัน โชคดีที่เราได้ออกเป็นกลุ่มแรก ระหว่างทางจึงมีเวลาเดินชมนกชมไม้ไปตลอดทาง เพราะกลุ่มที่อยู่ข้างหลังยังไม่ตามมา แน่นอนว่าบางช่วงบางตอน เราเพลินไปหน่อยจนเจอเพื่อนที่อยู่ในกลุ่ม C อยู่เหมือนกัน
กฎของที่นี่ไม่มีอะไรเลย เดินไปได้เรื่อย ๆ ชื่นชมข้างทางได้เต็มที่ เราจะมีสวิปเปอร์ (Sweeper) คอยตามเก็บผู้อยู่ท้าย ไม่ต้องกลัวจะหลงหรืองง เพราะเส้นทางชัดเจน มีโบสีส้มเป็นสัญลักษณ์ผูกไว้ตลอดทาง
เดินเพลิน ๆ ยืดเส้นยืดสายไปราว 2 กิโลเมตรแรกเป็นพื้นที่ป่า สองข้างทางมีต้นไม้ ดอกไม้ เฟิน มอสส์ คลอไปกับเสียงนกร้องตลอดทาง แป๊บเดียวก็มาถึงทางลงเนินไปสู่ทะเลทรายภูเขาไฟ หรือ The Sea of Sand


The Sea of Sand
The Sea of Sand ในภาษาอินโดนีเซียเรียกว่า Lautan Pasir ถือเป็นภูมิประเทศที่โดดเด่นที่สุดของอุทยานแห่งชาติ Bromo Tengger Semeru กำเนิดจากการระเบิดของภูเขาไฟยักษ์ชื่อว่า Tengger พ่นลาวา เถ้าภูเขาไฟ และหินร้อนจำนวนมหาศาลขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ก่อนจะยุบตัวลงกลายเป็นพื้นที่แอ่งขนาดใหญ่ กลายเป็นพื้นที่แอ่งภูเขาไฟเทงเกอร์ (Tengger Caldera)


ทะเลทรายภูเขาไฟแห่งนี้เกิดจากเถ้าภูเขาไฟครั้งนั้นสะสมกลายเป็นทะเลทรายเนื้อละเอียดสีเทาเข้ม มีส่วนประกอบของผลึกแก้วแวววาวอยู่ในเนื้อทราย เม็ดทรายมีเนื้อคม หากเข้ารองเท้าอาจทำให้เท้าบาดเจ็บได้
เสน่ห์ของทางสายนี้คือทะเลทรายสีเทาสุดเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตาที่ขนาบไปด้วยกำแพงภูเขาสูง โทนสีตัดกันไล่ไปตามขอบแอ่งภูเขาไฟเทงเกอร์ คู่ไปกับภูเขาคูร์ซี (Mount Kursi) ภูเขาวิโดดาเรน (Mount Widodaren) แสงแดดที่ลอดตัวออกมาจากเมฆฝน ค่อย ๆ อาบไปทั่วเนินเขาสีเขียวรอบตัว เข้มอ่อนสลับกับเงาเมฆที่ทอดลงมา ชวนให้นึกว่ากำลังเดินอยู่บนดาวอังคารอย่างไรอย่างนั้น


เส้นทางนี้เราเห็นธงโลโก้งานสีส้มสำหรับผูกหลังกระเป๋าของเพื่อนร่วมทางอยู่ลิบ ๆ เป็นหย่อม ๆ
ระยะทางที่ต้องเดินในวันนี้คือ 12.7 กิโลเมตรเท่านั้น มีจุดแวะพักอยู่ที่กิโลเมตรที่ 7 ซึ่งเราจะได้พักทำอาหารกลางวันกัน มื้อนี้ Fjällräven จัดห่อข้าว Nasi Ayam Bakar หรือข้าวไก่ย่างพร้อมน้ำพริกแบบอินโดนีเซียเป็นอาหารกลางวัน
ใครจะไปคิดว่า พอมาอยู่กลางทะเลทราย แค่ข้าวกับไก่ย่างจะอร่อยกว่าเดิม 10 เท่า และที่จุดพักยังมีน้ำผึ้งมะนาวจากสปอนเซอร์อย่าง TOKO KOPI TUKU และ Beragam Kopi Indonesia อีกด้วย


นอกเรื่องสักนิด TOKO KOPI TUKU เป็นร้านกาแฟสัญชาติอินโดนีเซียที่มีคนให้นิยามไว้ว่า Tradition with Korean Vibrancy คือยังคงไว้ซึ่งเมนูดั้งเดิมในบรรยากาศคาเฟ่สมัยใหม่ที่ทั้งมินิมอลและโคซี่ (สาขาในสุราบายาที่เราไปมาคนต่อแถวเยอะทั้งวันทั้งคืน จนต้องมี รปภ. ที่ประตูทางเข้าและออก) ส่วน Beragam Kopi Indonesia คือโรงคั่วกาแฟขนาดใหญ่ที่ให้บริการเกี่ยวกับธุรกิจกาแฟครบวงจร
จุดนี้เราพักกินข้าวกลางวันท่ามกลางฝนปรอย พร้อมวิวภูเขาไฟตรงหน้า มือหนึ่งกางร่ม มือหนึ่งกินข้าว นับว่าท้าทายไม่น้อย
หลังจากพักยืดเส้นยืดสาย เติมพลังเรียบร้อย พร้อมเดินทางต่อ ทางเดินจากทะเลทรายค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นทุ่งหญ้าเหลืองแห้ง คล้ายเวลาที่เราเห็นภาพทุ่งหญ้าและหมู่สัตว์ในแอฟริกา เป็นสัญญาณให้รู้ตัวว่า มาถึงระบบนิเวศทุ่งหญ้าสะวันนา (Savanna) ที่เด่นที่สุด คือบริเวณ ‘Bukit Teletubbies’ หรือที่นักท่องเที่ยวเรียกกันเล่น ๆ ว่า ‘เนินเทเลทับบี้’
พอเห็นกับตาแล้วมันก็น่ากลิ้งตัวลงจากเนินเหมือนที่เทเลทับบี้ทำจริง ๆ นั่นแหละ

จากจุดนี้ เราเดินลัดเลาะทุ่งหญ้ามุ่งหน้าเข้าสู่ช่องว่างระหว่างเขา เป็นช่องแคบ ๆ ทางเดินขนาด 1 ฝ่าเท้า ต้องพอยต์เท้าประหนึ่งนางแบบกันเลยทีเดียว ตลอดทางมีต้นไม้ล้มขวางทางเป็นระยะให้ได้ปีนป่าย เอี้ยวตัว มุด ลอด คลานกันตามสะดวก ก่อนไต่ความสูงกลับขึ้นสู่ที่ราบบนเขา
เมื่อพ้นจากชายป่า วิวรอบตัวเปลี่ยนเป็นทุ่งหญ้าเขียวสลับกับพืชล้มลุก พุ่มเตี้ย สุดลูกหูลูกตา ตามแบบเขตทุ่งหญ้ากึ่งอัลไพน์ (Subalpine Grassland) หลังจากก้มหน้าก้มตาเดินเหงื่อตกกันมา พอเงยหน้าก็เห็นกลุ่มคนตัวเท่าไม้ขีดไฟบนเนินสูงข้างหน้าอยู่ลิบ ๆ เป็นสัญญาณให้ใจชื่อว่าใกล้ถึง Campsite 1 : Lembah Loreng
วันนี้แคมป์ของเราอยู่บริเวณเชิงเขา มีวิวหุบเขาและเนินเขาล้อมรอบ ตั้งแคมป์กันบนทุ่งหญ้า กวาดตามองหาที่กางเต็นท์เรียบ ๆ ทุกตารางนิ้วมีแต่หญ้าสูงเท่าเอว เดินวนหลายรอบจนได้ที่มั่นจึงจัดการกางเต็นท์ แต่ไม่วายเจอไม้ทิ่มทะลุกราวนด์ชีตเป็นที่ระลึกไป 1 รูถ้วน เป็นนักรบย่อมต้องมีบาดแผลกันล่ะนะ


