รถไฟฟ้าสายสีทองจอดที่สถานีเจริญนคร เราก้าวพ้นประตูรถมาเผชิญกับเสียงจอแจของผู้คนซึ่งเดินทางมาห้างหรู แต่แทนที่เราจะเดินมุ่งเข้าห้างที่ว่า เราหักเลี้ยว ก้าวลงบันได เริ่มเดินเลาะริมถนน เข้าสู่ซอยเล็ก ๆ ซึ่งอยู่ถัดไปไม่ไกล และที่สุดซอยนั้นคืออาคาร 2 คูหาสูง 4 ชั้น มีอักษรโลหะประดับเหนือทางเข้า อ่านได้ว่า ‘SOULSMITH’ บ่งบอกว่าเรามาถึงจุดหมายในวันนี้แล้ว

ด้วยกลิ่นกาแฟหอมอวลทั้งร้าน บรรยากาศเป็นกันเอง การตกแต่งดูดี รวมกับเพลงแจ๊สที่เปิดคลอ อาจพาใครเข้าใจผิดว่าที่นี่คือคาเฟ่ลับสักแห่ง แต่ความจริง SOULSMITH ให้บริการแบบตรงตามชื่อ คือ Soul Well-being ให้ผู้คนหลากหลายได้ทำงานกับใจของตัวเอง
คอลัมน์ Share Location ครั้งนี้ เรามีโอกาสสนทนากับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ นักจิตบำบัดและผู้ก่อตั้ง SOULSMITH ถึงความมุ่งหมาย ว่าทำไมเธอถึงอยากให้การดูแลใจเท่จนเป็นไลฟ์สไตล์

โดด เด่น ดุจ ดาว
SOULSMITH คืออะไร – เป็นคำถามแรกที่เราหยิบมาคุยกับดุจดาว
“มาจากการที่เรารวบรวมช่างซ่อมแซม Soul แล้วเรารู้สึกว่าเป็นมิตรกับ Soul” นักบำบัดชุดขาวอธิบายสั้น ๆ แต่ครอบคลุม
“สมัยก่อนตอนทำงานคลินิกจิตเวช พอเราบอกคนที่สนใจจะทำ Therapy ให้มาเจอกันที่ทำงานเรานะ สมมติมีคนถามสัก 10 คน จะตามมาจริง ๆ แค่ 1 เท่านั้นเอง” ดุจดาวย้อนอดีตถึงแรงบันดาลใจในการก่อตั้ง SOULSMITH
“เราอยากมีพื้นที่ให้คนที่ไม่ป่วย ไม่อยากไปคลินิก แต่ต้องการดูแลใจของตัวเอง”

เดิมทีดุจดาวเปิดบริษัทเล็ก ๆ ชื่อ Empathy Sauce ทำหน้าที่จัดเวิร์กช็อปการสื่อสารด้วย Empathy และ Mental Well-being และการสื่อสารให้กับองค์กรต่าง ๆ ในขณะเดียวกันก็มีบริการให้คำปรึกษาสุขภาพจิตแบบ 1 : 1 แต่เมื่อเวลาผ่านไป จำนวนลูกค้ากลุ่มหลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน เธอจึงแยก SOULSMITH ออกมาเป็นส่วนของตัวเอง พร้อมขยับขยายพื้นที่ทำการ เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต
“เราเลือกตึกนี้เพราะสิ่งนี้เลย ตอนเช้าเราชอบมานั่งมองวิวแม่น้ำ แล้วก็เห็นผู้คนมาทำสิ่งต่าง ๆ” นักบำบัดตรงหน้าเล่าว่า เธอใช้เวลาสุดสัปดาห์เดินเท้าท่องทั่วเมืองหลวง เข้าโซนนั้น ผ่านย่านนี้อยู่พักหนึ่งเพื่อตามหาที่อยู่ให้ออฟฟิศใหม่ กระทั่งเจอกับโฮสเต็ลเก่าสุดซอยเจริญนคร 5/1 เธอตกหลุมรักวิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่เห็นได้จากหน้าต่างแทบจะทันที ทำให้ตัดสินใจลงหลักปักออฟฟิศที่นี่แบบไม่ต้องคิดนาน

สงบ กว้าง สว่าง มืด
สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกได้ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าประตู SOULSMITH คือความเป็นมิตรและสบายใจ แทบทุกองค์ประกอบของที่นี่ ทั้งความสุภาพของพนักงาน การวางตำแหน่งช่องแสง หรือกระทั่งกลิ่น ไม่ได้ทำให้รู้สึกเหมือนมาคลินิก แต่คล้ายกับอยู่ใน Co-working Space สักแห่ง
พอถามเรื่องนี้กับดุจดาว ก็พบว่านี่ไม่ใช่สิ่งบังเอิญ แต่คือความตั้งใจ
“ชั้น 1 เราเปิดเป็นร้านกาแฟจริงจังเลย ใครก็มานั่งได้ เราอยากให้การมาเจอที่ซัพพอร์ตใจเป็นไลฟ์สไตล์ เพราะฉะนั้น มาที่นี่เพื่อทํางานกับตัวเอง ถ้ายังไม่อยากกลับก็นั่งอ่านหนังสือ นั่งทํางานต่อได้”

รายละเอียดเหล่านี้มาจากแนวคิดของ SOULSMITH ว่าเรื่องสำคัญที่สุด คือประสบการณ์ของผู้รับบริการ แนวคิดนี้ยังสะท้อนออกมาในการวางบทบาทของชั้น 3 และ 4 ซึ่งเป็นทั้งห้องทำงานและที่ทำงานของทีมนักบำบัดที่นี่
เริ่มด้วยห้อง ‘กว้าง’ ที่ชั้น 3 ที่เราใช้คำว่ากว้าง เพราะห้องนี้เป็นตามนั้นจริง ๆ มันทั้งโล่ง โปร่ง สิ่งของภายในมีเพียงเบาะนั่งแบบยกได้บริเวณริมหน้าต่าง สำหรับทำ Psychotherapy กับโต๊ะทำงานขนาดกลางอยู่ตรงมุมเท่านั้น บริเวณที่เหลือใช้งานหลากหลายรูปแบบทั้ง Music Therapy, Drama Therapy, Dance Therapy หรือ Sound Healing

แต่การมีพื้นที่ว่างรอบตัวมากไปหรืออยู่ในที่สว่างเกินก็อาจทำให้หลายคนรู้สึกไม่ค่อยดี ซึ่งตรงนี้แหละที่ห้องชั้น 4 เข้ามามีบทบาท โดยเราขอตั้งชื่อเล่นแบบง่าย ๆ ให้ว่า ‘ห้องสว่าง’ และ ‘ห้องมืด’


ห้องทั้งสองให้บรรยากาศที่ต่างกันตามชื่อ แต่มีจุดคือเน้นบริการแบบ 1 : 1 จึงมีพื้นที่ไม่กว้างนัก เอื้อต่อการทำ Counselling เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานได้อยู่กับตัวเองและเปิดใจกับนักบำบัดตรงหน้าได้เต็มที่ นอกจากนี้ที่มุมห้องยังมีโต๊ะตัวเล็กที่ด้านบนเต็มไปด้วยถาดและขวดสี สำหรับการบำบัดแบบ Art Psychotherapy อีกด้วย

ทั้ง 3 ห้อง 3 สไตล์ คือตัวแทนของดุจดาวและทีมนักบำบัดของ SOULSMITH ที่อยากส่งต่อประสบการณ์อันเหมาะสมกับผู้รับบริการแต่ละคน
ดูแล จิตใจ
ในช่วงเวลาที่เทรนด์การดูแลจิตใจเริ่มมาแรง SOULSMITH ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ และหวังจะส่งผ่านมันไปยังกลุ่มคนที่กว้างขึ้นเรื่อย ๆ
“คนเริ่มมีประเด็นทางด้านจิตใจเพิ่มมากขึ้น แล้วการพยายามทำให้มันปกติเพิ่มมากขึ้น คุยกันได้มากขึ้น SOULSMITH ก็ตั้งใจจะเป็นหนึ่งหน่วยที่ซัพพอร์ตผู้คนซึ่งกำลังแหวกว่ายอยู่ในปัญหา”

คงเหมือนกับที่ดุจดาวบอกไว้ตอนแรกว่า SOULSMITH เกิดจากการรวมตัวของช่างซ่อมแซมใจหลายแขนง ดังนั้น คงเป็นเรื่องน่ายินดีถ้าผลลัพธ์จากการซ่อมจะสมบูรณ์ แข็งแรง
“จริง ๆ ก็คาดหวังว่าวันหนึ่งคนที่มาจะห่างจากเราไปเรื่อย ๆ เราเห็นคนที่แข็งแรงขึ้น ก็พลอยยินดีไปกับเขา เหมือนเราได้ทำงานที่สร้างแรงกระเพื่อมไปถึงตัวเขา ครอบครัวเขา และสังคมเขา”
นับจากตอนเปิดทำการถึงวันนี้ SOULSMITH มีอายุเกินครึ่งขวบแล้ว แม้จะเป็นการเดินทางก้าวใหม่ แต่เราเชื่อว่าร้านดูแลใจเล็ก ๆ แห่งย่านเจริญนครจะเติบโตอย่างมั่นคง และกลายเป็นส่วนหนึ่งในไลฟ์สไตล์ของผู้คนอย่างแน่นอน

