14 กันยายน 2024
4 K

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA)

เราขอเปรียบ ‘ลำปาง’ เป็นเหมือนคนที่เราค่อย ๆ ทำความรู้จักและสนิทขึ้นเรื่อย ๆ

ตั้งแต่จำความได้ เรารู้จักลำปางในฐานะจังหวัดหนึ่งในภาคเหนือ มีถ่านหิน รถม้า และชามตราไก่เป็นของขึ้นชื่อก่อนเราจะมารู้จักลำปางแบบจริงจัง เมื่อได้มาเที่ยวครั้งแรกเมื่อ 3 ปีก่อน 

เราเดินทางขึ้นเหนือมาทำความรู้จักเมืองลำปางอีกครั้งเมื่อปลายเดือนก่อน คราวนี้เราเข้าหากันผ่านงาน ‘เปิดม่านเมืองลำปาง’ ที่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA) ร่วมกับเทศบาลเมืองลำปาง และลำลอง (กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนเมืองลำปาง) ใช้ ‘ม่าน’ ซึ่งมีความหมายในภาษาล้านนาว่า ‘พม่า’ เป็นสื่อกลางที่ช่วยต่อบทสนทนาให้เราและลำปางทำความรู้จักกันมากขึ้น

เราเริ่มทักทายกันด้วยกิจกรรมคนเดินเมือง พาเราเดินเท้า นั่งรถม้า และขึ้นรถรางไปรู้จักลำปางในยุคสัมปทานป่าไม้ผ่าน ‘วัดพม่า’ ในเมืองลำปางที่มีมากจนถูกยกให้เป็นจังหวัดที่มีวัดพม่ามากที่สุดไทย 

เราขอชวนคุณนั่งรถม้าร่วมเปิดม่านมองเมืองผ่าน 4 วัดพม่าในลำปาง และฟังเรื่องราวยุคสัมปทานค้าไม้ โดยมี เอก-ทวีป ฤทธินภากร ผู้เชี่ยวชาญศิลปะ-วัฒนธรรมพม่า เป็นผู้นำทริป

เปิดม่าน

ก่อนที่เส้นเขตแดนไทย-เมียนมา ระยะทางกว่า 2,400 กิโลเมตร จะค่อย ๆ ถูกขีดจนครบบนแผนที่โลกอย่างที่เราเห็นในวันนี้ ก่อนหน้านั้นคนล้านนาและกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่า (ม่าน มอญ ไทใหญ่ กะเหรี่ยง ต่องสู้ (ปะโอ) ฯลฯ) ล้วนไปมาหาสู่และมีความสัมพันธ์ต่อกันและกันเสมอมาอย่างแยกไม่ขาด

‘ลำปาง’ เมืองสำคัญเมืองหนึ่งของล้านนามานมนาน ใกล้ชิดเมียนมามายาวนานเช่นกัน อย่างน้อยคงต้องย้อนกลับไปในสมัยพระเจ้าบุเรงนองที่พม่าเข้าปกครองล้านนา กินเวลามากว่า 200 ปี

อีกช่วงคือยุคสัมปทานป่าไม้ ซึ่งเริ่มขึ้นหลังจากที่อาณานิคมอังกฤษเข้าปกครองพม่าได้บางส่วนและตั้งศูนย์กลางอยู่ที่ ‘มะละแหม่ง’ หนึ่งในหัวเมืองมอญติดกับแม่น้ำสาละวินทางตอนใต้ของเมียนมา ก่อนจะค่อย ๆ เข้ามาสู่ล้านนาในช่วงกลางสมัยรัชกาลที่ 5 

