26 เมษายน 2025
2 K

เก็บตกทริปโอกินาว่านอกฤดูกาล (ท่องเที่ยว) ด้วยการพาไปเยือนร้านหนังสืออิสระ 4 ร้าน ในเมืองนาฮะ (Naha) ความเดิมตอนที่แล้ว เราแชร์ประสบการณ์พักวิลล่าริมทะเลบนเกาะ อ่านก่อนได้ที่นี่

ด้วยความที่เราไปคนเดียว ขับรถไม่เป็น เลยต้องสลัดภาพโรดทริปในหัวออกไปก่อน เราเน้นเที่ยวในเมืองเป็นหลัก ส่วนใหญ่เดินน่ะ เราปักหมุดแลนด์มาร์กไว้ก่อน แล้วก็เดินเล่นรอบ ๆ พื้นที่แถวนั้น

ร้านหนังสือที่จะพาไปเยือนไม่ได้บังเอิญเจอจากการเดิน เราตั้งใจจะไปอยู่แล้ว จากการทำการบ้านก่อนไป โอกินาว่ามีร้านหนังสืออิสระเยอะเหมือนกัน ร้านหนังสือเชนใหญ่อย่าง Junkudo ก็เป็นหมุดหมายแรกที่เราแวะไปเยือน หนังสือเยอะ หลากหลายหมวด ชอบที่มีมุมเครื่องเขียน มีของกระจุกกระจิกขายเพียบ เดินเพลินมาก มีสินค้าจาก EXPO 2025 ขายด้วย แต่ละอย่างขอยกนิ้วให้เลย คิดได้ยังไง

เพื่อไม่ให้หนอนหนังสือต้องรอนาน เรามาเริ่มที่ร้านแรกกันเลยค่ะ เล็ตโก!

ก่อนจะเจอร้านนี้ เราปักหมุดเดินเล่นแถวถนนโคคุไซโดริ (Kokusai Dori) แล้วก็เดินเพลิน ๆ มาที่ Makishi Public Market เป็นที่ตั้งของ Urara Secondhand Bookstore ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับตลาด

เป็นร้านเล็ก ๆ ที่นักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นแวะมาเยือน หนังสือส่วนใหญ่เป็นหนังสือมือสอง (ภาษาญี่ปุ่น) แล้วก็มีของน่ารักวางขายด้วย อย่างโปสต์การ์ด เข็มกลัด เสื้อ ฯลฯ พื้นที่ร้านไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่ใช้พื้นที่ทุกมุมทุกซอกได้คุ้มค่ามาก เป็นกำไรของลูกค้า มีหนังสือและสินค้าให้เลือกหลากหลาย

เจ้าของร้านเคยทำงานในร้านหนังสือที่โตเกียวราว 10 ปี ก่อนย้ายมาเปิดร้านหนังสือของตัวเองในเมืองต่างถิ่นอย่างโอกินาว่า หนึ่งสิ่งที่เราชอบคือมุมหนังสือทำมือ (Zine) ซีนที่โดนใจเป็นพิเศษ คือซีนเกี่ยวกับ Makishi Public Market เขาทำเป็นซีรีส์เลย 1 เซตมี 5 – 6 เล่ม เล่าเรื่องต่าง ๆ ในตลาด เช่น บรรดาเหมียวในตลาด แผงร้านค้า ป้าย ฯลฯ ทำให้เห็นความสัมพันธ์อันดีระหว่างตลาดกับร้านหนังสือ

เราบังเอิญได้ซีนมือสองมา 1 เล่ม ราคา 300 เยน ซีนชื่อ About Thailand from A to Z เป็นบันทึกประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยของสาวญี่ปุ่นท่านหนึ่ง กิมมิกคือเธอเริ่มเล่าความประทับใจเรียงตามตัวอักษร A-Z แม้อ่านไม่ออกสักกะตัวเพราะเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วน แต่อากู๋ฟังก์ชันแปลภาษาก็ช่วยได้มากโข

ร้านนี้อยู่ห่างจากร้านแรกเพียง 170 เมตร เดิน 2 นาทีก็ถึง แต่อาจจะงงนิดหน่อยถ้ามาถึงที่หมายแล้วหาร้านไม่เจอ เพราะร้านอยู่บนชั้น 4 ของโชว์รูม D’spec (ธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์) ถ้าเดินตามแมปแล้วมาหยุดที่ร้านขายของดีไซน์เก๋ มาถูกทางแล้ว จงมองหาบันไดแล้วเดินไปชั้นบนสุดได้เลย

Bunko no Bunko ขายหนังสือหลายแนว เท่าที่เห็นเป็นพวกหนังสือศิลปะ ดีไซน์ ท่องเที่ยว และหนังสือภาพสวยทั้งหลาย มีทั้งหนังสือใหม่-หนังสือมือสอง มีมุมขายนิตยสารเก่าสภาพดีด้วย อ้อ ถ้าคุณเป็นคนชอบซีน แนะนำที่นี่อย่างยิ่ง เพราะมีให้เลือกเยอะกว่าร้านอื่น ๆ (ที่เราไปมา) นอกจากเป็นร้านหนังสือ เขาเป็น Co-working Space ด้วย วันที่เราไปมีวัยเรียนมานั่งอ่านหนังสือหลายคนเลย

บรรยากาศอินดัสเทรียลดี เห็นโครงสร้างตึกเท่ ๆ เข้ากันดีกับชุดโต๊ะ-เก้าอี้มีดีไซน์

ที่นี่มีขนมและเครื่องดื่มขาย พวกกาแฟดริป ชา น้ำผลไม้ น้ำอัดลม (ไม่มีเมนูภาษาอังกฤษนะ พนักงานพอสื่อสารภาษาอังกฤษได้) เราสั่งน้ำซ่า ๆ เจ้าของเดียวกับเบียร์ Orion ดื่มแล้วชื่นใจดีแท้

ร้านเปิดบ่ายถึงค่ำ เล็งเวลาดี ๆ จะได้ไม่พลาด ถ้าอิ่มใจกับร้านหนังสือแล้ว เราแนะนำให้เดินเล่นย่านนั้นต่ออีกหน่อย เพราะมีคาเฟ่และร้านขายของน่ารัก ๆ ซุกซ่อนอยู่ในตรอกซอกซอย เราเดินเพลินจนไม่อยากกลับโรงแรมแต่ดันเจอฝนไล่เสียก่อนเลยต้องเดินเร่งสปีด หาร้านอาหารนั่งฝากท้องยามเย็น

ร้านหนังสือเล็ก ๆ ริมถนนแห่งนี้ ตั้งอยู่ย่าน Asato เรานั่งรถไฟจากถนนโคคุไซโดริมา 10 นาที เดินต่อ 5 นาที เราอยากมาที่ Photobooks on the Road เพราะเขามีหนังสือภาพสำหรับเด็ก พอเปิดประตูเข้ามาถึงรู้ว่าเขาขายหนังสือภาพ (ภาษาอังกฤษ) เป็นหลัก เป็นพวกหนังสือศิลปะ แฟชั่น ดนตรี ตกแต่งบ้าน ฯลฯ ทุกเล่มจะมีกระดาษโน้ตแปะอยู่ด้วย เป็นการรีวิวหนังสือฉบับเขียนมือ ส่วนมุมหนังสือเด็กที่เราเล็งมามีให้เลือกพอสมควร หนังสือมือสองสภาพดีมีให้เลือกเยอะหน่อย มือหนึ่งก็มี แต่ไม่มาก

ใครชอบนิตยสารญี่ปุ่นรุ่นเดอะแวะมาที่นี่ได้ ใครสาวกนิตยสาร POPEYE รับรองมีเสียตังค์

จากที่สายตาสำรวจจนทั่วร้าน แหม เจ้าของเขาคัดหนังสือดีจัง มีรสนิยมทีเดียว ตอนจ่ายเงินเลยชวนคุย ไม่แปลกใจเลยเพราะเจ้าของร้านเคยทำงานในร้านหนังสือมาก่อน ทำเป็น 10 ปีก่อนจะมาเปิดร้านนี้ราว 3 ปี ซึ่งเขามีความตั้งใจว่าอยากทำร้านหนังสือที่คนเดินเข้ามาแล้วรู้สึกสบาย ๆ เหมือนร้านชำใกล้บ้าน ซึ่งร้านนี้ก็ตั้งอยู่ในย่านชุมชนนะ มองเผิน ๆ ดูกลมกลืนไปกับย่าน แถมเจ้าของอัธยาศัยดีมาก

