12 ตุลาคม 2024
9 K

ถ้าใครชอบเดินเล่นย่านพระนคร ผ่านถนนดินสอ ตัดราชดำเนิน เลยไปถึงสนามหลวง อาจจะคุ้นเคยกับอาคารชั้นเดียวหลังเล็ก บนโค้งวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ‘ร้านหนังสือริมขอบฟ้า’ 

แม้ร้านจะเล็ก แต่ด้วยที่ตั้งเป็นเอกลักษณ์ แนวหนังสือไม่เหมือนใคร รวมถึงบรรยากาศสบาย ๆ ทำให้ห้องสี่เหลี่ยมขนาดย่อมนี้เป็นร้านโปรดของนักอ่านหลายคนมาตลอดเวลาทำการ 21 ปี

แต่วันนี้ร้านหนังสือริมขอบฟ้าเพิ่งเริ่มการเดินทางครั้งใหม่ ย้ายออกจากบ้านเดิมที่อยู่มาเกิน 2 ทศวรรษ ข้ามฝั่งเจ้าพระยามาลงหลักปักร้านใกล้ MRT สถานีสิรินธร แถมยังทำร้านใหม่ใหญ่โต ออกแบบสวยงาม 

คอลัมน์ Share Location ครั้งนี้ เราขอพาเพื่อนนักอ่านไปรู้จักบ้านใหม่ เป้าหมายใหม่ และการเดินทางครั้งใหม่ (บนความตั้งใจเดิม) ของร้านหนังสือริมขอบฟ้า ผ่านบทสนทนากับ อมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ผู้มีสถานะเป็นทั้งเจ้าของร้านและหัวแรงใหญ่ที่ทำให้การย้ายบ้านครั้งนี้สำเร็จไปด้วยดี

มองให้ไกล

ทำไมย้ายตอนนี้ – คือคำถามที่เราสงสัยมาตั้งแต่เห็นประกาศย้ายร้านครั้งแรก

เพราะในห้วงยามที่ธุรกิจร้านหนังสือเริ่มซบเซา ความนิยมอ่านหนังสือเล่มถดถอย หลายแห่งทยอยปิดตัวไม่ก็ปรับไปขายออนไลน์ แต่ร้านหนังสือริมขอบฟ้ากลับเลือกลงทุนขยายร้านใหม่ใหญ่โต 

“เพราะคนยังพอใจกับการซื้อหนังสือที่ร้าน ความรู้สึกตอนได้จับรูปเล่ม สัมผัสกระดาษ เป็นเสน่ห์ที่การซื้อออนไลน์ยังทดแทนไม่ได้” อมรตอบอย่างมั่นใจ “ถึงแม้จะเป็นนักอ่านอีบุ๊ก แต่ถ้าเขาเริ่มอ่าน รักการอ่าน เขาก็ตามมาอ่านหนังสือเล่มได้เสมอ”

อมรขยายความเพิ่มว่า เทรนด์การอ่านในปัจจุบัน คนรุ่นใหม่หันมานิยมหนังสือเล่มมากกว่าเดิมและเขายังเชื่อมั่นในการทำร้านขายหนังสือตามปรัชญา ‘รู้เรื่องเมืองไทย’ ของร้าน เพียงแต่ต้องปรับตัวและวิธีประชาสัมพันธ์ให้ดี เข้าใจความต้องการของนักอ่าน เพื่อรักษาฐานลูกค้าทั้งเก่าใหม่ต่อไป

มิตรรักของนักอ่าน

บ้านใหม่ของร้านหนังสือริมขอบฟ้า คืออาคาร 3 ชั้นที่รีโนเวตจากสำนักงานเก่า อยู่ห่างจาก MRT สถานีสิรินธรเพียง 400 เมตร เราลองจับเวลาเดินเท้าพบว่าใช้แค่ 7 นาที เหงื่อยังไม่ทันออกก็มาถึงหน้าร้านแล้ว

หากดูจากภายนอก ตัวร้านจะไม่ได้โดดเด้งขึ้นมาจากอาคารโดยรอบนัก แต่ความกลมกลืนอย่างเป็นเอกลักษณ์ ทั้งสี วัสดุ และตำแหน่งช่องแสง กลับกลมกล่อมลงตัว จนพานให้อยากลองแวะเข้าไปเยือน

“คนมักชอบอ่านหนังสือในบรรยากาศที่คล้ายบ้าน” นักธุรกิจหนุ่มตรงหน้าบรรยาย

“ดังนั้น ร้านเราต้องสงบ โปร่ง มีแสงสว่างธรรมชาติ และมีพื้นที่รองรับนักอ่าน”

ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ชั้น 1 และ 2 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่นับร้อยตารางเมตร อุทิศให้กับชั้นวางและที่นั่งอ่านหนังสือนับสิบจุด เพียงพอให้เหล่านักอ่านยกขบวนกันมาขลุกตัวลับสมอง กอบโกยทรัพย์ทางปัญญากลับไป แลกกับทรัพย์ในกระเป๋าที่เคาน์เตอร์ชำระเงิน

ส่วนชั้น 3 จัดไว้เป็นพื้นที่ทำกิจกรรม รองรับทั้งการจัดนิทรรศการ เวิร์กช็อป หรือสันทนาการ โดยทางร้านขอกันไว้จัดงานของตัวเองเพียงเดือนละครั้ง ส่วนยามอื่นก็พร้อมเปิดให้คนภายนอกเข้าไปใช้ได้

ทั้ง 3 ชั้นออกแบบโดยคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยและการขยับขยายในอนาคตเพื่อรองรับนักอ่านเป็นหลัก สาเหตุที่เป็นเช่นนี้คงเหมือนกับที่มาของชื่อร้าน 

“มองไปให้ไกล มองไปที่ริมขอบฟ้า”

ร้านหนังสือ

เรามีความเชื่อหนึ่งว่า คนทำร้านหนังสือต้องเข้าใจร้าน เข้าใจหนังสือ และที่สำคัญคือต้องเข้าใจนักอ่าน เราจึงเลือกปิดท้ายบทสนทนาด้วยความอยากรู้ส่วนตัวว่า สำหรับอมรแล้ว ร้านหนังสือที่ดีเป็นอย่างไร

และคำตอบของอมรก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง

“ต้องเป็นตัวกลางเชื่อมหนังสือดีมาถึงนักอ่าน ถ้าได้เริ่มอ่านจากหนังสือดี เขาจะอยากหาหนังสืออื่นมาอ่านต่อ”

หากเปรียบนักเขียนคือสมองและนักอ่านคือหัวใจของวัฒนธรรมการอ่าน ร้านหนังสือก็เป็นดั่งกระดูกสันหลังที่ค้ำยันชุมชนคนหนังสือให้ยังตั้งตรงและเติบโตต่อไปได้ เราจึงดีใจที่อย่างน้อยปีนี้ก็มีร้านหนังสือสักแห่ง ได้ขยับขยายที่ทางและเติบโตขึ้นโดยยังคิดถึงนักอ่านเป็นสำคัญ

ใครที่กำลังตามหาร้านหนังสือโปรดแห่งใหม่ เราก็ขอบอกว่า ร้านหนังสือริมขอบฟ้า ยังพร้อมให้คุณไปเยือนอยู่นะ

​​ร้านหนังสือริมขอบฟ้า

Writer

สิรภพ พรอำนวยผล

นักอ่านมือสมัครเล่น ทาสแมวมืออาชีพ โตขึ้นอยากเป็นบรรณาธิการ พร้อมความฝันว่าสักวันจะเปิดร้านหนังสือที่เชียงใหม่

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