ช่วงนี้ลำปางคึกคักมาก ๆ เพราะชาวตะวันตกเข้ามาจัดตั้งบริษัทสัมปทานป่าไม้ในเมืองลำปาง บางคนอาจเคยได้ยินชื่อ บริษัท บอมเบย์เบอร์มา (Bombay Burma Trading Corporation) และ บริษัท แอล.ที.เลียวโนเวนส์ (L.T.Leonowens Ltd.) บริษัทของ หลุยส์ เลียวโนเวนส์ ลูกชายของ แหม่มแอนนา พระอาจารย์สอนภาษาอังกฤษของรัชกาลที่ 5 ตอนนี้ก็มีบ้านหลุยส์ ในย่านท่ามะโอที่เป็นตัวแทนยุค พร้อมกับพาชาติพันธุ์ต่าง ๆ จากเมียนมาในฐานะคนในบังคับของอังกฤษ ซึ่งชำนาญการทำไม้อยู่ก่อนแล้ว เดินทางเข้ามาช่วยงานในกิจการป่าไม้ ในตำแหน่งเฮดแมน (Headman) ทำหน้าที่ควบคุมกิจการบริษัทป่าไม้ และมีสิทธิ์ขาดในการดูแลคนในบังคับอังกฤษ บางคนเข้ามาเป็นพ่อค้าไม้รายย่อย และอีกหลายคนเป็นผู้เช่าทำป่าไม้โดยรับช่วงต่อจากอังกฤษ จนทำกำไรสั่งสมความมั่งคั่ง ยกฐานะของตัวเองกลายเป็นคหบดีที่มั่งมีในที่สุด อย่าง หม่องโง่ยซิ่น พ่อค้าไม้ชาวพม่า ที่หลายคนอาจได้ยินชื่อจาก บ้านหม่องโง่ยซิ่น ในกาดกองต้า ริมแม่น้ำวัง เขาก็เป็นหนึ่งในนั้น

ความมั่งคั่งและจิตศรัทธาในพุทธศาสนาที่เป็นทุนเดิมของชาติพันธุ์ ว่าเมื่อมีฐานะร่ำรวยแล้วควรจะได้ทำบุญใหญ่โดยการเป็นเจ้าศรัทธาสร้างวัด ผสานกับความเชื่อเรื่องการมีรุกขเทวดาสถิตอยู่ในต้นไม้แต่ละต้น การตัดต้นไม้เป็นบาป พวกเขาจึงมีการอุปถัมภ์สร้างวัด เพื่ออุทิศส่วนบุญกุศลให้รุกขเทวดา โดยเลือกสร้างวัดตามแบบฉบับเมืองแม่ที่เขาจากมา เราจึงเห็นวัดสไตล์ไทใหญ่-พม่า กระจายตัวมากมายทั่วเมือง มากขนาดที่ถูกยกให้เป็นจังหวัดที่มีวัดพม่ามากที่สุดในไทย ทั้งย่านท่ามะโอ ย่านป่าขาม ย่านศรีชุม นับรวมแล้วเป็นสิบวัด ซึ่งวัดเหล่านี้เป็นประจักษ์พยานให้เรารู้ว่าครั้งหนึ่งลำปางเคยเป็นเมืองที่มีชีวิตและผู้คนผลัดเปลี่ยนกันเข้ามามากขนาดไหน 

01
วัดศรีชุม 

ซุ้มประตูโขงสีขาวทรงพม่า เป็นสัญลักษณ์ให้รู้ว่าเรามาถึงจุดนัดหมายแรกของเช้าวันนี้แล้ว สถานที่ที่ว่าคือ ‘วัดศรีชุม’ วัดพม่าที่ว่ากันว่าสมบูรณ์และใหญ่ที่สุดในประเทศไทย 

วัดศรีชุม สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2436 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 นำโดย จองตะก่าอูโย, พ่อเลี้ยงหม่องยี และ แม่เลี้ยงป้อม บริบูรณ์ กลุ่มคหบดีที่เข้ามาทำสัมปทานป่าไม้ในลำปางภายใต้บริษัทค้าไม้ของอังกฤษเป็นผู้อุปถัมภ์สร้าง ในทีแรกวัดแห่งนี้มีชื่อว่า ‘หญ่องไวง์จอง’ มีความหมายว่า ‘ต้นโพธิ์’ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น วัดศรีชุม ซึ่ง ศรี สรี หรือสะหรี มีความหมายว่าต้นโพธิ์

ภาพถ่ายเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 แสดงให้เห็นว่าในอดีตวัดศรีชุมเป็นวัดขนาดใหญ่ ตั้งอยู่กลางที่โล่งกว้าง มีอาคารแบบพม่ากระจัดกระจายทั่ววัด ซึ่งบรรยากาศในภาพไม่ต่างจากสิ่งก่อสร้างจริงที่อยู่ตรงหน้าเราในตอนนี้มากนัก โดยเฉพาะความงามยังคงมีอยู่ให้เห็นเช่นกัน

“อุโบสถที่นี่สมมาตรและสวยมาก” เอก วิทยากรประจำทริปเปิดม่านเมืองลำปางเอ่ยขึ้น

เขาชี้ชวนให้เราและสมาชิกเดินเข้าไปชมอุโบสถใกล้ ๆ 

โบสถ์ที่นี่สวยจริงสมคำลือ

มองจากด้านล่างขึ้นไปจะเห็นอาคารในผังจตุรมุข (ผังกากบาท) รองรับส่วนหลังคาเป็นเครื่องไม้ซ้อนชั้นสูงชะลูดขึ้นไปจำนวน 5 ยอด ตามแบบจารีตของพม่า พร้อมกับประดับด้วยแผ่นโลหะและสังกะสีฉลุทาสีทองอร่ามทั่วหลังคา ในภาษาพม่าเรียกอาคารลักษณะนี้ว่า ‘ปยะตั๊ด’ มีความหมายเดียวกับคำว่า ‘ปราสาท’ ในภาษาไทย 

ในอดีตพม่าใช้อาคารลักษณะนี้เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ หรือใช้กับวัดที่พระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ทรงสร้างเท่านั้น ต่อมาเมื่ออังกฤษเข้าปกครองพม่า ปยะตั๊ดจึงกระจายไปใช้กับอาคารทางศาสนาและวัดที่คนทั่วไปสร้างมากขึ้น การประดิษฐานพระพุทธรูปในอาคารหลังคาทรงปราสาทจึงเหมือนสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูปที่อยู่ภายใน มีสถานะเสมอเหมือนพระมหากษัตริย์

หลายคนอาจเคยเห็นอาคารลักษณะนี้ในละครหรือภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องถึงช่วงพม่าเสียเมือง อย่าง ละครเรื่อง เพลิงพระนาง รากนครา หรือ สารคดี พม่าเสียเมือง ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช – ใช่แล้ว ฉากในละครและปยาธาตุแบบมัณฑะเลย์เป็นช่วงเวลาร่วมสมัยกัน

เราเดินขึ้นไปด้านในอุโบสถพร้อมใช้สายตาสำรวจตลอดเส้นทาง ตั้งแต่เสา ซุ้มประตู บานประตู หน้าต่าง เพดาน และบางส่วนของผนังด้านใน ล้วนแล้วแต่ประดับประดาด้วยลวดลายธรรมชาติ พร้อมใช้เทคนิคปั้นรักปิดทองประดับกระจกสวยงาม ตรงกลางมีพระประธานปางมารวิชัยในศิลปะมัณฑะเลย์ ซึ่งสังเกตง่าย ๆ จากการทำชายผ้าจีวรทบไปทบมาซ้อนกันเป็นริ้ว

ด้านหลังโบสถ์มีเจดีย์ที่ผสานระหว่างศิลปะล้านนากับพม่าเข้าด้วยกัน พร้อมสัญลักษณ์ที่อยากชวนให้ชม คือรูปนกยูงและกระต่าย สัตว์ 2 ชนิดนี้พบได้ทั่วไปในศิลปะพม่า เพราะเชื่อกันว่านกยูงเป็นสัญลักษณ์แทนพระอาทิตย์ ส่วนกระต่ายเป็นสัญลักษณ์แทนพระจันทร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกษัตริย์และราชวงศ์พม่า

เมื่อมาวัดศรีชุม สิ่งที่ควรชมอย่างละเอียด คือ ‘จอง’

คำว่า จอง หรือ จาวง์ ในภาษาพม่า หมายถึงอาคารที่มีหน้าที่การใช้งานหลายอย่าง เป็นได้ทั้งวิหาร ศาลาการเปรียญ และกุฏิ จองของวัดศรีชุมถือว่ายังคงขนบแบบมัณฑะเลย์ที่สมบูรณ์มาก ทั้งการวางผังและการใช้ชั้นหลังคาเครื่องไม้ซ้อนชั้น ส่วนจองที่เราเห็นนี้มีบางส่วนสร้างขึ้นใหม่เลียนแบบของเดิม เพราะใน พ.ศ. 2535 ของเก่าถูกไฟไหม้เสียหายไปมาก โชคดีว่าบริเวณบันไดทางขึ้นของจองยังพอมีของเดิมเหลือให้ชมความงามอยู่บ้าง 

โดยส่วนนี้มีศัพท์เรียกว่า โก่งคิ้ว และ สาหร่าย เป็นส่วนประดับตกแต่ง ลองเดินเข้าไปมองระยะใกล้ ๆ จะเห็นฝีมือการฉลุไม้ลวดลายพรรณพฤกษาเกี่ยวไปเกี่ยวมาต่อเนื่องเป็นชิ้นเดียวกัน ด้านบนประดับประติมากรรมตัวเล็กตัวน้อยแทรกอยู่ด้วย สังเกตดี ๆ จะเห็นรูปคนตัวเล็กมีปีก คล้ายกามเทพ (Cupid) หรือเทวดาฝรั่งในศิลปะตะวันตก พบมากในวัดพม่าหลายแห่งในลำปาง ซึ่งเป็นอิทธิพลที่ได้รับจากตะวันตกก่อนส่งต่อเข้ามายังวัดพม่าในไทย จึงเชื่อกันว่าโก่งคิ้วชิ้นนี้เป็นของที่นำเข้ามาจากพม่าโดยตรง 

วัดศรีชุม 211 ถนนทิพย์วรรณ ตำบลพระบาท อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง (แผนที่)

02 
วัดป่าฝาง (วัดศาสนโชติการาม) 

หากพูดถึงวัดพม่าในลำปาง อีกวัดที่ไม่ควรพลาด คือ วัดป่าฝาง อยู่ไม่ไกลจากวัดศรีชุม

อูส่วยอัตถ์ คหบดีชาวมอญ อดีตผู้ว่าเมืองมะละแหม่ง ต้นตระกูลสุวรรณอัตถ์ และ ‘เฮดแมน’ คนแรกของบริษัทสัมปทานไม้บอมเบย์เบอร์มา และ แม่เฒ่าคำหวาน สุวรรณอัตถ์ ภรรยา ร่วมกันอุปถัมภ์สร้างวัดป่าฝางขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2435 ขณะที่พวกเขาเข้ามาอาศัยในเมืองลำปาง ทำให้เห็นความศรัทธาต่อศาสนาของอูส่วยอัตถ์และตระกูลสุวรรณอัตถ์ผ่านสิ่งปลูกสร้างที่กระจายตัวอยู่ในวัด 

ตั้งแต่เราเดินลอดซุ้มประตูของวัดเข้ามา ยอดเจดีย์สีทองสะดุดสายตาตั้งแต่แรกเห็น เจดีย์องค์นี้เป็นเจดีย์ประธานของวัด สร้างเป็นเจดีย์แบบมอญ แตกต่างจากหลายวัดในเมืองลำปางที่นิยมสร้างเจดีย์แบบพม่าแท้ สังเกตได้จากตั้งแต่ส่วนฐานจนถึงยอดของเจดีย์ล้วนแล้วอยู่ในผังแปดเหลี่ยม ซึ่งแต่ละชั้นของฐานไม่ได้ประดับเจดีย์องค์เล็ก ๆ ตามมุมอย่างที่เห็นในเจดีย์พม่า ลักษณะโดยรวมมีความคล้ายคลึงกับเจดีย์สุเลที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงย่างกุ้งในปัจจุบัน การเลือกเจดีย์องค์นี้มาใช้จึงเป็นเหมือนการอัญเชิญสิ่งเคารพของชาวมอญ-พม่า เข้ามาอยู่ในบ้านเมืองที่ผู้สร้างย้ายเข้ามาอยู่ด้วยนั่นเอง

ใกล้กันมีอุโบสถครึ่งปูนครึ่งไม้ผสมผสานระหว่างศิลปะตะวันตกกับหลังคาซ้อนชั้นแบบพม่าอย่างลงตัว พร้อมประดับตกแต่งด้วยสีทองตัดกับสีสันของกระจกสีงามสมกับที่เป็นวัดของคหบดีไม้ ส่วนด้านหน้าอุโบสถมีเสาหงส์ตั้งสูงเด่น เป็นสัญลักษณ์แทนวัดของชาวมอญนั่นเอง 

เมื่อเดินเข้าไปภายในอุโบสถ เราพบกับพระพุทธรูปประธานประทับนั่งแสดงปางฉันสมอ เป็นศิลปะมัณฑะเลย์ที่งดงามมาก เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ จะเห็นว่าจีวรขององค์พระประดับด้วยทับทิมสีแดงจนทั่วองค์ ส่วนฐานด้านล่างประดับบริเวณขอบด้วยสังกะสีฉลุลาย ตกแต่งด้วยงายรักปั้นปิดทองประดับกระจกสี ผสมผสานศิลปะตะวันตกกับศิลปะพม่าเข้าด้วยกัน ทั้งยังมีการประดับประติมากรรมน้อยใหญ่ เล่าเหตุการณ์ในพุทธประวัติและเรื่องชาดก แสดงให้เห็นฝีมือการสร้างของช่างอย่างเต็มที่ 

ชวนแหงนหน้ามองขึ้นไปบนเพดานเพื่อชมความงามกันต่อ เพดานที่นี่ใช้เทคนิคปั้นรักทำเป็นลวดลาย ปิดทองประดับกระจกพร้อมกับการติดประติมากรรมต่าง ๆ แทรกลงไปอย่างลงตัว ผู้นำทริปของเราแนะนำว่า ถ้ามีโอกาสมาวัดป่าฝางแบบส่วนตัว ให้ลองมานอนราบมองเพดานแบบ 180 องศา จะมองเห็นมุมมองความสวยงามอีกแบบหนึ่ง

เดินออกจากโบสถ์ลัดเลาะบรรยากาศธรรมชาติขึ้นมาสู่จองของวัด จองที่นี่เป็นอาคารครึ่งปูนครึ่งไม้ มีหลังคาซ้อนชั้นแบบพม่า ภายในมีเสาไม้สักเรียงรายนำสายตาสู่พระพุทธรูปศิลปะมัณฑะเลย์ที่ตั้งเป็นประธานอยู่ด้านในสุด ขณะที่แสงภายในจองขับเน้นให้บรรยากาศที่นี่ทั้งสงบและศักดิ์สิทธิ์

วัดป่าฝาง ตำบลพระบาท อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง (แผนที่)

03 
วัดไชยมงคล (จองคา)

เดินข้ามถนนจากวัดป่าฝางมายังวัดจองคา วัดนี้มีจองหลังใหญ่ตั้งเด่นเป็นจุดหมายตา เราเคยมาวัดนี้แล้วเมื่อ 2 ปีก่อน และขอยกให้เป็นวัดพม่าในลำปางที่สวยมาก

กล่าวกันว่าแต่เดิมพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นที่รวมพลของเหล่าทหารโบราณและถูกปล่อยทิ้งให้รกร้าง ก่อนที่ อูโพเลลาเลมัน และคณะเข้ามาอุปถัมภ์ครั้งแรกใน พ.ศ. 2441 พร้อมกับสร้างอาคารไม้ชั่วคราวมุงหลังคาด้วยหญ้าคา จึงเป็นที่มาของชื่อวัดจองคา ต่อมาหม่องโง่ยซิ่น เป็นผู้อุปถัมภ์วัดนี้ต่อเป็นวัดที่ 2 ของตระกูลสุวรรณอัตถ์ เคียงคู่กับวัดป่าฝางที่อูอ่วยอัตถ์ พ่อของท่านสร้างไว้ก่อนหน้า 

ต่อมา พ.ศ. 2450 ในสมัยเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต เจ้าผู้ครองลำปางลำดับสุดท้าย ได้ยกสำนักสงฆ์จองคาขึ้นเป็นวัดและให้นามใหม่ว่า ‘วัดไชยมงคล’ ในอดีตวัดจองคาใช้เป็นสถานที่เรียนภาษาบาลี ภาษามคธ และภาษาพื้นเมืองของภิกษุและสามเณร จึงถือเป็นวัดที่มีความสำคัญกับเมืองลำปางมากวัดหนึ่ง

เราเล่าประวัติของวัดมายืดยาว เพื่อปูทางมาสู่สิ่งสวยงามที่อยู่ตรงหน้า 

จอง 2 ชั้นหลังใหญ่โตผสมผสานระหว่างศิลปะพม่ากับอิทธิพลตะวันตก ประดับตกแต่งด้วยไม้ฉลุ พร้อมหลังคาซ้อนชั้นแบบพม่าที่สร้างขึ้นจากศรัทธาของหม่องโง่ยซิ่น เอกชวนให้เราหยุดดูที่เสาด้านหน้าทางขึ้นจอง เสาคู่นี้ปั้นปูนเป็นลวดลายใบไม้ฝรั่งประดับกระจกสีตามสไตล์นิยมในพม่า ประณีตและละเอียดมาก และหากสังเกตดี ๆ บนเสาคู่ด้านบนสุดมีครุฑแบบราชการไทยประดับอยู่ด้วย 

ขึ้นมาจนถึงชั้น 2 เราเห็นการแบ่งพื้นที่การใช้งานจองตามระบบพม่าออกเป็น 3 ส่วน

ห้องด้านในสุดเป็นที่ประดิษฐานพระมหามัยมุนี จำลองมาจากพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองชาวพม่า ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่วัดมหามัยมุนีในเมืองมัณฑะเลย์ และอัญเชิญมายังลำปางเมื่อ พ.ศ. 2450 ส่วนห้องข้างหน้าเป็นที่นั่งสำหรับฆราวาส เอกชวนเรามองไปยังของที่ควรชมในห้องนี้ คือโก่งคิ้วไม้ฉลุที่เรียงร้อยต่อเนื่องกันเป็นฉากเดียวกัน บนนั้นมีงานไม้แกะสลักเล่าเหตุการณ์ในพุทธประวัติตอนสำคัญ ๆ ตั้งแต่เจ้าชายสิทธัตถะทรงพบกับเทวทูตทั้ง 4 ฉากเจ้าชายสิทธัตถะปลงพระเกศาเพื่อผนวช และฉากมารผจญ ถ้าสังเกตดี ๆ จะพบกามเทพที่แฝงตัวอย่างเนียน ๆ ในแผ่นไม้แกะสลักด้วย เมื่อมองขึ้นไปบนเพดานจะเป็นงานประดับกระจกชิ้นใหญ่อลังการรูปวงกลม 2 วง วงหนึ่งมีรูปนกยูงรำแพนอยู่ตรงกลาง อีกวงหนึ่งมีรูปกระต่าย เป็นตัวแทนของพระอาทิตย์และพระจันทร์

ห้องสุดท้ายเป็นส่วนที่กั้นอยู่ด้านหลัง พื้นที่ตรงนี้ปรับเปลี่ยนตามการใช้งานของพระสงฆ์ได้

ภายในวัดยังมีเจดีย์พม่าตั้งอยู่ในพื้นที่ด้านหลังของจอง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2460 โดย รองอำมาตย์เอกหลวงโยนะการพิจิตร หรือ พญาตะก่า ต้นตระกูลอุปะโยคิน 

วัดไชยมงคล (จองคา) ตำบลหัวเวียง อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง (แผนที่)

04
วัดม่อนสัณฐาน (วัดม่อนปู่ยักษ์)

นั่งรถออกมานอกเมืองลำปาง เพื่อขึ้นม่อนไปชมวัดม่านงาม ๆ อีกหนึ่งแห่ง ที่นี่คือวัดม่อนปู่ยักษ์หรือวัดม่อนสันฐาน อดีตตั้งอยู่ใจกลางชุมชนเลี้ยงช้าง สำหรับช่วยกิจการป่าไม้ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่-พม่า ซึ่งในภาษาพม่า คำว่า ‘ม่อน’ แปลว่า เนินเขาลูกเตี้ย ๆ สัมพันธ์กับลักษณะของวัดแห่งนี้ที่มีทำเลอยู่บนเนินเขาลูกเล็ก จึงเป็นที่มาของชื่อวัด 

ส่วนคำว่า ‘ปู่ยักษ์’ มีตำนานท้องถิ่นเล่ากันว่า เคยมียักษ์ผู้กลับใจมานับถือพุทธศาสนาตายลง ณ ที่ตรงนี้ และตำนานนี้ยังผูกโยงไปกับตำนานวัดม่อนจำศีลและวัดพระบาทที่อยู่ใกล้ ๆ กัน สะท้อนถึงความสัมพันธ์ของวัดต่าง ๆ ในย่านนี้

ขณะที่ตามประวัติของวัดระบุว่า วัดแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 นำโดย จางนันตา, จางวิชชะ, จางบัญจุม และ จางอิงตะ กลุ่มพี่น้องพ่อค้ากองคาราวานวัวต่างมาต่างชาวไทใหญ่ จากเมืองโหปง จังหวัดตองจี ในรัฐฉาน โดยมาพร้อมกับชาวบ้านเพื่อร่วมกันบุกเบิกพื้นที่สำหรับสร้างวัด ก่อนจะมีการสร้างสิ่งก่อสร้างถาวรในเวลาต่อมา โดยส่วนใหญ่เป็นการใช้ช่างจากพม่า

เมื่อขึ้นมาบนม่อน จะเห็นว่าอาคารทั้งหมดวางผังเป็นแนวเดียวกัน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก หันหลังให้เราที่ขึ้นมาจากทางข้างหลังวัด ไฮไลต์ของวัดนี้คือวิหารแบบตะวันตกประดับด้วยลวดลายใบไม้ฝรั่งผสมสัญลักษณ์ในศิลปะพม่า พร้อมนกยูงและกระต่ายที่ประดับด้านบน ภายในวิหารมีพระประธานองค์ใหญ่ประทับนั่งอยู่ตรงกลาง ห้อมล้อมด้วยพระพุทธรูปขนาดย่อมด้านหลัง ทั้งหมดมีพุทธศิลป์พม่าแบบมัณฑะเลย์ เห็นได้จากความงามของริ้วจีวรที่พลิ้วไหวไปมาบนพระวรกายของพระพุทธรูป

ในวิหารมีจิตรกรรมฝาผนังศิลปะพม่าผสานอิทธิพลตะวันตกแบบที่พบมากในยุคอาณานิคมที่ช่างเขียนชาวพม่าฝากฝีมือไว้ในช่วงรัชกาลที่ 5 ภาพจิตรกรรมทั้งหมดเขียนเรียงร้อยเล่าเรื่อง ทศชาติชาดก ตั้งแต่ เตมิราชชาดก มหาชนกชาดก สิ้นสุดที่ เวสสันดรชาดก ผนังด้านหลังพระประธานเขียนเป็นภาพพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แต่ละภาพล้วนสอดแทรกบรรยากาศ วิถีชีวิต และสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับประเทศเมียนมาสมัยมัณฑะเลย์ไว้เป็นอย่างดี

ออกจากวิหารมาชมความงามของเจดีย์ที่ตั้งอยู่ด้านหลังกันต่อ เจดีย์องค์นี้มีนามว่า ‘พระเจดีย์สัณฐาน’ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2444 ใช้รูปแบบอย่างเจดีย์พม่าแบบมัณฑะเลย์ เห็นได้จากการประดับยักษ์ครึ่งตัวหรือหน้ากาลบริเวณองค์ระฆังเจดีย์ ประดับด้วยประติมากรรมสิงห์ หม้อดอก และมนุสสีหะหรือสิงห์มีหัวเป็นคน (นรสิงห์) ซึ่งนิยมสร้างในพม่าอยู่ตามแต่ละมุมของฐาน พร้อมประดับลวดลายใบไม้แบบตะวันตก นับว่าเป็นเจดีย์ที่ยังคงรักษารูปแบบเจดีย์แบบพม่าไว้เป็นอย่างดีองค์หนึ่งในเมืองลำปางเลย

ใกล้ ๆ กันมีอุโบสถทรงตึกแบบตะวันตกในผังกากบาท ซึ่งเราไม่ค่อยพบอุโบสถแบบนี้ในไทย ก่อนออกจากวัด เราแวะไปชมจองที่สร้างขึ้นในสมัยเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต เป็นอาคารไม้ยกพื้นสูง ชั้นหลังคามีการซ้อนชั้นขึ้นสูงตามคติอาคารสำคัญของพม่า น่าเสียดายที่เราไม่มีโอกาสเข้าไปชมด้านใน แต่เข้าใจว่าภายในอาคารคงแบ่งพื้นที่ไว้ใช้งานสำหรับพระสงฆ์และฆราวาสเช่นเดียวกับจองของวัดอื่น ๆ

เราขอพูดว่าเสียดายเป็นครั้งที่ 2 ที่ไม่ได้มีโอกาสไปชมวัดพม่าที่อยู่ใกล้ ๆ กันอย่างวัดม่อนจำศีล วัดจองคำ แต่ความงามของวัดม่อนปู่ยักษ์ก็ทำให้เราเต็มอิ่มกับศิลปะได้มากพอตัว 

วัดม่อนสัณฐาน (ปู่ยักษ์) ตำบลพระบาท อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง (แผนที่

ปิดม่าน

‘ม่าน’ ค่อย ๆ ปิดลงหลังจากยุคการค้าไม้ซบเซา แต่สิ่งที่ไม่ได้ปิดตามคือร่องรอยของอาคารบ้านเรือน วัดวาอาราม สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ รวมถึงเรื่องเล่าและความทรงจำที่ถ่ายทอดมายังคนรุ่นเรา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่ทำให้คนรุ่นใหม่ในลำปางนำมาต่อยอดสรรสร้างชีวิตและเมืองกันต่อ

ถึงแม้กิจกรรมคนเดินเมืองจบลงไปแล้ว แต่ม่านเมืองลำปางยังไม่หมดลงแต่เพียงเท่านี้ เพราะกลางเดือนกันยายน สีสันในยุคม่านเมืองลำปางจะกลับมาเฉิดฉายให้เห็นเป็นแสงไฟในวัดศรีชุม พร้อมกับนิทรรศการภาพถ่ายผ่านสายตาของคนปัจจุบันที่ย้อนมองม่านในอดีต อดใจรอม่านเปิดอีกครั้งนะ

Writer

นนท์พิเชษฐ์ชาญ ชัยหา

เกิดและโตที่ประจวบฯ ชอบเดินตลาด ชอบสัมภาษณ์ผู้คน ชอบค้นเอกสารเก่า ชอบเข้าวัดวา ตามหาพระและแมวที่จริงใจ

Photographer

ฉัตรชัย วงค์เกตุใจ

อยากเรียนรู้การเกษตรปลอดภัย ชอบท่องเที่ยวธรรมชาติกับครอบครัว และชอบออกกำลังกาย