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ร้านจะเปิดวันสุดท้ายในวันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568 ถ้าใครมีแพลนไปช่วงนั้น หรือกำลังหาที่เที่ยวโอกินาว่าอยู่ แวะไปพูดคุยอุดหนุน ที่ Photobooks on the Road ได้นะ

แม้จะปิดหน้าร้าน แต่นักอ่านยังตามไปช้อปหนังสือภาพยังป๊อปอัปสโตร์ตามจุดต่าง ๆ ที่เขาจะไปออกร้าน ติดตามข้อมูลข่าวสารของร้านได้ที่ Instagram : photobooks.onthe.road

ยังคงคอนเซปต์เดินย่าน (ใกล้ ๆ) ร้านนี้อยู่ห่างจากร้านนัมเบอร์ 03 เพียง 150 เมตรเท่านั้น ซึ่งชื่อ Sakaemachi เป็นชื่อตลาดนะคะ ช่วงตะวันตื่นก็เป็นตลาดปกติ พอบ่ายคล้อยค่อนเย็นตามตรอกซอกซอยจะเริ่มมีสีสัน เพราะร้านอาหารประเภทอิซากายะทยอยเปิดต้อนรับนักดื่มทั้งหลาย ซึ่งมีร้านเยอะมาก ทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ อยู่ปะปนร่วมกันกับบ้านเรือนอาศัย เท่าที่เห็นย่านนี้มีผู้สูงอายุเยอะพอควร

ชื่อเต็ม ๆ ของร้านแห่งนี้ คือ Sakaemachi Cooperative Bookstore เป็นร้านหนังสือประเภท Shared Bookstore (แนวคิดนี้เกิดขึ้นในญี่ปุ่นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว) บริหารกันแบบสหกรณ์แรงงาน (มีเจ้าของหลายคน บริหารจัดการร่วมกัน เท่าเทียม ไม่ต้องพึ่งพานายทุน) ร้านเปิดเมื่อตุลาคม ปี 2024 กลุ่มผู้เริ่มต้นมีกัน 6 คน เป็นนักวิจัย ศิลปิน บรรณาธิการ เขาลงขันกัน และได้รับสนับสนุนจาก Crowdfunding

แนวคิด Shared Bookstore มันเกิดขึ้นเพราะร้านหนังสือในญี่ปุ่นลดลง คนซื้อหนังสือออนไลน์กันมากขึ้น (เหมือนบ้านเรา) และมีนักอ่าน-นักสะสมอยากขายหนังสือของตัวเอง เจ้า Shared Bookstore ก็เลยทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมคนรักหนังสือ ไม่ว่าจะมาขาย มาซื้อ หรือมาแลกเปลี่ยนความคิด

หลักการก็คือ ร้านจะจัดชั้นวางหนังสือเป็นช่องเล็ก ๆ (Box) แล้วให้คนมาเช่าช่องเล็ก ๆ บนชั้นวางหนังสืออีกที เจ้าของล็อกจะเป็นใครก็ได้ นักเขียน นักสะสม นักอ่าน เจ้าของสำนักพิมพ์ ฯลฯ แต่ที่เจ๋งคือเจ้าของ Box มีส่วนร่วมในการบริหารร้านหนังสือได้! จะจัดเสวนา จัดงานเปิดตัวหนังสือ หรือยืมตัวมาช่วยเฝ้าร้านชั่วคราวก็ได้ เพื่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนขาย-คนซื้อ ซึ่งแนวคิด Shared Bookstore ช่วยสร้างชุมชนนักอ่านและเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิด วัฒนธรรม ซึ่งร้านหนังสือแนว ๆ นี้มี 90 ร้านทั่วญี่ปุ่น ที่โอกินาว่ามี 2 ที่ คือที่นี่ และ Yama Books (ร้านหนังสือในโรงเรียนประถม ร้านนี้เปิดเมื่อปี 2023)

หนังสือที่นี่หลากหลายตามความสนใจของเจ้าของ Box และเกือบ 90% เป็นหนังสือภาษาญี่ปุ่น มีมุมซีนวางขายด้วย มีไม่มากเท่าร้าน Bunko no Bunko แต่ความน่าสนใจนับว่าสูสี ควรค่าแก่การแวะ!

Write on The Cloud

Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก