1 มีนาคม 2025
3 K

บ้านสวนร่มรื่นนาม ‘บ้านผีเสื้อ’ แห่งนี้ไม่ใช่บ้านธรรมดา หากมีดีกรีเป็นถึงบ้านพักอาศัยหลังแรกในโลกที่ใช้ Green Hydrogen พลังงานทางเลือกซึ่งกำลังเป็นที่จับตา

ด้วยบริเวณที่กว้างใหญ่ถึง 18 ไร่ และการใช้ระบบพลังงานงานไฮโดรเจน เมื่อได้ยินครั้งแรก เราเข้าใจว่าที่นี่คือหมู่บ้านที่ประกอบไปด้วยบ้านหลายหลัง แต่ละหลังใช้ระบบไฮโดรเจนร่วมกัน แต่จริง ๆ แล้วนี่คือบ้านพักส่วนตัวที่ เซบัสเตียน-ยูสตูส ชมิดท์ (Sebastian-Justus Schmidt) ใช้ชีวิตอยู่กับภรรยา ออกกำลังกาย ปลูกผัก และเข้าไปในเมืองเป็นครั้งคราว

เซบัสเตียนเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ชาวเยอรมันที่มองหาวิธีการใหม่ ๆ เพื่อรับมือกับปัญหาโลกรวน จึงตัดสินใจสร้างบ้านพิเศษที่ไม่เคยมีในโลกขึ้นมาที่ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ท่ามกลางผู้คนที่มองว่าเขาบ้า สติเฟื่อง แต่เขาก็พิสูจน์ด้วยเวลา 10 ปีที่สำเร็จสวยงามของบ้านผีเสื้อ

นอกจากบ้านที่เขาอยู่อาศัยเอง เขาก็ยังมีบริษัทอย่าง Enapter ที่ให้บริการระบบพลังงานไฮโดรเจน ถ้าภาคส่วนใดเห็นระบบของบ้านผีเสื้อแล้วสนใจอยากลงเรือลำเดียวกัน บริษัทของเซบัสเตียนก็ยินดีให้บริการ

นับว่าเป็นอีกก้าวที่ยิ่งใหญ่ทั้งสำหรับเซบัสเตียนและสำหรับวงการพลังงานทางเลือกในโลกนี้

ปกติแล้วที่นี่ไม่ได้เข้ามาง่ายนัก ต้องติดต่อเข้ามาดูงานเป็นหมู่คณะ แต่ในวาระครบรอบ 1 ทศวรรษนี้ บ้านผีเสื้อได้จัดการประชุม Hydrogen Summit 2025 ขึ้นมา โดยรวบรวมผู้คนในอุตสาหกรรมไฮโดรเจนจากทั่วโลกมาแบ่งปันประสบการณ์ซึ่งกันและกัน เราจึงมีโอกาสได้เยี่ยมชมบ้านหลังนี้เป็นครั้งแรก ซึ่งหลังจากได้ฟังเขาเกริ่นถึงเรื่องราวไม่ธรรมดาของเขาในงานแล้ว เราก็ตัดสินใจว่าอยากจะรู้จักเขาให้ลึกขึ้นอีก

ท่ามกลางบรรยากาศของบ้านพลังงานไฮโดรเจนหลังแรกในโลกที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่เชื่อในสิ่งเดียวกัน เซบัสเตียนจะมาเล่าถึงบ่อเกิดของความมุ่งมั่น ความสำเร็จที่เริ่มต้นด้วยความบ้าบิ่นส่วนตัว และฝันที่ยังอยากทำให้เป็นจริง

เซบัสเตียน

“ผมเติบโตมาแบบคนธรรมดาทั่วไปในเยอรมนีเลย” เจ้าของบ้านเกริ่นเมื่อเราถามถึงวัยเด็กของเขา พลางนึกไปถึงบริเวณอันกว้างใหญ่ของบ้านพลังงานไฮโดรเจนที่มีผีเสื้อบินตามชื่อ

ครอบครัวของเซบัสเตียนเป็นชนชั้นกลาง อาศัยอยู่แถบชนบทของประเทศเยอรมนี เขามีพี่สาว 1 คน และมีพ่อที่เป็นวิศวกร

เราสงสัยว่าเขาสนใจด้านสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่เด็กเลยไหม แต่เซบัสเตียนบอกว่าเขาสนใจเทคโนโลยีมากกว่า เขาปรับแต่งมอเตอร์ไซค์ให้เร็วขึ้น และเริ่มทำให้คนรู้จักจนคนบอกกันปากต่อปาก จนถึงขนาดตั้งบริษัทขนาดย่อม ๆ ได้ในวัย 15 ปี

พออายุ 18 เขาก็ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับซอฟต์แวร์และเกิดแพสชันแรงกล้า เขาจึงเริ่มเรียนรู้และพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยตัวเอง

“ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมพัฒนาอยู่ในตอนนั้นมันล้ำไปกว่าสิ่งที่มหาวิทยาลัยจะสอนผมได้ เลยคิดว่าไม่อยากไปเรียนอะไรที่รู้อยู่แล้ว” เซบัสเตียนกล่าวด้วยความมั่นใจ

สำหรับเซบัสเตียน การทำซอฟต์แวร์แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก หนึ่ง คนดูแลระบบหลังบ้าน สอง นักพัฒนา สาม คนดูแลโครงสร้าง (Infrastructure) ของโปรแกรมโดยรวม ซึ่งเขามองว่าเรียนรู้ด้วยตัวเองได้จนทำได้ทั้ง 3 ทาง

ช่วงแรกในวงการ เขาทำโค้ดดิ้งเป็นหลัก จากนั้นใน 20 ปีให้หลังเขาจึงมาอยู่ในส่วน Infrastructure ซึ่งงานที่สำคัญของเขาก็คือการพัฒนาซอฟต์แวร์ ‘Widget’ ในโทรศัพท์ ก่อนจะเริ่มวางแผนย้ายประเทศเพื่อให้รู้จักผู้คนในต่างประเทศมากขึ้น แล้วจึงสนใจแถบเอเชียที่ลูกค้าส่วนใหญ่อาศัยอยู่ ซึ่งเชียงใหม่ ประเทศไทย ก็เป็นเมืองที่เขาตัดสินใจลงหลักปักฐาน

แรก ๆ เซบัสเตียนก็อยู่ในบ้านธรรมดาในหมู่บ้านธรรมดานี่แหละ ทว่าธรรมชาติที่งดงามของเชียงใหม่ทำให้เขาเริ่มสนใจด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานทางเลือกขึ้นมา

จากนั้นเรื่องราวทั้งหมดก็เริ่มต้นขึ้น

“ข้อจำกัดของพลังงานทางเลือก คือไม่มีวิธีกักเก็บพลังงาน ต้องเก็บในแบตเตอรี่เท่านั้น แต่ก็เก็บได้แค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ถ้าวันนั้นไม่มีแสงอาทิตย์ ฝนตก หรือหมอกเยอะ เราก็เติมพลังงานในแบตเตอรี่ไม่ได้” เขาอธิบาย 

“ไฮโดรเจนไม่ได้มาแทนแบตเตอรี่ แต่ใช้ไฮโดรเจนเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในวันที่เราเติมแบตเตอรี่ไม่ได้ และเราใช้มันได้ในทุก ๆ ฤดูกาล”

ตามวิสัยตั้งแต่เด็กของเซบัสเตียน เมื่อสนใจอะไร เขาจะศึกษาอย่างละเอียด พอสนใจพลังงานไฮโดรเจน และได้พบกับบริษัทอิตาเลียนแห่งหนึ่งที่ให้บริการพลังงานชนิดนี้อยู่แล้ว เขาก็ ‘ทดลองใช้’ อย่างไม่ลังเล 

เขาสร้างบ้านผีเสื้อขึ้นมาบนที่ดินขนาด 18 ไร่ในตำบลสันผีเสื้อ โดยใช้ระบบพลังงานไฮโดรเจนในการอยู่อาศัย

ซึ่งความพิเศษที่ใครรู้ก็ตกใจทุกราย คือบ้านผีเสื้อของเซบัสเตียนเป็นบ้านพักอาศัยส่วนตัว ‘หลังแรกในโลก’ ที่ใช้พลังงานไฮโดรเจน

ใช่แล้ว หลังแรกอยู่ที่ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ของเรานี่แหละ

แต่เท่านั้นก็ยังไม่พอสำหรับเขา

“ตอนเป็นลูกค้า ผมได้รู้ว่าบริษัทนั้นกำลังมีปัญหาด้านการเงินจนถึงขั้นล้มละลาย” เซบัสเตียนเล่า “มีวันหนึ่งผมกับเพื่อน ๆ ดื่มไวน์กันไปด้วย คุยกันเรื่องความซีเรียสของปัญหาโลกรวนไปด้วย ดื่มได้หลายขวดเข้าก็ตัดสินใจซื้อบริษัทนั้น ทำต่อในนาม Enapter และมุ่งพัฒนาการใช้พลังงานไฮโดรเจนอย่างจริงจัง

“ปัญหาโลกรวนจะไม่มีทางหยุดถ้าเราไม่หาวิธีแก้ และพลังงาน Green Hydrogen ก็คือคำตอบที่ผมตามหา เพราะมันตอบโจทย์ในระยะยาว” เจ้าของบริษัทยืนยัน

ไม่น่าเชื่อว่าบทสนทนาระหว่างดื่มไวน์ไม่กี่ขวดจะพาให้เขามาไกลถึงเพียงนี้

สิ่งที่คุ้มค่ายิ่งกว่าเฟอร์รารี่

เซบัสเตียนเล่าว่าเขากับครอบครัวเป็นผู้ออกแบบบ้านผีเสื้อขึ้นมาเอง โดยมีเพื่อนสถาปนิกให้คำแนะนำ แต่พอถึงขั้นตอนสร้างจริง การหาบริษัทก่อสร้างที่เชียงใหม่ซึ่งตอบโจทย์ของเขาได้นั้นยากมาก 

และเซบัสเตียนก็ยังคงเป็นคนเดิม แก้ปัญหาด้วยวิธีเดิม ๆ ที่เขาถนัด

“ผมก็เลยเปิดบริษัทก่อสร้างเอง” เป็นอันจบเรื่อง

เราถามเขาด้วยความสงสัยว่า ทำไมนอกจากบ้านผีเสื้อหลังนี้ ยังไม่เคยมีบ้านหลังไหนในโลกใช้พลังงานไฮโดรเจนมาก่อนเลย เขาก็ตอบให้เราเข้าใจทันที 

“มันแพงมาก จนไม่มีที่ไหนอยากลงทุน” เซบัสเตียนยิ้ม “แต่ผมมีเพื่อนหลายคนที่ซื้อรถเฟอร์รารี่ ซึ่งราคาก็พอ ๆ กับบ้านระบบไฮโดรเจนนี่แหละ สำหรับผม ผมขับแค่รถฟอร์จูนเนอร์เก่า ๆ คันหนึ่ง ก็เลยมีเงินมาลงทุนกับระบบพลังงาน ซึ่งทำให้ชีวิตสะดวกกว่าเยอะ 

“เวลาแดดออก เราจะกักเก็บพลังงานผ่านแผงโซลาร์เซลล์ ส่วนพลังงานที่เหลือใช้ก็แปลงไปทำเป็นพลังงานไฮโดรเจน โดยใช้กระแสไฟฟ้าแยกไฮโดรเจน ออกซิเจน และน้ำ (H2O) ออกจากกัน แล้วก็นำน้ำมาปั่นเพื่อแยกออกซิเจนออก เหลือแค่ไฮโดรเจนมาเก็บไว้”

ซึ่งระบบทั้งหมดที่ว่ามา ถ้าฟังก์ชันรันได้ดีแล้ว เจ้าบ้านอย่างเซบัสเตียนก็แทบไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม แต่เขาก็ตรวจเช็กระบบอยู่บ่อย ๆ ด้วยความตั้งใจจะพัฒนาระบบพลังงานให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ 

เซบัสเตียนใช้ชีวิตอยู่กับพลังงานไฮโดรเจนตลอดเวลา เพราะนอกจากที่บ้านพักส่วนตัวของเขา ยังมีบริษัท Enapter ที่ให้บริการระบบพลังงานไฮโดรเจนแก่ภาคส่วนต่าง ๆ ด้วย

จริง ๆ แล้วหลังจากบ้านผีเสื้อก็มีบ้านอีกหลายหลังในโลกที่เริ่มใช้พลังงานไฮโดรเจนตามมา แต่โดยปกติลูกค้าของบริษัทไม่ได้เป็นบ้านพักอาศัย อย่างในประเทศไทย เซบัสเตียนให้คำนิยามกลุ่มลูกค้าว่าเป็น ‘อุตสาหกรรมใหญ่’ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โตโยต้า หรือ ปตท. 

“ถ้าบริษัทไม่ล้มละลาย ผมอาจจะเป็นแค่ลูกค้าก็ได้นะ แต่พอล้มละลายแล้วผมตัดสินใจซื้อ จึงเห็นอนาคตของไฮโดรเจนมากมาย

“พลังงานทางเลือกนี้ไม่ได้ช่วยแค่บ้านพักอาศัยอย่างบ้านผม แต่ช่วยเมืองเล็ก ๆ หรือหมู่เกาะที่อยู่ห่างไกลได้ และจริง ๆ ยังช่วยลดการใช้พลังงานจากน้ำมันและคาร์บอนฟุตพรินต์ได้ด้วย”

สำหรับบ้านผีเสื้อ แม้จะเป็นบ้านพักส่วนตัวของเซบัสเตียนและภรรยา แต่ก็ต้อนรับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยหรือองค์กรต่าง ๆ ที่ติดต่อเข้ามาศึกษาดูงาน

“สำหรับคนที่อยากมาคนเดียว ผมมีแผนว่าอนาคตจะเปิดบ้านให้คนเข้าชมปีละครั้ง แต่ยังไม่ได้เริ่มนะ” เจ้าของบ้านยิ้มร่าเริง

ถ้าใครได้มาชมก็จะได้เห็นอาคารที่มีฟังก์ชันต่างกันไป นอกจากบ้านที่ใช้อยู่อาศัย บ้านพักแขก สวน เรือนเพาะชำ ยังมีอาคารที่ใช้เก็บพลังงานและผลิตไฟฟ้า ซึ่งมีห้องควบคุมระบบ ห้องผลิตและเก็บไฮโดรเจน และห้องแบตเตอรี่ รวมถึงได้เห็นแทงก์เก็บพลังงานที่ใช้จริงด้วย

เป้าหมายของผีเสื้อ

ชีวิตประจำวันของคุณที่เชียงใหม่เป็นยังไงบ้าง – เราถามเซบัสเตียน สงสัยว่าเจ้าของบ้านพลังงานไฮโดรเจนหลังแรกของโลกจะใช้ชีวิตแบบไหน ถ้าไม่ใช่วันที่บ้านเต็มไปด้วยผู้คนในแวดวงพลังงาน

“ชีวิตประจำวันผมเป็นชีวิตทั่ว ๆ ไปมากเลย พอตื่นมาแฟนก็จะชวนออกกำลังกาย ส่วนผมก็พยายามบ่ายเบี่ยง” เขาตอบกลั้วหัวเราะ ก่อนจะแก้ว่า ต่อไปจะตั้งใจออกกำลังกายเพื่อลดความอ้วนสักนิด

“ในอาทิตย์หนึ่ง จะมีวันหนึ่งที่ต้องเข้าไปที่สถานกงสุลกิตติมศักดิ์สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน ประจำจังหวัดเชียงใหม่ ในตอนเช้า เพราะผมทำหน้าที่เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ ส่วนวันอื่น ๆ ผมจะใช้เวลา 10 ชั่วโมงต่อวันในการตอบอีเมล คุยโทรศัพท์กับบริษัทต่าง ๆ

“ตอนนี้ผมกำลังพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับพื้นที่ทุรกันดาร ผมว่ามันสำคัญมากที่จะทำให้พวกเขาเข้าถึงพลังงานทางเลือกได้”

คุณชอบชีวิตที่คุณเป็นอยู่ ณ ปัจจุบันไหม – เราถามต่อ

“ผมมีความสุขกับชีวิตตอนนี้นะ แต่คิดอยู่เสมอว่ามีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยสังคมได้มากกว่านี้”

เซบัสเตียนคิดว่าเขาอยากร่วมสร้างอีกหนึ่งวิธีการที่ทำให้โลกของเราดีขึ้น แม้ว่าสิ่งที่เขาทำจะเป็นเพียงก้าวเล็ก ๆ ก้าวหนึ่งก็ตาม แต่สิ่งที่เขาให้คุณค่าก็คือก็การลงมือทำ

“ตอนนี้ผมเป็นแขกคนหนึ่งของประเทศไทยที่ยังคงมีความสุขกับการอยู่ที่นี่ ไม่ได้มีแผนจะย้ายไปไหน อนาคตผมอยากเป็นแขกที่ดีของประเทศไทยต่อไป และหวังว่าจะช่วยให้สังคมในพื้นที่ที่ผมอยู่ดีขึ้นครับ”

แน่นอนว่าทุกวันนี้พลังงานทางเลือก โดยเฉพาะพลังงาน Green Hydrogen จะยังไกลตัวคนทั่วไป ด้วยวิธีการเข้าถึง องค์ความรู้ และที่สำคัญคือ ‘ราคา’ ที่เอื้อมถึงยากเหลือเกิน

แต่ด้วยสถานการณ์โลกรวนในปัจจุบัน เราเชื่อว่าวันหนึ่งเรื่องราวไกลตัวเหล่านี้จะขยับเข้ามาใกล้ตัวทุกคนเรื่อย ๆ

ถึงวันนั้น บ้านพักส่วนตัวหลังนี้อาจจุดประกายให้ใครหลายคนก็เป็นได้

บ้านผีเสื้อ (Phi Suea House)

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

โตมร เช้าสาคร

ชอบถ่ายวิวมากกว่าคน ชอบกินเผ็ดและกาแฟมาก เป็นคนอีโค่เฟรนลี่ รักสีเขียว ชวนไปไหนก็ได้ไม่ติด ถ้ามีตัง