ใครเคยผ่านไปผ่านมาแถวกรมหรือค่ายทหารแล้วสงสัยว่าด้านในมีอะไร ทำไมช่างดูห่างไกลและเข้าถึงยากเหลือเกิน เราอยากมาแนะนำสถานที่หนึ่งที่คิดว่าหลายคนอาจจะสนใจและใคร่ที่จะได้เข้าไปสัมผัส ‘พิพิธภัณฑ์ทหารสรรพาวุธและพิพิธภัณฑ์โรงหลอมรีด’ สถานที่บรรจุประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวพันกับเครื่องไม้เครื่องมือทางทหารตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงปัจจุบัน
ที่นี่ก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นพื้นที่สำหรับอุตสาหกรรมอาวุธทหารโดยเฉพาะ แต่เพราะความรุดหน้าของการผลิตใหม่ ๆ ที่นี่จึงกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ แบ่งเป็น 2 อาคาร แห่งแรกคือพิพิธภัณฑ์ทหารสรรพาวุธ จัดแสดงและให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธทหารตั้งแต่ดาบ หอก ง้าว ไปจนถึงอาวุธที่กองทัพผลิตเอง และพิพิธภัณฑ์โรงหลอมรีด อาคารเก่าแก่อันเป็นไฮไลต์หาดูยาก เครื่องจักรสุดแรร์ ผนังปูนเปลือยสีกร่อน ความคร่ำครึที่กลายเป็นความคูลร่วมสมัย
วันนี้เราอยากมาปักหมุด 5 จุดสำคัญที่ต้องดูเมื่อไปเยือนสถานที่แห่งนี้ เพื่อให้เข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ได้อย่างดื่มด่ำมากยิ่งขึ้น

อาวุธโบราณยุคกรุงศรีอยุธยา
จุดเช็กอินแรกเมื่อมาเยือนที่นี่คือส่วนพิพิภัณฑ์ทหารสรรพาวุธ อาคารสีขาวสะอาดตา ภายในจัดแสดงอาวุธหลากยุคหลายสมัย ตั้งแต่ช่วงเวลาที่ไทยต้องสั่งซื้ออาวุธจากยุโรป แต่ด้วยปัญหาด้านสภาพอากาศ ประเทศไทยมีอากาศร้อน อาวุธในคลังจึงเสียหาย จึงต้องสร้างแหล่งผลิตของตัวเองขึ้น
คุณจะได้เห็นอาวุธที่ว่ามาทั้งหมดด้วยตาเนื้อ และได้รับอนุญาตให้สัมผัสด้วย พร้อมทั้งฟังเกร็ดประวัติศาสตร์สงครามที่สำคัญไปพร้อมกัน
สิ่งหนึ่งที่เราสัมผัสได้จากโซนนี้ คืออาวุธเหล่านี้ถือเป็นวัตถุพยานของความศิวิไลซ์ในยุคสมัยต่าง ๆ จากช่วงกรุงศรีอยุธยาถึงรัชกาลที่ 3 และเฟื่องฟูมากในช่วงรัชกาลที่ 5 และ 6 ซึ่งผ่านการคิดแก้ปัญหาไม่รู้จบ


สบู่ กรวดดินประสิว ฝักต้นก้ามปูวัตถุดิบผลิตระเบิด
ท่ามกลางอาวุธหลากหลายรูปแบบ มีโซนหนึ่งที่ดูแปลกตาออกไป เป็นแท่นทรงสูง 3 แท่นครอบด้วยอะคริลิกใส วางเรียงกันอยู่มุมห้อง ภายในมีสบู่ กองกรวดสีขาว ฝักต้นก้ามปู ที่ดูยังไงก็ไม่น่าเกี่ยวข้องกับอาวุธ น่าฉงนที่วัตถุดิบทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับการผลิตระเบิด
ในช่วงรัชกาลที่ 6 มีการทำโรงงานผลิตระเบิด สารเคมีหลงเหลือจากกระบวนการผลิตมากมายและทิ้งลงแม่น้ำลำคลองไม่ได้ สารเคมีเหล่านั้นจึงดัดแปลงมาทำสบู่ และนำไปแจกจ่ายให้ชาวบ้านเอาไปซักผ้า ส่วนกรวดดินประสิวที่หลงเหลือมาจากการผลิตระเบิดก็นำไปบริจาคให้โรงงานผลิตโลหะ เพื่อใช้ชำระล้างโลหะ
สุดท้ายคือตัวเอก ฝักต้นก้ามปูหรือจามจุรีที่กลายเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ห้วงเวลาที่วัตถุดิบหลายชนิดหายาก ข้าวหมดนา กระบวนการผลิตจึงหยุดลง แต่หัวหน้าทีมผลิตระเบิดดันไปเห็นสุนัขรุมกินฝักก้ามปูใต้ต้น จึงสงสัยและลองชิมดู พบว่ารสชาติหวาน หากสกัดเอากลูโคสออกมาก็เอามาทำระเบิดได้ ฝักต้นก้ามปูจึงกลายเป็นฮีโร่ที่ทำให้การผลิตเดินหน้าต่อไป

เสาไฟฟ้าต้นแรกของโรงหลอมรีด
อีกจุดสำคัญที่แนะนำให้มาดู คือเสาไฟฟ้าหน้าพิพิธภัณฑ์โรงหลอมรีดซึ่งถือว่าเป็นเสาไฟฟ้าต้นแรกของสถานที่แห่งนี้ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นจุดกำเนิดของโรงงาน ปัจจุบันยังคงใช้งานได้และอนุรักษ์ไว้อย่างดี มีเรื่องเล่าขำ ๆ จากภัณฑารักษ์ว่า เคยมีคนมาขอซื้อเสาไฟนี้ในราคาหลายบาท แต่ทางกรมสรรพาวุธไม่ขาย เพราะอยากอนุรักษ์ไว้เป็นอนุสรณ์สถาน
หากยืนมองจากฝั่งโรงหลอมรีดจะเห็นเสาไฟขนานไปกับปล่องไฟเก่าฝั่งตรงข้าม ถือเป็นทัศนียภาพแปลกตาที่น่าเก็บภาพไว้

โซนหลอมรีดร้อนระอุ
โซนที่ถือเป็นไฮไลต์ คืออาคารเก่าแก่ปูนเปลือยสึกกร่อนอายุหลายสิบปี เรามองเห็นการเคลื่อนไหวของเครื่องจักรที่นิ่งสงัด ผ่านเรื่องเล่าจากปากภัณฑารักษ์และภาพถ่ายผู้คนที่ใช้งานเครื่องจักรซึ่งวางอยู่ตามจุดต่าง ๆ
หากเดินดุ่ม ๆ เข้ามาเอง คงไม่รู้ความว่าเครื่องไหนใช้ทำอะไร เพราะหน้าตาเครื่องจักรแต่ละเครื่องช่างดูพิลึกกึกกือ
จากคำบอกเล่าพอจะอนุมานได้ว่า หน้าที่หลัก ๆ ของโรงงานนี้คือการลำเลียงสารทองเหลือง ทองแดง ไปหลอมด้วยความร้อนเพื่อขึ้นรูป หลังจากนั้นจึงเอามารีดให้กลายเป็นชิ้นงานโลหะ ปลอกกระสุน และกระบี่ แม้จะฟังดูง่าย แต่ท่ามกลางความร้อนสูงขนาดนั้น คนงานต้องใช้ความยากลำบากและความอดทนสูง เพื่อจะได้มาซึ่งเครื่องไม้เครื่องมือ จนถึงขั้นมีคนใส่เสื้อลายยันต์มาทำงาน ด้วยหวังว่าจะได้หนังเหนียวทนความร้อน
กระบวนการผลิตด้วยเครื่องจักรเหล่านี้มีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2454 – 2554 และเลิกใช้ไปหลังจากการวิวัฒน์ของอุตสาหกรรม หลงเหลือไว้เพียงความขลังให้เราดูต่างหน้า


โศกนาฏกรรมคลังแสงระเบิด
เมื่อเดินไปบริเวณด้านหลังโรงงานใกล้ริมน้ำที่เคยเป็นท่าเรือขนส่ง จะพบกับพิพิธภัณฑ์โรงหลอมรีด เป็นอาคาร 2 ห้องอยู่ติดกัน มีฝั่งหนึ่งดูใหม่กว่าราวกับว่าได้รับการบูรณะแล้ว
ย้อนกลับไปในวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2523 คลังแสงโรงงานผลิตจรวดในกรมสรรพาวุธเกิดโศกนาฏกรรมจากการซ่อมเครื่องยิงจรวดแล้วเกิดระเบิด โกดังพังยับเยิน ปลิดชีพพนักงานไปหลายสิบชีวิต
แรงระเบิดสั่นสะเทือนไปกว่า 3 กิโลเมตร เขมือบกลืนฝั่งหนึ่งของโรงหลอมรีดซึ่งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงไปด้วย อาคาร 2 ฝั่งจึงแตกต่างกันอย่างชัดเจน และเฉดสีที่ไม่เหมือนกันนี้ก็พาเราย้อนกลับไปสู่บทสนทนาแห่งความเศร้าในครั้งนั้นอีกครั้ง


หากใครอยากเข้าชมประวัติศาสตร์ของอาวุธทหารในพิพิธภัณฑ์ทหารสรรพาวุธ และโรงหลอมรีดต้องติดต่อล่วงหน้าผ่านทาง Facebook : พิพิธภัณฑ์ทหารสรรพาวุธ



