พักหลังเราชอบดูมวย ไม่ว่าจะมวยไทย มวยสากล คิกบ็อกซิง หรือแม้แต่มวยสังเวียนข้างถนนก็ติดตามหมด ในบรรดาที่ยกตัวอย่างมา เราให้มวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีเสน่ห์มากที่สุด เพราะความหลากหลายในการออกอาวุธ ลูกเล่นแม่ไม้อันแพรวพราว และเหลี่ยมเชิงสารพัดที่วัดกึ๋นของนักชก
ไม่รู้ว่ามีใครเป็นเหมือนกันบ้างไหม พอยิ่งได้ดูก็ยิ่งอยากหัด แต่ติดที่ส่วนตัวไม่ค่อยถนัดอยู่ในความพลุกพล่าน แล้วค่ายมวยส่วนมากก็เป็นเช่นนั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าผิดหวังหากแต่น่ายินดี เมื่อใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าเวลานี้มรดกทางวัฒนธรรมไทยอย่างมวยไทย กลายเป็น Soft Power กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่มีศักยภาพมาก


ในที่สุดเราก็ได้เจอค่ายมวยที่ดูเข้าทาง ‘The Camp Muay Thai Resort and Academy’ อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ถ้ากำลังมองหาสถานที่ฝึกซ้อมมวยไทยในบรรยากาศสบาย กว้างขวาง บริการกึ่งส่วนตัว แถมมีโรงแรมรองรับ ชวนตามมาทำความรู้จัก พร้อมสนทนากับ ฮิเดยะ นิอิมิ หรือ แดนนี หนุ่มโตเกียวผู้เคี่ยวกรำประสบการณ์แม่ไม้มวยไทยมานานกว่า 30 ปี และร่วมปั้นค่ายมวยขนาดใหญ่อันดับท็อป 5 ของเมืองไทยแห่งนี้ ด้วยแนวคิดการบริหารสไตล์ไฮบริด ญี่ปุ่น-ไทย ยืนหนึ่งเรื่องความสะอาด สุภาพ ใส่ใจ บนเป้าหมายสร้างค่ายมวยที่ดีที่สุดของเชียงใหม่ และจุดหมายปลายทางของคนรักสุขภาพทุกเพศทุกวัย
สังเวียนใหม่
“ผมตัดสินใจว่าจะย้ายมาอยู่เชียงใหม่ทันทีหลังจากพักที่นี่แค่ 3 คืน”
เจ้าของค่ายมวยผู้แข็งแกร่งและแสนถ่อมตัว เผยความรักฉบับทันด่วนที่ทำให้ถอนตัวไม่ขึ้นจากเชียงใหม่มากว่า 7 ปี ขณะที่เนื้อตัวเพิ่งหมาดเหงื่อ
เป็นประจำทุกเช้าที่แดนนีจะออกมาฝึกซ้อมมวย 90 นาที เขาผูกพันกับกีฬาชนิดนี้มาตั้งแต่ยังหนุ่ม ก่อนจะหันมาซุ่มซ้อมมวยไทยในวัย 25 พออายุปลายเลข 3 ก็โบกมือลา Wall Street สลัดเนกไทและสูตเนี้ยบของนายธนาคารแห่งมหานครนิวยอร์ก แล้วออกเดินทางท่องโลกหาความท้าทายใหม่ ๆ แด่ชีวิต จากอิตาลี ออสเตรเลีย สเปน อังกฤษ เรื่อยไปจนฝรั่งเศส ก่อนโฉบลงภูเก็ตตามคำแนะนำของหัวหน้าเก่าครั้งฝึกงานใน UFC GYM ซานฟรานซิสโก ครบ 7 เดือน จึงถึงเชียงใหม่ เมืองที่เพื่อนฝูงของเขาหลายรายขายว่ายอดเยี่ยมและสมควรเยือน


“ช่วง 2 – 3 เดือนแรกที่ย้ายมา ผมไม่ทำอะไรเลยนอกจากตระเวนเที่ยวไปรอบ ๆ และกินของอร่อย ๆ แต่พอผ่านไปสักพักก็เริ่มเบื่อ เลยคิดว่าควรหาอะไรที่เรารักและถนัดทำให้เป็นชิ้นเป็นอัน สุดท้ายจึงกลายเป็นค่ายมวยที่คุณกำลังเห็นอยู่ตอนนี้”
เมื่อมีจุดมุ่งหมายว่าจะทำค่ายมวยไทย แดนนีก็เริ่มออกสำรวจและใช้บริการค่ายมวยทั่วเชียงใหม่ สังเกตพลางจดจำสิ่งต่าง ๆ ที่ควรนำมาปรับใช้ แก้ไข และพัฒนากับ The Camp Muay Thai Resort and Academy ที่เขาตั้งเป้าตั้งแต่แรก เป็นไอเดียบนหน้ากระดาษว่าจะต้องเติบโตเป็นค่ายที่มอบประสบการณ์ตื่นเต้นและตอบโจทย์ประทับใจคนรักมวยไทยทุกคน
แบบไฮบริด
The Camp Muay Thai Resort and Academy ต้อนรับเราด้วยเสียงเพลงจังหวะกระฉับกระเฉง ภายในพื้นที่ที่เหมาะกับการประเคนหมัด เท้า เข่า ศอก ที่รองรับด้วยเสื่อซับแรงกระแทกผืนหนาเต็มบริเวณกว่า 830 ตารางเมตร มีชายหญิงกับเทรนเนอร์หน่วยก้านเข้าท่ากำลังล่อเป้ากันอย่างคล่องแคล่ว และชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งนั่งพักเหนื่อยหอบอย่างรู้ซึ้งคุณค่าของการได้หายใจเต็มปอดบนขอบสังเวียนมวยที่ว่างเปล่า 4 สังเวียน
ราว 3 ไร่ แดนนีประมาณพลางเทียบว่าค่ายของเขาน่าจะมีขนาดใกล้เคียงกับค่าย Fairtex พัทยา Superbon Training Camp ในกรุงเทพฯ ค่ายมวยบัญชาเมฆ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ และ ขุนศึกมวยไทย จ.กระบี่ ซึ่งถือเป็นค่ายมวยขนาดใหญ่เบอร์ต้น ๆ ของเมืองไทย
กระนั้นก็ตาม แม้พื้นที่จะกว้างขวางพอรองรับลูกค้านับร้อย หากการฝึกฝนแต่ละรอบเขากลับเลือกจำกัดจำนวนสูงสุดเพียง 20 คนเท่านั้น


“ถ้ามากกว่านี้ไม่ดี” แดนนีอธิบายต่อ “เพราะเราต้องการดูแลลูกค้าแต่ละคนอย่างใกล้ชิด จึงกำหนดให้เทรนเนอร์ 1 คน ดูแลผู้เรียนได้แค่ 2 – 3 คน ประกอบกับปัจจุบันเรามีเทรนเนอร์ทั้งหมด 8 คน จึงแทบจะเหมือนเป็นคลาสเรียนกึ่งส่วนตัว
“อีกอย่าง เรื่องความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสิ่งที่ผมให้ความสำคัญมาเป็นอันดับ 1 ไม่ใช่พยายามหาลูกค้าจำนวนมาก แต่สอนไม่ได้คุณภาพ ไม่ทั่วถึง หรือโฟกัสการหาเงินเป็นหลัก ถ้าต้องการแบบนั้น สู้เปิดร้านหมูกระทะบางทีอาจทำเงินได้มากกว่า ทว่านั่นไม่ใช่เป้าหมายของผม ผมรักมวยไทย รักเทรนเนอร์ของผม และรักคนไทย ผมแค่อยากทำให้สิ่งที่ผมหลงใหลดียิ่งขึ้น”

ไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องเดียวที่ทำให้ The Camp Muay Thai Resort and Academy แตกต่าง หากยังหมายรวมถึงแนวคิดการบริหารและออกแบบบริการที่ใส่ใจในรายละเอียดเป็นพิเศษ
“ถ้าลองสังเกตดูรอบ ๆ คุณจะเห็นว่าเราค่อนข้างใส่ใจเรื่องความสะอาดมาก ๆ ที่นี่มีแม่บ้าน 2 คน ซึ่งคอยปัดกวาดเช็ดถูให้ทุกอย่างสะอาดสะอ้านตลอดทั้งวัน เพราะจากประสบการณ์ที่ผมเคยใช้บริการค่ายมวยมาหลายแห่ง นี่คือสิ่งที่พวกเขามักมองข้ามทั้งที่เป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะกับผมที่ได้รับการปลูกฝังวัฒนธรรมรักความสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยมาตั้งแต่เด็ก”
ขอเป็นหนึ่งเสียงที่ยืนยันว่าสภาพแวดล้อมค่ายมวยแห่งนี้เนี้ยบสมกับที่มีผู้บริหารเป็นชาวญี่ปุ่นของแท้ และไม่แปลกใจเลยที่มันจะส่งผลต่อเนื่องสู่เรื่องการตรงต่อเวลา ซึ่งกำหนดให้เทรนเนอร์ทุกคนต้องมาเตรียมตัวก่อนคลาสเริ่มครึ่งชั่วโมงเสมอ
แดนนีบอกว่าเขาพยายามยกระดับมาตรฐานการบริการของค่ายให้มีประสิทธิภาพด้วยการนำวิธีคิดแบบญี่ปุ่นมาผสมผสานกับวัฒนธรรมไทย โดยเรียกว่าเป็นการบริหารจัดการในสไตล์ไฮบริดที่
“Attention to details and well organized like Toyota.”
โปรแกรมการชก
มาถึงโปรแกรมการเรียนกันบ้าง ที่นี่เปิดสอน 2 โปรแกรมหลัก คือ ‘โปรแกรมมวยไทยสำหรับนักกีฬา’ โดดเด่นด้วยการออกแบบการสอนตามเป้าหมายและทักษะเฉพาะของผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่ใจรัก คนที่อยากลดน้ำหนักกระชับหุ่น หรืออยากพัฒนาศักยภาพการชกให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น รวมถึงรูปแบบการสอนที่ไม่เพียงมุ่งเน้นพัฒนาทักษะ หากยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจไปพร้อม ๆ กัน

“ในกระบวนการสอน เทรนเนอร์จะอธิบายอยู่ตลอด เช่น คุณต้องหันข้างทำมุมเปิดประมาณ 45 องศา จัดตำแหน่งไหล่ในลักษณะนี้ จากนั้นก็เหวี่ยงกำปั้นออกไป ขณะเดียวกันก็ต้องป้องกันส่วนคางเอาไว้” แดนนีออกท่าทางประกอบทะมัดทะแมง ก่อนชี้ไปยังจอภาพที่ตั้งอยู่หน้าโซนเวทเทรนนิ่ง
“แล้วเราก็มีจอใหญ่ตรงนั้น สำหรับเปิดคลิปการชกของนักมวยไทยเก่ง ๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับลูกค้า ควบคู่อธิบายว่าทำไม ตะวันฉาย ถึงเตะแบบนั้น บัวขาว ต่อยแบบนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างเราจะสอนออกมาเป็นคำพูดด้วย ไม่ใช่แค่แสดงให้ดูและทำตาม เพราะถ้าแค่แสดงอย่างเดียว บางทีลูกค้าก็อาจจะไม่เข้าใจ”


ด้วยเหตุนี้ การคัดเลือกเทรนเนอร์ของที่นี่จึงค่อนข้างเข้มข้น โดยทุกคนต้องฝ่าด่านการสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ เช็กบุคลิกภาพ และล่อเป้าวัดทักษะที่แดนนีจับเองกับมืออย่างละเอียดยิบ ให้มั่นใจได้ว่าจะสอนผู้เรียนด้วยท่าทางและคำพูดอย่างเหมาะสม สำคัญที่สุดคือความสุภาพ ให้เกียรติคนทุกชาติ และไม่มีการแตะเนื้อต้องตัวลูกค้า เพื่อมอบบริการที่มีคุณภาพในระดับสากล
“ทุกวันนี้เราได้รับการติดต่อสอบถามจากผู้คนที่สนใจอยากมาเรียนมวยไทยรวมแล้วประมาณ 165 ประเทศ” แดนนีเปิดเผยอย่างปลื้มปริ่ม “โดยลูกค้าหลักเป็นชาวยุโรป เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส และอังกฤษ ส่วนคนญี่ปุ่นปัจจุบันเริ่มเพิ่มจำนวนขึ้นจากการมีไฟลต์บินตรง โอซาก้า-เชียงใหม่ ซึ่งอันที่จริงมวยไทยดังมาก ๆ ในญี่ปุ่น แต่ก่อนหน้านี้การเดินทางมาเชียงใหม่ค่อนข้างยุ่งยาก เพราะต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่กรุงเทพฯ ก่อน และแน่นอนว่าเรามีลูกค้าคนไทยด้วย โดยเรียนได้ในราคาที่ถูกลงกว่าชาวต่างชาติ 50% เฉพาะคนไทยเท่านั้นที่ได้รับสิทธิพิเศษนี้ เพราะว่าเราเคารพคนไทย”

ส่วนใครอยากเป็นเทรนเนอร์ พัฒนาทักษะการสอนมวยไทย หรือเรียนเพื่อนำองค์ความรู้กลับไปต่อยอดเปิดค่ายมวยของตัวเอง ที่นี่ก็มี ‘โปรแกรมสำหรับผู้ฝึกสอน’ ที่สอนละเอียดตั้งแต่รูปแบบการฝึกสอนมวยไทย หลักการบริหารจัดการค่าย จัดการบัญชี การเงินและภาษี ข้อกฎหมายควรทราบ ระบบบริหารจัดการข้อมูลลูกค้า ตลอดจนแนวทางการสร้างห้องออกกำลังกายผสานเทคโนโลยีทันยุคทันสมัย เช่น นวัตกรรม AI และระบบอัตโนมัติต่าง ๆ โดยเป็นโปรแกรมระยะยาว 1 ปี เมื่อจบหลักสูตรแล้วผู้เรียนจะได้รับการรับรองและเปิดค่ายมวยไทยภายใต้ชื่อ The Camp ได้อีกด้วย
เติบโตไปพร้อมกัน
สำคัญไม่แพ้ซ้อมหนักก็คือการพักผ่อน ที่ The Camp Muay Thai Resort and Academy จึงออกแบบบริการฟื้นฟูสภาพร่างกายและผ่อนคลายจิตใจ โดยมีทั้งบริการ Ice Bath คาเฟ่สมูทตี้ ร้านอาหารเพื่อสุขภาพของคนชื่นชอบอาหารญี่ปุ่น และมนุษย์วีแกนที่กำลังจะกลับมาเสิร์ฟเมนูอร่อยกันอีกครั้ง และตามชื่อก็คือมีบริการโรงแรมที่มีห้องพัก Executive Suite สะดวกสบาย สวยงาม และพักห้องรวมบรรยากาศเป็นกันเอง


“เรามีแพ็กเกจเข้าพักพร้อมฝึกซ้อมสูงสุดได้ 4 ครั้งต่อวัน ซึ่งผมคิดว่าหากเราฝึกซ้อม พักผ่อน แล้วก็ตื่นมาซ้อมอีกได้ทันที คงย่อมดีกว่าการพักข้างนอก ซึ่งอาจเสียเวลาและเพิ่มค่าใช้จ่ายในการเดินทาง”
มีลูกค้าที่ซื้อไอเดียนี้จำนวนไม่น้อย จนอาจต้องใช้ความพยายามกันสักหน่อยหากอยากจับจองห้องพัก นอกจากนี้ผู้บริหารคิดต่างยังขยันขันแข็งในการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ เชื่อมโยงบริการและกิจกรรมที่น่าสนใจหลายหลากกับผู้ประกอบการบ้านใกล้เรือนเคียง อาทิ บริการนวดตอกเส้น บริการนวดท้องชิเนซัง (Chi Nei Tsang) บริการสปา บริการสระว่ายน้ำระบบเกลือแร่ หรือแม้แต่โรงเรียนสอนทำอาหารไทย
“เราไม่เคยคิดเงินลูกค้าเพิ่มหรือรับค่าธรรมเนียม เพราะอย่างที่บอกว่าเราต้องการมอบความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า อีกอย่างสังคมท้องถิ่นก็สำคัญกับเรามาก ผมจึงอยากร่วมผลักดันธุรกิจท้องถิ่นให้เติบโตไปพร้อม ๆ กัน”
แดนนียังบอกอีกว่าเขากำลังเล็งจับมือกับค่ายมวยไทยแห่งอื่น ๆ เพื่อขับเคลื่อนเชียงใหม่ให้เป็นเมืองเอกของนักท่องเที่ยวที่อยากเรียนมวยไทย ส่วนในระดับปัจเจกคือแผนการปั้นเทรนเนอร์หญิงฝีมือดี เพื่อพัฒนา The Camp Muay Thai Resort and Academy ให้กลายเป็นค่ายมวยไทยที่เป็นมิตรกับสุภาพสตรีอย่างแท้จริง

