จะดีไหมถ้าการท่องเที่ยวสักทริปเป็นมากกว่าการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติสวย ๆ แต่เรายังได้สร้างสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ตัวน้อยที่เรียกว่า ‘แมลง’
เมื่อพูดถึงแมลง คนเมืองอาจนึกถึงในฐานะตัวก่อความรำคาญ แต่แท้จริงแล้วแมลงนั้นมีหลากหลายมาก หากเราได้เริ่มต้นทำความรู้จัก ก็จะพบกับความมหัศจรรย์ไม่รู้จบ เช่น ตั๊กแตนตำข้าวบางชนิดมีรูปร่างและสีสันราวกับดอกกล้วยไม้ ด้วงบางชนิดมีสีทองแวววับราวกับกระดาษทองไหว้เจ้า แมลงน้ำบางชนิดมีท่อยาว ๆ ยื่นมาหายใจเหนือน้ำราวกับเป็นท่อสน็อกเกิลส่วนตัว ส่วนด้วงอีกชนิดก็มีลมตดพิฆาตที่อุณหภูมิสูงนับร้อยองศาเซลเซียส ส่วนตัวอ่อนแมลงน้ำบางชนิดก็ชอบทำท่าวิดพื้นเมื่อหายใจติดขัด
ทั้งหมดนี้เป็นแค่เสี้ยวส่วนของยอดภูเขาน้ำแข็งเมื่อพูดถึงจักรวาลแมลงอันกว้างใหญ่ที่เราได้เรียนรู้กันใน ‘The Cloud Journey : Butterfly Effect’ ที่ The Cloud จัดขึ้นจากการสนับสนุนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคภาคตะวันออก เพื่อให้คนได้สัมผัสมุมใหม่ของการเที่ยวภาคตะวันออกฤดูฝน ซึ่งทริปนี้เราไปกันที่จังหวัดนครนายก
หากใครพลาดไม่ต้องเสียใจไป เพราะนี่คือเส้นทางที่คุณตามรอยได้ และบทความนี้ก็จะทำหน้าที่เป็นไกด์ ราวกับคุณได้เดินตามวิทยากรไปกับเรา
หากพร้อมแล้ว หยิบไฟฉายย่อส่วนขึ้นมา แล้วท่องไปในแดนมหัศจรรย์ขนาดจิ๋วกันเลย


เที่ยวน้ำตกชุ่มฉ่ำใจ แถมได้ Add Friend กับแมลงน้ำ
การเที่ยวน้ำตกให้สนุกไม่ได้มีเพียงการเล่นน้ำหรือกินไก่ย่างส้มตำริมลำธารเท่านั้น แต่เราได้นักสื่อสารเรื่องราวธรรมชาติอย่าง ‘กลุ่มใบไม้’ เป็นผู้นำกิจกรรมที่จะทำให้เรามองสายน้ำไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นั่นคือกิจกรรมที่ชื่อว่า ‘นักสืบสายน้ำ’
นี่เป็นกิจกรรมง่าย ๆ ที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์มากมาย เพียงแค่มีแว่นขยายสักอันกับคู่มือนักสืบสายน้ำสักเล่ม (หรือลายแทงแมลงน้ำสักแผ่น) ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราได้ท่องไปในโลกไซซ์จิ๋วของแมลงน้ำราวกับอลิซในแดนมหัศจรรย์ (แต่ถ้าให้ดี อาจเพิ่มพู่กันและถ้วยน้ำจิ้มเล็ก ๆ ไปด้วย ก็จะทำให้เราสังเกตน้อง ๆ ได้ชัดและนานขึ้น)
“เป้าหมายของกิจกรรมนี้คืออยากพาทุกคนไป Add Friend กับแมลงน้ำ เพราะกลุ่มใบไม้เชื่อว่าเราจะตัดสินใจปกป้องธรรมชาติได้ง่ายขึ้น ถ้าหัวใจรู้สึกว่า ‘เราเป็นเพื่อนกัน’ ” เก่ง-โชคนิธิ คงชุ่ม แห่งกลุ่มใบไม้ กล่าวไว้ในช่วงแนะนำกิจกรรม


สำหรับทริปนี้ เก่งและทีมพาเราไปที่น้ำตกกะอาง เดินแค่ราว ๆ 200 เมตรก็ถึงลำธารใส ๆ ความลึกประมาณครึ่งแข้ง จากนั้นเราก็เดินลุยน้ำ พลิกก้อนหินขึ้นมาส่องหาแมลงตัวจิ๋วที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ หากเจอก็จะใช้พู่กันปัดน้องอย่างเบามือลงในถ้วยเล็ก ๆ ที่ใส่น้ำไว้ จะได้ใช้แว่นขยายส่องดูได้ถนัดตา โดยมีแผ่นพับลายแทงนักสืบสายน้ำที่จะช่วยจำแนกว่าน้องคือแมลงกลุ่มไหน
“แมลงแต่ละกลุ่มมีคะแนนประจำตัวตั้งแต่ 1 – 10 ซึ่งเป็นคะแนนชี้วัดคุณภาพน้ำ เพราะแมลงแต่ละชนิดชอบแหล่งน้ำไม่เหมือนกัน บางชนิดอยู่ได้แค่ในลำธารไหลแรงออกซิเจนสูงเท่านั้น ส่วนบางชนิดชอบน้ำนิ่ง ๆ มีใบไม้ผุ ๆ เน่า ๆ ยิ่งคะแนนสูงก็แปลว่าคุณภาพน้ำยิ่งดี” เก่งอธิบาย
จากนั้นเหล่านักสืบก็จะต้องตามหาเหล่าน้อง ๆ แล้วจดชื่อชนิดที่เจอลงไปพร้อมระบุคะแนน พอจบก็จะนำคะแนนทั้งหมดมาหารเฉลี่ยกัน


“ตัวนี้มีหางยาว ๆ 3 เส้น น่าจะเป็นตัวนี้นะ” นักสืบคนหนึ่งชี้ไปที่รูปที่เขียนว่า ‘ตัวอ่อนชีปะขาว’ วิทยากรยืนยันว่าถูกต้อง
“ตัวนี้มีหางพอง ๆ 3 อัน เหมือนตัวอ่อนแมลงปอเข็มหางโป่งเลย” นักสืบอีกคนกล่าวถึงแมลงอีกตัว ซึ่งปรากฏว่าจำแนกชื่อได้ถูกต้อง แต่ที่ผิดไปเล็กน้อยคือส่วนที่ดูเหมือนหาง แท้จริงแล้วคือเหงือกสำหรับหายใจ


ส่วนอีกตัวที่แค่ได้ยินชื่อก็รู้สึกน่าสนใจแล้ว นั่นคือ ‘ตัวอ่อนแมลงเกาะหินจั๊กกะแร้ฟู’ ที่มีเหงือกฟู ๆ เป็นกระจุกใต้โคนขา แถมพฤติกรรมของน้อง ๆ กลุ่มนี้ก็ไม่ธรรมดา เพราะเมื่อใดที่ออกซิเจนในน้ำเริ่มต่ำ บางชนิดจะทำท่าวิดพื้นเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของน้ำ
หรืออีกชนิดที่เท่มากก็คือ ‘ด้วงสี่ตา’ ซึ่งน้องมี 4 ตาจริง ๆ โดยตาคู่บนใช้มองหาเหยื่อเหนือน้ำ ส่วนตาคู่ล่างมองหาเหยื่อใต้น้ำ เทพสุด ๆ
ส่วนอีกกลุ่มก็เจ๋งไม่แพ้กัน นั่นคือตัวอ่อนแมลงหนอนปลอกน้ำที่ปล่อยเส้นใยพิเศษเพื่อเชื่อมเม็ดทรายหรือวัสดุใต้น้ำให้เป็นปลอกหุ้มลำตัวเหมือนปลอกหมอนข้างได้ บางชนิดใช้เศษใบไม้ บางชนิดใช้เม็ดทราย หรือบางชนิดก็ใช้ก้านพืชมาสานจนดูเหมือนตะกร้าหวาย
หลังจบกิจกรรม เรานำคะแนนของทั้ง 3 กลุ่มที่สำรวจ 3 จุดของลำธารมาเฉลี่ยกัน และได้ผลคะแนนอยู่ที่ 8.4 ซึ่งถือว่าคุณภาพน้ำดีทีเดียว สิ่งที่สำคัญที่สุดของกิจกรรมนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข แต่อยู่ที่การทำให้เราได้สัมผัสและมองเห็นด้วยสองตาตัวเองว่า ‘สายน้ำที่มีชีวิต’ เป็นอย่างไร


แม้เราอาจจำชื่อน้องแต่ละตัวที่เจอไม่ได้ แต่สิ่งที่เราจะไม่ลืมแน่ ๆ ก็คือการได้ใช้แว่นขยายส่องดูน้องตัวจิ๋ว ได้เห็นเหงือกที่กำลังโบกสะพัด ขาเล็ก ๆ ขยับไปมา นี่คือภาพที่บอกเราอย่างชัดเจนว่า สายน้ำไม่ได้มีแค่ H2O แต่คือ ‘บ้าน’ ของชีวิตเล็ก ๆ มากมาย
และเมื่อเรารู้อย่างนี้ เราก็จะรู้ว่าการไปเปลี่ยนระบบนิเวศลำธาร ไม่ว่าจะการสร้างฝาย การขุดลอก หรือการทำตลิ่งปูน ล้วนเป็นการทำลาย ‘บ้าน’ ของน้อง ๆ เหล่านี้ เมื่อเราได้มองน้อง ๆ ด้วยสองตาตนเองแบบใกล้ชิด มันก็มีความรู้สึกพิเศษบางอย่างในแบบที่การดูรูปภาพให้ไม่ได้… นี่อาจเป็นความรู้สึก ‘เป็นเพื่อน’ ที่เก่งพูดถึงตอนเริ่มกิจกรรมก็เป็นได้
Holotype café : คาเฟ่แมลงแห่งแรกในนครนายก
Holotype café คือคาเฟ่เล็ก ๆ ที่อัดแน่นไปด้วยความรู้และความหลงใหลของนักกีฏวิทยา ผู้ค้นพบตั๊กแตนตำข้าวชนิดใหม่ของโลกมาแล้วเกือบ 10 สปีชีส์ นั่นคือ ฟลุ๊ค-ธรณ์ธันย์ อุณหะโชติ
ที่นี่มีตัวอย่างแมลงให้เราดูนับร้อยชนิด ทั้งตัวอย่างมีชีวิตและแมลงสตัฟฟ์ราวกับเป็นพิพิธภัณฑ์ย่อม ๆ แถมเจ้าของคาเฟ่ยังเล่าเรื่องสนุกจนพาเราหลงเสน่ห์แมลงเข้าเต็ม ๆ

มุมแรกมีตู้กระจกใบใหญ่ตั้งโดดเด่น มองแวบแรกเราไม่เห็นแมลงใด ๆ นอกจากต้นไม้ แต่พอตั้งใจมองดี ๆ เอ๊ะ นั่นไง แมลงที่หน้าตาเหมือนกิ่งไม้ไม่มีผิด ส่วนอีกตัวก็ปลอมตัวแนบเนียนเป็นใบไม้นี่คือตั๊กแตนกิ่งไม้และตั๊กแตนใบไม้ ซึ่งที่จริงแล้วไม่ใช่ตั๊กแตน
“บางทีชื่อภาษาไทยก็ทำให้สับสน ผมเลยมักเรียกว่าแมลงกิ่งไม้กับแมลงใบไม้ เพราะภาษาอังกฤษก็ไม่ได้เรียกว่า Grasshopper แต่เรียกว่า Stick Insects กับ Leaf Insects” ฟลุ๊คเล่า

ถัดมาอีกตู้ก็มีแมลงที่หน้าตาดูคล้ายใบไม้เช่นกัน แต่ตัวนี้ออกแนวใบไม้แห้งและเป็นคนละกลุ่มกับตัวแรก น้องคือตั๊กแตนตำข้าวชนิดหนึ่งที่กำลังเกาะในท่าห้อยหัวและกัดกินเหยื่ออย่างสบายอารมณ์จากนั้น ฟลุ๊คก็หยิบแมลงอีกตัวจากกล่องอีกใบมาให้เราดู ตอนแรกเราเดาว่านี่คือ Stick Insects เหมือนในตู้แรก
แต่ปรากฏว่าผิดจ้า!
เฉลยคือน้องเป็นตั๊กแตนตำข้าวชนิดหนึ่งที่บังเอิญเลือกเลียนแบบกิ่งไม้เหมือนกัน และที่พิเศษคือเป็นชนิดใหม่ของโลกที่ฟลุ๊คเป็นผู้ค้นพบ


หลังจากได้เห็นพวกเลียนแบบกิ่งไม้และใบไม้แล้ว แน่นอนว่าถ้าจะให้ครบสูตรก็ต้องเจอพวกเลียนแบบดอกไม้ด้วย ซึ่งที่นี่ก็มีจริง ๆ นั่นคือ ‘ตั๊กแตนตำข้าวดอกกล้วยไม้’
“แต่ผมไม่เคยเห็นมันอยู่บนดอกกล้วยไม้นะ พวกนี้เลียนแบบดอกไม้เพื่อล่อแมลงอื่นมาใกล้แล้วจับกิน” ฟลุ๊คเล่าถึงจุดประสงค์การพรางตัวที่หลากหลายของแมลง
ความหลากหลายในจักรวาลตั๊กแตนตำข้าวยังไม่หมดแค่นั้น ฟลุ๊คยังพาเราไปรู้จักตั๊กแตนตำข้าวมอสส์ (Moss Mantis) ที่เลียนแบบมอสส์, ตั๊กแตนตำข้าวไวโอลิน (Violin Mantis) ที่รูปทรงเหมือนไวโอลินไม่มีผิด, ตั๊กแตนตำข้าวปีกนกยูง (Peacock Mantis) ที่เมื่อกางปีกจะเหมือนมีปีกผีเสื้อแปะอยู่กลางลำตัว ซึ่งน้องจะกางเมื่อต้องการขู่ศัตรู ไปจนถึงตั๊กแตนตำข้าวหน้ายิ้ม (Banded Flower Mantis) ที่เมื่อหุบปีกจะเห็นลาย 2 จุดพร้อมเส้นโค้งราวกับหน้ายิ้ม


จากจักรวาลตั๊กแตนตำข้าว ฟลุ๊คพาเราว้าวต่อกับจักรวาลด้วง ซึ่งหมายถึงกลุ่มแมลงปีกแข็ง เริ่มตั้งแต่ ‘ด้วงกว่างสามเขาจันทร์’ ตัวเป็น ๆ ที่ยาวเกือบเท่าฝ่ามือและถือเป็นด้วงกว่างที่ใหญ่สุดในไทย ต่อด้วยคอลเลกชันแมลงทับ-แมลงกินูน-ด้วงดอกไม้ เจ้าของสีสันเมทาลิกแวววาวหลากหลายเฉด ตั้งแต่สีเขียว สีเงิน สีทอง
“ถ้ามองด้วยสายตามนุษย์ พวกนี้อาจดูโดดเด่นสะดุดตา แต่มีงานวิจัยพบว่าในสายตาของนักล่า สีเมทาลิกพวกนี้จะทำให้มันเหมือนล่องหนกลมกลืนไปกับผืนป่า” ฟลุ๊คเล่าถึงอีกแง่มุมมหัศจรรย์ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน

มาถึงกล่องเล็ก ๆ อีกใบที่มีด้วงสีดำหน้าตาธรรมดากำลังว่ายน้ำ ตอนแรกเราเกือบมองข้ามไป แต่ฟลุ๊คชวนให้เห็นความพิเศษด้วยการบอกว่า นี่คือด้วงดิ่งที่หายใจในอากาศ แต่ดำน้ำได้นาน ๆ ด้วยการเก็บฟองอากาศไว้ใต้ปีกตรงรูหายใจราวกับเป็นถังสกูบาส่วนตัว
มีนักดำน้ำสกูบาแล้ว ก็ต้องมีชาวสน็อกเกิล ซึ่งก็คือแมลงดานาที่อยู่ตู้ข้าง ๆ นั่นเอง นี่คือแมลงนักซุ่มที่อ้าขารอเหยื่ออยู่ใต้น้ำ พอจะหายใจก็ไม่ต้องขึ้นมาบนผิวน้ำให้เหนื่อย แต่แค่ยื่นท่อยาว ๆ เกือบ 2 นิ้วขึ้นมาเหนือน้ำ ดึงอากาศไปเก็บไว้ แล้วหดท่อกลับเข้าไปในลำตัว ยื่นท่อหนึ่งครั้ง เก็บอากาศไว้ใช้ได้นับชั่วโมง
“มีอีกตัวหนึ่งที่ผมอยากให้ทุกคนได้เห็นครับ เป็นแมลงจากอินเดีย” ฟลุ๊คกล่าวพร้อมเดินไปหยิบกล่องใบหนึ่งมาเปิดให้ดู ในนั้นมีเศษใบไม้ที่เป็นอาหารน้อง และเมื่อเขาปัดใบไม้ที่ทับน้องออก ทุกคนก็กรี๊ดกร๊าดกับความน่ารักของเจ้าแมลงดำลายจุดที่ลายเหมือนโดมิโน

“จับได้นะครับ” เขาชวนให้เราลองสัมผัสน้องเบา ๆ ซึ่งปรากฏว่าขนน้องนิ่มราวกับกำมะหยี่ ความพีกอยู่ที่ตอนจบที่เขาเฉลยว่า นี่คือแมลงสาบชนิดหนึ่ง
“ผมใช้ตัวนี้แหละเพื่อปลดล็อกความกลัวแมลงสาบของหลายคน” ฟลุ๊คเล่า พร้อมอธิบายว่าแมลงสาบไม่ได้สกปรกด้วยตัวของมันเอง แต่ความสกปรกมาจากสิ่งแวดล้อม ถ้าเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่สะอาด มันก็ไม่นำโรคอะไร
เพียงแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ได้มาเยือน Holotype café เรารู้สึกเหมือนได้เปิดประตูทะลุมิติไปสู่โลกอีกใบที่มีอะไรอีกมากมายเหลือเกินให้เรียนรู้ ที่นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เราอยากชวนทุกคนให้มาเยือนจริง ๆ เพราะการได้เห็นน้อง ๆ ด้วยสองตาตนเอง มันพิเศษกว่าการเห็นจากภาพถ่ายแบบเทียบกันไม่ได้
The Tropical Eco-Cafe & Tropical Camp Ground : มหัศจรรย์ธรรมชาติยามค่ำคืน


หากคุณกำลังมองหาที่พักที่มีความสะดวกสบาย ใกล้ชิดธรรมชาติ และได้ช่วยสนับสนุนงานอนุรักษ์ไปในตัว เราก็ขอแนะนำที่พักสไตล์ Glamping ที่มีทั้งเต็นท์กระโจมติดแอร์และรถบ้านของ Tropical Camp Ground ที่นี่คือพื้นที่กิจกรรมของกลุ่มใบไม้ นักกิจกรรมที่เน้นด้านการเรียนรู้ธรรมชาติและงานอาสา เช่น งานปกป้องแม่ปลาในฤดูวางไข่ โครงการเขาใหญ่ดีจัง ฯลฯ
ส่วนในช่วงกลางวัน ที่นี่มีโซนคาเฟ่สไตล์ Slow Bar มีทั้งกาแฟสเปเชียลตี้ น้ำผึ้งหมัก ขนมโฮมเมด และอาหารจานหลัก อีกทั้งยังมีมุมวาดรูปสีน้ำชิลล์ ๆ ซึ่งในทริปนี้ กลุ่มใบไม้ได้สอนเราสกัดสีธรรมชาติ ทั้งสีจากใบเตย ขมิ้น ผงถ่าน ดอกไม้ต่าง ๆ รวมไปถึงการใช้หินสีระบายบนกระดาษทราย เป็นศิลปะแบบง่าย ๆ ที่ทำตามเองได้ที่บ้าน


แต่ความพิเศษของ The Cloud Journey : Butterfly Effect ยังไม่จบแค่นี้ เพราะในยามค่ำคืนเรามีแขกรับเชิญ 2 ท่านมาสร้างประสบการณ์สุดพิเศษ คนแรกคือ ลุงรีย์-ชารีย์ บุญญวินิจ แห่ง ‘ฟาร์มลุงรีย์’ ผู้เป็นทั้งนักเลี้ยงไส้เดือน นักปลูกผัก นักเพาะเห็ด และเชฟ ‘โอมากาเห็ด’ ที่วันนี้จะมารังสรรค์เมนูฟิวชันจากแมลง 3 ชนิด ผสานกับสารพัดหอยที่เสิร์ฟพร้อมแผ่นสาหร่ายที่เขาตั้งชื่อเมนูให้ว่า River Roll


ส่วนทางครัว Tropical Canteen ก็มาเสริมทัพด้วยเมนู ‘แกงส้มตกน้ำ’ ที่ใช้ผักพื้นบ้าน เช่น สายบัว ไหลบัว ดอกโสน แกล้มด้วยปลาทอดและยำผักกูดกรอบ ๆ ที่เพิ่งเก็บมาตอนเช้า บวกด้วยน้ำพริก 3 อย่างที่มาพร้อมผักพื้นบ้านนับสิบชนิด


“ทั้งหมดนี้คือความงดงามและความสมบูรณ์ของหน้าฝน ลองเปิดใจและลองกินดู ผมคิดว่าอาหารแห่งอนาคตไม่ใช่เทคโนโลยีใหญ่โต แต่เป็นรากเหง้า เป็นการกลับมาหาอาหารท้องถิ่นแบบบ้าน ๆ ของเรา” เชฟลุงรีย์กล่าวปิดท้ายก่อนจะให้ทุกคนได้ลิ้มลองความอร่อย
เมื่อท้องอิ่มหนำ ฝนที่พรำ ๆ ก็เริ่มซา และนี่ก็ถึงเวลาของแขกรับเชิญคนที่ 2 ที่จะพาเราเดินสำรวจแมลงกลางคืน พร้อมขึงผ้าขาวหน้าหลอดไฟที่เรียกว่า Light Trap เพื่อล่อแมลงมาเกาะให้เราเห็นใกล้ ๆ วิทยากรคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือฟลุ๊คแห่ง Holotype café นั่นเอง


แมลงที่เป็นตัวเอกของ Light Trap คือกลุ่มผีเสื้อกลางคืนหรือมอธ ซึ่งคืนนี้เราได้เจอทั้งตัวใหญ่ ๆ อย่าง ‘มอธทองเฉียงพร้า’ ที่มีแถบสีเหลืองสดใส มอธขนาดกลางหลายชนิด เช่น ‘มอธเหยี่ยว’ ที่สีออกน้ำตาล ๆ ชนิดที่ถ้าเกาะบนต้นไม้คงมองไม่เห็น ไปจนถึงมอธตัวจิ๋วที่เล็กกว่าเมล็ดข้าวสารจนเราไม่นึกว่านี่คือผีเสื้อ


“ส่วนตัวนี้คือมอธลายเสือ” ฟลุ๊คชี้ให้ดูแมลงสีชมพูสลับดำที่เราก็คาดไม่ถึงว่าเป็นผีเสื้อเช่นกัน เพราะท่าเกาะของน้องคือการหุบปีกแนบชิดลำตัว
“ผีเสื้อกลางคืนหลายชนิดในกลุ่ม Tiger Moth ปล่อยฟองเหม็น ๆ ออกมาจากอกเพื่อป้องกันตัวเวลาถูกคุกคามได้” ซึ่งเจ้ามอธสีชมพูดำตัวนี้คือหนึ่งในนั้น


ส่วนอีกตัวที่น่าประทับใจก็คือ ‘แมลงเหนี่ยง’ หากดูเผิน ๆ ก็เป็นด้วงสีดำธรรมดา แต่เมื่อฟลุ๊คจับหงายท้องให้ดู เราทึ่งกับอวัยวะที่เป็นเข็มแหลม ๆ ติดอยู่ตรงท้อง
“ด้วงชนิดนี้พิเศษตรงที่แผ่นแข็งใต้ท้องฟอร์มตัวเป็นเข็ม เป็นไปได้ว่าเพื่อการป้องกันตัว ทำให้ผู้ล่ากินมันลำบาก”
นอกจากนั้น เรายังได้เจอตั๊กแตนหนวดยาว พร้อมความรู้ใหม่ที่ว่าหูของมันอยู่ที่ขาหน้า (จริง ๆ แล้วเป็นแค่อวัยวะรับแรงสั่นสะเทือน ไม่ใช่หูแบบคนเรา) ไปจนถึงตัวเต็มวัยของแมลงหนอนปลอกน้ำที่เราเจอที่น้ำตก ความน่าทึ่งคือวัยนี้มันกินอาหารไม่ได้เพราะปากไม่พัฒนา เป้าหมายเดียวของชีวิตช่วงนี้คือการสืบพันธุ์
หลังจากปิดไฟ Light Trap เพื่อปล่อยให้น้อง ๆ ไปหากินต่อ ฟลุ๊คพาเราเดินสำรวจบริเวณที่พัก ซึ่งเพียงแค่ระยะทางสั้น ๆ แค่ไม่กี่ร้อยเมตร เราได้เจอกับแง่มุมมหัศจรรย์ที่คาดไม่ถึงเยอะมาก ซึ่งเราขอจัดเป็น 3 อันดับความพีกมาเล่าให้ฟัง

อันดับ 3 ตัวอ่อนหิ่งห้อย
โชคดีที่พื้นที่ข้าง ๆ แคมป์เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ เราเลยได้เห็นน้องคลานอยู่ริมตลิ่งพร้อมปล่อยแสงไฟวิบวับที่ก้น
อันดับ 2 ด้วงตด (Bombardier Beetle)
แม้น้องจะมุดตัวหายไปก่อนที่วิทยากรจะจับมาให้ชาวทริปได้ดู แต่แค่ได้ฟังความสามารถพิเศษของเจ้าตัวนี้ก็ชวนให้เราตาลุกวาว นี่คือด้วงที่มี ‘ลมตดพิฆาต’ เมื่อใดที่ศัตรูเข้าใกล้ น้องจะปล่อยสาร 2 ชนิดออกมาทางก้น สารทั้งสองนี้จะทำปฏิกิริยากันจนมีอุณหภูมิสูงถึง 100 องศาเซลเซียส ขนาดผิวคนยังแสบไหม้ แมลงเล็ก ๆ คงไม่ต้องพูดถึง นี่มันมังกรที่พ่นไฟทางก้นชัด ๆ!
อันดับ 1 ปลวกเรืองแสง
เพียงแค่เปลี่ยนจากไฟฉายธรรมดาเป็นไฟฉายแบล็กไลต์ ก็ทำให้โลกค่ำคืนดูแฟนตาซีขึ้นมาอีกหลายเท่า การเรืองแสงแบบนี้ต่างจากหิ่งห้อยตรงที่มันไม่ได้ผลิตแสงเอง แต่เพียงแค่สะท้อนแสงยูวีออกมาเป็นสีสันต่าง ๆ
คืนนี้เราได้เจอทั้งแมงป่องจิ๋วที่เรืองแสงสีเขียวอมฟ้า ไลเคนบนต้นไม้ที่เป็นรอยด่างสีขาว ๆ เขียว ๆ ภายใต้แสงไฟธรรมดา แต่เมื่อส่องไฟแบล็กไลต์กลับกลายเป็นสีทองอร่าม และเซอร์ไพรส์ที่สุดก็คือปลวกสกุล Globitermes ที่ปลวกทหารมีสารประกอบกำมะถันในตัว ทำให้เราเห็นเป็นจุดเรืองแสงสีเขียวระยิบระยับราวกับหิ่งห้อยบนผืนดิน
นี่คืออีกครั้งที่อยากชวนทุกคนให้มาเห็นความวิเศษนี้ด้วยสองตาตนเอง


สวนหนึ่งไร่พอ : ตามหาแมลงผู้ช่วยชาวสวน
ชีวิตของแมลงไม่เพียงมหัศจรรย์ แต่ยังสำคัญยิ่งต่อโลกใบนี้ รวมถึงชีวิตของคนเรา
กิจกรรมช่วงนี้จึงเป็นการพาชาวคณะไปรู้จักกับความสำคัญของเหล่าแมลงที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความมั่นคงทางอาหารของมนุษย์เรา ซึ่งทริปนี้เราเลือกไปกันที่ ‘สวนหนึ่งไร่พอ’ ใกล้ ๆ กับแคมป์ของกลุ่มใบไม้ เพราะนอกจากที่นี่จะเป็นสวนเกษตรอินทรีย์และปลูกพืชหลากหลายแล้ว ยังมีคาเฟ่น่ารักและร้านค้าเล็ก ๆ ที่ขายผักสดจากสวนและผ้าสีธรรมชาติลวดลาย Eco Print โดยเราได้ผู้เชี่ยวชาญด้านผีเสื้อและแมลงอย่าง โจ-ภราดร ดอกจันทร์ มาเป็นผู้นำตามหาแมลงผู้ช่วยชาวสวน
“ระบบเกษตรอินทรีย์คือธรรมชาติ ธรรมชาติคือความสมดุล ในระบบที่สมดุลและสมบูรณ์ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะมีตัวอื่นที่มาควบคุม ทำให้ไม่มีชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป และวันนี้เราจะไปดูกันว่าระบบนิเวศแบบนี้จะมีตัวอะไรบ้าง” โจกล่าวเกริ่นนำก่อนพาทุกคนลุยสวน

“ต้นนี้มีแมลงอยู่ 1 ตัว อยากให้ทุกคนลองหาดูครับ มีใครเจอไหม” เขาชี้ไปที่ไม้พุ่มข้างทาง ชาวทริปตาดีคนหนึ่งชี้ไปที่ปลายยอด
ตั๊กแตนตำข้าวนั่นเอง
“ตั๊กแตนตำข้าวเป็นตัวห้ำ ซึ่งหมายถึงพวกที่กินตัวอื่น” โจอธิบายพร้อมบอกว่า ตั๊กแตนตำข้าวคือนักล่าขาโหดผู้ว่องไวที่กินเหยื่อไม่เลือกหน้า อะไรที่ขยับได้และขนาดพอเหมาะ นางจับกินหมด
ความสวยงามหนึ่งของธรรมชาติอยู่ตรงที่ว่า สัตว์แต่ละกลุ่มล้วนมีหน้าที่ที่มาเติมเต็มกันในระบบนิเวศ เช่น ตั๊กแตนตำข้าวมักล่าเหยื่อที่เคลื่อนไหว ทำให้น้องไม่ค่อยได้ล่าหนอนที่ชอบนอนนิ่ง ๆ หน้าที่นี้จึงตกเป็นของมวนเพชฌฆาตที่มีปากเป็นท่อดูด จึงต้องเลือกเหยื่อลำตัวอ่อนนิ่ม ใช้ปากเจาะลงไป ปล่อยน้ำย่อย แล้วดูดสารอาหารกลับมา ส่วนแมงมุม (ที่ไม่ใช่แมลง) ก็ดักใยรอเหยื่อที่บินไปบินมา เช่น เพลี้ย

“พูดถึงตัวห้ำ ก็ต้องพูดถึงตัวเบียน พวกนี้จะวางไข่ในแมลงอื่น โดยมีความจำเพาะสูง เช่น แตนเบียน A จะวางไข่ในหนอน B เท่านั้น ไม่วางไข่ในหนอนอื่น ทำให้เกษตรกรใช้ตัวเบียนพวกนี้จัดการศัตรูพืชที่จำเพาะได้ ต่างจากตัวห้ำที่กินไม่เลือก”
แน่นอนว่า เมื่อเจอผู้ช่วยชาวสวน ก็ต้องเจอศัตรูชาวสวนด้วย ตัวแรกที่เราเจอคือด้วงเต่าแตงที่กินพืชตระกูลแตง ต่อมาคือเจ้าหอยทากจอมตะกละ แต่การที่เรายังได้เห็นผลผลิตสวยงามอยู่ตรงหน้า ก็แปลว่าศัตรูพืชเหล่านี้ต้องมีผู้ล่าอยู่
“หนึ่งในนักล่าหอยทากที่เก่งมากก็คือตัวอ่อนหิ่งห้อย พวกนี้จะมุดเปลือกหอยเข้าไปกินเนื้อข้างใน แล้วไม่ใช่แค่กินธรรมดา แต่มันจะปล่อยพิษที่ทำให้หอยเป็นอัมพาตและมีส่วนช่วยย่อยเนื้อให้นุ่มขึ้น กัดกินง่ายขึ้น”
ตัวต่อไปคือแมลงวันแคคตัส ซึ่งไม่ใช่ทั้งตัวห้ำและตัวเบียน แต่ระยะตัวหนอนของมันคือนักรีไซเคิลผู้กินเศษซากพืชเน่าเปื่อย เปลี่ยนเศษใบไม้ให้กลายเป็นปุ๋ย
ด้วยเวลาที่มีจำกัด ทำให้เราไม่ได้เจอแมลงนักผสมเกสร แต่ก็มั่นใจว่าน้องต้องอยู่ที่ไหนสักแห่งในสวนนี้แน่ ๆ
“แมลงผสมเกสรที่สำคัญไม่ได้มีแค่ผึ้งแบบที่เรารู้จักที่อยู่รวมกันเป็นรังเท่านั้น แต่ในธรรมชาติยังมีผึ้งหลายชนิดที่อาศัยโดดเดี่ยว หรือที่เรียกว่า Solitary Bee เช่น แมลงภู่หรือผึ้งตัวสีฟ้า ๆ กลุ่มนี้สำคัญต่อการผสมเกสรของพืชหลายชนิด เช่น พืชตระกูลถั่ว เพราะดอกมีขนาดใหญ่ ต้องอาศัยแมลงตัวใหญ่ ๆ อย่างแมลงภู่ถึงจะเขย่าเกสรออกมาได้ แต่พวกนี้เป็นกลุ่มแรก ๆ ที่จะได้รับผลกระทบจากสารเคมี”


โจเล่าถึงแมลงเล็ก ๆ ที่หลายคนมักมองข้าม พร้อมเล่าเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจว่า เมื่อถึงฤดูวางไข่ ตัวเมียของผึ้งเดี่ยวเหล่านี้จะมาขุดรูหรือเจาะโพรงเพื่อวางไข่ไว้รวมกัน ผลัดเวรกันเฝ้าลูกของเพื่อน ๆ ในขณะที่ตัวอื่นออกไปหาอาหาร โดยไม่มีใครเป็นนางพญา พอลูกโตก็แยกย้าย
แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่มันก็ทำให้เราได้รู้ว่าเบื้องหลังผักผลไม้ปลอดภัยที่เรากิน มีแมลงและสัตว์ผู้อยู่เบื้องหลังมากมายที่แอบช่วยเราอยู่เงียบ ๆ ทุกวันโดยไม่คิดค่าตัว


บ้านบิ๊กหรั่ง : อิ่มอร่อยกับอาหารไทยสไตล์บ้าน ๆ
ทริปนี้ความรู้ว่าแน่นแล้ว แต่ท้องก็แน่นยิ่งกว่า
มื้อสุดท้ายของเรามากันที่ร้านเด็ดแห่งอำเภอบ้านนา นั่นคือ ‘บ้านบิ๊กหรั่ง’ ร้านอาหารไทยที่บรรยากาศดี ดนตรีเพราะ มีเมนูหลากหลาย แถมหลายเมนูหากินที่อื่นไม่ได้ เมนูเด็ดที่เราได้ลองและรับประกันความอร่อย ได้แก่ ปลาช่อนอบโอ่งมะเขือเผา (เสิร์ฟพร้อมน้ำพริก 3 อย่าง) แตงโมปลาแห้ง ปลาทอดน้ำปลากับน้ำยำผลไม้ ใบเหลียงผัดไข่แกงสับซี่โครงหมูใบยี่หร่า


แนะนำสถานที่อื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ภาคตะวันออกยังมีแหล่งท่องเที่ยวดูแมลงที่น่าสนใจอีกมากที่ทริปนี้ไม่ได้ไปเพราะอยู่นอกฤดูกาลและเวลาจำกัด หากคุณมีโอกาส เราก็ขอแนะนำ
- อุทยานแห่งชาติปางสีดา จ.สระแก้ว
ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็น ‘ดินแดนผีเสื้อภาคตะวันออก’ ทั้งพบง่าย มากมาย และหลากหลาย ในทริปนี้ ผู้เชี่ยวชาญผีเสื้อเมืองไทยอย่าง อาจารย์สินธุยศ จันทรสาขา มาบรรยายถึงมรดกทางธรรมชาติของที่นี่ให้ฟัง พร้อมโชว์ภาพผีเสื้อสวย ๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจมากมาย เช่น ‘ผีเสื้อหางติ่งปารีส’ ที่ลวดลายมีจุดสีเขียวแวววับราวกับขนนกยูง ‘มอธเหยี่ยวหัวกะโหลก’ ที่มีลายเหมือนหัวกะโหลกอยู่บนหลัง ‘ผีเสื้อหางพลิ้ว’ ที่หางพลิ้วตามชื่อเหมือนผูกริบบิ้นไว้ท้ายลำตัว ‘ผีเสื้อใบไม้ใหญ่อินเดีย’ ที่ตอนหุบปีกดูเหมือนใบไม้แห้ง แต่พอกางปีกมาเห็นสีน้ำเงินสดใส ฯลฯ
- ดินแดนหิ่งห้อยนับแสน จ.ปราจีนบุรี
แหล่งชมหิ่งห้อยขึ้นชื่อแห่งภาคตะวันออก ในค่ายพรหมโยธี กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ แต่ละปีมีให้ดูแค่ช่วงสั้น ๆ ไม่กี่เดือน
- กลุ่มสมุนไพรบ้านดงบัง จ.ปราจีนบุรี
หมู่บ้านที่มีชื่อเสียงด้านสมุนไพรลำดับต้น ๆ ของประเทศ เป็นแหล่งผลิตสมุนไพรวิถีอินทรีย์แหล่งใหญ่ที่ส่งให้โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้สมุนไพรแห่งแรกของไทย
กิจกรรมแนะนำ : ชมสวนสมุนไพร เรียนรู้ตั้งแต่การปลูก เก็บเกี่ยว ไปจนถึงแปรรูป ทำลูกประคบสมุนไพร ทำน้ำสมุนไพร เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชน ชิมอาหารพื้นถิ่นจากสมุนไพร บริการสปา นวด ประคบสมุนไพร และที่นี่มีที่พักแบบโฮมสเตย์


หากต้องการข้อมูลท่องเที่ยวภาคตะวันออกเพิ่มเติม หาข้อมูลได้ที่
Facebook : เที่ยวตะวันออก
Facebook : ททท. สำนักงานนครนายก (นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว)
Write on The Cloud
Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ







