ไกลจากความรีบเร่งในปารีส บนชายฝั่งที่เงียบสงบของนอร์มังดี มีหน้าผาหินสีขาวท้าคลื่นอยู่บริเวณช่องแคบอังกฤษที่บันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์กว่าหลายล้านปีเอาไว้
หากพูดถึงหน้าผาหินสีขาวบริเวณช่องแคบอังกฤษ หลายคนอาจนึกถึงหน้าผาขาวโดเวอร์ (White Cliffs of Dover) ในฝั่งอังกฤษ แต่พื้นที่ที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามช่องแคบอังกฤษนั้นก็มีหน้าผาหินสีขาวงดงามไม่แพ้กัน นั่นคือหน้าผาของเมือง Étretat ชายฝั่งทางตอนเหนือในแคว้นนอร์มังดี (Normandy) ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส

นอร์มังดีอยู่ห่างจากปารีสประมาณ 200 กิโลเมตร เราเลือกเดินทางด้วยรถบัส ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง บรรยากาศเมื่อออกจากปารีสเปลี่ยนไปทันที จากความวุ่นวายของตึกรามบ้านช่องกลายเป็นทุ่งหญ้าสีเหลืองทองกว้างสุดลูกหูลูกตา บ้านเรือนวางตัวห่างกันอย่างเป็นไม่ระเบียบ มองดูวัวที่กำลังกินหญ้าอยู่ข้างทาง ทำให้รู้สึกเหมือนเวลาเดินช้าลง ในขณะที่รถยังคงแล่นไปข้างหน้าด้วยความเร็วไม่ช้าไม่เร็ว
ผู้โดยสารบนรถบัสคันนี้หลายคนมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน บางคนพกอาหารและเครื่องดื่มขึ้นมากินบนรถ บางคนนอนหลับพักผ่อนเพื่อเก็บแรงไว้ตะลุยเมืองที่กำลังจะถึง อีกหลายคนใส่หูฟังแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยความคิดลอยไปกับทิวทัศน์ที่เคลื่อนผ่าน
4 ชั่วโมงบนรถบัสไม่รู้สึกยาวนานเลย เพราะระหว่างทางมีอะไรให้ดูให้คิดตลอดเวลา
ชีวิตริมทะเลนอร์มังดี
นอร์มังดีค่อนข้างเป็นที่นิยมในเรื่องอาหารทะเล ซึ่งสดใหม่และราคาย่อมเยากว่าในปารีสมาก เดินไปตามถนนเล็ก ๆ กลิ่นคาวทะเลปนไอเค็มอ่อน ๆ ลอยมากับลม แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้อาหารจานหลักคือของกินเล่นข้างทาง


ตามริมทางเดินหรือร้านรวงต่าง ๆ จะมีไส้กรอกอบแห้ง (Dry-cured Sausage) หรือที่เรียกว่า Saucisson วางเรียงรายเป็นแพ หลายร้านมีให้ชิมก่อนซื้อ รสชาติดีจนติดงอมแงม กลายเป็นของกินเล่นระหว่างเดินชมเมืองที่ขาดไม่ได้

ในวันที่ฟ้าเปิดและแดดออกสดใสแบบนี้ นักท่องเที่ยวหรือคนพื้นเมืองต่างมาทำกิจกรรมบริเวณชายหาด ไม่ว่าจะเป็นการอาบแดด พายเรือคายัค เต้นรำ หรือแม้แต่นั่งริมหาดเพื่อดื่มด่ำกับไวน์ขาวเย็น ๆ และอาหารทะเลสดใหม่

นอกเหนือไปจากกิจกรรมที่ว่ามาแล้ว เรายังเดินเทรลสั้น ๆ จากบริเวณชายหาดไปยังหน้าผาและจุดชมวิวต่าง ๆ ได้ด้วย หากเดินทางคนเดียวก็แทบไม่รู้สึกเหงาเลย เพราะมีเพื่อนร่วมทางจากหลากหลายชาติมุ่งหน้าไปยังจุดเดียวกัน รวมถึงนกนางนวลที่คอยบินโฉบไปมา ทำให้สถานที่แห่งนี้รู้สึกมีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าเดิม
หน้าผาที่บอกเล่ากาลเวลา
หลายล้านปีก่อน พื้นที่แห่งนี้คือก้นทะเลที่มีการสะสมตัวของซากสิ่งมีชีวิตทางทะเล ตะกอนเหล่านี้ทับถมกันจนกลายเป็น ‘หินชอล์ก’ (Chalk) ซึ่งเป็นหินปูนชนิดหนึ่ง เมื่อเกิดการเคลื่อนที่ของแผ่นธรณี แผ่นดินค่อย ๆ ยกตัวขึ้น จนกลายเป็นเนินเขาชายทะเล

เมื่อเวลาผ่านไป คลื่น ลม และฝนค่อย ๆ กัดเซาะ เกิดเป็นจิตรกรรมหน้าผาที่สูงกว่า 70 เมตร ซุ้มหินโค้งชายฝั่ง (Sea Arch) อย่างที่เราเห็นบริเวณ Manneporte และ Porte d’Aval และโขดทะเล (Sea Stack) ซึ่งมีลักษณะเป็นเสาหินริมทะเล
หากลองมองใกล้ ๆ จริง ๆ แล้วหน้าผาสูงนี้ไม่ได้เป็นหินเนื้อเดียวกัน หรือมีสีขาวหนาทั้งหน้าผาอย่างที่เห็นในรูปตามอินเทอร์เน็ต แต่มีการเรียงตัวกันเป็นชั้น ๆ ของหินชอล์กสีขาวสลับกับหินฟลินต์ (Flint) ซึ่งเป็นหินที่ตกผลึกจากแร่ซิลิกาที่มาจากซากสิ่งมีชีวิตทางทะเลบางชนิด มีสีเทาจาง ๆ ไปจนถึงเทาเข้ม ลักษณะมันเงาและเป็นเหลี่ยมคมเมื่อแตกออก

ระหว่างเดินไปตามเทรลนั้น เราเกิดคำถามว่า ถ้าหินฟลินต์ที่แตกออกมามีความแหลมคม แล้วทำไมชายหาดของที่นี่ถึงเต็มไปด้วยกรวดที่มีลักษณะกลมมน

แต่ความสงสัยก็หายวับไปเมื่อเสียงคลื่นกระทบหาดดังขึ้น ฉุดความคิดให้กลับมาเจอกับคำตอบที่อยู่ตรงหน้า คำตอบคือคลื่นนั่นเอง เมื่อหินแหลมคมถูกคลื่นซัดกระทบกันไปมาเป็นเวลานาน แม้กระทั่งเศษแก้วที่คมก็ยังกลายเป็นรูปร่างมนกลมได้
ชายหาดกรวดนี้ยังทำหน้าที่เป็นเหมือนกำแพงขวางกั้นน้ำทะเล เนื่องจากเมืองนี้สร้างบนพื้นที่ที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล

การวางตัวสลับชั้นของหินชอล์กและหินฟลินต์แบบนี้ บอกเล่าเรื่องราวการตกทับถมของชั้นตะกอนในทะเลที่บางช่วงเงียบสงบ บางช่วงมีการเปลี่ยนแปลงของปริมาณซิลิกาในน้ำทะเล จึงเกิดการตกตะกอนแทรกของหินฟลินต์ทั้งแบบกระเปาะและแบบชั้นในหินชอล์ก เป็นเหมือนบันทึกทางธรณีวิทยาที่บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต
ร่องรอยของสงคราม
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 Étretat เป็นอีกหนึ่งจุดที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ โรงแรมที่เคยใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของผู้มาเยือน กลายเป็นโรงพยาบาลสนามของกองทัพอังกฤษและสหรัฐในเวลาต่อมา
เมื่อเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 หน้าผาและชายหาดของ Étretat กลายเป็นส่วนหนึ่งของกำแพงแอตแลนติก (Atlantic Wall) แนวป้องกันขนาดใหญ่ที่นาซีเยอรมันสร้างขึ้นตามแนวชายฝั่งของยุโรป
บริเวณยอดเขาใช้เป็นพื้นที่สังเกตการณ์ สร้างบังเกอร์และขุดอุโมงค์เพื่อใช้เก็บและขนส่งอาวุธ เมืองที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันบางส่วนถูกทำลายระหว่างสงครามและสร้างขึ้นใหม่ในภายหลัง

เส้นทางเดินเทรลนี้ให้บรรยากาศผสมผสานระหว่างความงามของธรรมชาติ และสะท้อนถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในอดีตได้อย่างลงตัว
นักเขียน จอมโจร และหน้าผา
สิ่งที่สะกิดความสนใจเราไม่น้อยไปกว่าธรณีวิทยาของที่นี่ คือระหว่างเดินกลับไปขึ้นรถบัสเพื่อเดินทางกลับเข้าปารีสนั้น เราบังเอิญไปเจอกับพิพิธภัณฑ์อาร์แซน ลูแปง (Le Clos Arsène Lupin) สถานที่ซึ่งเคยเป็นบ้านของนักเขียนนิยายชื่อดังชาวฝรั่งเศส โมริส เลอบล็อง (Maurice Leblanc)
เขาคือผู้สร้าง Arsène Lupin, Gentleman Burglar จอมโจรสุภาพบุรุษที่กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้งในซีรีส์ Lupin ทาง Netflix เมื่อไม่กี่ปีมานี้ น่าเสียดายที่เรามาถึงตอนพิพิธภัณฑ์ปิดพอดี จึงได้แค่เก็บรูปถ่ายของบ้านหลังนั้นจากภายนอกเท่านั้น

หากใครวางแผนจะมาเที่ยวฝรั่งเศส Étretat เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่อาจทำให้คุณประทับใจไม่แพ้ปารีสเลยล่ะ
Write on The Cloud
Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ
