ในตรอกเล็ก ๆ เยื้องโรงเรียนเผยอิงย่านทรงวาด เป็นที่ซ่อนตัวของขุมทรัพย์ ผลิตผลจากดินทางภาคเหนือของประเทศไทย
กระถางต้นไม้ดินเผาสีส้มนวล ผิวสัมผัสสากมือ รูปทรงเป็นเอกลักษณ์ ออกแบบมาให้เหมาะสำหรับการวางไว้ในบ้านทุกหลัง รอต้อนรับเราอยู่หน้าบานประตูไม้เก่า
‘Song Wat Station’ คือห้องใต้ถุนเล็ก ๆ ที่ภายในเต็มไปด้วยเครื่องปั้นดินเผาและงานคราฟต์ ที่นี่เปรียบเสมือนภาคต่อของ BARN AND FARM ร้านต้นไม้และกระถางดินเผาที่สายแต่งบ้านต้องรัก ย่านศรีนครินทร์

จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของ นา-ศรินทิพย์ ลาร์กินส์ และ น้อ-ศรินธร วาสนาดำรงดี พี่น้องฝาแฝดที่ค่อย ๆ พัฒนาความชอบส่วนตัวให้กลายเป็นอาชีพ ทั้งคู่เริ่มต้นจากการเพาะพันธุ์กระบองเพชร จนเติบโตเป็นแบรนด์ Cactus_Sweethouse ที่หลายคนรู้จัก
ก่อนออกเดินทางตามหาโรงเผาโบราณ ศึกษากระบวนการทำงานดั้งเดิม และลงมือออกแบบรูปทรงด้วยตัวเอง จากความตั้งใจนี้เอง จึงเกิดเป็น BARN AND FARM
หลังจากนั้น พวกเขาต่อยอดไอเดียสู่การเปิดร้าน Song Wat Station รีโนเวตห้องเก็บธัญพืชเก่าของโรงงานขายพันธุ์พืชเก่าแก่ย่านทรงวาด ซึ่งเดิมทั้งทึบและอับแสง ให้กลายเป็นพื้นที่ที่ส่องประกายวัสดุจากดินและธรรมชาติ


Wood
เราผลักบานประตูไม้เก่าเข้าไปยังห้องใต้ถุน ภายในเผยให้เห็นบรรยากาศเฉพาะตัว ทั้งเฟอร์นิเจอร์ไม้จากบ้านเก่า ผนังห้องมีร่องรอยของกาลเวลา แหงนหน้ามองด้านบนเห็นแผ่นไม้เก่ายกสูง เหล่าเครื่องปั้น เซรามิกสีธรรมชาติวางอยู่ตามมุมต่าง ๆ
แดดยามบ่ายสาดส่องเข้ามาภายในร้านผ่านกระจกบานใหญ่ เราเหมือนเข้าสู่ภวังค์ เผลอยืนมองอยู่นานกว่าที่คิด สีโทนดินน้ำตาล ส้มอ่อน และครีม แม้ไม่ได้โดดเด่น แต่กลับทำให้ทุกสิ่งในห้องดูสงบนิ่งและสมดุลอย่างประหลาด

Song Wat Station เป็นร้าน Selected Shop และ Co-design ของสองพี่น้องฝาแฝดที่เติบโตมากับร้านวัสดุก่อสร้างของพ่อ และได้ใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติที่บ้านบนดอยเชียงดาวของแม่
ในวัยเด็ก น้อและนามีของเล่นเป็นเศษไม้ชิ้นสวย พวกเธอชอบสะสมหินจากริมแม่น้ำปิง พวกเธอเป็นคนช่างฝัน รักความงดงามของรูปทรงตามธรรมชาติ
นาเลือกเรียนอินทีเรียดีไซน์ ส่วนน้อเรียนครู ทั้งคู่แยกย้ายไปประกอบอาชีพตามสาขาที่เรียน แต่สุดท้ายก็วนมาบรรจบกันอีกครั้ง เมื่อน้อหลงใหลในการเพาะกระบองเพชรสายพันธุ์ยิมโนคาไลเซียม จึงชวนนามาทำธุรกิจด้วยกัน โดยนารับหน้าที่ออกแบบกระถางดินเผาสำหรับต้นไม้ร่วมกับช่างท้องถิ่น และเปิดร้าน BARN AND FARM ย่านศรีนครินทร์

แม้ทั้งคู่จะประสบความสำเร็จทั้งในธุรกิจ ได้สานต่อความชอบตั้งแต่วัยเด็ก แต่เมื่อนาได้มาเยือนถนนทรงวาด และพบห้องเก็บของเก่าของโรงงานขายพันธุ์พืช เธอก็รู้ทันทีว่าการเปิดร้านเพียงแห่งเดียวยังไม่เพียงพอ
“เราเปิดร้านใหม่ที่ถนนทรงวาดเพื่อเล่าตัวตนของแบรนด์ให้ชัดขึ้น อยากให้คนมองเห็นภาพว่างานคราฟต์ดินเผาของเราเป็นอะไรได้บ้าง และภาพลักษณ์ของแบรนด์มีหน้าตาแบบไหน”
นาซึ่งเป็นหัวหอกในการทำร้าน Song Wat Station เล่าเหตุผลในการขยายสาขาให้ฟัง


เธอตกหลุมรักห้องเก็บธัญพืชแห่งนี้ตั้งแต่แรกพบ แม้ห้องจะมืดทึบ ดูไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน แต่เมื่อมองขึ้นไปบนฝ้าแล้วเห็นช่องเปิดสู่ท้องพื้น พร้อมกับพบว่าด้านในเป็นไม้ นาจึงตัดสินใจเช่าที่นี่ทันที เธอหยิบทักษะอินทีเรียดีไซน์และประสบการณ์ 14 ปีมาใช้ เปิดฝ้า ทุบผนังด้านหน้า รักษาสภาพสีและคราบเก่าของผนังและเสาไว้เหมือนเดิม
“ไม้ยิ่งเก่า สียิ่งเปลี่ยน สียิ่งสวย ผ้าที่เราใส่ก็เหมือนกัน ใช้ไปนาน ๆ ยิ่งนุ่ม นั่นคือเสน่ห์ของกาลเวลา เป็นเหตุผลที่เราเลือกที่ตรงนี้ เพราะเหมาะสำหรับของที่เราจะเอามาวางขาย” นากล่าว
เราเพิ่งนึกออกหลังจากได้เดินหยิบจับของในร้านครู่ใหญ่ว่าภวังค์ที่หลุดเข้าไปตอนเปิดประตูเข้ามาเกิดจากความช่างเลือกของผู้หญิงตรงหน้า เลือกสิ่งที่ไม่หวือหวา เรียบง่าย แต่เมื่อรวมกันกลับมีชีวิตขึ้นมา


Clay
ความตั้งใจแรกของฝาแฝดคืออยากให้ร้านสาขาทรงวาดเป็นพื้นที่วางขายกระถางดินเผาของแบรนด์ BARN AND FARM แต่หลังจากเปิดร้านไปสักพัก ทั้งคู่กลับพบว่าสภาพแวดล้อมและตัวร้านอาจเหมาะกับสินค้าชิ้นกะทัดรัดที่มีความหลากหลายมากกว่า
“กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ของย่านทรงวาดเป็นชาวต่างชาติและคนที่ตั้งใจมาเดินเล่น ถ้าเราขายของขนาดใหญ่ ลูกค้าอาจนำกลับไปลำบาก”
นาจึงตั้งใจออกแบบเครื่องปั้นดินเผาให้ชิ้นเล็กลง โดยทำงานร่วมกับโรงปั้นดินเผาเก่าแก่ในจังหวัดภาคเหนือ ซึ่งเป็นเจ้าประจำที่เคยร่วมงานกันจนคุ้นมือ

ย้อนกลับไปก่อนเปิดแบรนด์ BARN AND FARM น้อและนาพบกับคุณลุงเจ้าของโรงงานทำกระถางดินเผาที่มีความชำนาญเรื่องคุณภาพดินและใช้เผาเตาแบบโบราณ ใช้ฟืนเป็นตัวนำความร้อน ควบคุมอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 800 – 1,200 องศาเซลเซียส
คุณลุงปลุกปั้นช่างฝีมือขึ้นมา ชวนชาวบ้านที่สนใจมาฝึกฝนจนชำนาญ สร้างงานปั้นดินเผาที่เป็นเอกลักษณ์
“เราโชคดีที่ได้เจอคุณลุงในช่วงเวลาที่เขาพร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ เพราะต้องการรายได้มาชุบเลี้ยงกิจการ เราจึงได้เข้าไปคุยกับช่าง ออกแบบ และทำม็อกอัปเองทุกชิ้น”
นามีหน้าที่เฝ้าสังเกตกระถางทุกใบอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่รูปทรง รอยบิ่น การเกลี่ยดิน ไปจนถึงการขัดผิวแบบไม่ต้องปาดเรียบ เพื่อให้ได้ผิวสัมผัสตามที่ต้องการ
ส่วนน้องสาวของนาช่วยคิดสูตรสีใหม่ นั่นคือสีขาวนวล ซึ่งกลายเป็นสีซิกเนเจอร์ และปล่อยให้ช่างฝีมือแต่ละคนใช้เทคนิคเฉพาะตัวสร้างสรรค์งานออกมา


“เราให้ความสำคัญกับผิวสัมผัส เพราะมันสร้างความรู้สึกให้งานชิ้นนั้นมีชีวิต”
น้อและนาให้ความสำคัญกับช่างฝีมือ และยกเครดิตให้ว่าแบรนด์ของพวกเขาเกิดจากการทำงานร่วมกันคนละครึ่งกับช่าง พร้อมบอกเล่าเรื่องราวเบื้องหลังความละเมียดละไมนี้ผ่านโซเชียลมีเดีย
ในระหว่างรอกระถางดินเผาชิ้นเล็กของแบรนด์ถือกำเนิด 2 สาวเริ่มนำของสะสมจากคลังเก่าเก็บมาวางขาย และขายดีจนแทบไม่เหลือ จึงเกิดไอเดียอยากทำงานร่วมกับศิลปินและช่างฝีมือที่มีความชอบใกล้เคียงกัน
“เราผูกพันกับอำเภอเชียงดาว เพราะแม่เกิดที่นั่น จึงคิดว่าคงจะดีถ้าได้มีส่วนช่วยสนับสนุนพื้นที่ที่เรารัก”
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พวกเธอเริ่มเดินทางออกตามหาศิลปินช่างปั้นทั่วภาคเหนือ

Hands
แสงไฟอุ่น ๆ และแดดยามบ่ายช่วยให้ข้าวของภายในร้านโดดเด่นน่ามอง การจัดวางข้าวของแต่ละชิ้นไว้ด้วยกันทำให้เกิดความรู้สึกพิเศษ
นาพาเราเดินชมเครื่องปั้นดินเผาในร้าน แนะนำให้ลองสัมผัสพื้นผิวและรูปทรงที่ไม่สมบูรณ์แบบ พร้อมพาเรารู้จักศิลปินที่เธอคัดเลือกแล้วว่า พวกเขาบอกเล่าเรื่องราวของร้านได้ดีที่สุด
บนโต๊ะไม้ยาว เราหยุดอยู่กับเซรามิกปากบางเฉียบ นาเล่าว่านี่คือผลงานของ Musashi Jamming ศิลปินที่ใช้ดินจากเชียงดาวและเผาด้วยเทคนิครีดักชัน ในอุณหภูมิ 1,250 องศาเซลเซียสภายในเตาแบบโบราณ ปิดไม่ให้อากาศถ่ายเทนาน 6 ชั่วโมง ก่อนเปิดให้อากาศเข้าใน 3 ชั่วโมงสุดท้าย เครื่องปั้นของเขาจึงมีสีสันพิเศษ
สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงสีที่เกิดขึ้น แต่คือความรู้สึกถึงความไม่สมบูรณ์แบบที่เกิดขึ้นแบบตั้งใจ


Julie Agnes ศิลปินชาวเดนมาร์กที่อาศัยอยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน
Julie เก็บดินเหนียวจากริมน้ำในอำเภอปายมาสร้างเครื่องปั้นดินเผาที่สะท้อนกลิ่นอายแบบสแกนดิเนเวีย


ถัดจากโซนเซรามิกสีทึม บริเวณโต๊ะกลมด้านในวางเครื่องปั้นสีสันสะดุดตา เสริมอารมณ์ขันด้วยรูปปั้นสัตว์กวน ๆ ผลงานของ Jaroen Ceramics หรือ ชมพู่ ศิลปินที่ตั้งใจปั้นแบรนด์ออกไปขายต่างประเทศ มีทั้งถ้วยชา กาแฟ และของตกแต่งบ้าน ใช้เทคนิคการขึ้นรูปด้วยมือ เป็นสีสันเดียวในร้านที่นาจงใจเสริมเข้ามา


นอกจากนี้ยังมีผลงานของ Taoluang Studio จากเชียงใหม่, สล่านคร จากเชียงดาว, Tikkiwallah ศิลปินผ้าทอชาวไทย-อินเดีย และงานคราฟต์ กระเป๋าสาน รวมถึงกระถางดินเผาของแบรนด์ BARN AND FARM วางกระจายตามมุมต่าง ๆ ของร้าน
ทุกแบรนด์มีจุดร่วมเดียวกัน คือความเป็นสัจจะวัสดุที่เรียบง่าย


“เราเติบโตขึ้นมา ออกไปเห็นโลก ชื่นชอบงานจากต่างประเทศที่หวือหวา แปลกใหม่ แต่พออายุมากขึ้น เหมือนเราย้อนกลับไปวัยเด็กที่เลือกเศษไม้ หิน ดอกไม้แห้ง กลับมาบ้าน กลายเป็นว่าเรารักสิ่งเดิม รักในความเป็นธรรมชาติ”
หลังจากหยิบจับเครื่องปั้นดินเผาภายในร้าน เลือกชิ้นที่พึงใจกลับบ้าน ระหว่างสัมผัสบานประตูไม้ในจังหวะที่แดดสาดกระทบด้ามจับ เรานึกขึ้นได้ว่า หาก BARN AND FARM คือแพสชั่นและความอินของน้อและนา
Song Wat Station ก็คือการได้สนับสนุน ผลักดันสิ่งที่รัก ผ่านผู้คนที่หลงใหลในสิ่งเดียวกัน หากร้านนี้ไปได้ดี ดินจากมือของใครอีกหลายคนก็คงถูกมองเห็นเช่นเดียวกัน


