19 กันยายน 2025
912

เมื่อประมาณ 12 ปีที่แล้ว ละครตอนเช้าเรื่องหนึ่งทำให้คนทั้งประเทศญี่ปุ่นรู้จักกับเมืองเล็ก ๆ ที่ชื่อคุจิ เมืองริมชายฝั่งในจังหวัดอิวาเตะอันห่างไกล โดยเนื้อเรื่องได้แรงบันดาลใจจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในปี 2011 เมื่อแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ (Great East Japan Earthquake หรือ Tōhoku Earthquake and Tsunami) นำมาซึ่งความสูญเสีย สูญหาย และสร้างความเศร้าโศกมากมายที่ยังคงทิ้งร่องรอยมาจนถึงปัจจุบัน

อามะจัง สาวน้อยแห่งท้องทะเล (Amachan) เป็นเรื่องราวของเด็กสาวมัธยมปลายคนหนึ่งซึ่งตามแม่กลับมาบ้านเกิดในเมืองคุจิ และรู้จักกับ ‘อามะซัง’ อาชีพที่คุณยายของเธอทำเพื่อหาเลี้ยงชีพ อามะซังมักเป็นผู้หญิงที่มีสามีเป็นชาวประมง พวกเธอดำน้ำทะเลลึกได้โดยไม่ใช้เครื่องช่วยหายใจเพื่อลงไปเก็บหอยเม่น เป๋าฮื้อ และสาหร่ายหารายได้ เด็กสาวจึงอยากเป็นอามะซังเหมือนคุณยาย 

ฉากหลังของละครเรื่องนี้ถ่ายทำในเมืองคุจิ จังหวัดอิวาเตะ ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง และเป็นหมุดหมายสำหรับแฟน ๆ ของอามะจังได้มาตามรอย

หนึ่งในฉากสำคัญและเป็นสถานที่ถ่ายทำหลักในช่วงต้นเรื่อง คือบริเวณริมชายฝั่งทะเล Kosode Coast เพราะเป็นจุดดำหอยเม่นที่ปรากฏในละคร และในความเป็นจริงเป็นที่ตั้งของอาคาร Kosode Ama Center ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นที่ทำงานของเหล่าอามะซัง โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายนของทุกปี อามะซังจะเปิดการแสดงให้คนทั่วไปชมการดำน้ำเก็บหอยเม่นทุกวันหยุดสุดสัปดาห์เพียงครั้งเดียวต่อวัน ในช่วงเวลา 11 โมงเช้าจนถึงประมาณเกือบ ๆ เที่ยง

หากเดินทางจากตัวเมืองด้วยระบบขนส่งสาธารณะ มีรถประจำทางแค่ 2 รอบต่อวัน คือตอน 10 โมงกับเที่ยงตรง แนะนำให้รีบมารอบแรก เพราะถ้ามารอบหลังจะไม่ทันชมการแสดงของอามะซัง อย่างที่เห็นนักท่องเที่ยวหลาย ๆ คนที่อุตส่าห์ตั้งใจมา แต่กลับพลาดการแสดงที่เพิ่งจบไปอย่างน่าเสียดาย

ความพิเศษหลังโชว์ คือหอยเม่นที่เพิ่งเก็บขึ้นมาสด ๆ อามะซังรุ่นเก๋าจะแกะเสิร์ฟให้ทานทันที

ทำให้บรรดานักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นควักธนบัตร 1,000 เยน และเริ่มต่อคิวกันอย่างรวดเร็ว ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความสดหรือบรรยากาศตรงหน้าที่ทำให้รสชาติของอูนิที่เพิ่งพ้นน้ำทะเลมาหมาด ๆ นั้นอร่อยเป็นพิเศษ

นอกจากชมการแสดงเก็บหอยเม่นและทานอูนิแล้ว อาคาร Kosome Ama Center ซึ่งเป็นตึก 3 ชั้นเปิดให้ขึ้นไปชมวิวมุมสูงด้านบนได้ แถมภายในมีร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึกสำหรับแฟน ๆ อามะจังโดยเฉพาะ เนื่องจากเป็นสินค้าและสิ่งของที่ปรากฏในเรื่อง เช่น สร้อยข้อมือมิซังกะ​ (Misanga) หรือ ป้ายร้านอาหาร กับป้ายร้านอามะคาเฟ่ ต่างก็เป็นอุปกรณ์ประกอบฉากที่เคยใช้ในการถ่ายละครมาก่อน

สร้อยข้อมือมิซังกะที่กล่าวถึงในเรื่องนี้ ได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริงในช่วงหลังภัยพิบัติแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่เมื่อปี 2011 โดยชาวเมืองนำเศษตาข่ายและร่างแหตกปลาที่ถูกทำลายมาถักเป็นสร้อยข้อมือขายเพื่อหารายได้สำหรับการฟื้นฟูพื้นที่ ในเรื่อง อามะจัง จึงมีฉากการถักสร้อยข้อมือนี้โดยมีส่วนประกอบของแร่อำพันอยู่ด้วย

แร่อำพันเป็นของดีของดังอีกอย่างของเมืองคุจิ เนื่องจากพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นแหล่งขุดพบและผลิตเครื่องประดับอำพันที่ดีที่สุดและใหญ่ที่สุดในประเทศ อีกทั้งในเรื่องอามะจังยังมีตัวละครหนึ่งซึ่งเป็นนักโบราณคดีผู้เชี่ยวชาญ คอยศึกษาและขุดหาแร่อำพันอยู่เสมอ แถมปรากฏเป็นข้อมูลในพิพิธภัณฑ์แร่อำพันของเมืองคุจิให้แฟน ๆ ได้มาตามรอย

Kuji Amber Museum เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับครอบครัว เพราะนอกจากองค์ความรู้ในห้องจัดแสดงแล้ว ยังมีพื้นที่เรียนรู้กลางแจ้ง โดยเปิดให้คนภายนอก (โดยเฉพาะเด็ก ๆ) ได้สวมบทบาทเป็นนักโบราณคดี ทดลองขุดหาแร่อำพันด้วยตนเอง และหากขุดเจอก็นำกลับบ้านได้

อีกสิ่งหนึ่งที่มีคนพูดถึงแกมถกเถียงบ่อย ๆ ในเรื่อง อามะจัง คืออาหารพื้นเมืองที่ชื่อ ‘มาเมบุ’ โดยมีหน้าตาคล้ายซุปผัก แต่มีส่วนผสมบางอย่างที่ทำให้เกิดรสหวาน สร้างความสับสนและถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นระหว่างตัวละครว่า สรุปแล้วมาเมบุนั้นเป็นของคาวหรือของหวานกันแน่

หากอยากลองพิสูจน์ความจริง แนะนำให้ไปที่ร้านซานคะอิริ (山海里) ตั้งอยู่ในอาคารจุดจอดพักรถ Roadside Station Kuji เป็นร้านอาหารพื้นเมืองที่มีมาเมบุเป็นหนึ่งในเมนู ขออนุญาตไม่สปอยล์รสชาติ เผื่อใครอยากตามไปลองชิม

นอกจากร้านอาหาร อาคารจุดพักรถแห่งนี้ยังมีตลาดขายของสด ผลผลิตพื้นเมือง ร้านของที่ระลึก และศูนย์เผยแพร่วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นที่รวบรวมข้อมูลงานเทศกาลต่าง ๆ ทั้งของคุจิเองและอีกหลาย ๆ เมืองในจังหวัดอิวาเตะ รวมถึงจัดแสดงสิ่งของเกี่ยวกับละคร อามะจัง ชุดและอุปกรณ์สำหรับถ่ายรูป อีกทั้งยังพบเห็นนักแสดงผู้รับบทนำอย่าง นนซัง (โนเน็น เรนะ) บนโปสเตอร์ติดประกาศทั่วเมือง เพราะถึงแม้จะผ่านเวลามา 10 กว่าปีตั้งแต่ละครออกฉาย แต่นนซังยังคงเป็นภาพจำของอามะจัง และเป็นตัวแทนสนับสนุนการท่องเที่ยวของเมืองนี้เสมอ

อีกหนึ่งสถานที่สำหรับแฟน ๆ ของละครเรื่องนี้ คือบริเวณสถานีรถไฟสายซานริคุคุจิ ซึ่งทั้งด้านนอกและภายในอาคารเป็นฉากสำคัญทั้งสิ้น ตัวสถานีนั้นยังคงมีกลิ่นอายของละครปรากฏให้เห็น ทั้งภาพนักแสดง ลายเซ็น ตลอดจนร้านอาหารที่ขายข้าวหน้าอูนิแบบเดียวกับในเนื้อเรื่อง

เมื่อเดินออกมาด้านนอกสถานี จะสะดุดตาอาคารสูง 4 ชั้นที่คุ้นเคย ซึ่งในเรื่องเป็นสถานที่ตั้งของสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยว มีฉากสำคัญเกิดขึ้นที่นี่มากมาย ในอดีตอาคารแห่งนี้น่าจะเคยเป็นห้างสรรพสินค้ามาก่อน แต่ปัจจุบันกลับถูกทิ้งให้รกร้าง ไม่มีการดำเนินกิจการอีกต่อไป โชคดีที่ป้ายขนาดใหญ่ซึ่งเป็นภาพวาดของตัวละครหลักในเรื่องยังติดอยู่ที่เดิมอย่างที่เห็นในละคร

ในอดีต ใกล้ ๆ บริเวณนี้มีอาคารอีกหลังซึ่งเป็นที่ตั้งของ Amachan House โดยเป็นสถานที่เก็บรวบรวมอุปกรณ์ประกอบฉาก เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับละครเรื่อง อามะจัง เปิดให้คนทั่วไปเข้าชม เป็นสถานที่สำหรับแฟนคลับอามะจังโดยเฉพาะ แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันปิดตัวไปหลายปีแล้ว ข้าวของบางส่วนย้ายไปไว้ที่ตึก YOMUNOSU ซึ่งอยู่ทางซ้ายมือของสถานีรถไฟคุจิ

YOMUNOSU เป็นตึกสูง 4 ชั้น ประกอบด้วยศูนย์ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวท้องถิ่นบริเวณชั้น 1 และห้องสมุดประจำเมืองคุจิบนชั้น 2 และ 3 ที่มีการแยกประเภทหนังสือสำหรับเด็กและผู้ใหญ่อย่างชัดเจน ตลอดจนเป็นพื้นที่สำหรับคนทุกเพศทุกวัยได้มาทำกิจกรรมร่วมกัน ชั้นบนสุดเป็นดาดฟ้าที่คาดว่าน่าจะมีการออกร้านในช่วงที่อากาศดี

ก่อนเดินทางออกจากเมืองคุจิ หากอยากได้ของที่ระลึกแบบไม่ต้องเสียเงินแล้วนั้น แนะนำให้เดินกลับไปที่ศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยว (Tourist Information Center) บริเวณชั้น 1 ของอาคาร YOMUNOSU และสอบถามพนักงานถึง Manhole Cover Card ออกเสียงแบบสำเนียงญี่ปุ่นว่า แมนโฮรุ คาโดะ เป็นการ์ดสะสมลายฝาท่อของแต่ละพื้นที่ 

ลายฝาท่อประจำของเมืองคุจิเป็นภาพวาดของ ซาคานะคุง (さかなクン) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องปลาที่มีชื่อเสียงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยยังเห็นเขาตามรายการโทรทัศน์ต่าง ๆ คอยให้ความรู้แบบเข้าใจง่ายเกี่ยวกับโลกใต้ทะเล เพราะซาคานะคุงเป็นผู้ปลุกปั้นให้มีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำประจำเมืองนี้ และตัวเขาเองยังเป็นนักแสดงรับเชิญในเรื่อง อามะจัง นอกจากนี้ยังออกแบบลายบนการ์ดใบนี้ด้วยตนเอง หากได้การ์ดมาแล้ว นำไปถ่ายรูปกับฝาท่อของจริงซึ่งอยู่บริเวณด้านหน้าของตึก YOMUSOSU เก็บกลับไปเป็นที่ระลึกได้อีกด้วย

Write on The Cloud

Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ไพลิน ศิริพานิช

นักศึกษาไทยในญี่ปุ่น ทำวิจัยเรื่องเครื่องประดับ ของที่ระลึก และสัญลักษณ์ความเชื่อ ชอบเที่ยวพิพิธภัณฑ์ ตามเก็บการ์ดฝาท่อ อ่านหนังสือแปล และชอบแชร์เรื่องราวที่ประทับใจในจังหวัดอิวาเตะ