อาหารเย็นมื้อนี้เราเตรียมกันเองตามวัตถุดิบที่แบกมา โจทย์คือต้องทำทุกอย่างด้วยแก๊สกระป๋องจิ๋ว มีตั้งแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กับข้าวซอง ข้าวสวยแบบฟรีซดราย พิถีพิถันหน่อยเห็นจะเป็นไก่อบวุ้นเส้น ตามแต่ความสามารถและวัตถุดิบปริศนาในกระเป๋าของแต่ละคน ก่อนจะแยกย้ายกันไปนอนท่ามกลางอากาศ 8 องศาเซลเซียสที่มีน้ำค้างลงจัด นอนหัวเปียกตัวเย็นเจี๊ยบกันเลยทีเดียว
ทางราบหมด ที่หมายถึงทางราบหมดแล้ว
วันนี้เริ่มออกเดินกันที่ 09.00 น. แต่ Fjällräven มีกาแฟอุ่น ๆ จาก Beragam ให้ตั้งแต่ 06.00 น. วันนี้เป็นเส้นทางสั้น เดินกันประมาณ 9 กิโลเมตรเท่านั้น
แต่!! ทางราบหมดแล้ว แบบหมดจริง ๆ

เส้นทางวันนี้เดินเลาะไปตามสันเขา ความกว้างของทางเดินขนาด 1 ฝ่าเท้าอีกแล้ว เดินอ้อมไปตามสันเขาคดเคี้ยวไปมา ทางขึ้น ๆ ลง ๆ เหมือนชีวิต แต่เส้นทางนี้มีคนท้องถิ่นเข้ามาใช้อยู่เรื่อย ๆ กลุ่มนักวิ่งเทรล คนเดินป่า มีหนุ่มสาวที่มาเดตกัน และมีแก๊งมอเตอร์ไซค์วิบาก! (พื้นที่อุทยานอะไร Mixed-use ขนาดนี้) สวนมาเป็นระยะ ๆ ทำได้แค่หยุดรอให้แก๊งมอเตอร์ไซค์ซิ่งขึ้นเนินไปก่อน
พวกเราก้มหน้าก้มตาเดินกันต่อไป วิววันนี้เป็นหุบเขาที่มองไปเห็นที่ราบในแอ่งภูเขาไฟประปราย แม้จะมองไม่เห็นพระเอกนางเอกอย่างภูเขาไฟโบรโมและภูเขาไฟบาต๊อก (Mount Batok) ก็ตามวิวทิวทัศน์ก็ยังน่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อย วิวสวย ๆ ตลอดทางทำให้เดินได้เพลิน ๆ

ก่อนถึงจุดพักตรงกิโลเมตรที่ 18.5 จุดพักนี้มี Es Kopi Susu Tetangga หรือกาแฟนมเย็นกับน้ำตาลมะพร้าว เมนูยอดนิยมของอินโดนีเซียรออยู่ หวานเย็นชื่นใจหายเหนื่อยไปไม่น้อย
เพื่อนชาวอินโดนีเซียบอกเราว่า Es Kopi Susu Tetangga คือ Neighbor’s Milk Coffee เพราะว่ามีไว้แชร์กับเพื่อน ซึ่งไม่ใช่แค่กาแฟ แต่หมายความว่าเราจะได้นั่งลงพูดคุยกันระหว่างจิบกาแฟนี้ เมนูนี้จึงบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางและวัฒนธรรมกาแฟของอินโดนีเซีย
ช่างเหมาะเจาะลงตัวกับเส้นทางเดินป่านี้ เพราะเราคือเพื่อนร่วมทาง เริ่มเดินด้วยกัน และจะเข้าเส้นชัยไปพร้อมกัน
ณ จุดพักนี้ เราต้องทำมื้อกลางวันกินเองอย่างง่าย ๆ เพื่อความรวดเร็ว เราจึงต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารกลางวัน สนุกตรงนี้แหละ เมื่อครัวต้องมาอยู่กลางป่า แล้วเราก็จำไม่ได้ว่าตัวเองแพ็กอะไรมา การทำอาหารทุกครั้งจึงเหมือนลงแข่งขัน MasterChef รอบกล่องปริศนา คิดค้นดัดแปลงเมนูด้วยความคิดสร้างสรรค์กันสุด ๆ
จากนั้นเราเดินต่อไปอีก 3 กิโลเมตรจนถึง Campsite 2 : Pusung Jentan แคมป์วันนี้อยู่บนไหล่เขา พื้นที่เอียงกระเท่เร่ ต้องพยายามหาพื้นราบให้ได้มากที่สุด เพื่อไม่ให้ตัวเองไหลไปกองฝั่งใดฝั่งหนึ่งเสียก่อน

ตามธรรมเนียม Fjällräven คืนสุดท้ายจะมีอาหารเลี้ยงและก่อกองไฟ
ที่นี่มี Bakso อาหารยอดฮิตของชาวอินโดมีเซียอุ่น ๆ และข้าวโพดย่างให้ได้ฉลองกัน ท่ามกลางลมแรงและอากาศเย็นเจี๊ยบราว ๆ 3 – 5 องศาเซลเซียส

ระหว่างที่ทุกคนเอาชามของตัวเองไปต่อคิว เพื่อนที่ต่อแถวอยู่ข้างหน้าก็อธิบายว่า Bakso แปลว่าลูกชิ้นเนื้อ คือส่วนของลูกชิ้นอย่างเดียว แต่มักกินแบบก๋วยเตี๋ยว คือมีเส้น เต้าหู้ เกี๊ยวกรอบ ใส่ผักชีนิดหน่อย พริกน้ำส้ม และซีอิ๊วดำเล็กน้อย หรือจะกิน Bakso อย่างเดียวก็ได้ (อารมณ์เกาเหลา)
“แต่คุณควรลองแบบที่ใส่ทุกอย่างเลยนะ”
“ให้ตายเถอะ Bakso ไม่ใช่ก๋วยเตี๋ยวนะ จริง ๆ มันคือ Meatball เฉย ๆ คนชอบเข้าใจผิด”
“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวผมสั่งให้เลย”
ฉันที่กำลังยืนหน้างง แต่เจ้าบ้านจัดการสั่งให้เรียบร้อยไปแล้ว ในขณะที่กำลังเอื้อมมือไปจ้วงพริกแบบไทยสไตล์
“โอ้ว มันเผ็ดนะ”
“เธอมาจากเมืองไทย”
“อ่าวเหรอ งั้นเอาเลย เอาอีก ๆ”
พวกเรายืนกิน Bakso กันที่หน้ากองไฟ ใต้แสงจันทร์สว่างแต่ยังเห็นดาวเต็มฟ้า แล้วต่อด้วยข้าวโพดย่างที่ทุกคนเรียกอย่างติดตลกว่าป๊อปคอร์น กว่าจะแยกย้ายกันก็เกือบ 3 ทุ่ม เพราะวันพรุ่งนี้ต้องออกเดินกันแต่เช้า
We are a Source of Peace
เริ่มเช้านี้ด้วยกาแฟอุ่น ๆ ตามธรรมเนียม โดยมีท้องฟ้าและภูเขาเป็นวิวคาเฟ่ ถือว่าเป็น World Cafe ของจริง ช่วงเวลานี้มีโอกาสทักทายพูดคุยกับเพื่อน ๆ แนวหน้าที่หมายถึงเลือกจุดกางเต็นท์อยู่ริมหน้าผาเชิงเขา ลมพัดมาตามช่องเขา กลางคืนจึงได้นอนฟังเสียงลมกระโชกประหนึ่งเสียงคลื่นริมทะเลตลอดทั้งคืน โชคดีที่ไม่มีใครเต็นท์ปลิวไปซะก่อน
จากแคมป์ไซต์ที่ 2 ถ้าโชคดีไม่มีหมอก จะเห็นไปถึงยอดเขา Sumeru ภูเขาไฟที่สูงที่สุดในเกาะชวา ยอดเขาสูงสง่ายังคงปะทุพ่นเถ้าถ่านและควันออกมา ตระหง่านอยู่ท่ามกลางทิวเขาอื่น ๆ เดี๋ยวปรากฏตัวเดี๋ยวหายลับไปในก้อนเมฆราวกับอยู่ใจกลางจักรวาลอันลึกลับ
จิบกาแฟกันให้พออุ่น ก่อนแยกย้ายกันไปเก็บของเตรียมออกเดินอีกครั้ง


ภูมิทัศน์รอบตัวเราตอนนี้มีแสงสะท้อนอยู่ในแอ่งเบื้องล่าง มีสีเขียวเหลืองตัดสลับกันสุดลูกหูลูกตา มีทิวเขาโอบล้อมไว้ จะต้องการอะไรไปมากกว่านี้อีก
ระยะการเดินทางวันนี้อยู่ที่ 13.4 กิโลเมตร เดี๋ยวเราจะค่อย ๆ เดินลัดเลาะตามไหล่เขาคดเคี้ยว เพื่อกลับสู่ทะเลทรายภูเขาไฟข้างล่าง
ทะเลทรายที่เราเดินผ่านวันนี้แล้งและแห้ง ไม่เหมือนวันแรกที่ทรายนุ่มและยวบยาบกว่า เพราะไม่มีฝน แม้จะไม่มีแดด แต่ก็ยังมีความร้อนจากทรายระอุขึ้นมาเรื่อย ๆ
เดินผ่านทะเลทรายที่เวิ้งว้าง ให้ความรู้สึกเหมือนกลับไปดาวอังคารอีกครั้ง แต่จากมุมนี้ เราเริ่มมองเห็นภูเขาไฟบาต๊อกอยู่ข้างหน้า และมีภูเขาพานันจากัน (Mount Penanjakan) ขนาบ
หลังจากเดินฝ่าทะเลทรายกันไปได้สักพัก กิโลเมตรที่ 6 ของวันนี้จะมีแค่จุดเติมน้ำเท่านั้น ส่วน Refreshment ที่ทำอาหารกลางวันได้อยู่ที่กิโลเมตรที่ 10 เหตุที่ไม่ให้ทำอาหารให้พื้นที่ทะเลทราย เนื่องจากอากาศแห้ง เสี่ยงเกิดไฟไหม้ (ซึ่งเคยเกิดมาแล้ว) อุทยานจึงเข้มงวดมากขึ้น จากจุดนี้ภูมิทัศน์เริ่มเปลี่ยนเป็นทุ่งหญ้า เส้นทางช่วงนี้เจอรถจี๊ปและม้าผ่านไปผ่านมาด้วย เนื่องจากเป็นเส้นทางท่องเที่ยว

แต่!!! ก่อนจะถึงกิโลเมตรที่ 10 ได้ เราต้องปีนเขากลับขึ้นไปเสียก่อน เป็นเส้นทางสูงชันและคดเคี้ยวไม่ใช่เล่น ชนิดที่แหงนไปมองยังปวดคอ ความกว้างของทางแค่ม้าเดินได้ เราจึงค่อยๆ เดินและหยุดพักกันทุก 20 ก้าว ไต่ระดับความสูงราวกับเนินหมาหอบขึ้นไป ดันเนินกันไปรัว ๆ จนสุดทางเจอทางถนน ให้ได้นั่งพักหายใจหอบแฮ่ก ๆ
จากจุดนี้เป็นต้นไปจะเริ่มเข้าสู่เส้นทางหมู่บ้านชานดอย ตัดผ่านไร่และคอกสัตว์ของชาวเทงเกอร์ (Tengger) ที่มีการทำไร่แบบขนานไปกับเชิงดอย บางจุดชันเกือบ 90 องศาทีเดียว

ช่วง 5 กิโลเมตรสุดท้ายของวันนี้คือพื้นที่หมู่บ้านของชาวเผ่าเทงเกอร์ในอินโดนีเซีย ถือเป็นชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งยังคงนับถือศาสนาฮินดู ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำเกษตรกรรม จึงมีคนจำนวนมากเดินเท้าขึ้นยอดภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปี โดยการโยนแพะ ไก่ หรือพืชผลการเกษตรของตนลงไปในปากปล่องภูเขาไฟเพื่อบวงสรวงเทพเจ้า เพื่อขอบคุณและขอพรให้ได้รับการคุ้มครอง และขอความอุดมสมบูรณ์ให้พืชผลงอกงาม
เราจึงยังคงได้เห็นพิธีกรรมบวงสรวงบูชาภูเขาไฟตามความเชื่อว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่พำนักของเทพเจ้าและบรรพบุรุษ ด้วยความศรัทธาที่เคารพพลังธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง ‘คนและภูเขาไฟ’ ได้อย่างดี

ก่อนถึงกิโลเมตรที่ 31.7 ที่จะได้พักทำข้าวกลางวัน ระหว่างนั้นฝนก็เทลงมาให้ได้รู้สึกหนาวถึงใจ
จุดพักนี้เป็นบ้านร้างเก่า ข้างในยังมีข้าวของจัดแสดงวิถีชีวิต แต่ก็ปะติดปะต่อเรื่องราวไม่ได้ จากนั้นเราออกเดินทางกันต่อ 3 กิโลเมตรสุดท้าย เป็นเส้นทางเข้าหมู่บ้าน เริ่มเป็นโซนท่องเที่ยว ยิ่งใกล้ถึงเส้นชัยยิ่งเจอเพื่อนร่วมทางบางส่วนแวะกินข้าวที่ร้านค้าแถวนั้น เติมชากัน เส้นชัยไม่เอาแล้ว ขอแวะกินข้าวก่อน จึงได้แต่ตะโกนบอกไปว่า “แล้วเจอกันที่เส้นชัยนะ”
เลยจากตรงนั้นมานิดหน่อย ต้องเดินขึ้นเนินให้พอเหงื่อมซึม แล้วก็ถึงเส้นชัยที่จุดปล่อยตัวนั่นเอง
จากตรงนี้มองลงไปที่หุบด้านล่าง เห็นภูเขาไฟโบรโมและภูเขาไฟบาต๊อกตั้งตระหง่านคอยต้อนรับอยู่ ตามธรรมเนียม เรามารอแสดงความยินดีกับเพื่อน ๆ ที่เดินตามมา การได้แปะมือไฮไฟฟ์กับเพื่อนตอนนั้นทำให้รู้สึกเท่จริง ๆ นะ ก่อนที่จะเอาเทรกกิ้งพาสปอร์ตไปโชว์เพื่อรับเหรียญที่ระลึก ตราสัญลักษณ์ (ถ้าใครมาครั้งที่ 2 ก็จะเปลี่ยนแบบไป) และเกียรติบัตร
จากนั้นจะมีจุดแยกขยะที่ทุกคนต้องเอาขยะทั้งหมดมาชั่ง แยก และทิ้งให้ถูกประเภท หากใครเก็บขยะมาได้น้ำหนักมากสุดมีรางวัล แถมที่เส้นชัยยังมีที่ให้ชั่งน้ำหนักกระเป๋าอีกสักรอบ จุดนี้พวกเราก็งงว่า ทำได้ยังไง กลับมาแล้วน้ำหนักกระเป๋าเพิ่ม ขนอะไรมาจากไหนกัน
ถือเป็นการจบเส้นทางเดิน 34.4 ที่กำลังพอดิบพอดี ก่อนจะแยกย้ายกันไปจัดการเก็บข้าวของ เพราะตอนค่ำเรายังจะกินข้าวเย็นและฉลองร่วมกันอีก

เรื่องราวบนโต๊ะอาหารค่ำนั้นไม่พ้นว่าใครชอบหรือไม่ชอบอะไร ฉันเอ่ยถามหลานชายวัย 11 ขวบผู้ครองตำแหน่งผู้เข้าร่วมอายุน้อยที่สุดว่า “ชอบวิวตรงไหนมากที่สุดเหรอ”
“ไม่รู้สิ แต่รู้ว่าชอบทุกตอนที่ได้เดินไปกับพ่อเลยนะ” คำตอบของหลานชายตัวแสบทำให้คืนนี้อุ่นขึ้นไปอีกเป็นกอง
ส่วนเรื่องตลกที่ลืมไม่ลงเลย คือเคล็ดลับการเดินเร็วจากพี่สาวชาวเกาหลีที่เดินเส้นทางเกาหลีซ้ำ 5 รอบ สวีเดน 4 รอบ คือ “Finish early, Drink early”
“เอาเข้าจริงเส้นทางมันน่าเบื่อจะตาย เดินวนไปวนมา (พร้อมทำท่าหมุนตัว) ฉันเลยรีบ ๆ เดินให้จบ จะได้ไปดื่มดริงก์ก่อนใคร
“ฉันอยากเจอเพื่อน ในชีวิตประจำวันฉันไม่ค่อยได้เจอพวกเขานักหรอก นี่อุตส่าห์บอกไปแล้วว่าจะบ้าหรือไง คนอะไรจะเดินเส้นนี้ทุกปี แต่ปีนี้ฉันก็ว่าจะไปอยู่นะ” เธอกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะร่วน
ถ้าถามว่าฉันชอบอะไรมากที่สุดในเส้นทางนี้ คำตอบคงจะเป็นความนิ่ง เงียบ สงบ เพราะในระหว่างที่เดิน ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ไม่มีทั้งอดีตให้กังวล ไม่มีอนาคตให้ต้องตระเตรียม มีแค่ที่นี่ในเวลานี้ ตอนนี้เท่านั้น มีแค่ตัวเราท่ามกลางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ เราแต่ละคนย่อมมีภูเขาให้ต้องปีนป่าย มีระดับความสูงที่ชอบและไม่ชอบ ภูมิทัศน์หรือระบบนิเวศที่จะอยู่แล้วรู้สึกสบายใจ ลักษณะพื้นที่ที่สอดคล้องไปกับพลังงานของเรา
เราต่างมีที่ทางและทิศทางของตนเองในธรรมชาติ
หนทางมักซ่อนตัวอยู่ในการก้าวเดินเสมอ แต่ละก้าวที่เดิน บางครั้งเราได้เจอชิ้นส่วนที่ทำหล่นหายเสียดื้อ ๆ ตามหาแทบตาย บทจะเจอก็เจอ ฉันเชื่อว่าเวลาที่ได้สัมพันธ์กับธรรมชาติ เฝ้ารอให้บางอย่างค่อย ๆ คลี่ออกตรงหน้า อีกด้านหนึ่ง เราได้เดินทางกลับเข้าสู่ตัวเรา สร้างสัมพันธ์กับตัวเราเองไปพร้อมกัน
ชีวิตกลางป่าจึงไม่ใช่อะไรอื่น นอกเสียจากการได้พบวิธีที่จะกลับบ้านอีกครั้ง
วางมือถือ ทิ้งสัมภาระทั้งหลายไว้ที่บ้าน แล้วออกเดินเล่นไปด้วยกันนะคะ ออกเดินให้หัวใจได้เต้นเร็วรัวกันอีกสักครั้ง คุณอาจเจอหนทางจากการเดินเล่น ๆ หรือไม่แน่นะ บางทีเพื่อนร่วมทางของคุณในครั้งหน้าอาจกลายเป็นเพื่อนกันตลอดไปก็ได้
ขอบคุณที่เดินเคียงข้างกันไปบนเส้นทางที่สวยขนาดนี้ แล้วเจอกันที่ข้างนอกนั้นนะคะ“See you out there!”

Write on The Cloud
Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ
