นานเนิ่นเกิน 70 ปีมาแล้ว เมื่อครั้งแผ่นดินจีนต้องลุกเป็นไฟด้วยศึกสงครามและความอดอยาก เด็กหนุ่มชาวแต้จิ๋ววัย 15 ปี นาม เล้า เต๊กเส็ง เอ่ยคำอำลาแม่และพี่น้อง เก็บข้าวของลงเรือกลไฟเที่ยวเกือบสุดท้ายก่อนเกิดการปฏิวัติและปิดประเทศ บ่ายหน้ามายังเสี่ยมล้อ (สยามประเทศ) เพื่อเสี่ยงชะตาชีวิต โดยที่ตัวเขาไม่อาจล่วงรู้เลยว่าจะมีสิ่งใดรอคอยอยู่บนแผ่นดินใหม่นี้
หลังอาศัยร้านสังฆภัณฑ์ของญาติในย่านบางซื่อเป็นที่ซุกหัวนอนได้สักระยะหนึ่ง ‘เต๊กเส็ง แซ่เล้า’ เริ่มออกหากินด้วยการเป็นกรรมกรโรงเชือดหมู หามหมูไปแล่เนื้อขายที่ตลาดสด ทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำทุกวันจนย่างเข้าวัยหนุ่มฉกรรจ์ จึงได้สมรสกับสาวลูกจีนเมืองไทยชื่อ ลิ้ม ห่งเอ็ง ทั้งสองรวบรวมเงินทุนเซ้งตึกแถว เปิดร้านขายของชำและเขียงหมูชื่อดังในละแวกนั้น พร้อมกับให้กำเนิดลูกทั้งหมด 11 คน
แม้มีภาระเลี้ยงดูลูกจำนวนมาก แต่ด้วยความกตัญญูอันเปี่ยมล้น เขายังคงส่งเงินผ่านจดหมายกลับไปจุนเจือครอบครัวที่บ้านเกิดอย่างสม่ำเสมอ โดยคาดหวังลึก ๆ ว่า สักวันจะหวนกลับไปยังที่ที่ตนจากมา

ชีวิตนายเต๊กเส็งดำเนินไปด้วยความยากเข็ญ แม้มีฐานะมั่นคงในระดับหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังต้องเลี้ยงดูปากท้องวงศาคณาญาติมากมาย มีหยุดงานเพียงตรุษจีนปีละวัน นอนดึกตื่นเช้ามืดทุกคืน ต่อเนื่องกันนานนับสิบ ๆ ปี ท้ายที่สุดก็ต้องหมดลมหายใจอย่างกะทันหันด้วยโรคความดันโลหิตในวัย 47 ปี ขณะออกซื้อของที่ตลาดเก่าเยาวราชเพื่อนำกลับมาขายต่อที่ร้าน… ปิดฉากความฝันที่จะได้กลับไปยังบ้านเกิดในเมืองจีนทันที
นี่คือชีวประวัติโดยย่อของบุคคลที่ผมเรียกว่า ‘อากง’ มาแต่เล็กแต่น้อย โดยไม่มีโอกาสพบเจอหน้า นอกเสียจากรูปถ่ายสีขาวดำที่ตั้งอยู่บนหิ้งในบ้าน เคียงคู่รูป ‘เหล่าม่า’ แม่ของอากงที่ส่งตรงมาจากจีน ด้วยความหลงใหลในเรื่องราวอดีตทั้งหลายแหล่ เรื่องบ้านเกิดที่เมืองจีนของอากงจึงเป็นดั่งปริศนาดำมืดในชีวิตที่ตัวผมปรารถนาจะสืบทราบให้ได้ และใฝ่ฝันจะได้ไปเห็นบ้านนั้นด้วยตาตัวเองสักครั้งในชีวิต ตามที่ภาษิตจีนบทหนึ่งกล่าวว่า ‘เหลาะเฮียะกุยกึง (落叶归根)’ อันมีความหมายว่า ‘ใบไม้ร่วงคืนสู่ราก’
ใบไม้ร่วงพัดไกลราก
นับตั้งแต่เริ่มรู้ความ ผมก็ได้รับฟังคำบอกเล่าจากคนในครอบครัวอยู่เป็นครั้งคราวว่า สมัยอากงยังมีชีวิต ท่านติดต่อกับครอบครัวที่จีนด้วยการส่งจดหมายอยู่สม่ำเสมอ โดยมีน้องชายคนหนึ่งเป็นผู้รับสารและเขียนตอบกลับมายังเมืองไทย แต่ขาดการติดต่อกันนานกว่า 30 ปี หลังอากงของผมสิ้นบุญไป ทราบภายหลังว่าท่านชื่อแซ่ว่า เล้า เต๊กโอ๊ว แต่เสียชีวิตไปนานแล้วเช่นกัน
“ญาติเราเคยกลับไปเมืองจีนมา เขาเล่าให้ฟังว่าบ้านเดิมของอากงยังอยู่เหมือนเดิม อากงยังมีหลานอยู่ที่นั่น หน้าตาหลาน ๆ บ้านนั้นเหมือนอาแปะ (ลุง) บ้านเรามากเลย” ป้าคนหนึ่งของผมเคยเล่าไว้เมื่อผมอายุราว 10 ขวบ ประกายความคิดที่จะไปหาบ้านอากงจึงถูกจุดขึ้นด้วยคำพูดนั้น แต่ครั้นพูดเรื่องนี้กับญาติพี่น้องคนใดก็ไม่เคยมีใครเห็นพ้องด้วยเลยแม้แต่คนเดียว
“หากันไม่เจอหรอก จะเจอได้ยังไง”
“ไปแล้วจะโดนมิจฉาชีพที่นั่นมาหลอกว่าเป็นญาติรึเปล่า”
“เดี๋ยวนี้คนจีนรวยแล้ว เขาอาจจะไม่ได้อยากเจอเราเหมือนสมัยที่เราส่งเงินให้เขาก็ได้นะ”
เหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนของถ้อยคำปรามาสที่ผมได้รับมาตลอดหลายปี ทุกคราที่เผยความตั้งใจนี้ให้ผู้ใหญ่ฟัง แต่ผมก็ยังตั้งหน้าเก็บรวบรวมข้อมูลเรื่องบ้านเกิดของอากงต่อไป แม้ตัวผมเองจะเกิดไม่ทันพบท่าน และภาษาจีนแต้จิ๋วของครอบครัวก็พูดได้เพียงน้อยคำ จีนกลางที่เคยเรียนก็ลืมแทบสิ้นแล้ว

เบาะแสเกี่ยวกับภูมิลำเนาของผู้ตายที่สืบหาได้ง่ายที่สุดเท่าที่ชาวไทยเชื้อสายจีนจะหาได้ คงเป็นป้ายหิน (เจียะปี) หน้าหลุมฝังศพ แถวขวาสุดจะเขียนชื่ออำเภอและหมู่บ้านเอาไว้ แม้แต่คนจีนที่เกิดในไทยก็จะเขียนชื่อหมู่บ้านบรรพบุรุษที่จีนเสมอ สำหรับอากงของผมคืออำเภอเตี่ยเอี๊ย หมู่บ้านซิงปี เมื่อสืบลึกขึ้นไปพบว่าเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่มาก มีหลายหมู่บ้านย่อยในนั้น หนำซ้ำปัจจุบันยังเปลี่ยนแปลงหน่วยการปกครองหรือชื่อเรียกไปจากเดิมอีก ด้วยความช่วยเหลือของ จั๊ม-พลพัธน์ ภูรีสถิตย์ รุ่นน้องผู้คร่ำหวอดด้านการสืบหาบ้านบรรพชนชาวจีน ทำให้ได้รู้ว่าบ้านเกิดอากงของผมอยู่ในหมู่บ้านย่อยที่ชื่อ ตังมึ้ง (ประตูทิศตะวันออก) ส่วนหมู่บ้านซิงปีมีชื่อภาษาจีนกลางว่า ‘เซียนปัว’ ขึ้นกับจังหวัดซัวเถา
อีกเบาะแสสำคัญคืออาม่าห่งเอ็งที่ขณะนี้อายุเกิน 90 ปีแล้ว ท่านเคยไปเยี่ยมบ้านเกิดอากงครั้งหนึ่งเมื่อปี 1993 และจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่ามีหลาน ๆ ที่เป็นลูกของพี่ชายอากง 3 คนมาหา แต่ความจำเรื่องรายละเอียดต่าง ๆ ของอาม่าก็เลือนรางเต็มที
“อากงลื้อมีหลาน 3 คน ตอนนั้นพวกอีมาหาอั๊ว ชื่อว่า เล้า เอ้งหวก, เล้าเอ้งเลี้ยก และ เล้า เอ้งเพ้ง ไม่รู้ตอนนี้พวกอียังอยู่กันหรือเปล่า คงจะแก่กันแล้ว” อาม่าทยอยนึกได้ทีละชื่อ ซึ่งผมต้องใช้เวลานานนับปีกว่าจะทยอยฟื้นคืนความจำของผู้เป็นย่าได้เท่านี้

พ.ศ. 2566 ผมได้ติดต่อเพจตามหาญาติของจีนให้ช่วยหาญาติ ๆ ของอากงที่นั่น แม้ทางเพจจะนำข่าวไปกระจายต่อในหมู่ชาวจีนด้วยกัน แต่ก็ไม่เคยมีผู้ใดติดต่อกลับมาราวกับเป็นข่าวธรรมดาที่ถูกลืม
“ตอนนี้อาม่ายังอยู่ ญาติที่จีนคงยังจำกันได้ เราต้องรีบไปก่อนที่สายกว่านี้แล้วทุกคนที่ทันรู้จักกันจะเสียไปหมด” ผมพร่ำย้ำกับตัวเองก่อนปรึกษากับ แชมป์-ชยานันท์ พิริยะพฤทธิ์ เพื่อนสมัยปริญญาตรีที่เรียนจบด้านภาษาจีนมาโดยตรงและออกเดินทางด้วยกันมาหลายทริป เพื่อขอให้เป็นล่ามแปลภาษาให้ ก่อนที่พวกเราจะตกลงซื้อตั๋วเครื่องบินไปเมืองจีนในวันแรกของเดือนกันยายนของ พ.ศ. 2568
ครั้นวันเดินทางมาถึง หลังเก็บกระเป๋าพร้อมมุ่งหน้าสู่สนามบินเรียบร้อยแล้วนั้น ผมเดินไปยังหิ้งบูชารูปถ่ายของอากงและอาเหล่าม่าพร้อมกับถุงซิปล็อกขนาดย่อมใบหนึ่ง โกยผงธูป เมล็ดข้าว ตลอดจนก้านธูปในกระถางที่ใช้บูชามาตั้งแต่งานศพของอากงเมื่อต้น พ.ศ. 2522 ด้วยคนจีนเราถือว่าผงธูปคือสื่อแทนวิญญาณของผู้ตาย ซินแสท่านหนึ่งที่รู้จักกันก็แนะว่าหากผู้ตายมาจากจีน ไม่เคยกลับบ้าน ก็เชิญผงธูปส่วนหนึ่งไปที่บ้านเกิดได้ เสมือนเป็นการแบ่งวิญญาณบางส่วนของท่านกลับไปสถิตที่นั่น
คุ้มครองหลานด้วยนะอากง ผมจะพาอากงกลับบ้านเอง คือเสียงที่ผมเปล่งในใจขณะปีนขึ้นตักของในกระถางธูปใบนั้นใส่ถุง และยกมือประนมท่วมหัวเป็นครั้งสุดท้ายก่อนมุ่งหน้าสู่แผ่นดินบรรพชน

ใบไม้ร่วงเสาะหาราก
จากเรือสำเภาที่ต้องฝ่าคลื่นลมนานแรมเดือนกว่าจะถึงที่หมาย ตามด้วยเรือกลไฟที่ร่นระยะเวลาเดินทางเพียงหลักสัปดาห์ ทุกวันนี้เราเดินทางจากเมืองไทยไปถึงภูมิลำเนาของชาวจีนแต้จิ๋วได้ภายใน 3 ชั่วโมงด้วยเที่ยวบินตรงจากสุวรรณภูมิไปถึงท่าอากาศยานนานาชาติเจี่ยหยาง-เฉาซ่าน อันเป็นสนามบินใหม่ที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อ พ.ศ. 2554 ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่าง 3 จังหวัดที่พูดภาษาแต้จิ๋ว ประกอบด้วย จังหวัดเก๊กเอี๊ย (เจี่ยหยาง) จังหวัดซัวเถา (ซ่านโถว) และจังหวัดแต้จิ๋ว (เฉาโจว) หากจะเดินทางด้วยเครื่องบิน ผู้คนจากทั้ง 3 จังหวัดดังกล่าวก็จะมาขึ้นเครื่องกันที่นี่
ผมค้างคืนและท่องเที่ยวในตัวเมืองเก๊กเอี๊ยซึ่งเป็นบ้านเกิดของบรรพบุรุษฝ่ายอาม่าอยู่ 2 คืน ในเช้าวันที่ 3 จึงออกเดินทางต่อไปยังอำเภอเตี่ยเอี๊ยที่อากงเคยอยู่ โดยวิธีการที่สะดวกที่สุดวิธีหนึ่งคือการเรียกบริการรถจากแอปพลิเคชัน DiDi ซึ่งเป็นไรเดอร์ยอดนิยมอันดับ 1 ของจีน ค่าโดยสารก็ไม่แพงมากนักเมื่อเทียบกับระยะทางหลายสิบกิโลเมตร ยิ่งไปกว่านั้น คนขับรถชาวจีนต่างชื่นชอบที่จะไปส่งผู้โดยสารยังที่หมายระยะไกล เพราะยิ่งไกลเท่าไหร่ก็ยิ่งหมายความว่าตัวเขาจะได้รับค่าตอบแทนมากเท่านั้น แทบจะชั่วอึดใจเดียวกับที่กดเรียกไปอำเภอเตี่ยเอี๊ย ก็มีคนขับกดรับงานทันที
“ดีแล้วที่รีบมาตั้งแต่ตอนนี้ ถ้ามาช้ากว่านี้อาจไม่เหลือคนทันรู้จักปู่คุณนะ” ชายหนุ่มหลังพวงมาลัยบอกผมผ่านล่าม ท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มแปรเปลี่ยนไป จากตัวเมืองเก๊กเอี๊ยอันอุดมด้วยตึกสูง สู่เขตชนบทของอำเภอเตี่ยเอี๊ยที่รายรอบไปด้วยเทือกเขาเขียวชอุ่มและบ้านเรือนทรงจีนสีเทาแบบแต้จิ๋วแท้


หมู่บ้านซิงปี หรือ เซียงปอ (เซียนปัว) ของต้นตระกูลผมมิได้เป็นบ้านนอกคอกนาเช่นในวันวานอีกต่อไป ถึงจะยังมีบรรยากาศการทำเกษตรอย่างนาข้าว สวนกล้วย ไร่มัน ให้เห็นตามรายทาง หากความเจริญก็แผ่เข้ามาในพื้นที่นี้นานแล้ว สถานีรถไฟความเร็วสูงของอำเภอเตี่ยเอี๊ยอยู่ห่างจากที่นี่เพียงกิโลเมตรเศษ ตัวหมู่บ้านก็ขยายใหญ่โตจนมีความเจริญเทียบเท่าตัวอำเภอของไทย มีโรงแรมใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้าน ตึกรามสมัยใหม่ก็แผ่อาณาเขตไกลสุดลูกหูลูกตา ชาวบ้านยังอยู่กันเนืองแน่นแม้เป็นช่วงบ่ายวันธรรมดา จนรถที่เราเรียกต้องแทรกตัวเข้าไปตามย่านตลาดอันคลาคล่ำด้วยสินค้าและพ่อค้าแม่ขาย
ก่อนมาผมได้รับคำแนะนำให้ไปหาที่ทำการประจำหมู่บ้านเพื่อให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยประสานตามหาญาติ แต่เมื่อไปถึงอาคารแห่งนั้น ก็พบว่าประตูปิดลงกลอนสนิทบ่งชัดว่าไม่มีคนอยู่ ด้วยปฏิภาณของแชมป์ผู้เป็นทั้งเพื่อนร่วมทางและล่ามจึงหันไปเจรจากับร้านค้าส่งพัสดุที่อยู่ฝั่งตรงข้าม คนที่ร้านถามเราว่ามาหาใคร ผมจึงตอบว่าพวกเรามาจากเมืองไทย มาตามหาบ้านและญาติของปู่ที่ชื่อว่า เล้า เต๊กเส็ง

“เล้า เต๊กเส็ง คนหมู่บ้านตังมึ้ง ชื่อแซ่คุ้นจังเลยนะ เหมือนจะเป็นพี่น้องกับ ‘อาจารย์เต๊กโอ๊ว’ ใช่มั้ย ที่บ้านขายใบชารึเปล่า เดี๋ยวอั๊วรีบโทรหาให้นะ” อาอี๊ (คุณน้า) ที่ร้านถามด้วยความตื่นเต้นก่อนหยิบมือถือขึ้นโทรเป็นพัลวัน ตอนนั้นทำให้ผมได้รู้ว่า เหล่าเจ็ก (ปู่น้อย) ที่คอยตอบจดหมายอากงของผม เป็นครูที่นี่
อาอี๊คนนั้นจะต่อสายหาใครก็สุดที่ผมจะคาดเดาได้ แต่ไม่ช้าผมกับเพื่อนก็กลายเป็นจุดสนใจของทุกคนที่นั่นซึ่งเรียกขานเราว่า ไท้ก๊กแขะ (แขกจากเมืองไทย) มีคนปรี่เข้ามาหาเราพร้อมทั้งอวดรูปว่าตนก็เคยไปหาญาติและได้ไปเที่ยวที่กรุงเทพฯ มาแล้ว ทั้งนี้เพราะหมู่บ้านนี้มีคนอพยพไปไทยพอสมควร

เจ้าของร้านชงชาให้ดื่มและทิ้งให้เรานั่งรอกันอยู่ที่ร้านค้าแห่งนั้นสักครู่ใหญ่ ๆ ชายที่น่าจะเป็นผู้ใหญ่บ้านก็มาถึงและเรียกให้ผมไปพบญาติในอาคารที่ทำการชุมชนซึ่งเขาเพิ่งเปิด บอกว่ามีญาตินั่งรออยู่ เมื่อเข้าไปด้านในก็ได้พบชายสูงอายุ 1 คน หญิงสูงอายุ 1 คน และหญิงอีกคนที่อายุน้อยกว่าคนอื่น กำลังนั่งสูบบุหรี่คอยผมอยู่บนโซฟาภายในห้องรับรอง พอผมทรุดลงนั่ง ทั้งหมดก็ผลัดกันยิงคำถามเป็นภาษาจีนแต้จิ๋วสลับกับจีนกลางเพื่อตรวจสอบประวัติให้แน่ใจว่าไม่ได้ผิดตัว
“ลื้อมีอาโกว (พี่น้องผู้หญิงของพ่อ) ทั้งหมด 7 คนใช่มั้ย” คนแรกถาม ผมพยักหน้า
“ตั่วแปะ (ลุงคนโต) ของลื้อชื่อ เล้า ไหจั๊ว ใช่หรือเปล่า” อีกคนเสริม ซึ่งก็ถูกต้องอีก
“อาป๊า (พ่อ) ลื้อใช่คนนี้หรือเปล่า” ผู้หญิงที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มเปิดรูปในโทรศัพท์มือถือที่ทำเอาผมชะงักไปชั่วขณะ เพราะรูปนั้นคือรูปถ่ายครอบครัวผมสมัยที่อาเจ็ก (อาผู้ชาย) คนเล็กของผมรับปริญญาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พวกเขาให้ผมไล่ลำดับญาติทีละคนว่าเป็นใครกันบ้าง ภาพนั้นถ่ายหลังจากที่อากงเสียชีวิตนับสิบปี ความจริงที่ผมได้รู้อีกข้อ คืออาม่าของผมยังสืบทอดการส่งจดหมายและส่งเงินที่เรียกว่า ‘โพยก๊วน’ ให้พี่น้องและลูกหลานของอากงใช้ต่อเนื่องไปอีกนานหลายปี
ทันทีที่รู้ว่าใช่ญาติแน่แล้ว ผมไม่รอช้า รีบเปิดมือถือวิดีโอคอลหาอาม่าห่งเอ็งที่เมืองไทยให้คุยกับหลาน ๆ ที่นี่ ทุกคนต่างทึ่งใจที่อาม่าของผมยังมีสุขภาพแข็งแรงดี ต่างเรียกอาม่าว่า ‘ซาซิ่ม (อาสะใภ้ 3)’ ด้วยความชื่นมื่น สนทนากันเล็กน้อย ก่อนพา ‘หลานจากเมืองไทย’ ไปเลี้ยงอาหารที่ร้านข้าง ๆ

ใบไม้ร่วงรำลึกราก
หากเป็นเมื่อหลายสิบปีก่อนตอนที่จีนยังปิดประเทศ การที่คนไทยไปเยี่ยมญาติเมืองจีนอาจไม่ใช่เรื่องเจริญใจนัก ด้วยญาติพี่น้องชาวจีนยังยากจนกันอยู่มาก อาม่าผมเคยเล่าว่าแม้แต่มันเทศที่เป็นอาหารสำรองยามขาดแคลนข้าว บ้านที่นี่ยังขาดจนต้องขอเงินจากบ้านเราส่งไปช่วย เป็นที่รู้กันว่าแขกจากเมืองไทยพอไปถึงบ้านเกิดแล้วต้องเลี้ยงอาหารให้ญาติชาวจีน บางคนไปแล้วก็โดนเรียกร้องขอเงินไม่หยุดหย่อน แต่สิ่งที่ผมได้พบจากการเดินทางครั้งนี้กลับตาลปัตรเป็นทางตรงกันข้าม เพราะเดี๋ยวนี้ชาวจีนมีความเป็นอยู่ที่ดีแล้ว ทั้ง 3 ท่านจึงสั่งอาหารสารพัด ทั้งห่านพะโล้ แกงจืด ปลานึ่ง หมูสามชั้น มาเลี้ยงเต็มโต๊ะ
บทสนทนาบนโต๊ะอาหารเริ่มต้นไปอย่างเคอะเขิน เพราะต้องแปลภาษาหลายทอด ญาติบางคนพูดได้แต่ภาษาแต้จิ๋ว ต้องแปลเป็นจีนกลางให้เพื่อนของผมเข้าใจ ก่อนจะแปลเป็นไทย ถ้าหากผมตอบเองได้ก็จะตอบเป็นแต้จิ๋ว แต่หากประโยคไหนยากเกินความสามารถก็ต้องให้เพื่อนแปลอีกที กระนั้นบางช่วงบางตอนก็เรียกอารมณ์ปลื้มปริ่มระคนสะเทือนใจได้มากกว่าที่คิด เช่นตอนที่ญาติ ๆ ชวนให้ผมค้างที่นั่นสักคืนเพื่อเก็บบรรยากาศใน ‘บ้านเกิด’ หรือตอนที่ญาติบางคนปาดน้ำตาเมื่อได้รับทราบความจริงจากปากผมว่าตั่วแปะ (ลุงคนโต) ของผมเสียชีวิตไปไม่กี่วันก่อนที่ผมจะเกิด
การลำดับญาติดำเนินตามมาอย่างแช่มช้า เริ่มจากชายสูงอายุที่สุดในกลุ่ม เขาแนะนำตัวเป็นภาษาจีนกลางว่าชื่อ ‘หลิว อิ้งฟา’ ตรงกับภาษาแต้จิ๋วว่า เล้า เอ้งหวก ซึ่งเป็นชื่อที่อาม่าผมจำได้นั่นเอง ปัจจุบันอายุ 75 ปี เป็นทหารผ่านศึกในกองทัพจีน ตามศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องของพ่อผม ผมต้องเรียก ‘อาแปะ’ ส่วนผู้หญิงสูงอายุที่นั่งด้วยกันคือภรรยาของอาแปะท่านนี้เท่ากับเป็น ‘อาอึ้ม’ (ป้าสะใภ้) ของผม
ผู้หญิงอ่อนวัยกว่าที่สวมเสื้อสีขาวผู้นั้นเป็นน้องสะใภ้คนเล็กของอาแปะเอ้งหวก ชื่อ เจี่ย หลี่คิม ผมต้องเรียก ‘อาซิ่ม’ (อาสะใภ้) นำภาพลูกชายตนเองมาอวด เพื่อให้เห็นว่าหน้าตาคล้ายผมมากแค่ไหน
อีกสักพักทั้งสามก็เรียกอาแปะคนรองที่ชื่อ เล้า เอ้งเลี้ยก มาทานข้าวร่วมกันด้วย ฉับพลันที่ได้เห็นหน้าลุงคนนี้ ผมกับเพื่อนก็อุทานเป็นเสียงเดียวกันว่า เขาหน้าตาเหมือนลุงแท้ ๆ ของผมราวกับแกะ
ทั้งหมดเป็นคนในครอบครัวสายเหล่าแปะ (ปู่ใหญ่) พี่ชายอากงผมเอง
พวกเราเกือบลืมว่าก่อนออกเดินทาง ได้พกผงธูปอันเป็นตัวแทนของอากงมาจากบ้านที่กรุงเทพฯ ด้วย จึงนำถุงซิปล็อกที่ใส่ผงธูปและข้าวสารออกมาแสดงให้ดู ญาติชาวจีนคุยกันไม่กี่ประโยค ก่อนบอกผมว่าหลังเสร็จจากมื้ออาหารนี้ พวกเขาจะพาไปซื้อผลไม้เพื่อไหว้บรรพบุรุษที่บ้าน และจะพาไปดูบ้านหลังที่อากงของผมเกิด
ได้ฟังเท่านั้น หลานที่มาจากแดนไกลเช่นผมก็ใจเต้นระรัว

อาซิ่มหลี่คิมอาสาเป็นผู้ซื้อส้มมาให้ 4 ผล ก่อนที่จะนำทางตรงไปยังบ้านเดิมของต้นตระกูลเราซึ่งน่าจะมีอายุเกินร้อยปี มีลักษณะเป็นเรือนหมู่แบบจีนแต้จิ๋ว เมื่อลูกหลานแยกย้ายไปมีครอบครัว ก็จะซอยห้องแบ่งให้อยู่ครอบครัวละห้อง ใจกลางบ้านเป็นที่ตั้งของโถงซอมซ่อที่มีโต๊ะเก่า ๆ ตัวหนึ่งตั้งอยู่ บนโต๊ะวางกระถางธูปที่ก้านและผงธูปสุมรวมกันเป็นกองพะเนินมานานเนิ่นจนแทบไม่เห็นสภาพเดิม ผมทราบได้ทันทีว่านี่คือ ‘สื่อตึ๊ง’ หรือศาลบรรพชนที่ครอบครัวของเราเซ่นสรวงสักการะกันมาหลายชั่วอายุคน

อาแปะผู้เป็นหลานคนโตของรุ่นก้มกราบเพื่อแจ้งกับดวงวิญญาณมากมายว่าวันนี้มีลูกหลานจากเมืองไทยมาไหว้ อาอึ้มวางถาดผลไม้ ส่วนอาซิ่มมอบธูปให้ผมจุดบอกกล่าวแก่ โจ้วกงโจ้วม่า (บรรพบุรุษและบรรพสตรี) ก่อนเรียกผมให้นำผงธูปอากงไปไหว้บอกดวงจิตของบรรพชนในกองธูปนั้น และรับธูปในถุงไปกล่าวคำอธิษฐาน ขอให้อากงเต๊กเส็งคุ้มครองลูกหลานให้อยู่เย็นเป็นสุข ก่อนจะเทผงออกจนหมด
หลังลาจากบ้านนี้ไปนานเกินครึ่งศตวรรษโดยไม่ได้กลับมาอีกเลยขณะมีชีวิต ในที่สุดอากงของผมก็ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากับพ่อ แม่ พี่ น้อง รวมทั้งเหล่าบรรพบุรุษที่เคยปกปักรักษาท่านอีกครั้ง


“ห้องที่อากงลื้อเกิดและเคยอยู่สมัยเด็ก อยู่แค่ด้านหลังศาลบรรพชนนี้เอง ไปดูสิ” อาแปะเชิญชวนก่อนนำทางไปยังห้องที่ว่า
พอได้เห็นสภาพห้องนั้น หลานชายที่เกิดมาในยุคที่ครอบครัวมีฐานะแล้วอย่างผมก็ต้องเงียบงันด้วยอารมณ์จุกในอก
พื้นที่ห้องแคบเพียงกระแบะมือเดียว ก้าวเท้าเดินไม่เกิน 5 ช่วงก้าวก็สุดห้อง เล็กเสียจนผมถ่ายภาพห้องเต็มมาไม่ได้ มันยังอยู่ในสภาพดั้งเดิมเหมือนกับวันที่ปู่ของผมลืมตาดูโลกเมื่อ 90 กว่าปีที่แล้ว มองดูเตียงไม้เก่าแก่หลังที่หลบมุมอยู่ปลายห้อง ผมแลเห็นรอยอดีตในวันที่เหล่าม่าให้กำเนิดอากงและเลี้ยงดูบุตรชายตัวน้อยที่นี่
ผมได้รู้ข้อมูลเพิ่มจาก ‘เอ้งหวกแปะ’ (เรียกแบบคนจีนจะนำชื่อไว้ข้างหน้า) ว่าพ่อของอากงผมชื่อ เล้า อาเอ็ก เคยไปอยู่เมืองไทยมาก่อน และกลับมาบ้านเกิดตอนอายุ 50 เพื่อแต่งงานกับ ตั๊ง เจ็งย้ง แม่ของอากงที่อายุราว 20 ปี ทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 6 คน โดยอากงเป็นคนที่ 4 และเป็นคนที่ 3 ถ้านับเฉพาะผู้ชาย พ่ออากงน่าจะเสียไปก่อนที่อากงจะมาไทย ส่วนแม่อากงเสียไปเมื่อ พ.ศ. 2512 ก่อนอากง 10 ปีถ้วน รูปถ่ายใบเดียวที่เราไหว้อยู่ทุกเทศกาล บ้านนี้ก็เป็นคนส่งไปให้เราได้ไหว้
แรกเห็นห้องนี้ ผมก็หมดสิ้นข้อสงสัยโดยสิ้นเชิงว่าเหตุใดปู่ผมต้องเสี่ยงโชคไปเมืองไทย

“เราทุกคนที่นี่ยังจดจำอากงของลื้อได้ดี” อาสะใภ้ซึ่งไม่ทันได้พบปู่ผมบอกด้วยรอยยิ้มมุมปาก
“ท่านรักบ้านนี้มาก เลยยังติดต่อมาตลอดในวันที่ท่านยังมีลมหายใจ ถึงตัวซิ่มจะไม่ทันเจอท่าน แต่อาเจ็ก-สามีของซิ่มก็เคยเล่าให้ฟัง และบอกลูกหลานเสมอว่าเขามีอาผู้ชายคนหนึ่งที่หนีความยากจนไปอยู่เมืองไทย หมั่นส่งเงินมาช่วยเราทุกวันตรุษจีนและสารทจีนยามที่เรายังขัดสน วันที่ครอบครัวเราได้รับข่าวจากเมืองไทยว่าอากงของลื้อเสียชีวิต คนทั้งบ้านมาร้องไห้ด้วยกัน”
ใบไม้ร่วงไม่ลืมราก
ตลอดทั้งบ่ายนั้น ผมใช้เวลาอยู่กับญาติ ๆ ตระเวนไปชมบรรยากาศหมู่บ้านอันเป็นภูมิลำเนาเดิมของตระกูล แวะเวียนไปเยือนบ้านของอาแปะแต่ละคน เริ่มจากคนโตที่ปลูกบ้านเป็นตึกหลายชั้น ตามด้วยคนรองที่ยังปลูกบ้านเป็นเรือนหมู่แบบจีนแต้จิ๋วขนานแท้ เนื่องจาก เล้า เอ้งเพ้ง ผู้เป็นน้องชายคนเล็ก และมีศักดิ์เป็นอาเจ็ก (อาผู้ชาย) ของผมเป็นเจ้าของร้านขายใบชา กำลังติดพันธุรกิจอยู่ข้างนอก เขาวิดีโอคอลมาบอกว่าอยากเจอผมมาก แต่ต้องรอจนถึงหลัง 5 โมงเย็นก่อน ถึงจะกลับบ้าน
อาซิ่มนำผมไปนั่งเล่นที่ร้านขายใบชาของตนซึ่งตั้งอยู่บนถนนใหญ่ใจกลางหมู่บ้าน เป็นร้านกว้าง 2 ห้องแถว ติดป้ายชื่อร้านเด่นหราอยู่หน้าร้าน ภายในร้านละลานตาไปด้วยกล่องใบชาสารพัดชนิด ซึ่งอาซิ่มเล่าว่าสามีตนเป็นผู้แทนจัดจำหน่ายใบชาจากมณฑลฮกเกี้ยน นอกจากนี้ยังมีสุราฝรั่งวางขายหลายยี่ห้อ ทั้งนี้ ชาเป็นเครื่องดื่มสำคัญในชีวิตชาวจีน จะรับแขกหรือดื่มกินในชีวิตประจำวัน ทุกครัวเรือนก็ต้องมีติดไว้ทั้งนั้น คนทั้งหมู่บ้านล้วนเป็นลูกค้าของร้านนี้ บ่งบอกว่ากิจการของอาซิ่มกับอาเจ็กนั้นรุ่งเรืองเพียงใด

เอ้งหวกแปะกับหลี่คิมซิ่มเป็นธุระพาผมกับเพื่อนไปซื้อตั๋วรถไฟเข้าตัวเมืองซัวเถาที่เราจองโรงแรมไว้สำหรับคืนนั้น ทั้งยังออกค่าใช้จ่ายสำหรับซื้อตั๋วให้ทั้งหมด เมื่อกลับมาที่ร้าน พวกเราก็ใช้เวลารอคอยอาเจ็กผู้เป็นเจ้าของร้านไปกับการนั่งดื่มชากังฟู (กังฮูแต๊) หรือศิลปะการชงและดื่มชาอย่างประณีตของชาวจีนแต้จิ๋ว ที่อาซิ่มเป็นผู้บรรจงรินให้
เนื่องจากหมู่บ้านนี้อยู่ในชนบท ผู้คนแต่งงานมีลูกกันเร็ว หลายบ้านมีลูกหลานเป็นโขยง เช่นเดียวกับบ้านของอาเจ็กกับอาซิ่มคู่นี้ ทั้งคู่อายุ 50 กว่าปี แต่เป็นปู่เป็นย่าคนกันแล้ว บางครั้งหลานย่าของอาซิ่มที่มีมากมายในบ้านหลังนั้นก็แวะมาเยี่ยม ๆ มอง ๆ ‘แขกจากเมืองไทย’ ด้วยความสนอกสนใจ ทั้งหมดมีศักดิ์เป็นหลานอาของผม คนที่โตหน่อยก็มาชวนคุยและถามถึงประเทศไทยอย่างสนุกสนาน ส่วนเจ้าตัวเล็กที่เพิ่งวิ่งเตาะแตะก็นำซองขนมปังกรอบมายื่นให้ผมพลางเรียก ‘อาแปะ’ เพราะเข้าใจผิด เดือดร้อนผมต้องแก้ให้ว่าต้องเรียก ‘อาเจ็ก’ ด้วยเหตุที่ผมอายุน้อยกว่าพ่อของเขา เป็นที่น่าขบขันว่าตอนอยู่เมืองไทยผมยังไม่มีหลานสักคน แต่พอมาเมืองจีนกลับได้พบหลาน ๆ เป็นครอบครัวที่อบอุ่นมาก


รอจนกระทั่งฟ้ามืด เอ้งเพ้งเจ็กก็กลับมาถึง พลันที่เจอหน้าผม เถ้าแก่ร้านใบชาก็โผเข้ากอดผมเต็มแรงราวจะถ่ายทอดความเอ็นดูและดีใจอันเต็มเปี่ยมที่มีให้หลานชาวไทยคนนี้
อาเจ็กชักชวนพี่ชายทั้งสองรวมทั้งลูกชายของตนซึ่งอายุมากกว่าผมให้ไปขึ้นรถเบนซ์คันใหญ่ โดยให้เกียรติผมนั่งข้างคนขับ ปลายทางของพวกเราคือร้านอาหารค่ำที่อาเจ็กขันอาสาเป็นเจ้ามือ เป็นอีกมื้อที่เราอิ่มหนำสำราญด้วยกับข้าวกองพะเนิน เบียร์ยี่ห้อ Budweiser หรือ ‘ไป่เว่ย’ อันเป็นที่โปรดปรานของชาวจีน และที่ขาดไม่ได้ในทุกการสังสรรค์ของสุภาพบุรุษแดนมังกรก็คือบุหรี่ที่ต้องแจกให้สูบกันคนละมวนตามมารยาทสังคม แต่เพราะผมเป็นคนไม่สูบบุหรี่ จึงได้แต่นั่งสนทนาพลางมองดูทุกคนบนโต๊ะพ่นควันคุยกันเท่านั้น
ผมเพิ่งทราบความจริงอีกข้อจากเอ้งเพ้งเจ็กว่า ตอนที่ผมใช้บริการเพจตามหาญาติของจีนช่วยกระจายข่าว ตัวอาเจ็กและญาติ ๆ ที่นี่ได้เห็นข่าวของผมแล้ว แต่ทุกคนติดต่อผมไม่ได้ ค่าที่ประเทศจีนมีการปิดกั้นช่องทางติดต่อกับต่างชาติมากมาย แต่อาเจ็กก็เล่าว่าตนเองน้ำตาไหลเมื่อได้เห็นภาพครอบครัวของผม และได้ทราบว่าอาม่าผมยังมีชีวิตอยู่ เป็นญาติผู้ใหญ่คนสุดท้ายในบ้านที่ยังเหลือ
“กินให้อิ่มนะหลานชาย แค่ได้เห็นลื้อกินอิ่ม เจ็กก็ดีใจแล้ว” เถ้าแก่ร้านใบชากล่าวพลางคีบอาหารใส่ชามข้าวของผม
“พวกเราทุกคนยังสำนึกบุญคุณอากงของลื้ออยู่เสมอ เลยอยากเลี้ยงดูลื้อให้อิ่มหนำ เหมือนกับที่เงินของอากงลื้อเคยช่วยให้พวกเราอิ่มท้องในสมัยที่เรายังขาดแคลน”
เป็นมื้ออาหารที่ผมไม่เพียงแต่อิ่มท้อง แต่ยังอิ่มใจอย่างเหลือจะกล่าว
ค่ำแล้วก็จริง หากยังเหลือเวลาอีกพอสมควรกว่าจะถึงเวลาขึ้นรถไฟ ผมกลับไปร้านใบชาเพื่อส่งมอบของฝากจากไทยให้กับญาติพี่น้องที่นี่ ก่อนที่อาเจ็กจะสั่งให้อาซิ่มจัดหาใบชาอย่างดีที่สุดที่ร้านมีให้ผมนำไปฝากอาม่าซึ่งไม่ได้พบกันนานกว่า 31 ปี แถมด้วยขนมนมเนยชั้นดีอีกสารพัดเท่าที่ตัวเขาจะหาได้ มิไยที่ผมจะพยายามขอซื้อชาจากร้านเพื่อไปฝากคนอื่นด้วย แต่อาเจ็กก็บ่ายเบี่ยงและยืนกรานว่าตนเก็บเงินผมซึ่งเป็น ‘คนครอบครัวเดียวกัน’ ไม่ได้ และแค่นี้ยังน้อยไปถ้าเทียบกับสิ่งที่อากงของผมเคยมอบให้กับพวกเขา ส่วนแชมป์ผู้เป็นทั้งเพื่อนและล่ามนั้น เมื่อแสดงความจำนงว่าอยากจะซื้อชาไปฝากผู้ใหญ่ที่ไทยด้วย เอ้งเพ้งเจ็กก็ยกให้ทั้งหมดเปล่า ๆ พลางพร่ำคำขอบคุณสารพัดที่ผมจับใจความได้ว่า
“ขอบคุณมากนะที่ช่วยพาหลานกลับมาหาเรา”

คืนนั้นสายฝนพร่างพรมฟ้า ผมบอกลาอาแปะทั้งสอง อาอึ้ม อาซิ่ม และหลาน ๆ ที่คอยอยู่ร้านชา เมื่ออาเจ็กสั่งให้ลูกชายพาผมขึ้นรถไปส่งยังสถานีรถไฟเตี่ยเอี๊ย ไปถึงที่หมายแล้วก็เดินโอบไหล่ผมไปตลอดทาง กางร่มให้ ซ้ำยังอาสาจะช่วยลากกระเป๋าเดินทางแก่ผมอีก ซึ่งผมปฏิเสธไปด้วยรอยยิ้ม
ก่อนลากันในค่ำคืนนั้น ลูกพี่ลูกน้องของพ่อผมทิ้งท้ายว่า อากงเต๊กเส็งต้องมีความสุขมาก ถ้ารู้ว่าหลานชายได้เชิญผงธูปของท่านมาส่งคืนยังบ้านเดิมที่ตนไม่มีวันกลับมา พร้อมทั้งกำชับให้ผมกตัญญูกับอาม่าที่ยังอยู่ให้มาก ๆ รีบแต่งงานมีเหลนให้อาม่า คนแก่จะได้มีความสุขในบั้นปลายชีวิต ขณะที่ผมก็ไม่ลืมที่จะชักชวนให้อาเจ็กรวมถึงญาติ ๆ คนอื่นที่หมู่บ้านซิงปีมาเที่ยวเมืองไทยบ้าง

ทั้งที่ตัวได้อยู่บนรถไฟที่วิ่งไวไปข้างหน้า แต่ส่วนลึกในใจผมยังติดตรึงอยู่ที่บ้านเกิดของอากง พรายยิ้มอิ่มเอมฉายอยู่บนหน้าผม ก่อนจะร่ำไห้น้ำตานองอย่างสิ้นอาย เมื่อหวนนึกถึงจิตใจอันเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ความซื่อสัตย์สุจริต รวมทั้งความอุตสาหะพากเพียรที่อากงของผมยึดถือเป็นหลักในการดำรงชีวิตจวบจนวินาทีสุดท้ายบนโลกใบนี้
ช่วงชีวิตอันสั้นของอากงมีอยู่เพื่อผู้อื่นโดยแท้ นอกจากเลี้ยงดูลูกแล้วยังได้เจือจุนหลาน ๆ ในบ้านเกิดอีกมาก แม้ตนเองจะไม่ทันได้เสวยสุขจากเงินทองที่หาได้ แต่เงินทุกบาททุกสตางค์นั้นก็ได้งอกเงยเป็นความกินดีอยู่ดีของลูกหลานทั้งฝั่งเมืองไทยและฝั่งเมืองจีนในวันนี้
อันภาษิตจีนอุปมาลูกหลานที่กลับไปสู่ภูมิลำเนาบรรพชนว่า ‘ใบไม้ร่วงคืนสู่ราก’ เมื่อถึงเวลา ทุกใบก็ต้องพัดจากไปตามวิถีลม แต่การได้ไปเห็นรากเดิมของต้นไม้ใหญ่อันเป็นแหล่งกำเนิดสักครั้ง ก็อาจมีส่วนสร้างเสริมรากแก้วให้ใบไม้ทุกใบเจริญเติบโตขึ้นอย่างมั่นคง…เหมือนเช่นที่ผมกำลังรู้สึกอยู่นี้
Write on The Cloud
Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ
