เอื้อมคว้าในสิ่งที่ไกลเกินกว่าจะคว้าได้ โดดเดี่ยว สิ้นหวัง หม่นเศร้า จมดิ่งกับห้วงอารมณ์อันลึกซึ้ง ตั้งคำถาม วิพากษ์สังคมและโลกอันแตกสลาย – นี่คือนิยามเรื่องเล่าผ่านงานศิลปะของ ชาติชาย ปุยเปีย ศิลปินผู้รังสรรค์งานศิลปะที่จับใจคนทั้งเนื้อหา เรื่องราว และอารมณ์
ชาติชายเดินบนเส้นทางศิลปะมายาวนานหลายทศวรรษ และในที่สุดเขาก็ได้จัดแสดงนิทรรศการศิลปะครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต ชื่อว่า ‘บ้า น จับพระจันทร์ (Catch the Moon)’ รวบรวมผลงานศิลปะกว่า 140 ชิ้น เนรมิตชั้น 8 ของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ราวกับเป็น ‘บ้าน’ ของศิลปินที่เปี่ยมไปด้วยความ ‘บ้า’ หลงใหล คลั่งไคล้ในงานศิลปะ และถ่ายทอดมุมมองความคิดที่เขามีต่อโลกใบนี้อย่างเข้มข้น รุนแรง ทรงพลัง ร่วมด้วยภัณฑารักษ์ (Curator) แถวหน้าอย่าง กษมาพร แสงสุระธรรม และ วุฒิกร คงคา
บันทึกการเดินทางที่เราแบ่งปันมาให้ทุกคนอ่านในครั้งนี้เปรียบเสมือนบันทึกในการมาเยือนบ้านของศิลปิน และเราอยากชวนผู้อ่านมาขบคิดถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในงานศิลปะ ครุ่นคิด ตีความ พร้อมทั้งมองหาความงามและความหมาย ซึ่งอาจจะแฝงอยู่ระหว่างฝีแปรงและปลายพู่กันของศิลปินไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก
เดินเข้า บ้า น จับพระจันทร์ ชมงานศิลปะและชีวิตของเขาไปพร้อมกับเรา

แรกสบตาและการไขว้คว้าพระจันทร์
ชาติชาย ปุยเปีย เกิดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2507 ที่จังหวัดมหาสารคาม จบการศึกษาจากโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ สาขาจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร รุ่นที่ 40 พ.ศ. 2526
ชาติชายเป็นศิลปินที่ผลิตผลงานศิลปะอย่างต่อเนื่อง มีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง เขาเป็นที่รู้จักทั้งในไทยและต่างประเทศ ได้รับการคัดเลือกเป็นศิลปินศิลปาธร สาขาทัศนศิลป์ ประจำ พ.ศ. 2549 ซึ่งเป็นรางวัลของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริม สนับสนุน ยกย่องศิลปินที่ทุ่มเทจิตใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะ ให้มีกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพออกสู่สังคมอย่างต่อเนื่อง


ความสนใจในชีวิต ผู้คน และสังคม หล่อหลอมให้ชาติชายสนใจในงานศิลปะอันหลากหลาย เขาเป็นคนช่างคิด ช่างสังเกต มองโลกในมุมมองที่ไม่เหมือนใคร ชั้นหนังสืออัดแน่นไปด้วยหนังสือของนักคิด นักปรัชญา นิทาน ตำนาน ประวัติศาสตร์ ล้วนเป็นเรื่องเล่าที่เขาสนใจ ความชอบในอินเดีย สังเกตได้จากหนังสือ นิทานเวตาล ซึ่งเป็นวรรณกรรมสันสกฤตโบราณของอินเดีย ได้รับการบอกเล่ามาอย่างยาวนาน มีตัวละครเรื่องเล่าที่แปลกแตกต่าง ให้ข้อคิด
เราว่าการบ่มเพาะตนเองด้วยเรื่องเล่าอันหลากหลายของชาติชายผ่านการอ่านหนังสือ น่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อการสร้างงานศิลปะที่รุ่มรวยทางความคิดสร้างสรรค์ ล้วนชวนให้ผู้ชมครุ่นคิดกับเรื่องราวที่เขานำเสนอ

การก่อรูปร่างงานศิลปะของชาติชาย พัฒนามาจากความสนใจของเขาในหลายมิติ การสื่อสารอารมณ์ผ่านดวงตาคือหนึ่งในจุดเด่นสำคัญของเขา ภาพวาดบุคคล ทั้งตัวเขาเอง คนที่เขารู้จัก คนที่รายล้อมในชีวิต รวมไปถึงผลงานศิลปะจากศิลปินชื่อดังก็ส่งอิทธิพลต่อการสร้างงาน


ผนังบนกำแพงที่ผู้ชมจะได้สัมผัส เรียงรายอัดแน่นไปด้วยภาพของบุคคล สิ่งที่โดดเด่นคือการสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกผ่านดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยพลัง ดวงตาที่เปี่ยมด้วยมวลอารมณ์อันดิ่งลึก และท่าทีในการมองโลกที่เต็มไปด้วยคำถาม ความผิดหวัง ความสิ้นหวัง แทรกแซมไปด้วยภาพดอกไม้สีดำ ร่วงโรย คล้ายดอกทานตะวัน เชื่อมโยงไปถึงภาพ Sunflowers ของ Vincent van Gogh จิตรกรชาวดัตช์ผู้ยิ่งใหญ่ในยุคหลังอิมเพรสชันนิสม์ ซึ่งเป็นศิลปินที่เขาชื่นชอบ พร้อมกับร่องรอยแห่งยุคสมัย อย่างการใช้หนังสือพิมพ์เป็นส่วนหนึ่งในการผลิตงานศิลปะ

ใบหน้า ดวงตา ร่างกายอันเปล่าเปลือย เจ็บปวด รวมทั้งภาพคนที่กำลังพยายามจับพระจันทร์ เหล่านี้อาจจะตีความได้ว่าเป็นช่วงวัยแห่งการค้นหา เรียนรู้ความเป็นไปของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะชาติชายเติบโตมาในมหาวิทยาลัยศิลปากร โรงเรียนศิลปะที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น มี ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี บิดาแห่งวงการศิลปะร่วมสมัยไทย เป็นอาจารย์คนสำคัญของศิลปินไทยในสมัยนั้น และเป็นผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อชาติชาย

การใช้สัญลักษณ์พระจันทร์พบได้ในงานศิลปะหลายชิ้นของชาติชาย ส่วนการจับพระจันทร์ (Catch the Moon) อาจเป็นการพยายามเอื้อมจับสิ่งที่ไกลเกินเอื้อม
การใช้สัญลักษณ์ของพระจันทร์ยังทำให้เรานึกถึงข้อความอันโด่งดังที่ว่า Reach for the moon, even if you miss, you’ll land among the stars กล่าวโดย Norman Vincent Peale นักบวชคริสต์ นักเขียน และนักคิดชาวอเมริกัน ข้อความนี้เสริมกำลังใจให้พยายามไปให้ถึงดวงจันทร์ ถ้าไปไม่ถึง เราก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว สะท้อนถึงความมุ่งมั่นทุ่มเทอย่างสุดพลังในการทำอะไรสักอย่าง แม้ไม่ประสบความสำเร็จ เราก็ยังมาไกลกว่าที่ตั้งใจไว้
พลังความมุ่งมั่นของการทำงานศิลปะจึงฉายชัดในดวงตาผ่านภาพวาดที่สื่อสารอารมณ์ทางสายตาอย่างลึกซึ้ง บาดลึกทางอารมณ์

รอยยิ้มสยาม ความงามที่มีความหมาย
รอยยิ้มคือสัญลักษณ์สำคัญในงานของชาติชาย ยิ้มสยาม (Siamese Smile) เป็นชุดภาพสำคัญที่เป็นเอกลักษณ์ และทำให้เขาเป็นที่รู้จักอย่างมาก งานชุดนี้ชวนให้คิดถึงคำว่า ‘Land of Smile สยามเมืองยิ้ม’ ที่เป็นฉายาของประเทศไทย ซึ่งการยิ้มของคนไทยมีหลากหลายความหมายและอารมณ์
ภาพรอยยิ้มที่โดดเด่นอยู่กลางห้อง ประกอบกับดวงตาขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ตื่นตระหนก ท้าทาย เย้ยหยัน หรืออาจจะหวาดกลัว สีสันที่ตัดกันอย่างสีแดงและสีเหลือง ทำให้คิดต่อได้อีก ชวนให้เรามองเห็นอีกด้านที่เรายังไม่เคยมอง
ชีวิตมีทั้งกลางวัน กลางคืน มีพระอาทิตย์ พระจันทร์ มีทั้งความปกติและความไม่ปกติ หนึ่งในนักเดินทางที่มาชมงานแล้วเราได้พูดคุยตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า ทำไมใบหน้าถึงต้องมีการทัดดอกชบาสีแดง
การทัดดอกไม้กลับทำให้เรานึกไปไกลถึงตัวละครที่มีความบ้า อย่าง ‘สมทรง’ ในวรรณกรรมและภาพยนตร์เรื่อง คำพิพากษา ของ ชาติ กอบจิตติ
สมทรงเป็นคนบ้าที่ถูกสังคมมองอย่างแปลกแยก ทว่าอีกด้านเราอาจจะคิดได้ว่าความบ้าคือพลังการคิดสร้างสรรค์ จินตนาการถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่อบอวลในห้วงคำนึงของศิลปิน ซึ่งจินตนาการเหล่านั้นไม่มีวันสิ้นสุด

รายล้อมห้องนี้เต็มไปด้วยภาพรอยยิ้มที่มีบริบทแตกต่างกัน บางภาพวาดหน้าคนประดับประดาด้วยดอกไม้ คนที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ศิลปะบอกว่าบางภาพของชาติชายทำให้เชื่อมโยงถึงภาพของหนึ่งในศิลปินหญิงอย่าง ฟรีดา คาห์โล (Frida Kahlo) เป็นศิลปินหญิงชาวเม็กซิกันมีชื่อเสียงจากการวาดตัวเอง (Self-portrait) ขับเน้นอารมณ์อันละเอียดอ่อนของมนุษย์ – เจ็บปวดและเปราะบาง

บางภาพเป็นการนำเสนอเจาะลึกไปที่ปากและฟัน ภาพฟันสีดำ เราจ้องมองหลายครั้ง คิดไปถึงคนไทยสมัยก่อนที่มีฟันดำ ทุกภาพทำให้เราขบคิดกับการใช้ชีวิต เรายิ้มไปเพื่ออะไร เราร้องเพลงไปเพื่ออะไร เพียงแค่รอยยิ้มและใบหน้าก็พาเราขบคิดได้ตลอดเวลา เหมือนหนังสือที่อ่านแล้วไม่มีตอนจบและไม่มีคำตอบ
เรือนร่าง บาดแผล และความโดดเดี่ยว
ความน่าสนใจในการดูภาพของชาติชาย คือเขามักจะวาดองค์ประกอบของร่างกายมนุษย์ที่ผิดแปลกไปจากความงามปกติ ดวงตาเบิกโพลน รอยยิ้มอันพิลึกพิลั่น ศีรษะที่ใหญ่กว่าปกติ ร่างกายที่บิดเบี้ยว วาดเท้า บั้นท้าย นำเสนอได้อย่างท้าทาย
ชุดภาพจับความโดดเดี่ยวของชาติชาย เป็นภาพขนาดใหญ่กว่าตัวคน ล้อมกรอบอย่างหรูหรา เป็นภาพชุดที่สะท้อนการทำงานอย่างโดดเดี่ยวของศิลปิน
เราเห็นถึงร่างกายที่มีร่องรอยบาดแผลถลอก เจ็บปวด ดวงตาที่เศร้าลึก ศีรษะที่ใหญ่โตกว่าปกติ บอกเป็นนัยถึงการใช้ความคิดอย่างมหาศาล ฉากหลังของภาพเป็นสีแดงเข้ม โดดเด่น การใช้สีที่เข้มข้น จัดจ้าน ทว่าอารมณ์ของภาพกับฉายความเหงาและโดดเดี่ยวอันจมดิ่ง ไม่ว่าจะเป็นภาพคนนั่งหรือนอน ดวงตาสื่ออารมณ์ และวาดได้อย่างละเมียดละไม

ขณะที่ภาพอีกชุดได้แรงบันดาลใจมาจาก ดิเอโก เบลัซเกซ (Diego Velázquez) ศิลปินชาวสเปน ในงานของชาติชายเขาวาดลักษณะของบุคคลที่ยิ่งใหญ่ ทว่ากลับแทนที่ด้วยใบหน้าเชิงเสียดสี ความยิ่งใหญ่ของมนุษย์มักเจือปนไปด้วยความเจ็บปวด ความเปราะบาง ความไม่สมประกอบ อาจจะทำให้เราคิดไปอีกว่า มนุษย์ไม่ได้สมบูรณ์แบบ ทุกคนล้วนมีความความบกพร่อง ความไม่ปกติ มีทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น
การใช้ร่างกายมนุษย์ที่บิดเบี้ยวของชาติชายยังสื่อสารผ่านงานประติมากรรมขนาดใหญ่เคลือบทอง เป็นคนครึ่งตัว นอนไขว่ห้าง ปลายนิ้วเท้ากระดิก เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งซิกเนเจอร์ ประติมากรรมนี้มีชื่อว่า Wish You Were Here หนักประมาณ 1,800 กิโลกรัม จัดแสดงภายใต้ความมืดและความเงียบ

ประติมากรรรมของชาติชายต่างจากประติมากรรมอื่น ๆ โดยปกติเรามักจะเห็นงานปั้นบุคคลเป็นแนวตั้งเต็มตัวสวยงาม ทว่างานชิ้นนี้มีเพียงส่วนครึ่งท่อนล่างตั้งแต่เอวไปจนถึงปลายเท้า
เวลาชมงานชิ้นนี้ เรามักจะนึกถึงคำว่า ‘คนขวางโลก’ คนที่คิดอะไรไม่เหมือน เชื่อมต่อกับภาพวาดที่เป็นภาพคนนอนลืมตา ครุ่นคิด รายล้อมไปด้วยผีเสื้อ มีทั้งความสวยงาม ความเข้มแข็ง ความอ่อนโยน และอาจจะหมายถึงการไร้ตัวตน เพราะภาพเป็นสีเทาหม่นไร้สีสัน
ไฟสร้างสรรค์ของศิลปินและประวัติศาสตร์ของศิลปะไทย
พลังสร้างสรรค์ผลงานของชาติชายยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง ชุดผลงานที่ชื่อว่าจับไฟ เป็นห้องที่รวบรวมผลงานขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยความร้อนแรงของเปลวไฟ สื่อถึงพลังสร้างสรรค์ของศิลปิน ไฟที่เผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่าง ไฟเป็นทั้งจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของชีวิต
ทุกภาพ ยิ่งมองยิ่งทำให้เราค่อย ๆ แกะร่องรอยความสนใจและท่าทีในการมองโลกของศิลปินได้อย่างน่าตื่นเต้น

ภาพที่เราสนใจอย่างภาพคืนดาวกระจ่างฟ้า (The Starry Night and A Dog Called Honor) เปลวไฟที่ลุกโชติช่วงตรงกลางภาพ ด้านซ้ายเป็นสุนัข ด้านขวาเป็นชายร่างกายเปลือยเปล่านั่งผิงไฟ เรื่องราวในภาพทำให้คิดไปถึงการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับสัตว์ การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และการดับไปของชีวิต ชายในภาพมีความละม้ายคล้าย Vincent van Gogh ขณะที่ฉากหลังคือท้องฟ้าที่พร่างพรายด้วยดวงดาว และมีลูกอุกกาบาตตกจากฟากฟ้า เป็นภาพขนาดเล็กที่เติมเต็มให้ภาพสมบูรณ์
ขณะที่ฝั่งตรงข้ามเป็นภาพขนาดใหญ่ที่มีชื่อภาพว่า Where Do We Come From? What Are We? Where Are We Going? ชื่อภาพทำให้นึกถึงงานของ เออแฌน อ็องรี ปอล โกแก็ง (Eugène Henri Paul Gauguin) ศิลปินฝรั่งเศสที่มีเอกลักษณ์เรื่องการใช้สัญลักษณ์และสีสัน

ทว่าชาติชายเลือกสื่อสารความคิดของเขาในแบบของตัวเอง ตั้งคำถามกับเรื่องศิลปะของไทย องค์ประกอบในภาพชิ้นนี้เชื่อมโยงไปถึงศิลปินที่มีอิทธิพลต่อเขา ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ที่อยู่ด้านซ้ายสุดของภาพ ขณะที่ประติมากรรมหญิงสาวที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามมีความคล้ายกับศิลปินหญิงไทย มีเซียม ยิบอินซอย (Misiem Yipintsoi) หญิงสาวที่เป็นคุณแม่ที่ค้นพบความชอบและฝึกฝนการวาดภาพ เริ่มทำงานศิลปะในวัย 40 ปี จนกลายมาเป็นศิลปินไทยที่มีชื่อเสียงและได้การยกย่อง มีเซียมสร้างสรรค์ภาพวาดแนวอิมเพรสชันนิสม์และงานปั้นไว้มากมาย
รวมทั้งองค์ประกอบในภาพชิ้นนี้ยังสื่อความหมายถึงศิลปินไทย เช่น ดอกบัว อาจจะสื่อถึง ทวี นันทขว้าง ศิลปินไทยที่วาดภาพแนวเหนือจริง รูปปั้นคนนั่งคิด สื่อถึง เขียน ยิ้มศิริ ประติมากรคนสำคัญชั้นครู ผู้ปั้นงานอ่อนช้อย งดงาม ราวกับมีชีวิต ภาพไก่ที่ซ่อนอยู่ ทำให้นึกถึง ประหยัด พงษ์ดำ ศิลปินที่วาดภาพได้งดงามเช่นกัน รวมถึงภาพนี้อาจจะทำให้นึกถึงศิลปินอย่าง ชลูด นิ่มเสมอ และ ขรัวอินโข่ง จิตรกรเอกในสมัยรัชกาลที่ 4
ร่องรอยในภาพสำหรับเรา เป็นการบันทึกเรื่องราวของศิลปินไทยหลายคนไว้ในภาพ อาจจะเรียกได้ว่าเป็น ‘ภาพบูชาครู’ ในขณะเดียวกันก็อาจจะตั้งคำถามถึงการเดินต่อไปของวงการศิลปะไทย
ภาพวาดของชาติชายจึงมีเรื่องราว มีร่องรอย และเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ บันทึกช่วงเวลาของยุคสมัย ให้ผู้ชมตามมาแกะรอยเรียนรู้วงการศิลปะไทยจากอดีต ปัจจุบัน และเดินหน้าต่อไปในอนาคต
ห้วงเวลาแห่งความงดงาม
เวลาคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของศิลปิน การใช้เวลาในการรังสรรค์งานศิลปะคือช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ เติบโต เก็บเกี่ยวประสบการณ์ และได้แลกเปลี่ยนความคิดกับผู้คน
ห้องจัดแสดงที่มีการจัดแสดงงานคล้าย Salon คือพื้นที่สนทนาและจัดแสดงศิลปะ โดยเฉพาะในบริบทของศิลปะ วรรณกรรม ปรัชญา วัฒนธรรม โดยมีรากมาจากฝรั่งเศส ในห้องนี้จัดแสดงงานศิลปะตั้งแต่พื้นจนถึงเพดาน รวบรวมงานศิลปะของชาติชายในต่างช่วงเวลา

ในห้องนี้ระดมภาพเกือบทั้งหมดที่มีของชาติชาย รวบรวมมาจากนักสะสมและมีที่มาจากต่างช่วงเวลา ชุดภาพที่เห็นมีสัญลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติชาย ได้แก่ ภาพใบหน้าคน บันได ผีเสื้อ พระจันทร์ ช้าง บั้นท้าย ทุกภาพล้วนสะดุดตาด้วยสีสันที่จัดจ้าน รวมถึงงานประติมากรรม คนโก้งโค้ง มีบันไดสีแดงพาดยาว มีข้อความภาษาละตินสีทอง เขียนว่า ความคลั่งไคล้เงินตราเป็นบ่อเกิดของความชั่วร้ายทั้งปวง
จากที่สังเกต ทุกภาพสื่อสารความโดดเดี่ยว ความแปลกแยก การเป็นคนนอก ความสิ้นหวัง ทว่าแม้จะหม่นเศร้า แต่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกละเอียดอ่อน และความงามที่ทำให้เราคิด ใคร่ครวญ และจมลึกสู่โลกภายใน
โถงด้านหน้าทางเข้าห้องจัดแสดงภาพวาดของ โชน ปุยเปีย ลูกชายที่เป็นดีไซเนอร์ พ่อลูกทำงานร่วมกันเพื่อเชิดชูคุณค่าของการเป็นศิลปิน มีประติมากรรมรูปมือ รวมถึงการออกแบบเสื้อผ้า และฝั่งตรงข้าม เป็นภาพที่สื่อสารถึงการตกตะกอนทางความคิด มีชื่อว่า Rich Tapestry-X มีองค์ประกอบเกี่ยวกับเรื่องเล่า เพลง ผู้คน วรรณกรรมที่ชาติชายสนใจ เขาวาดด้วยสีกวอช (Gouache) สำหรับนิทรรศการนี้โดยเฉพาะ
ความเข้าใจในชีวิต ณ โฮมหมู่สโมสร
ตลอดระยะเวลาการเดินทางบนเส้นทางของศิลปิน ในพื้นที่สุดท้ายเป็นความผ่อนคลาย ความตื่นรู้ ความสมดุลทางความคิดในการมองโลก โถงทางเดินรวบรวมผลงานภาพถ่ายที่มีคนทำให้แด่ชาติชาย โดย มานิต ศรีวานิชภูมิ หนึ่งในศิลปินภาพถ่ายคนสำคัญของวงการศิลปะไทย เรื่องราวของภาพเล่าถึงชาติชาย ศิลปินผู้สร้างสรรค์งานศิลปะอย่างบ้าคลั่ง มักจะถึงความตายและการจากไปของตนเองอยู่เสมอ

เดินเรื่อยมาจะถึงโฮมหมู่สโมสร เป็นลานบ้าน พื้นที่สังสรรค์ มีทั้งลานโล่ง นั่งชมการแสดงบนเวที บาร์จับหัวใจ อาหาร เครื่องดื่ม และภาพวาดขนาดใหญ่ที่ทำเพื่อนิทรรศการนี้โดยเฉพาะ ได้รับอิทธิพลมาจากเพลงของ เอลตัน จอห์น (Elton John) มีชื่อภาพว่า Goodbye Yellow Brick Road ทำงานร่วมกับ ฉัตรธำรงค์ ชโลธรพิเศษ ภาพวาดสื่อความหมายถึงการตกตะกอนทางความคิดของชาติชาย องค์ประกอบต่าง ๆ ในภาพมีความเป็นไทยและมีความเป็นตะวันตกอย่างลงตัว โดยมีการบอกเล่าเรื่องราวไว้ว่า
เมื่อเราพบที่พักพิงในกลางใจของศิลปะ ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรอื่นเลยที่สลักสำคัญอื่น ๆ ล้วนไร้แก่นสาร
นิทรรศการครั้งนี้รวบรวมความเป็นตัวตนของชาติชาย ทั้งความคิด ความรู้สึก ครอบครัว เพื่อน ผู้คนในชีวิต นักสะสมงานศิลปะ คิวเรเตอร์ ที่ร่วมกันถักทอนิทรรศการศิลปะครั้งนี้ให้งดงามและเปี่ยมไปด้วยพลัง
การมาชมงานศิลปะของชาติชาย ปุยเปีย ทำให้เราได้เรียนรู้โลกของศิลปะกว้างไกลมากยิ่งขึ้น มองเห็นความงามอันหลากหลาย สัมผัสความเป็นมาของประวัติศาสตร์ศิลปะทั้งจากตะวันตกและไทย กระตือรือร้นที่จะทำความรู้จักศิลปินอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ได้เห็นร่องรอยกระบวนการสร้างงาน การใช้สัญลักษณ์ สีสัน ลายเส้น การเล่าเรื่องผ่านงานศิลปะ ทำให้เราสัมผัสอารมณ์อันละเมียดละไม และมีพลังใจในการใช้ชีวิต ทำสิ่งที่ตนเองรักอย่างตั้งใจและมุ่งมั่น
มากไปกว่านั้นคือการมีจิตใจที่อ่อนโยน เห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย และสัมผัสความสุขเล็กน้อยแสนธรรมดาในแต่ละวันของชีวิต น่าจะยังมีเรื่องราวของ ชาติชาย ปุยเปีย เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในโลกศิลปะที่เรายังไม่ได้เล่าอยู่อีกมาก และรอให้คนที่รักศิลปะไปเรียนรู้และแกะรอยด้วยตนเอง

ข้อมูลเพิ่มเติม
นิทรรศการ บ้า น จับพระจันทร์ (Catch the Moon) จัดแสดงที่ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 8 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 เปิดให้บริการวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 10.00 – 20.00 น. เข้าชมฟรี
ขอขอบคุณจากใจ
การเขียนเล่าเรื่องในครั้งนี้ ได้ประสบการณ์จากการเป็นอาสาสมัครนำชม (Volunteer Docent) ในโครงการ BACC Volunteer Docent Training Program 2025 รุ่นที่ 3 ของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ร่วมกับธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) เปิดโอกาสให้คนรักศิลปะเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเป็นผู้นำชมงานศิลปะ หรือ Docent หมายถึง ผู้เล่า ผู้ชวนคิด ผู้ชวนคุย และผู้แปลภาษาศิลปะ จากโลกของศิลปิน สู่ประสบการณ์ของผู้ชม การเป็น Docent ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ชมทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับงานศิลปะ ทำให้เก็บเกี่ยวเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมานำเล่าเป็นบันทึกการเดินทางสู่โลกศิลปะ
Write on The Cloud
Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ




