ความโดดเดี่ยวเป็นสิ่งสากล และมนุษย์ต่างต้องเผชิญกับความเคว้งคว้างไร้หลักยึดเหนี่ยว อาจเป็นเพราะเหตุนั้น หนังสือและวรรณกรรมจึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อปลอบประโลมใครบางคนในวันที่โลกเป็นสีบลู
ในบ่ายวันที่แดดร้อนระอุ เราเดินลัดเลาะอยู่ในซอยจรัญสนิทวงศ์ 53 ท่ามกลางตึกแถว 4 ชั้นหลากหลายรูปแบบ ประตูสีน้ำเงินของตึกแถวหลังเล็กเชื้อเชิญให้เข้าไปสำรวจ ซึ่งชั้นล่างเป็นห้องสมุดและชั้นบนเป็นสถานที่พำนักของกองบรรณาธิการหนังสือที่โดดเด่นในการเล่าเรื่องความสัมพันธ์อย่างสำนักพิมพ์ P.S. Publishing ตึกแถวแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณต้นซอย และวางตัวอย่างเป็นกันเองร่วมกับร้านรวงอื่น ๆ
เราอยากชวนรู้จัก ‘Something Blue Library’ หรือห้องสมุดประตูสีน้ำเงิน สถานที่ที่อยากให้ผู้คนมาโดดเดี่ยวด้วยกัน ด้วยการอ่านหนังสือสักเล่มและสร้างบทสนทนาเล็ก ๆ ในห้องหับกระจ้อยร่อยหลังบานประตูเหล็กสีสันสะดุดตา ภายในนั้นคุณจะได้เจอกับบรรณาริสต้า อิงค์-ยสวัสร์ ชุติวิสิฐรติกุล และ จ๊ะเอ๋-บุษราภรณ์ มาตร์มงคล ผู้ที่จะมาชงเครื่องดื่มที่มีคอนเซปต์ตามหนังสือและแชร์บทสนทนาอะไรก็ได้ที่ผู้คนอยากจะคุย หรือจะเข้ามาเพียงหาความเงียบสงบ พวกเธอก็ยินดีที่จะปล่อยให้ใช้เวลาได้ตามสบาย
ห้องสมุดแห่งนี้เริ่มต้นจาก เติร์ก-บริษฎ์ พงศ์วัชร์ อดีตวิศวกรบนแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมผู้เคยอาศัยอยู่กลางมหาสมุทรมากกว่าบนผืนดิน ซึ่งผันตัวเป็นนักเขียนและเปิดร้านหนังสือชื่อ Somewhere Bookshop หรือร้านหนังสือประตูสีแดง จุดตัดของการสร้างห้องสมุดแห่งนี้เกิดจากเติร์กที่มีความเชื่อว่าการอ่านหนังสือทำให้เขาเชื่อมต่อกับผู้คนและโลก แต่หลังจากเปิดร้านหนังสือ เขาก็ยังรู้สึกว่าผู้คนต้องการพื้นที่ที่มากไปกว่าการซื้อขาย จึงสร้างหลุมหลบภัยของคนรักเรื่องราวและตัวอักษรที่เป็นการแบ่งปันจริง ๆ

Ocean Blue
ห้องสมุดที่เริ่มต้นขึ้นจากความลำพังตน
แสงไฟสีส้มนวลตาตัดกับสีน้ำเงินสดของชั้นวาง ผนัง และเฟอร์นิเจอร์ที่มีอยู่ประปราย
เหล่าหนังสือหลากเชื้อชาติหลายสำนักพิมพ์วางบนชั้นอย่างเป็นระเบียบ เคาน์เตอร์บาร์ก็ทรงเครื่องด้วยเครื่องประดับที่ยืนยันความไม่เป็นทางการของสถานที่ สร้างความอภิรมย์ใจมิน้อย ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มหน้าคมขี้อายผู้ใส่เชิ้ตสีกรมท่าก็บอกอย่างแน่วแน่ว่า ร้านนี้ถือกำเนิดขึ้นจากความลำพังตน
“ตอนที่ทำงานอยู่กลางทะเล ผมมองไม่เห็นฝั่ง รู้สึกว่าเท้าไม่เหยียบอยู่บนดิน เห็นเพียงแต่ผืนฟ้ากับมหาสมุทร ซึ่งเป็นสีฟ้าเหมือนกันแต่คนละเฉด ณ ตอนนั้นรู้สึกเหมือนตัวเองลอยเคว้งอยู่สักที่สักแห่ง และคิดถึงชีวิตบนฝั่งมาก ๆ สิ่งเดียวที่ผมพอจะยึดเหนี่ยวจิตใจไว้ได้ คือหนังสือที่พกไปอ่าน มันกลายเป็นเพื่อนและสิ่งเยียวยาจิตใจของผม ห้องสมุดแห่งนี้จึงออกแบบด้วยคอนเซปต์ที่อยากให้ผู้คนมีประสบการณ์ใกล้ ๆ กัน จึงพยายามสร้างบรรยากาศที่เชื่อมโยงกับความทรงจำส่วนตัวเอาไว้”


ห้องสมุดแห่งนี้เปรียบเหมือนสถานที่อันคลี่คลายความเหงาในใจของผู้สร้าง ขณะเดียวกันก็หวังว่าประตูสีน้ำเงิน หนังสือ เครื่องดื่ม รวมไปถึงบรรณาริสต้า จะบรรเทาบางสิ่งของบางคนได้ชั่วขณะก็ยังดี
“เราชอบคุยกับคน การพบปะผู้คนเยียวยาตัวเราเหมือนกัน ผู้คนที่แวะเวียนมา เขาอยากคุยกับเราด้วยประเด็นที่หลากหลายมาก ๆ ตั้งแต่เรื่องของหนังสือไปจนถึงอาหารการกินและชีวิต บทสนทนาจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภายในห้องสมุดหรือหนังสือ แต่ยังพูดคุยกันด้วยเรื่องบริเวณรอบ ๆ ด้วย และพวกเราเองก็อยากจะทำบุ๊กคลับ ซึ่งการพูดคุยแบบนี้ก็สร้างไอเดียในการคิดกิจกรรมได้เยอะมาก” บรรณาริสต้าสาวเล่าเรื่องนี้ด้วยท่าทีสบาย ๆ เรานึกรำพึงในใจว่าเธอช่างเหมาะกับการเป็นผู้ชงและแชร์มากจริง ๆ


Calming Blue
รัก-แลก-พบ Book Swap & Book Club
เพราะเชื่อว่าหนังสือเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน Something Blue Library จึงเพียรพยายามที่จะเชิญชวนผู้คนจากทั่วทุกมุมเมืองเข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่พวกเขาตั้งใจคิดมาเป็นอย่างดี
“รัก-แลก-พบ เป็นกิจกรรมแรกที่เราจัด ถือเป็นการเปิดตัวห้องสมุดไปในตัว กิจกรรมนี้รวมผู้คนที่ ‘รักหนังสือ’ ไว้ด้วยกัน ซึ่ง ‘แลก’ คือการเอาหนังสือที่เรารักมาห่อแล้วจ่าหน้าจากความคิดเห็นของเรา เพื่อเอามาแลกเปลี่ยน แบ่งปันกับคนที่เพิ่งได้พบเจอ และ ‘พบ’ หมายถึงพบปะนักเขียนที่เราจะชวนมาตามธีมต่าง ๆ ซึ่งวางโครงไว้หลวม ๆ ไม่ได้จำเพาะเจาะจง อย่างรอบที่แล้ว ธีมคือวรรณกรรมไทย นอกจากพูดคุยและแชร์เรื่องราวของหนังสือที่หลากหลายแล้ว เราก็มีเซกชันที่ช่วยกันดีไซน์ว่าหนังสือแต่ละเล่มของนักเขียนไทยจะมีรสชาติแบบไหนได้บ้าง เพื่อจะพรีเซนต์ออกมาผ่านเมนูเครื่องดื่ม คนเข้าร่วมเขาก็เลือกได้ว่าเครื่องดื่มแบบไหนที่เขาอยากดื่ม ทุกคนจึงจะได้รับประสบการณ์ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง กลับไป”


บรรณาริสต้าทั้ง 2 คนพลัดกันเล่าความทรงจำในวงสนทนาค่ำนั้นอย่างกระตือรือล้น
ถึงแม้สมาชิกที่มาจะเริ่มต้นด้วยความขัดเขินตามภาษาคนไม่รู้จักกัน แต่พอได้หยิบหนังสือมาล้อมวงพูดคุย เรื่องราวในวงก็ขยายตัวออกไปกลายเป็นเรื่องเล่าขำ ๆ ตำนาน หรือแม้กระทั่งเรื่องจากกระทู้พันทิป คล้ายกับว่าหนังสือสร้างโลกเฉพาะที่ทำให้ใครก็ตามที่ได้อ่าน ยืนอยู่ในโลกเดียวกันได้


พวกเขาเก็บบรรยากาศบุ๊กคลับมานำเสนอผ่านเครื่องดื่มซึ่งรังสรรค์ขึ้นมาคู่กับวรรณกรรมในวงสนทนา มีหลากหลายเมนูที่เหมาะแก่การละเลียดไปพร้อม ๆ กับนั่งอ่านหนังสือในห้องสมุด เช่น
- I PEACH YOU (Gin Peach Syrup Lychee Tonic)
- BLOSSOM (Umeshu Soda Lime)
- PRETTY (Gin : Anong (Thai Botanicals Spirit) Tonic Lime)
- SWEET DREAM (Limoncello Green Tea : Genmai White Gourd Lemon)
- CARIBBEAN (Vodka Fresh Guava Juice Lime Soda)
- PASSION (Rum Passion Fruit Mojito Syrup Soda)
- CARROT ON THE MOON (Vodka Fresh Carrot Juice Orange Juice Lime)

Feel Blue
ห้องสมุดที่เต็มไปด้วยความรู้สึก
สิ่งหนึ่งที่เราสัมผัสได้จาก Something Blue Library ตั้งแต่บรรยากาศ ผู้คน จนถึงวิธีการโปรโมตบนโซเชียลมีเดีย ล้วนเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก พวกเขามองว่าอารมณ์เป็นสิ่งสากล ผู้คนล้วนเศร้า เหงา รัก และสูญเสีย การนำเสนอโดยใช้สิ่งเหล่านี้นำเรื่อง จะสร้างความรู้สึกใกล้ชิดระหว่างผู้คนและสถานที่นี้ได้
“ผมคัดเลือกหนังสือจากความรู้สึกตัวเอง ถ้าหนังสือเล่มนั้นสร้างอิมแพกต์ให้ผมแบบไหน ก็คงสร้างความรู้สึกที่ใกล้ ๆ กันให้คนอื่นได้เหมือนกัน ถึงแม้จะไม่ได้เห็นชอบตรงกันแต่คงมีจุดร่วมบางอย่าง
“ผมมีความเชื่อว่าเราจะใจดีกับคนอื่นได้ก็ต่อเมื่อเราเข้าใจว่าเขารู้สึกอะไร พอเข้าใจตรงนี้แล้ว เราก็จะใจดีกับตัวเองด้วย เลยเลือกใช้สิ่งนี้มานำเสนอห้องสมุด อย่างคลิปวิดีโอที่โปรโมตก็ใช้เรื่องความรู้สึกต่าง ๆ มาเป็นตัวชูโรง และหยิบหนังสือที่ตอบรับอารมณ์นั้นมาแนะนำ จริง ๆ เราทำความรู้จักคนคนหนึ่งผ่านสิ่งอื่นได้อีกเยอะ แต่ในมุมมองของผม ผมเชื่อแบบนี้ ใช้ความรู้สึกนำแล้วอย่างอื่นจะตามมา”

Baby Blue
หนังสือในวันที่โลกหมุนไปเร็วเหลือเกิน
แน่นอนว่าการที่ใครบางคนลุกขึ้นมาเปิดห้องสมุดในวันที่คนอ่านหนังสือน้อยลงและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ก็ช่วงชิงเวลาของผู้คนไปจนหมด คงต้องใช้ความกล้าหาญและใจรักมากโข แม้เติร์กไม่ได้เฝ้าฝันถึงภาพใหญ่ขนาดที่ว่าห้องสมุดแห่งนี้จะเปลี่ยนแปลงสังคมได้ เพราะเรื่องพรรค์นั้นต้องอาศัยหลายภาคส่วนในการขับเคลื่อน แต่ในฐานะคนตัวเล็ก ๆ เขาหวังเพียงว่าสถานที่แห่งนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมบางอย่างในจิตใจผู้คนที่แวะเวียนเข้ามา และหากโชคดีกว่านั้น คนคนนั้นอาจจะไปสร้างอิมแพกต์บางอย่างให้สังคมต่อ
“สำหรับผมแล้วไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัย หรือมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามา หนังสือซึ่งก็เป็นนวัตกรรมอันล้ำหน้าในยุคหนึ่ง ยังคงทำงานกับตัวผมมาก ๆ เหมือนเดิม หนังสือทำให้ผมได้กลับมาอยู่ในจังหวะของตัวเองอีกครั้ง เพราะว่าโลกข้างนอกไปเร็วมาก จนบางทีเราเผลอลดทอนคุณค่าของตัวเอง เพราะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ทุกวันนี้มีเรื่องที่เข้ามากระทบเราเยอะมาก ๆ สงคราม เศรษฐกิจ การงาน ต้องจดจ่ออยู่กับความมั่นคงปลอดภัยจากสิ่งต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา สำหรับผมหนังสือมันหยุดเราผ่านการพาไปเห็นโลกอื่น ๆ พาเรากลับมาอยู่ที่บ้าน ได้นั่งพักหายใจและคุยกับเรื่องราวในนั้น


“สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้น เรื่องราวในหนังสือคือหลักฐานยืนยันการมีอยู่ของมนุษย์ เพราะมันบรรจุความฝัน ความหวัง ความรัก ความเกลียดชัง และแทบทุกเรื่องเอาไว้ในนั้น เป็นการการันตีว่ามนุษย์เคยเป็นแบบนี้ เคยคิดแบบนี้ และผมคิดว่าความโดดเดี่ยวเป็นเรื่องสากล ไม่ว่ากี่ร้อยปีข้างหน้าพวกเราก็ยังคงโดดเดี่ยวกันอยู่ หนังสือจะยังคงเป็นเหมือนบ้านให้เราเสมอ เพราะมันมีความนึกคิดของผู้คนอยู่ในนั้น”
สำหรับเติร์ก หนังสือคงเปรียบเสมือนสมอเรือที่ต้องทิ้งลงไปในทะเล
สมอเรือที่ยึดไม่ให้เรือโคลงเคลง และตั้งอยู่อย่างมั่นคง


Something Blue
ห้องสมุด หนังสือ ผู้คน
เราขอให้เติร์กและบรรณาริสต้าแนะนำหนังสือเนื่องในโอกาสที่ได้ทำความรู้จักกัน ทั้ง 3 คนคิดอยู่ครู่ ที่ใช้เวลาเลือกนานเพราะมีหนังสือมากมายที่อยากให้ลองอ่าน แต่สุดท้ายก็ตกลงปลงใจเลือกหนังสือที่มีความหมายต่อตัวเอง ในขณะเดียวกันก็นำเสนอความเป็น Something Blue Library ได้ด้วย
- อิงค์แนะนำหนังสือ เจ้าชายน้อย – อ็องตวน เดอ แซ็งแตกซูว์เปรี
“เราแนะนำ เจ้าชายน้อย เพราะเป็นหนังสือที่อยู่เป็นเพื่อนและเติบโตไปพร้อม ๆ กับเรา ตอนเด็กเราอ่านแล้วมองเห็นแง่มุมของเด็กน้อยที่ได้ออกไปผจญภัย แต่พอกลับมาอ่านในช่วงเวลาปัจจุบัน เรากลับเข้าใจเรื่องการให้ความรัก ความเมตตา เหมือนทำให้เราได้คิดทบทวนถึงการเติบโตของตัวเอง
“ถ้ามีเพื่อนสนิทก็อยากให้หนังสือเล่มนี้เป็นของขวัญ และคิดว่า Mood and Tone ของ เจ้าชายน้อย ตรงกับ Something Blue Library เพราะเป็นเหมือนเพื่อนในทุกช่วงเวลาจริง ๆ”
- จ๊ะเอ๋แนะนำหนังสือ SAL-ARYMAN – ปฏิกาล ภาคกาย
“SAL-ARYMAN เป็นหนังสือที่พูดถึงการทำงานในกองบรรณาธิการสำนักพิมพ์แซลมอน คนอ่านจะได้เรียนรู้ความเหนื่อยยากในการทำหนังสือ ซึ่งตรงกับตัวเรา (หัวเราะ) เราคิดว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะกับห้องสมุดแห่งนี้นะ เพราะคนอ่านจะได้รู้ว่าการได้มาซึ่งหนังสือสักเล่มต้องผ่านขั้นตอนอะไรมาบ้าง”
- เติร์กแนะนำหนังสือ Synchronicity – Joseph Jaworski
“Synchronicity เป็นเล่มที่ผมพกไปอ่านกลางทะเล อยากแนะนำเรื่องนี้เพราะเป็นเหมือนเพื่อน
ในช่วงเวลาที่ผมโดดเดี่ยวและสับสนกับทางเลือกในชีวิต หนังสือเล่มนี้มันไกด์ผมในหลาย ๆ เรื่อง มีประโยคหนึ่งในนั้นบอกว่า ปล่อยให้ชีวิตไหลผ่านแทนที่จะพยายามควบคุมชีวิต ประโยคนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมตัดสินใจเปลี่ยนงานแล้วออกมาทำตามความฝัน นั่นคือเปิดร้านหนังสือ และสร้างห้องสมุดแห่งนี้ขึ้นมา ดังนั้น Synchronicity เป็นตัวแทนของ Something Blue Library ได้เป็นอย่างดี”

ณ ตอนนี้ Something Blue Library กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของย่านฝั่งธนบุรี ซึ่งเป็นเหมือนบ้านของเติร์ก เพราะเขาใช้ชีวิตอยู่ในละแวกนี้ค่อนข้างนาน จนติดใจในมนต์เสน่ห์ของย่าน และยืนยันว่าฝั่งธนบุรีจำเป็นต้องมีห้องสมุด พื้นที่พักจิตให้ชีวิตช้าลง และต้องมีมากกว่าที่เป็นอยู่เสียอีก

*หากต้องการยืมหนังสือ สมัครเป็นสมาชิกได้ในราคา 200 บาทต่อปี โดยส่งหนังสือคืนผ่านทางไปรษณีย์ได้ ช่วงระยะเวลาในการยืม-คืนไม่เกิน 7 วัน แต่หากคืนไม่ทันจริง ๆ พวกเขาแจ้งว่าโทรไปเจรจาได้เสมอ
