မြန်မာဘာသာ! (มิงกะลาบา)
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ ‘Rangoon Tea House Bangkok’
นี่คือร้านอาหารพม่า-โรงน้ำชาสไตล์โมเดิร์นจากย่างกุ้งที่เดินทางมาเปิดหน้าร้านแห่งใหม่ในย่านทองหล่อ กรุงเทพฯ เพื่อชวนผู้คนเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และอาหารการกินอันหลากหลายของประเทศพม่า
ถ้าใครเคยไปย่างกุ้ง คงคุ้นหู คุ้นหน้า คุ้นตา และคุ้นรสชาติของ Rangoon Tea House มาบ้าง เพราะเป็นร้านขวัญใจคนท้องถิ่น และเป็นจุดหมายของนักเดินทางต่างถิ่นที่ต้องไปสัมผัสประสบการณ์ให้ได้สักครั้ง

เราเปิดประตูบานใหญ่เข้าไปยัง ‘โรงน้ำชาย่างกุ้ง’ สาวพม่าดวงหน้าคมที่เป็นพนักงานต้อนรับเชิญเรานั่งด้วยท่าทียิ้มแย้ม โต๊ะของเราอยู่หน้าบาร์ที่กำลังเปิดเตาเคี่ยวนมสำหรับทำชา เราค่อย ๆ สำรวจสถานที่แห่งนี้ด้วยสายตา เฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งให้ความรู้สึกอบอุ่น ทว่ายังมีความสดใสจากสีสันต่าง ๆ ภายในร้าน
ชาซีลอนร้อน ๆ ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ มาเสิร์ฟตรงหน้า พร้อมกับ Htet Myet Oo ผู้ร่วมก่อตั้ง Rangoon Tea House ที่เดินมาทักทายเราอย่างเป็นมิตร เขาให้เราเรียกชื่ออย่างกันเองว่า Ko Htet (Ko ภาษาพม่าแปลว่า พี่ชาย)
เราแสดงทักษะภาษาพม่าที่มีเหลืออยู่น้อยนิด ด้วยการกล่าว มิงกะลาบา!
ชายวัย 30 ต้น ๆ เบื้องหน้าเรา เป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่สัญชาติเมียนมา ที่ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 30 Under 30 (Asia) ปี 2016 ของ Forbes และร้านอาหารพม่าของเขาก็ได้รับการเขียนแนะนำลงในสื่อดังระดับโลกมากมาย เช่น FINANCIAL TIMES, CNN, TRAVEL & LEISURE MAGAZINE ฯลฯ


Ko Htet เปิด Rangoon Tea House ขึ้นในปี 2014 และกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 ในปีนี้ เขากำลังทำสิ่งที่ท้าทายอย่างมาก นั่นคือการพาร้านอาหารพม่ามาเปิดทำการนอกประเทศเป็นครั้งแรก และโลเคชันที่เขาเลือกคือประเทศไทย ประเทศไทยที่ผู้คนรักการกินเป็นชีวิตจิตใจ แถมมีร้านอาหารใหม่ ๆ เกิดขึ้นทุกวัน
น่าสนใจที่ Ko Htet ใช้อาหารเป็นดั่งฑูตวัฒนธรรมที่จะทำให้คนไทยและคนทั่วโลกได้ทำความรู้จักประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อาหารการกินอันหลากหลายของประเทศพม่า ด้วยวิธีนำเสนออันทันสมัย
เราแนะนำให้สั่งชาสักแก้ว ยำใบชำสักจาน มาลิ้มรสเคล้าเรื่องราวโรงน้ำชาย่างกุ้งแห่งนี้กัน
Cultural Melting Pot
“ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา หนังสือเดินทางของผมเต็มไปด้วยตราประทับของประเทศไทย ผมไปเกือบทุกที่ที่เป็นสถานที่ยอดนิยม ไม่ว่าจะเชียงใหม่ ภูเก็ต สมุย และผมมาไทยบ่อยจนที่นี่เป็นบ้านหลังที่ 2 ของผม”
Ko Htet เล่าด้วยรอยยิ้ม ทำให้เห็นว่าเขาผูกพันกับประเทศไทยอยู่ไม่น้อย ก่อนเราจะชวนเขาย้อนไปคุยถึงเรื่องราวเมื่อ 10 ปีก่อน ในวันที่เด็กหนุ่มวัย 20 ต้น ๆ ตัดสินใจเปิดร้านอาหารร้านแรกเป็นของตัวเอง
“ผมเกิดที่เมียนมา แต่เติบโตในสหราชอาณาจักร เมื่อปี 2012 ผมย้ายกลับบ้านเกิด ตอนนั้นพยายามหาสิ่งที่ผมน่าจะทำได้ และอยู่ ๆ ผมก็เริ่มสังเกตว่าอาหารพม่ามีอยู่ทุกที่เลย ไม่ว่าจะที่บ้าน ร้านน้ำชา หรือร้านข้าวแกง แต่เวลาที่ผู้คนต้องการเฉลิมฉลอง เช่น วันเกิดหรือการประชุม พวกเขากลับไปที่ร้านอาหารอิตาลี ร้านอาหารฝรั่งเศส หรือร้านอาหารญี่ปุ่นในโรงแรม เหตุผลที่ผู้คนทำเช่นนั้น เพราะเขามองว่าอาหารพม่าเป็นอาหารธรรมดาที่กินกันอยู่ทุกวัน ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงนะครับ แต่ผมคิดว่า อาหารพม่าก็เป็นอาหารสำหรับโอกาสพิเศษได้นะ ผมเลยอยากเปิดร้านขึ้นมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมฉลองวัฒนธรรมพม่า หนึ่งในวัฒนธรรมที่ว่าก็คือร้านน้ำชา

“ในเมียนมามีร้านน้ำชามากกว่า 100,000 แห่งทั่วประเทศ ร้านชาเป็นเหมือนศูนย์กลางของทุกย่าน ทุกเมือง ทุกหมู่บ้าน และทุกมุมถนน ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ส่วนไหนของประเทศ แม้ภาษาหรืออาหารอาจแตกต่างกัน แต่แนวคิดของร้านชานั้นเหมือนกัน คือเป็นที่ที่คนมาพบปะสังสรรค์ ดื่มชา ดื่มกาแฟ และกินข้าว ซึ่งร้านชาในพม่าเกิดขึ้นพร้อมกับการสร้างเมืองย่างกุ้ง ตอนย่างกุ้งกลายเป็นเมืองหลวงภายใต้อาณานิคมของอังกฤษ แรงงานชาวอินเดียก็อพยพมาย่างกุ้งช่วงต้นปี 1900 และเมียนมายังได้รับอิทธิพลจากจีน คล้ายกับประเทศไทย ซึ่งเมียนมามีชาวจีนฝูเจี้ยนอาศัยอยู่ด้วย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เมนูร้านชาของเราและร้านชาในพม่ามีเมนูติ่มซำ มีของว่างแบบอินเดีย และอาหารจากชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในเมียนมา ฉะนั้นแล้ว ร้านน้ำชาในพม่าจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับผม
“แม้จะเปิดร้านนี้เพื่อเฉลิมฉลองวัฒนธรรมร้านน้ำชาจนเข้าสู่ปีที่ 10 แต่ผมก็ยังค้นหาและสำรวจอยู่เสมอว่าความเป็นร้านชาพม่ามันคืออะไรกันแน่” เขาอมยิ้มน้อย ๆ “ใช่ครับ ผมทำแบบนั้นมาเป็น 10 ปีแล้ว”


ในพม่า ชาได้รับความนิยมมากกว่ากาแฟหรือคะ – เราถาม Ko Htet ด้วยความสงสัย
“ใช่ครับ ร้านชาไม่ได้เกี่ยวข้องแค่เรื่องราวของชาเท่านั้น ร้านชายังเกี่ยวข้องกับบรรยากาศทางสังคม ความครึกครื้น ผู้คนมาที่นี่เพื่อพักผ่อน บ้างพูดคุยเรื่องซุบซิบ ทำงาน หรือทำธุรกิจ มันเป็นสถานที่ในชีวิตประจำวัน คล้ายฝรั่งเศสที่มีมี Bistros หรืออิตาลีมี Trattorias ไม่ใช่ร้านหรูหรา แต่เป็นร้านที่ทุกคนเข้าถึงได้”
จะว่าไปก็คล้ายคลึงกับสภากาแฟของไทยเหมือนกันนะคะ – เราตั้งข้อสังเกต
“ใช่ครับ เหมือนกันมาก แต่ในเมียนมาจะเน้นเรื่องอาหาร จริง ๆ ชาและกาแฟก็สำคัญ แต่วัฒนธรรมอาหารในร้านชาน่าสนใจกว่า คุณอาจกินอาหารอินเดียด้วยตะเกียบ กินติ่มซำพร้อมดื่มชาแบบอินเดีย แต่ก็ยังมีอาหารพม่าจากชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้ลอง ผมว่าร้านชาในเมียนมาเป็นแหล่งหลอมรวมวัฒนธรรมอันหลากหลายเลยล่ะ”
A Modern Burmese Tea House
“การทำ Rangoon Tea House เกิดจากมุมมองของผมที่เป็นชาวพม่าซึ่งอาศัยอยู่ต่างประเทศ และต้องการรู้สึกใกล้ชิดกับบ้านเกิดมากขึ้น มีผู้คนที่ไม่เคยไปพม่าและอยากรู้ว่าพม่าเป็นอย่างไร หรือคนที่เคยไปพม่าในวันหยุดหรือเคยอยู่ที่นั่น และต้องการความทรงจำเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับพม่า ผมอยากให้ร้านของเราพาเขาเข้าใกล้เมียนมามากขึ้น เหมือนกับที่คุณไปร้านอาหารอิตาเลียน แล้วรู้สึกใกล้ชิดกับอิตาลีแม้ว่าจะไม่เคยไป
“ผมต้องการให้ร้านนี้เป็นเครื่องมือที่ทำให้คุณเข้าใจวัฒนธรรมพม่าได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งผมไม่ได้บอกว่าเราคือตัวแทนของวัฒนธรรมพม่า เพราะสิ่งนี้เป็นการเฉลิมฉลองของเราเอง แต่คุณอาจมีการเฉลิมฉลองในแบบของคุณ สิ่งที่ผมภูมิใจที่สุดตั้งแต่ทำ Rangoon Tea House คือเราสร้างแรงบันดาลใจให้คนพม่ารุ่นใหม่หันมาเปิดร้านอาหารพม่าและเป็นเชฟมากขึ้น ผมคิดว่ามันสำคัญมากที่เราจะเฉลิมฉลองวัฒนธรรมและอาหารของตัวเอง”
เราแนะนำให้คุณลองมองหาโลโก้คล้ายเลข 8 ซึ่งเป็นตัวแทนของการรวมตัวกันหรือเฉลิมฉลองนั่นเอง

คอนเซปต์ของ Rangoon Tea House คือการนำความทันสมัยมาประยุกต์ใช้กับร้านชาพม่า
“ไอเดียเบื้องหลังของ Rangoon Tea House คือการสำรวจความแตกต่างของร้านชาพม่าผ่านเมนูอาหารครับ ในเมนูของเรามีติ่มซำ บริยานี ขนมสไตล์ร้านชาในอินเดีย อาหารพม่าอย่างโมฮิงกา (Mohinga) และแน่นอนว่านี่คืออาหารที่คุณพบได้ในร้านชาทั่วไป แต่เราปรุงเมนูเหล่านี้ขึ้นมาใหม่ในแบบฉบับของ Rangoon Tea House
“อย่างบริยานีก็เป็นเมนูขายดีของร้านมาตลอด 9-10 ปีที่ผ่านมาครับ”
เขาชี้ให้เราดูเมนูบริยานีที่มีทั้งบริยานีไก่ บริยานีแกะ บริยานีวากิว บริยานีกุ้งลายเสือ และบริยานีขนุน (สำหรับคนอยากลองทานมังสวิรัติ) และจริงอย่าง Ko Htet ว่า ที่ Rangoon Tea House Bangkok เสิร์ฟเมนูคาว-หวานหลากหลาย พ่วงด้วยเครื่องดื่มสารพัด ทั้งชา กาแฟ ค็อกเทล และไวน์ธรรมชาติ (Natural Wine)
ชายหนุ่มเจ้าของโรงน้ำชาบอกว่าเขามีเมนูพิเศษที่เชฟรังสรรค์ขึ้นมาสำหรับสาขากรุงเทพฯ ด้วยนะ นั่นคือ Crispy Pigs Ears, Homemade Brioche และ Burrata with Mutton&Tea Leaf (เมนูยอดนิยม)

แน่ล่ะ ร้านชาแห่งนี้ย่อมมีรูปโฉมทันสมัยกว่าร้านชาทั่วไป อย่างการตกแต่งก็ทำให้เราร้องว้าว! มองจากภายนอกเดาไม่ออกจริง ๆ ว่านี่คือร้านอาหารพม่า ซึ่งชายตรงหน้าก็เฉลยอย่างถ่อมตนว่าเขาเป็นคนออกแบบเองทั้งหมด หาใช่ว่าจ้างดีไซเนอร์ที่ไหนไม่ และบรรยากาศของที่นี่ก็ทำให้นึกถึง Rangoon Tea House ที่ย่างกุ้งด้วย
“ผมต้องการให้ร้านมีบรรยากาศที่แขกมาที่นี่ได้ตลอดวัน รูปภาพบนผนังเป็นรูปครอบครัวของผม รวมถึงกรอบรูป บาร์ และโต๊ะบางตัวก็ซื้อมาจากเมียนมา ผมอยากให้รู้สึกเหมือนได้อยู่ที่นี่จริง ๆ ซึ่งผมไม่ได้บอกว่าทุกที่ในพม่าเป็นแบบนี้นะ แต่ผมคิดว่าหลาย ๆ องค์ประกอบในห้องนี้จะทำให้เขารู้สึกเหมือนอยู่ย่างกุ้งเลยล่ะ”

From Rangoon to Bangkok
Rangoon Tea House ดำเนินธุรกิจร้านอาหารมา 10 ปี และก้าวสำคัญคือการขยายสาขามาเปิดนอกประเทศ เขาเลือกมาเปิดหน้าร้านใหม่ที่กรุงเทพฯ ในย่านทองหล่อ เราขอให้ Ko Htet เล่าเหตุผลของการมาครั้งนี้
“ตอนผมมาเห็นสถานที่นี้ (อาคารที่ตั้งของร้าน) ผมรู้สึกว่ามันใช่มาก! จนทำให้ผมนึกถึงร้านอาหารของผมที่เมียนมา เพราะมีเพดานสูงและแสงธรรมชาติส่องเข้ามาเยอะมาก มันสวยงามมาก ๆ ครับ ผมเชื่อว่าคนทำร้านอาหารย่อมคิดถึงมุมมองด้านธุรกิจอยู่แล้ว แต่บางครั้งคุณต้องทำตามสัญชาตญาณและความรู้สึกด้วย ซึ่งสถานที่นี้มันให้ความรู้สึกใช่เลยสำหรับผม” Ko Htet เล่าเหตุผลที่เลือกอาคารหลังสีขาวนี้ในการเปิดโรงน้ำชา
“กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ให้คุณค่ากับร้านอาหาร ที่สำคัญกว่านั้นคือผมอยากท้าทายวิธีที่ผู้คนมองวัฒนธรรมพม่า กรุงเทพฯ เป็นสถานที่ที่ดีในการเริ่มต้น เพราะมีคนพม่ามากมายอยู่ที่นี่ และคนไทยจำนวนมากก็เคยไปย่างกุ้ง ผมคิดว่าเมียนมาและไทยเป็นพี่น้องกัน แต่บางทีวัฒนธรรมพม่าไม่ค่อยได้รับความเข้าใจเท่าไหร่ ผมว่าคนพม่าเข้าใจวัฒนธรรมไทยดีกว่าที่คนไทยเข้าใจวัฒนธรรมพม่า และการเปิดร้านที่นี่ก็เป็นโอกาสดีที่จะสื่อสารเรื่องนั้น”
หนึ่งสิ่งที่เราประทับใจมาก คือพนักงานทุกคนเป็นชาวเมียนมาที่อยู่ในประเทศไทย

หลังจากเปิดโรงน้ำชามาเดือนเศษ Ko Htet บอกว่าลูกค้าของ Rangoon Tea House Bangkok คือคนพม่า คนไทย และคนต่างชาติ เขาอธิบายว่า ยังไม่ได้จำกัดกลุ่มเป้าหมายมากนัก หากแต่ใจความสำคัญที่เขามุ่งมั่นคือการรักษาคุณภาพ มาตรฐาน และการบริการอันยอดเยี่ยม เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่รักษาสิ่งนี้ไว้ได้ ก็จะมัดใจลูกค้าได้
เปิด Soft Opening แล้ว ผลตอบรับจากนักชิมในกรุงเทพฯ เป็นอย่างไรบ้างคะ – เราถาม
“คนไทยมีการตอบรับที่ดีมากครับ ผมแปลกใจเหมือนกันที่มีความคิดเห็นบนออนไลน์บอกว่า ‘โอ้ ไม่รู้ว่าร้านอาหารพม่าเป็นแบบนี้’ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีเลยครับที่เราสร้างความประหลาดใจให้ผู้คนได้ และผมรู้ว่าร้านของเราแตกต่างจากร้านอาหารญี่ปุ่นหรือร้านอาหารอิตาลีที่เปิดใหม่ คุณจะมีความคาดหวังบางอย่างเมื่อเข้าไปในร้านเหล่านั้น แต่เมื่อคุณมาที่นี่ ยิ่งถ้าคุณไม่เคยลองอาหารพม่ามาก่อน คุณจะยิ่งสงสัยและเกิดความอยากรู้อยากเห็น นั่นคือเหตุผลที่คุณมาที่นี่ และหน้าที่ของเราคือเติมเต็มความอยากรู้อยากเห็นของคุณ ผมคิดอย่างนั้นนะ”
The Heart of Rangoon Tea House
ความสนุกของการเป็นผู้ประกอบการร้านอาหารคืออะไรคะ – เราถาม Ko Htet
“การเห็นทีมงานเติบโตขึ้นครับ ผมรักธุรกิจนี้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับการสร้างความสัมพันธ์กับทีม ผมเปิดร้านนี้มา 3 สัปดาห์ ผมเห็นพัฒนาการที่น่าทึ่ง พนักงานที่นี่ส่วนใหญ่ไม่เคยทำงานร้านอาหารมาก่อน แต่เมื่อคุณไม่เคยทำมาก่อน คุณจะไม่ถูกจำกัดด้วยความคิดว่า คุณทำได้หรือทำไม่ได้ ผมอยู่ในธุรกิจร้านอาหารมานาน มันยากที่จะไม่คิดว่า ‘สิ่งนี้จะไม่ได้ผล’ หรือ ‘สิ่งนี้ทำไม่ได้’ แต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนที่ผมเริ่มต้น ผมไม่มีความคิดแบบนั้น
“ผมชอบธุรกิจนี้ มันทำให้ผมถ่อมตน ผมได้ทำงานกับคนใหม่ ๆ และได้พบลูกค้าใหม่ ๆ”
คุณรู้ตัวเองตอนไหนหรือคะว่าหลงใหลด้านอาหาร
“ผมไม่คิดว่าความหลงใหลจะเป็นสิ่งเดียวที่คุณต้องมีในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คุณอาจจะหลงใหลการท่องเที่ยว แต่คุณก็คงไม่ได้เดินทางทุกวัน ความหลงใหลสำคัญสำหรับธุรกิจร้านอาหาร แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือคุณต้องรู้สึกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของตัวคุณ ผมตื่นขึ้นมาทุกวัน และสิ่งที่ผมรู้คือธุรกิจร้านอาหาร ผมไม่มีธุรกิจอื่น ๆ และไม่เคยทำงานอย่างอื่น ผมว่ามันเป็นมากกว่าความหลงใหลนะ เหมือนผมกำลังติดหนี้ธุรกิจนี้อยู่ เพราะสิ่งนี้ทำให้ผมมีบ้าน ทำให้ผมได้เดินทาง ทำให้ผมมีทีมงานที่ดี และทำให้ผมมีครอบครัวที่อบอุ่น ผมว่าความหลงใหลอาจพาคุณไปได้สัก 6 เดือน 1 ปี หรือ 2 ปี แต่ถ้าจะทำอย่างต่อเนื่องเป็น 10 ปี คุณต้องรู้สึกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของตัวคุณด้วย”


แล้วสิ่งที่คุณเรียนรู้ตลอด 10 ปีของการทำธุรกิจคืออะไรคะ
“มีบทเรียนมากมายเลยครับ ทั้งเรียนรู้เกี่ยวกับผู้คน การจัดการความคาดหวัง จุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง ธุรกิจร้านอาหารนั้นถ่อมตนมาก มันดีในแง่หนึ่ง แต่ก็กดดันมาก ผมไม่เคยแนะนำใครให้เปิดร้านอาหาร เพราะมันยากมาก” เขาหัวเราะ “แต่ก็เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ผมคิดว่ายุติธรรมมาก ๆ ผมหมายถึง มันไม่สำคัญเลยว่าอาหารจานนี้จะราคา 1 บาท, 100 บาท, 1,000 บาท หรือ 10,000 บาท ถ้าลูกค้ารู้สึกว่ามันมีคุณค่า เขาจะมาหาคุณเอง
“ผมกลับมองว่าร้านอาหารแตกต่างจากสินค้าประเภทอื่น ๆ เช่น ถ้าคุณซื้อโทรศัพท์ คุณไม่รู้ว่าภายในโทรศัพท์เป็นอย่างไรหรือผลิตอย่างไร คุณซื้อเพราะคุณอยากได้ แต่ร้านอาหารต่างออกไป คุณทำอาหารแบบนี้ที่บ้านได้ คุณเห็นวัตถุดิบทั้งหมด คุณไม่จำเป็นต้องมาที่นี่ คุณไปที่ร้านไหนก็ได้ แต่เมื่อคุณมาที่นี่ แสดงว่ามีเหตุผลบางอย่าง และผมชอบความสัมพันธ์ที่ซื่อสัตย์แบบนี้มาก มันคือสิ่งที่ทำให้ธุรกิจร้านอาหารมีความพิเศษ”
คุณพอจะเล่าวิธีการการดำเนินธุรกิจในแบบฉบับของคุณให้ฟังได้ไหม
“สิ่งที่สำคัญที่สุดในชื่อ Rangoon Tea House ก็คือคำว่า ‘House’ หรือ ‘บ้าน’ ทุกคนที่ทำงานกับผมต้องรู้สึกก่อนว่าที่นี่คือบ้านของพวกเขา และลูกค้าทุกคนที่เข้ามาก็ต้องรู้สึกว่าที่นี่คือบ้านของพวกเขาเช่นกัน ผมชอบแนวคิดนี้นะ เพราะคำคำนี้มันช่วยให้ผมคิดออกว่าจะออกแบบร้านอาหารยังไง ดูแลพนักงานแบบไหน
“ผมอยากให้ทีมเติบโตไปด้วยกันเหมือนครอบครัวใหญ่ นี่คือวิธีที่ผมใช้ดำเนินธุรกิจเสมอมา”

สุดท้ายเราถามเขาถึงเป้าหมายในอนาคตของ Rangoon Tea House
“ผมอยากจะขยายไปยังประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก กรุงเทพฯ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และจะกลายเป็นศูนย์กลางหลักของเราเพราะใกล้กับเมียนมามาก สำหรับผมและภรรยา กรุงเทพฯ นับเป็นบ้านหลังที่ 2 เลยครับ ส่วนแผนต่อไปของ Rangoon Tea House Bangkok คือการเปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบ ตอนนี้เราอยู่ในช่วง Soft Opening กำลังเตรียมเมนูอาหารเช้า กลางวัน และเย็น พร้อมกับเปิดบาร์ The Reading Room ที่ชั้นบน
“ผมคิดว่าผลตอบรับตอนนี้ดีมาก แต่ลูกค้าได้รับประสบการณ์เพียง 50% ของทั้งหมดเท่านั้น ผมตื่นเต้นที่จะเพิ่มเป็น 100% เพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพรวมวิสัยทัศน์ของเราว่า ที่นี่คือจุดหมายปลายทางที่เขาแวะมาได้ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นช่วงไหนของวัน และอย่างที่บอก ผมอยากให้ที่นี่เป็นบ้านหลังที่ 2 ของพวกเขาเช่นกันครับ”
นอกจากบาร์ที่กำลังจะเปิดเร็ว ๆ นี้ ที่ Rangoon Tea House Bangkok เจ้าของโรงน้ำชามีแพลนจะเปิดร้านอาหารพม่า (Shan Cuisine) ในย่านเยาวราชด้วย Ko Htet บอกว่า นี่คือความมุ่งมั่นและความท้าทายที่ยิ่งใหญ่

Must Try!
- Duck Empanadas
จานนี้เหมาะกินคู่ชาร้อน แป้งพายสีเหลืองทองสอดไส้เนื้อเป็ดฉีกที่นำไปผัดกับหัวหอมคาราเมลไลซ์ ระหว่างเคี้ยวจะได้รสหวานนิด ๆ จากหัวหอม เสิร์ฟคู่ซอสศรีราชาผสมโยเกิร์ต เราชอบที่แป้งพายไม่หนา ไส้แน่นจุใจ

- Tea Leaf Salad
จานนี้ขอกดรักเลย! เป็นยำใบชาที่ไม่เคยได้ลิ้มรสชาติแบบนี้ที่ไหนมาก่อน กลมกล่อมลงตัว ด้วยใบชาดองคลุกเคล้ากับมะเขือเทศ ถั่วบด และกระเทียมกรุบกรอบ เราว่ายำใบชาเหมาะเป็นจานเริ่มต้นสำหรับคนอยากลองกินอาหารพม่าเลยนะ กินง่าย กินเพลิน จนต้องสั่งจานที่ 2 ถ้าอยากเพิ่มรสชาติก็บีบมะนาวนิด รสก็จัดจ้านขึ้นแล้ว

- Rangoon Chicken Biryani
บริยานีเป็นเมนูยอดฮิตของ Rangoon Tea House เสมอมา Ko Htet แนะนำให้ลอง บริยานีไก่ย่างกุ้ง (ไม่ใช่ไก่ย่างกับกุ้งนะ) เป็นการฟิวชั่นระหว่างอาหารพม่ากับบริยานีสไตล์ไฮเดอราบัด นำข้าวบาสมาติไปหุงกับนมหญ้าฝรั่น เครื่องเทศ และมันฝรั่งรมควัน ส่วนไก่ด้านในเป็นไก่ไร้กระดูกที่หมักข้ามคืนด้วยเครื่องเทศทำบริยานี (ไก่นุ่มมาก)
หลังจากกระเทาะแผ่นแป้งที่คลุมบนหม้อดินแล้ว ให้นำ Balachaung (น้ำพริกพื้นบ้านของพม่า) ลงไปคลุกเคล้ากับข้าวและเนื้อไก่จนเข้ากัน กินคู่กับผักดองกรอบ ๆ จานนี้ยกนิ้วให้เลย น้ำพริกช่วยชูรสชาติให้ชัดเจนขึ้น


- Ceylon Tea
นี่คือชาแก้วแรกที่เราได้ชิม เป็นชาซีลอนร้อน เจ้าของร้านบอกว่าขายดีที่สุดในย่างกุ้ง ชาซีลอนจะใส่นมที่ต้มอยู่ตลอดทั้งวัน ทำให้เกิดฟองนมคล้ายฟองแผ่นบาง ๆ ในน้ำเต้าหู้ และ Ko Htet บอกว่า ต้องต้มนมนานถึง 12-13 ชั่วโมงกว่าจะเกิดแผ่นฟอง และต้องคอยช้อนแผ่นฟองนมออกเรื่อย ๆ ชาแก้วนี้รสหวานนวล
ชอบเจ้าแผ่นฟองนมนั่นแหละ จุดขายเลย นุ่มละลายในปากสุด ๆ
ส่วน Laphet Yay หรือ ชาพม่า มีส่วนผสมระหว่างชาดำ นมข้นหวาน นมข้นจืด การสั่งชาในพม่าก็มีให้เลือกเกือบ 20 แบบ เป็นเอกลักษณ์ของชาพม่าเลย เลือกรสชาติได้ตามความต้องการ ตั้งแต่ระดับความขม (มีสัดส่วนของชาดำเยอะหน่อย) ความหวาน และความมัน ที่นี่มีให้ดื่ม 8 แบบ เลือกได้ว่าอยากดื่มร้อนหรือดื่มเย็น

เราขอแถมให้อีก 1 เมนู นั่นคือ Mango Pickled Pork Curry เป็นจานที่สั่งมากินตอนชวนเพื่อน ๆ ไปเปิดประสบการณ์อาหารพม่า (เราแวะไปวันศุกร์ช่วงค่ำ แนะนำให้จองล่วงหน้า เพราะคนค่อนข้างเยอะ แต่ไวบ์ดีมาก) แกงถ้วยนี้หมูเด้งมาก ไม่ได้หมายถึงเจ้าลูกฮิปโปนะ แต่เนื้อหมูสามชั้นหั่นหนานั้นเด้งดึ๋ง ชุ่มฉ่ำ หมูนุ่มไม่แข็ง จะว่าคล้ายหมูฮ้องก็ไม่ใช่ หน้าตาใกล้เคียง แต่รสชาติต่างกันลิบ แนะนำว่าในหนึ่งคำต้องมีทั้งหมูและมะม่วงดอง รสชาติประทับใจจริง ๆ เราสั่งข้าวสวยมากินคู่กันนะ ยิ่งตอนเอาข้าวสวยไปคลุกกับน้ำแกงที่มีน้ำมันหมูนิด ๆ โอ๊ย อร่อย!
หลังจากดื่มด่ำอาหารพม่ารสอร่อย ลองแวะชมมุมสินค้าสุดน่ารัก มีทั้งถ้วย ชาม จานเล็ก-ใหญ่ วัสดุเมลามีน แถมสีสันสดใสจนอยากเหมาให้หมด ถ้าเลือกไม่ได้จัดกระเป๋าผ้าใบใหญ่ขนาดเหมาะมือกลับบ้านเลย!



