‘เชียงราย’ จังหวัดที่มีภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเทือกเขา และมียอดดอยสูงติดอันดับ 5 ของไทย หลายคนจินตนาการถึงช่วงเวลาพิชิตใจตัวเองผ่านความสูงเหล่านั้น และได้เอนตัวกลางภูมิทัศน์เฉดเขียวตัดฟ้ากับอุณภูมิไม่กี่องศาเซลเซียส
กลับกันกับการเดินทางในครั้งนี้ที่จะพาไล่ระดับลงมายังภาคพื้นดิน ในช่วงความสูงไม่เกิน 700 เมตรจากระดับน้ำทะเล เพื่อสัมผัสอากาศอุ่นปนไอแดด เฉดสีที่ค่อนมาทางโทนร้อน บนเส้นทางเท้าที่สะท้อนมุมมองเชียงรายให้น่ารู้จักมากยิ่งขึ้น


เรากำลังพูดถึง 2 เส้นทาง Walking Routes จาก WABU (WAlking BUddy) Web Based Application ที่ บริษัท อิน คอมมอน จำกัด พัฒนาร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ด้วยความตั้งใจของ อ๋อย-พิมพิมล คงเกรียงไกร และ เต้-ศตพร นวลละออง Co-founder คู่หูคู่คิดที่ตั้งต้นไอเดีย ‘เยือนเมืองเก่า ด้วยวิธีใหม่’ บนเส้นทางท่องเที่ยวที่คิดมาให้เป็นมิตรกับการเดินและสิ่งแวดล้อมของ ‘เมืองเก่าเชียงราย-เมืองโบราณเชียงแสน’
เราไม่มอง WABU ว่าเป็น ‘ตัวช่วย’ แต่มองเป็น ‘เพื่อนเดิน’ ที่มาพร้อมข้อมูลฉบับไกด์ชุมชน และพาเราไปซึมซับประสบการณ์สองข้างทางอย่างเข้าใจ แถมมีค่า Carbon Offset ของเส้นทางแสดงให้เห็นอีกด้วย ครั้งนี้ WABU จะพาเราเดินพร้อมกับเจ้าย่าน ฟังเรื่องราวประวัติศาสตร์พิเศษที่นำเสนอโดยเจ้าบ้าน


เสียงแตรรถใหญ่ดังไล่หลัง บวกเสียงคนเซ็งแซ่ เป็นสัญญาณว่าเรากำลังมาถึงที่นัดหมาย
อ่านป้ายโดยรอบ พบชื่อสถานที่มากมาย เวียงป่าเป้า แม่ขะจาน เชียงของ แม่สาย และอีกนับสิบ
แน่นอนว่าเราถึงมาสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดเชียงรายแห่งที่ 1 เป็นที่เรียบร้อย


“สวัสดีเจ้า ยินดี๋ต้อนฮับสู่เมืองเจียงฮาย” คำทักทายของ อาจารย์เรก-อภิชิต ศิริชัย นักวิชาการด้านเชียงรายศึกษา พ่วงด้วย ลี่-กีรติ วุฒิสกุลชัย Artistic Director and Curator Everywhere Gallery และเจ้าย่านที่เติบโตมาในเมืองนี้ พวกเขาต้อนรับเราด้วยใบหน้าสดใส สวนทางกับอุณหภูมิในตัวเมืองตอนเวลาประมาณ 11.00 น.
ทั้งคู่พาเรามองไปรอบ ๆ จุดนัดพบ มีรถหลายสายเตรียมมุ่งตรงสู่ปลายทาง ขณะเดียวกันอาจารย์เรกก็ชิงเล่าเรื่องราวต้นทางของสถานีขนส่งแห่งนี้ให้พวกเราฟัง ตรงนี้เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างถนนพหลโยธินสายเก่ากับพหลโยธินสายใหม่ โดยมีถนนประสพสุขเป็นเส้นเชื่อม ชื่อนี้ตั้งให้เป็นอนุสรณ์สถานแก่ ลุงสุข-ประสพ จงสุทธนามณี คหบดีผู้บริจาคที่ดินผืนนี้ให้รัฐบาลเพื่อเชื่อมต่อเส้นทางสายหลักทั้ง 2 สายให้กลายเป็นพื้นที่เชื่อมต่อการเดินทางของทั้งผู้อยู่และผู้มาเยือน
ที่แห่งนี้จึงไม่ได้มีไว้แค่รับส่งผู้คน แต่บรรทุกเรื่องราวต้นสายเมืองเชียงรายไว้อย่างหนักอึ้ง

เดินเรียงราย ณ เชียงราย
หลังจากพูดคุยกันสั้น ๆ ราว 20 นาที พวกเราตั้งหน้าตั้งตาเดินออกมาจากสถานีขนส่ง เพื่อมุ่งตรงไปยัง ‘เส้นทาง Art & Life’ แบบไม่รอช้า


เราเดินมาเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่ถนนบรรพปราการตัดผ่าน อาจารย์เรกชี้ไปยังอีกฟากของถนน และบอกว่า “ถนนเส้นนี้เคยเป็นกำแพงเมืองเก่า” เรายืนนิ่งไปสักพัก เพราะสิ่งที่เห็นกลับกลายเป็นเส้นถนนและเกาะกลางจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงแต่เรื่องเล่าจากเจ้าย่าน
เดินต่อมาอีกหน่อยก็พบกับหอนาฬิกาเฉลิมพระเกียรติฯ กลางวงเวียนสีทองอร่าม โชว์ลวดลายประติมากรรมแบบร่วมสมัย ซึ่งคนเชียงรายเรียกกันติดปากว่า ‘หอนาฬิกาใหม่’
ไม่ทันไรก็เลี้ยวขวา ผ่านหน้าตลาดสดเทศบาล 1 รวมระยะทางประมาณ 850 เมตร พบหอนาฬิกาเก่าที่มีรูปทรงคลาสสิกตั้งตระหง่านคั่นกลางโรงเรียนและตลาด ลี่บอกกับเราทันทีว่า “หอนาฬิกาเก่าตั้งอยู่ที่ใหม่ หอนาฬิกาใหม่ตั้งอยู่ที่เก่า” เพื่อให้เราจินตนาการมุมกลับถึงความจริงในอดีต


เส้นทางแห่งศรัทธา
เราเดินต่อจากหอนาฬิกาเก่าอีกนิด ประมาณเที่ยงตรงก็เดินมาถึงวัดพระสิงห์ เชียงราย อีกหนึ่งวัดคู่บ้าน กับตำนานพระสิงห์จากลังกา ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันในหลายพื้นที่ของไทยว่าจังหวัดไหนคือสถานที่ประดิษฐานพระสิงห์องค์จริง ท้ายที่สุดก็ได้คำตอบว่าทุกที่เป็นองค์จริง แต่ไม่ได้มีองค์ใดสร้างจากลังกาตามความเชื่อ
เราเริ่มต้นสักการะจากพระประธานในพระอุโบสถเก่าแก่หลังซ้ายมือ สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2432 เป็นพระวิหารหลวง ในอดีตใช้เป็นพื้นที่สำหรับพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6
ก่อนเดินมายังพระวิหารแก้ว ซึ่งสร้างขึ้นภายหลังเพื่อประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ หรือ พระสิงห์น้อย พระพุทธรูปหล่อสำริดปางมารวิชัยศิลปะล้านนา หน้าตักกว้าง 37 เซนติเมตร และสูง 66 เซนติเมตรเท่านั้น


30 นาทีหลังจากนั้น เราข้ามถนนท่าหลวงมายังศาลากลางจังหวัดเชียงรายหลังเก่า อาคารสีไข่สไตล์โคโลเนียลสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2443 ที่นี่เป็นศูนย์ราชการแห่งแรกที่รวบรวมหัวเมืองฝ่ายเหนือเข้ากับรัฐบาลสยามโดยตรง ไม่ต้องขึ้นกับนครเชียงใหม่อีกต่อไป ในอดีตใช้เป็นศูนย์บัญชาการจัดกองกำลังและปฏิรูปการเมืองการปกครอง เพื่อให้เชียงรายขึ้นเป็นจังหวัดโดยสมบูรณ์
อาจารย์เรกเล่าต่อว่า อาคารหลังนี้เคยใช้เพื่อรับเสด็จพระมหากษัตริย์ตั้งแต่รัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9 ในครั้งที่เสด็จมาประพาส ณ หัวเมืองเชียงราย ทั้งยังเคยใช้ต้อนรับเอกอัครราชทูต นายกรัฐมนตรี และชนชั้นนำระดับประเทศอีกหลายครั้ง
ภายหลังตัวอาคารชำรุดทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ และได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานตั้งแต่ พ.ศ. 2478 ซึ่งปัจจุบันกำลังรอการบูรณะเพื่อให้กลับมาเป็นอีกหนึ่งแหล่งประวัติศาสตร์สำหรับใช้ในการเรียนรู้ต่อไป

ศิลปะ แห่ง ยุค (ร่วม) สมัย
ราวบ่ายโมง เราเดินมายัง ‘บ้านสิงหไคล’ เชียงราย บ้านเก่าอายุมากกว่าร้อยปี เดิมใช้เป็นบ้านพักของมิชชันนารี OMF ปัจจุบันได้รับการบูรณะและปรับเปลี่ยนเป็นสำนักงานของมูลนิธิมดชนะภัย บริเวณชั้น 2 แปลงเป็นหอศิลป์สำหรับจัดแสดงผลงานศิลปะ ส่วนชั้นล่างเป็นร้านกาแฟและร้านอาหารสำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยว
ทั้งหมดนี้มาจากความตั้งใจของ รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ รองศาสตราจารย์ หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาวิศวกรรมปฐพีและฐานราก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มีเป้าหมายให้เปลี่ยนพื้นที่บ้านสิงหไคลให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านภัยพิบัติ ขณะเดียวกันก็อยากตอกย้ำการเป็นเมืองแห่งศิลป์ของเชียงราย ด้วยการเปิดพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ หมุนเวียนผลงานศิลปะจากศิลปินท้องถิ่นมาจัดแสดง เพื่อโชว์ศักยภาพเมืองแห่งศิลปินล้านนาอย่างแท้จริง



ด้วยความบังเอิญที่ได้มีโอกาสไปตรงกับเทศกาล ‘Everywhere Gallery “ป๊ะกาด” 2025: ศิลปะบุกกาดหลวง’ เลยถือโอกาสมาเยือนอย่างไม่เป็นทางการ ลี่ซึ่งรับบทเป็นทั้งแม่งานและเจ้าย่าน บอกกับเราว่าความตั้งใจที่ก่อให้เกิดงานนี้ มาจากความต้องการดึงความคึกคักกลับมายังตลาด โดยใช้ศิลปะเป็นตัวเชื่อม จึงเป็นที่มาของคำว่า ป๊ะกาด มาจาก ‘ป๊ะ ที่แปลว่า พบ’ และ ‘กาด ที่แปลว่า ตลาด’ แปลตรงตัวว่าพบกันที่ตลาด และยังพ้องเสียงกับคำว่าประกาศอีกด้วย
เราเดินผ่านชิ้นงานที่น่าสนใจมากมายกระจายอยู่ทั่วตลาดถึง 16 จุด เราได้ออกตัวกันที่สถานธนานุบาลเทศบาลนครเชียงรายหรือโรงรับจำนำเก่าเชียงรายที่แปลงโฉมให้กลายเป็นหอศิลป์ชั่วคราว ภายในเต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้คนในตลาด ถ่ายทอดผ่านงานภาพถ่าย วิดีโอหนังสั้น ตลอดจนงานศิลปะสุดน่ารักที่ชวนเด็กน้อยจากโรงเรียนอนุบาลเชียงรายมามีส่วนร่วม
เดินออกจากตัวอาคารเลียบแผงผักและสินค้านานาชนิดมาเรื่อย ๆ ได้พบปะพ่อค้าแม่ขายที่ยิ้มต้อนรับอย่างเป็นมิตร เราเองก็เพลิดเพลินไปกับอีกหลากหลายนิทรรศการที่หยิบจับวิถีชีวิตย่านนี้มาเล่าผ่านงานศิลปะอย่างกลมกลืน
ใช้เวลาไปไม่เกิน 1 ชั่วโมงเราก็เดินชมจนทั่วพร้อมโบกมือลาเมืองเก่าเชียงรายไปด้วยรอยยิ้ม ความอิ่มเอมใจ และคำว่า “ไว้ป๊ะกันใหม่”
เดิน (ทาง) ถึง เชียงแสน
หลังจากที่เราใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อเดินทางโดยรถส่วนตัวไปยังจุดหมายที่ 2 ‘เชียงแสน’ อำเภอแถบบนของจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีพื้นที่ติดกับลาวและพม่า
เราตื่นจากการงีบหลับมาตลอดทาง รู้สึกตัวอีกทีรถก็กำลังวิ่งเลียบฝั่งโขงแล้ว เรามุ่งตรงไปยังที่พักเพื่อกลับไปนอนเอาแรงที่ ‘อทิตา’ โรงแรมขนาดย่อมใจกลางชุมชนที่สร้างจากความตั้งใจ และเลือกใช้งานฝีมือท้องถิ่นมาประกอบกัน จนกลายเป็นโรงแรมในฝันของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ ให้เราได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศสุดคลาสสิกจนผลอยหลับไป
เราเริ่มต้นเช้าวันที่ 2 เวลา 06.00 น. กับจักรยานคู่ใจเพื่อปั่นออกไปเยือนชุมชนและชมวิวเลียบริมฝั่งโขง โดยมีเป้าหมาย คือ ‘ตลาดสดเชียงแสน’ ที่นั่น เราได้ใส่บาตรและซึมซับวิถีชีวิตช่วงเช้า ซึ่งคนในพื้นที่บอกว่าเป็นช่วงที่คึกคักที่สุด
เดินตามแผน (ที่) : เส้นทาง วัตร – วัด – วัฒฯ
‘เส้นทาง Old Town Chiangsaen’ เริ่มต้นขึ้นที่วัดพระธาตุเจดีย์หลวง เชียงแสน ในเวลา 10.00 น. อากาศยังเย็นสบาย พอให้ได้สัมผัสความชื้น วัตร-ยศภัทร ประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเมืองเชียงแสน คู่มากับ หวาน-มัชฌิมา ยกยิ่ง เจ้าย่านที่มาพร้อมชุดไทยวนและย่ามคู่ใจ ทักทายเราด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เล่าเรื่องเมืองพอสังเขป ก่อนพาเราออกไปเยือนจุดสำคัญต่าง ๆ อย่างมุ่งมั่น
วัตรบอกกับเราว่า “ทั่วไก่บินตกจะเจอ 1 วัด” นั่นหมายถึงว่า เชียงแสนเป็นเมืองเก่าที่มีความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม ปรากฏหลักฐานว่ามีวัดอยู่เรียงรายแทบจะติดกัน จนเปรียบเปรยได้ด้วยระยะทางที่ไก่บินขึ้นและลงเพียงครั้งเดียวเท่านั้น จึงไม่แปลกใจว่าทำไมเชียงแสนมีวัดมากถึง 76 แห่ง แต่ก็น่าเสียดายที่ปัจจุบันมีวัดที่พระสงฆ์จำพรรษาอยู่เพียง 4 แห่งเท่านั้น ที่เหลือเป็นวัดร้าง ซึ่งก็ยังคงความงดงามไว้ไม่เลือนราง


เส้นทางที่เราจะไปในวันนี้ผ่าน 2 หมู่บ้าน ซึ่งคั่นด้วยถนนพหลโยธิน แต่คนที่นี่เรียกกันว่าถนนกลางเวียง เราเริ่มเดินจากฝั่งหมู่ 3 หรือฝั่งเวียงใต้ ผ่านวัดร้างมากมายทั้งที่ไม่มีชื่อและมีชื่อปรากฏ เช่น วัดพระยืน วัดชุมแสง เดินมาอีกหน่อยจะผ่านตลาดสดเชียงแสน เดิมทีชื่อว่า ‘ตลาดสินสมบูรณ์’ มาจากชื่อ นางสมบูรณ์ วรรณกรวิจิตร และ นายสินธุ์ กัญจนชุมาปุรพ สามีภรรยาผู้ก่อตั้ง


วัตรพาเราเดินตัดตลาด เพื่อมาเจอกับร้านอาหารท้องถิ่นของชาวเชียงแสน ทั้งข้าวซอยน้อย อาหารไทใหญ่ และไส้อั่วชื่อดัง ‘บ้านไส้อั่วเจียงแสน’ ที่คุณยายคนขายพูดติดตลกว่า “ถ้าไม่มากิน ถือว่ามาไม่ถึง”

เราข้ามมายังฝั่งของหมู่ 2 หรือ ฝั่งเวียงเหนือ ก็พบว่าฝั่งนี้สวยงามไม่แพ้กัน เราเลือกหยุดพักใต้ร่มต้นฉำฉา พร้อมชมความงามของวัดนางฟ้ากาเผือก เชียงแสน ที่สร้างโดยใช้ศิลปะล้านช้างเพียงแห่งเดียวในเมืองเชียงแสน ตามประวัติว่าเป็นพื้นที่ที่กษัตริย์พม่าและมเหสีชาวล้านช้างพบรักกัน ตรงนี้จึงกลายเป็นสถานที่ขอพรด้านความรักที่แขกบ้านแขกเมืองต่างรู้กัน
เดินต่อมาอีกนิดจะผ่านวัดล้านทอง วัดคู่บ้านคู่เมืองที่อยู่กึ่งกลางเมืองเชียงแสนพอดี เปรียบเป็นสะดือเมืองและที่ตั้งของศาลหลักเมืองเชียงแสน ผู้คนมักมาสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล


เราเดินมาทางด้านหลังของวัดล้านทอง ผ่านวัดมุงเมือง มุ่งตรงสู่วัดป่าสัก วัดนอกกำแพงเมืองฝั่งทิศตะวันตกที่เป็นต้นกำเนิดของต้นสักซึ่งกระจายอยู่ทั่วเชียงแสน เจดีย์สร้างโดยรวบรวมศิลปะหลายแขนงมาไว้ในองค์เดียว ทั้งยอดเจดีย์แบบลังกา ทรงเจดีย์แบบหริภุญชัย องค์พระแบบสุโขทัย ครุฑและนาคแบบเขมร ใบระกาแบบพม่า ลวดลายโบตั๋นและดอกบัวแบบจีน จนกล่าวได้ว่านี่เป็นเจดีย์องค์เอกชั้นครูที่สะท้อนให้เห็นว่า ในอดีตเชียงแสนเป็นจุดศูนย์กลางทางการค้าและวัฒนธรรมแห่งล้านนา
ชื่นชมความงดงามของรายละเอียดแต่ละแขนงอยู่เพียงครู่ ก็ได้เวลาเดินกลับไปยังจุดเริ่มต้นของเราเพื่อร่วมกิจกรรมประเพณีของชาวเชียงแสน ณ วัดพระธาตุเจดีย์หลวง

คูลดาวน์ด้วยจิตศรัทธา
วัตรพาเราเดินเข้าในตัวลานพระวิหาร เพื่อทำกิจกรรม ‘ทักษาโหรา บูชาพระธาตุ’ ซึ่งเป็นการตรวจดวงชะตาตามหลักทักษาโหราโบราณ โดยใช้ชื่อและวันเดือนปีเกิดดูว่าเราควรไปไหว้พระธาตุวัดไหน และทิศใดของเมืองเชียงแสน “เพื่อให้ดวงเมืองหนุนดวงเรา” วัตรกล่าว

ก่อนส่งไม้ต่อให้ หวาน มัชฌิมา ที่พาเราทำเครื่องสักการะล้านนาเชียงแสน ซึ่งในวันนี้เราทำชุดเบญจสักการะ คือการรวมเครื่องบูชามงคล 5 ชนิดที่หนุนดวงชะตา 5 ด้าน ทั้งต้นผึ้งที่สื่อถึงปัญญา ต้นดอกสื่อถึงความเจริญรุ่งเรือง ต้นเทียนสื่อถึงแสงสว่าง ต้นหมากสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ และต้นพลูสื่อถึงการเคารพบูชา ปักลดหลั่นลงมาจนเป็นเครื่องสักการะของเรา


หวานให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จริง ๆ แล้วควรนำเครื่องสักการะไปไว้ที่วัดตามที่ได้ตรวจชะตาแบบทักษาโหรามาก่อนหน้า แต่ด้วยเวลาจำกัดเราเลยวางเรื่องสักการะ ณ เบื้องหน้าพระธาตุเจดีย์หลวงแห่งนี้ ก็ถือเป็นสิริมงคลเช่นเดียวกัน

ขณะวางเครื่องสักการะ เราแหงนมองยอดพระธาตุเจดีย์หลวงพร้อมอธิษฐานขอพรไป 3 ข้อ ก่อนเดินทางกลับด้วยความสบายใจและประวัติศาสตร์เชียงรายเต็มคลังสมอง
ใครยังไม่อิ่มกับ 2 เส้นทางเมืองเชียงราย ชวนไปเดินเล่นเก็บบรรยากาศกับอีก 6 เส้นทางใน 3 จังหวัดที่ WABU เพิ่งเปิดตัวไปก่อนหน้านี้ มีทั้งสุราษฎร์ธานี เพชรบุรี และจันทบุรี และเร็ว ๆ นี้เตรียมพบกับเส้นทางแห่งเสียงแคน ณ ‘สกลนคร’
แล้วเจอกัน
Write on The Cloud
Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ













