31 พฤษภาคม 2024
3 K

คนมหาสารคาม จบมัณฑนศิลป์ ม.ศิลปากร เป็นดีไซเนอร์ให้แบรนด์รถยนต์และจักรยานยนต์จนได้ไปทำงานที่ญี่ปุ่น หลงใหลในวัฒนธรรมและความมีระเบียบของชาวอาทิตย์อุทัย อินจัดถึงขั้นบวชเป็นพระที่วัดเซน แล้วกลับมาอยู่บ้านเป็นเพื่อนแม่หลังจากคุณพ่อเสีย ทำงานเป็นผู้จัดการทั่วไปร้านขายมอเตอร์ไซค์ในขอนแก่น แต่ขอเถ้าแก่เปิดรถยาไตขายยากิโทริหน้าที่ทำงาน พัฒนามาเป็นเจ้าของร้านอาหารอีสานสันดานญี่ปุ่นสุดเจ๋งอย่าง ‘จี่เกีย’ ณ เมืองขอนแก่น และล่าสุดเขาได้เปิดเวทีแสดงงานศิลป์บนจานอาหารขึ้นใหม่ เพื่อให้พื้นที่นี้ช่วยเรียกคืนเซนส์ความเป็น Pure Art ในตัวที่ทำตกหล่นระหว่างทางของชีวิต

นี่คือสรุปเส้นทางชีวิตของ หมู-ทิฆัมพร ศรีคำแหง แบบสั้น ๆ ก่อนจะพาไปสู่บันทึกหน้าใหม่ของชายที่ต้องการใช้อาหารดึงผู้คนให้มาเสพงานศิลป์คนนี้ จนเกิดเป็นคอนเซปต์ ‘Eat Art งานศิลปะกินได้’ ภายใต้โลเคชัน Art Space ในจังหวัดขอนแก่น ด้วยชื่อร้านสุดเท่สำเนียงอีสานว่า ‘PHAKANMATAESAI’ (พากันมาแต่ไส) แปลเป็นไทยว่า มาจากไหนกัน

ถนนหน้าเมือง เยื้องห้างสรรพสินค้าแฟรี่พลาซ่าของเมืองขอนแก่น มีตรอกเล็ก ๆ ไร้ชื่อ ดูเท่ด้วยลวดลายกราฟิกบนผนัง นำสายตาสู่สเปซหลักด้านใน พร้อมป้ายสีเขียวสะท้อนแสงบอกกับผู้มาเยือนว่า นี่คือ Art Book Drink Event Space ของ ‘ฆัลX’ (KULTX COLLABORATIVE) อาร์ตสเปซจากกลุ่มศิลปินอีสานรุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดได้เพียง 1 ปี โถงกว้างตรงท้ายตรอกคือพื้นที่แสดงผลงานศิลปะ ซึ่งเพิ่งจัดแสดงงานในคอนเซปต์ 2 ฝั่งโขงไป

ตั้ม-มนพร รอบรู้ ศิลปินและผู้ร่วมก่อตั้งที่นี่เล่าให้ฟังว่า ชื่อ KULTX มาจากคำว่า Culture ที่แปลว่าวัฒนธรรม แต่ใช้ตัวอักษร K แทนตัว C เพื่อเป็นตัวแทนของคำว่า Khon Kaen ส่วนตัวอักษร X ก็คือการทำงานร่วมกัน เหมือนเป็นทางเชื่อมผ่านสี่แยกที่จะพาทุกคนมาเจอกัน

ชิ้นงานศิลปะที่เราได้พบเจอวันนั้น คือเตาหมูกระทะรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวหลายเมตร ทำจากวัสดุทองเหลืองฉลุช่องให้ความร้อนเป็นรูปช้างเรียงรายกันหลายตัว แรงบันดาลใจศิลปะชิ้นนี้มาจากการกินหมูกระทะ หรือ ‘ซี้นดาด’ ที่ไร้พรมแดน รอยฉลุช้างหลาย ๆ ตัวด้านบนเตา เป็นสัญลักษณ์ตัวแทนสื่อถึง ‘ล้านช้าง’ แทนอาณาจักรล้านช้างเก่าซึ่งรวมถึงอีสานและพื้นที่ของประเทศลาวเอาไว้ ขณะที่ร่องน้ำซุปรอบเตาคือแม่น้ำโขงที่เชื่อมโยงทุกชนชาติเข้าไว้ด้วยกัน และรูปทรงสี่เหลี่ยมยาวของเตา ก็คือฟอร์มของสะพานมิตรภาพที่เชื่อมระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ตอนที่จัดนิทรรศการ เตาหมูกระทะนี้ยังเปิดให้ผู้มาร่วมงานปิ้งย่างกินกันจริง ๆ ถือเป็นงานศิลปะสมัยใหม่สุดเจ๋งทั้งคอนเซปต์และการนำเสนอ

ชมงานศิลปะด้วยตาแล้ว ครานี้ก็มาถึงสิ่งที่ดึงดูดให้เรามาเยือนที่แห่งนี้ นั่นคือร้าน ‘PHAKANMATAESAI-พากันมาแต่ไส’ ของหมู ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโซนสำคัญของ KULTX ที่เขาบอกว่าร้านนี้เป็นทั้งร้านอาหารและแกลเลอรีจัดแสดงผลงานศิลปะของเหล่าศิลปินที่แวะเวียนมา เพื่อนำไปสู่การเจรจาค้าขายกับผู้ที่รักงานศิลป์ โดยใช้การกินและงานศิลปะบนจานอาหารที่เขาและทีมช่วยกันรังสรรค์ขึ้นเป็นสิ่งจูงใจ

ปลดปล่อยแพสชันด้านศิลปะจากการถูกครอบงำ

หมูเล่าให้เราฟังว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของเขา แม้จะเรียนจบด้านศิลปะ แต่กลับถูกตีกรอบด้วยลักษณะงานมาโดยตลอด ทำให้เขาโหยหาแพสชันที่แท้จริงในใจซึ่งถูกกดทับเอาไว้ นั่นก็คือการทำอาหารและการเสพสร้างงานศิลปะ ความรู้สึกนี้เองพาเขามาสู่พื้นที่ KULTX และเป็นจุดเริ่มของร้านนี้

“หลังเลิกงานจากร้านจี่เกีย ผมชอบมานั่งดื่ม มานั่งเมาท์มอยกับน้อง ๆ ศิลปินตรงนี้ เพราะผมเป็นเด็กศิลป์อยู่แล้ว แต่ว่าถูกมาร์เก็ตติงในการทำงานครอบหัว มันทำให้ความศิลป์ของผมหายไป ตอนนี้แม้กระทั่งเขียนรูปยังไม่เป็นเลยครับ เรากลายเป็นอีกคนหนึ่ง ตอนเป็นดีไซเนอร์ก็คือเขียนด้วยโปรแกรม ทุกอย่างผ่านตรรกะในเชิงวิศวกรรม แล้วก็มาคุยกับการตลาด อะไรที่เป็น Pure Art จริง ๆ อย่างที่น้อง ๆ ศิลปินเขาจัดแสดงจึงแทบจะหายไปจากผม

“พอเรากลับมาร่วมวงกินดื่ม พูดคุยกับพวกน้อง ๆ ศิลปิน ผมรู้สึกดี เพราะไม่ต้องติดอยู่กับกรอบ ไม่ต้องนั่งคิดต้นทุนเหมือนการเปิดร้านอาหาร เหมือนได้กระโดดมาอยู่ในอีกโลกหนึ่ง บางวันติดลมอยู่ถึงเช้าก็มี และได้แลกเปลี่ยนไอเดีย ด่ากันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง รู้สึกเหมือนได้ปลดปล่อยความเป็นตัวเองออกมา”

เปลี่ยนจากเพิงมุงแฝกสู่ร้านอาหารผสานนิทรรศการ

หมูเล่าต่อไปว่า เมื่อก่อนร้านนี้เป็นเพิงหญ้าแฝกเก๋ ๆ ที่เหล่าศิลปินทำขึ้นเอง ใช้สำหรับรับรองเพื่อนฝูงที่มาชมงาน ให้มานั่งดื่มนั่งดริงก์กันในช่วงนิทรรศการ เปิดเป็นร้านขายเบียร์และกาแฟด้วย พอจบงาน เพิงที่ว่านี้ก็กลายเป็นที่เก็บของ ซึ่งของที่ว่าก็คือผลงานศิลปะที่ไม่ได้จัดเก็บให้เรียบร้อย 

หมูเสียดายในคุณค่าและมูลค่าของงานศิลปะเหล่านั้น อีกอย่างคือศิลปินมักมีพลังบางอย่างที่ทำให้คนทั่วไปเข้าถึงได้ยาก คนนอกจึงไม่ค่อยแวะเวียนมา หมูเลยคิดว่าถ้ามีพื้นที่ที่ดึงดูดคนนอกให้เข้ามาง่ายขึ้น จัดโชว์ชิ้นงานศิลปะดี ๆ ได้ด้วย ไปจนถึงทำให้เกิดการเจรจาซื้อขายงานศิลป์ขึ้นได้ ก็จะดีต่อน้อง ๆ ศิลปิน

“เราว่าชิ้นงานพวกนี้สื่อความหมายได้ทั้งหมด ถ้าเอามาจัดแสดงในพื้นที่ที่เป็นร้านอาหารจะเกิดประโยชน์มาก เพราะอย่างแรก ร้านจะดึงคนที่สนใจอาหารเข้ามาก่อน แล้วค่อย ๆ ให้พวกเขาซึมซับผลงานศิลปะไปด้วย เมื่อชื่นชอบก็อาจนำไปสู่การตัดสินใจซื้องานศิลปะ เป็นประโยชน์กับศิลปินที่จะขายงานได้ เลยเกิดคอนเซปต์ที่อยากให้ห้องอาหารตรงนี้เป็นเหมือนนิทรรศการเล็ก ๆ หมุนเวียนจัดแสดงงานศิลปะของศิลปิน”

PHAKANMATAESAI มาแต่ไส

คอนเซปต์น่าสนใจแล้ว ชื่อร้านก็น่าสนใจไม่แพ้กัน หมูเฉลยที่มาของชื่อนี้ให้ฟังว่า 

“น้อง ๆ ศิลปินตั้งชื่อเพิงมุงแฝกเอาไว้ว่า ‘PHAKANMATAESAI’ ตอนแรกผมก็ยังไม่ชอบเท่าไร อยากปรับให้โมเดิร์นขึ้น แต่เนื่องจากมีศิลปินเยอะมาก ทั้งจากในไทยและต่างประเทศ ไม่รู้ว่ามาจากไหนกันบ้าง คำถามติดปากของคนอีสานจึงเป็น ‘พากันมาแต่ไส’ หมายความว่า ‘มาจากไหนกัน’ ชื่อนี้เลยแสดงวิถีชีวิตของพวกเขาจริง ๆ ก็เลยยึดชื่อนี้ต่อ และกลายมาเป็นเอกลักษณ์ที่ดีของสถานที่นี้ด้วย”

Eat Art ออกแบบอาหารและตกแต่งภายในตามธีมงานศิลปะ

อาหารและการตกแต่งของ PHAKANMATAESAI จะเปลี่ยนแปลงไปตามธีมงานศิลปะที่นำมาจัดแสดง ซึ่งต้องดูดี เหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการมาชมและช้อปผลงานศิลปะของกลุ่มศิลปิน ที่สำคัญ ต้องเป็นเหมือนงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่ผ่านกระบวนการคิดและออกแบบให้คนทำอาหารเป็นเสมือนศิลปินอีกคนเช่นกัน นั่นคือความตั้งใจของหมู

“พอทำร้านอาหาร ผมก็มานั่งคิดกับทีมว่าจะออกแบบคาแรกเตอร์ของอาหารให้เป็นแบบไหน ผมไม่อยากให้เป็นอาหารตามสั่ง ด้วยเหตุผลที่บอกไปว่าต้องการทำให้ลูกค้าเริ่มสนใจงานศิลปะ แต่การจะเริ่มสะสมได้ต้องใช้ทุนทรัพย์ งั้นขอเซตให้เมนูที่ร้านดูดีสักหน่อย 

“ผมทำร้านอาหารหลายร้านนะ ทั้งร้านอาหารญี่ปุ่น ร้านจี่เกีย อาหารที่ PHAKANMATAESAI จึงขอให้เหมือนอาหารประจำบ้าน แต่เป็นบ้านที่พิถีพิถัน คุณแม่ตั้งใจทำมาก ๆ อร่อยและสะอาด แต่ก็ไม่ขัดเขินที่จะเข้ามา ไม่ต้องไปถึงระดับไฟน์ไดนิ่ง แต่เหมาะสมกับการเป็นพื้นที่ที่ศิลปินเข้ามานำเสนอผลงานร่วมกันได้

“ผมนิยามว่าที่นี่คือ Eat Art หรือ ศิลปะกินได้ จะทำยังไงให้งานศิลปะเข้าถึงคนได้ง่าย อาหารเป็นสิ่งที่ทุกคนกินและเอนจอยกับมันได้ อารมณ์ดีได้ และพร้อมเสพงานศิลป์ไปได้ด้วย เมนูอาหารจึงปรับเปลี่ยนไปตามคอนเซปต์หลักของงานนิทรรศการที่ศิลปินมาจัดแสดง ออกแบบขึ้นโดยทีมเชฟ ให้อาหารของพวกเราเป็นเหมือนหนึ่งในผลงานศิลปะกินใด้ที่ล้อไปกับธีมงาน

“ในส่วนของร้าน เราตกลงกันเองว่าส่วนไหนที่ต้องจ้าง เช่น ระบบไฟ แต่ส่วนไหนที่ต้องทำเองเราก็ช่วยกันทำ เพราะมีส่วนที่เป็นงานศิลปะ ดังนั้นก็ควรจะมาจากฝีมือของพวกเราเอง อย่างการตกแต่งภายใน พวกซุ้ม เคาน์เตอร์ และอีกหลายจุด น้อง ๆ ศิลปินทำขึ้นมาเอง อย่างโต๊ะยาวตัวนี้ก็เอาฟอร์มของผลงานศิลปะในแกลเลอรีซึ่งเป็นเตาซี้นดาดล้านช้างจำลองมาใช้ เพราะเป็นชิ้นงานสร้างชื่อให้เขาเหมือนกัน และเราปรับวัสดุมาใช้อะคริลิกตกแต่งแทน พยายามยกทุกองค์ประกอบของศิลปะมาไว้ในร้าน 

“คอนเซปต์การออกแบบที่วางไว้ เราตั้งใจปล่อยให้ศิลปินสนุกได้เต็มที่ และเข้ามาเสริมบางส่วนให้ร้านอาหารแห่งนี้สมบูรณ์ขึ้น เช่น ควรจัดที่นั่งยังไงให้ลูกค้านั่งสบาย รองรับคนได้”

สารพัดซี้นดาด ลุ่มน้ำโขง พากันมาแต่ไส

เมื่อนิทรรศการครั้งที่แล้วพูดเรื่องหมูกระทะ ซี้นดาด อาหารไร้พรมแดนของสองฝั่งโขง ศิลปะบนเมนูอาหารเซตแรกจึงเป็น ‘ซี้นดาด’ นั่นเอง โดยหมูและทีมลงทุนเดินทางข้ามแม่น้ำโขงไปเก็บข้อมูลด้านอาหาร วัตถุดิบ และวัฒนธรรมการกิน ไปชิมซี้นดาดกันถึงประเทศลาว สั่งซื้อวัตถุดิบต่าง ๆ จากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อนำมาทำความรู้จักและเก็บเป็นข้อมูลสำหรับออกแบบเมนู

โดยเมนูร้านนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ ‘Eat Art Menu’ เป็นอาหารที่ออกแบบให้ล้อกับธีมนิทรรศการศิลปะที่จัดแสดงแต่ละครั้งโดยตรง ครั้งนี้เลือกนำเสนอ ‘เซตซี้นดาดนานาชาติและน้ำจิ้ม’ ที่มีแม่น้ำโขงเป็นจุดเชื่อมโยง

เมนูอาหารอีกส่วนใช้ชื่อว่า ‘PHAKANMATAESAI Menu’ ส่วนนี้เลือกใช้วัตถุดิบจากลุ่มน้ำโขงมาปรุงเป็นเมนูอาหารที่เชื่อมโยงกับประเทศแถบลุ่มน้ำเดียวกัน เช่น ใช้ปลาบึกทำเป็นบึกพันอ้อย ข้าวเหนียวไก่น้อยของเมืองลาวทำเป็นข้าวต้มไก่น้อยบึกบะช่อ หรือเมนูอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น สะเต๊ะไก่ปาเต๊ะตับ ข้าวปุ้นน้ำปลา ลาบจองป่นกบ เป็นต้น

ห้องครัวเปิดเชื่อมกับส่วนนั่งกินอาหาร รายล้อมด้วยผลงานศิลปะ ทั้งภาพวาด อาร์ตทอยรูป พระนครศรีบริรักษ์ เจ้าเมืองขอนแก่น นางกวักรูป Marilyn Monroe ฯลฯ ในครัวมีเชฟทำงาน 3 คน กำลังง่วนเตรียมเมนูซี้นดาดต่าง ๆ อย่างตั้งใจให้เห็นกันสด ๆ และพร้อมเสิร์ฟทันทีเมื่อปรุงเสร็จ ราวกับว่ากำลังนั่งรออาหารจากแม่ในห้องครัว ตรงตามความต้องการของหมูผู้ออกแบบไว้ แม้ครัวจะเล็กแต่ก็ดูสะอาดสะอ้าน วางตำแหน่งของเครื่องครัวให้เชฟใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย

ไม่นาน นานาสารพัดซี้นดาดจากหลากหลายเชื้อชาติก็เสิร์ฟลงตรงหน้าพร้อมให้เราลิ้มลอง โดยเสิร์ฟมาเป็นกระทะเหล็กร้อน ปรุงทุกอย่างมาให้เสร็จสรรพพร้อมกิน ว่าแล้วเราจะพาคุณไปรู้จักกับซี้นดาดแต่ละสัญชาติ ผลงานศิลปะกินได้ของหมูกันทีละจาน จะน่าอร่อยแค่ไหน ไปดูกันเลย

‘หมูดาดไข่ย้อย’ ตัวแทนหมูกระทะเวอร์ชันออริจินัลของคนไทย ในจานมีทั้งวุ้นเส้นปรุงสุก ผักชนิดต่าง ๆ ทั้งผักกาดขาว ข้าวโพด ผักบุ้ง กุ้งผัดกับซอส และหมูสันคอหั่นเต๋าจี่ สามชั้นดาด แบบที่คุ้นเคย 

หมูบอกว่าคนไทยรับวัฒนธรรมมาหลากหลาย อย่างหมูกระทะนี่สะท้อนชัดเจน ก็เลยขอเติมความเป็นญี่ปุ่นลงไปอีกนิด ด้วยการเอาไข่แดงมาชุบเกล็ดขนมปังแล้วแช่แข็ง ก่อนนำไปทอด ท็อปด้านบนจาน เหมือนเวลาไปกินหมูกระทะจะมีไข่ตอกไว้บนจานเนื้อก่อนย่าง แต่อันนี้ปรับมาใช้เวอร์ชันปรุงสุก เวลากินไข่แดงก็จะเยิ้ม ๆ น้ำจิ้มที่ใช้คือน้ำจิ้มหมูกระทะรสคุ้นเคย กินแล้วรู้เลยว่าเป็นสัญชาติไทย 

ส่วนที่มาของเนื้อหมูที่เสิร์ฟในร้าน เลือกใช้หมูอินทรีย์ชั้นดีจาก ว. ทวีฟาร์ม หมูคุณภาพเลี้ยงแบบไบโอไดนามิกของจังหวัดขอนแก่นอีกด้วย

ถัดมาคือ ‘หมูปลาร้าดาด’ คอนเซปต์ของจานนี้คือ ‘เคลมโบเดีย’ เพราะที่กัมพูชามีวัฒนธรรมการกินกะปิ กะทิ และปลาร้า คล้ายคนไทย จึงนำหมูไปหมักกับปลาร้าและกะปิ ปรุงรสพิเศษออกเค็มหวานนัว แล้วนำไปดาดในกระทะจนสุก เสิร์ฟกับน้ำจิ้มกะทิกับปลาร้าเหมือนหลน ตัดรสด้วยเครื่องเคียงเป็นมะนาว กระเทียม หอม กินรวมกันแล้วอร่อยลงตัว

ขยับถัดมา พาไปชิม ‘ตังเกี๋ยดาด’ สื่อสารถึงความเป็นเวียดนามผ่านอาหารทะเล ทั้งกุ้ง หมึก หอยเชลล์ กินกับสลัดผักราดน้ำสลัดแบบอาจาด และยังมีแผ่นใบเมี่ยงให้แช่น้ำไว้ห่อ ทั้งอาหารทะเล ผัก กินกับน้ำจิ้มสีขาวนวล ทำจากกล้วยดิบใส่แอนโชวี ชิมแล้วบอกเลยว่าอร่อยเข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ 

ต่อด้วย ‘พุงหมูดาด’ แรงบันดาลใจจาก ‘แวดตาโดวโท’ หรือหมูและครื่องในหมูเสียบไม้ต้มน้ำซุปแบบพม่า นิยมนั่งกินกันริมทาง โดยจะกินเคียงน้ำจิ้มที่ทำจากซอสพริกแบบพม่า ทางร้านออกแบบให้จานนี้มีทั้งไส้หมูพะโล้เสียบไม้ หมูสามชั้น และแป้งนมหมูเสียบไม้ นำไปดาดกับกระทะจนสุก เสิร์ฟคู่กับสลัดใบชา หรือ ‘ละเพ็ตโตะ’ อาหารว่างที่คนพม่านิยมกินกัน และมีแผ่นแป้งถั่วลิสงทอดกรอบ ๆ รสหวานธรรมชาติ มันปนเค็มปะแล่ม กินทุกอย่างรวมกันแล้วให้รสสัมผัสสนุกทุกคำ พร้อมด้วยเส้นหมี่ลวกสุกม้วนพอคำ และใบชะพลูไว้ใช้ห่อหมูราดน้ำจิ้มกินเคียงกันแล้วหอมอร่อย 

มาถึง ‘ซี้นดาด’ ของประเทศลาว หมูเล่าถึงประสบการณ์ตอนที่ไปเก็บข้อมูลอาหารจานนี้ให้ฟังว่า คนลาวนิยมกินซี้นดาด และเนื้อสัตว์ที่เขาชอบกินกันมากก็คือ ‘นมหมู’ กินกันเป็นล่ำเป็นสัน น้ำจิ้มของซี้นดาดที่นั่นเป็นน้ำจิ้มตับไก่ใส่ถั่ว มัน ๆ หอม ๆ ปรุงรสด้วยมะนาว พริกกระเทียมสับ ผักที่ใส่เป็นผักหอมลาบ หน้าตาเหมือนสะระแหน่แต่มีกลิ่นโหระพาผสม และมีผักดองอาจาดไว้ตัดเลี่ยน ทางร้านเลยถอดองค์ประกอบเหล่านั้นมารวมไว้ในเมนูซี้นดาดจานนี้

เมื่อพูดถึงแม่น้ำโขง สายน้ำซึ่งเชื่อมโยงกับทุกชนชาติ เมนู ‘บึกดาด’ จึงเป็นตัวแทนของแม่น้ำแห่งสายสัมพันธ์นี้ โดยทางร้านนำปลาบึกมาสไลซ์แล้วลวก ก่อนนำไปดาดในกระทะ จัดเสิร์ฟเนื้อปลาทับมาบนผักสดที่เคล้ามากับเม็ดมะม่วงหิมพานต์ทอดและถั่วตัด กินกับน้ำจิ้มซีฟู้ดถั่วตัด ให้อารมณ์เหมือนเวลากินเมี่ยงปลาน้ำจิ้มถั่วนั่นเอง

ซี้นดาดจานสุดท้ายนำเสนอความเป็นอีสานด้วย ‘แจ่วฮ้อนดาด’ เนื้อส่วนสะโพก (Sirloin) อย่างดี จาก ‘ฟาร์มโคขุนแก่นเนื้อ’ ของจังหวัดขอนแก่น นำมาดาดกับกระทะจนสุกแบบมีเดียมแรร์ กินกับน้ำจิ้มแจ่วขมรสแซ่บที่ทางร้านทำขึ้นเองโดยเติมรสเปรี้ยวลงไปนิดหน่อย แหวกขนบการกินแจ่วขมของคนอีสานเบา ๆ เพื่อผสานเอารสเปรี้ยวแบบภาคกลางเข้ามา พร้อมด้วยผักลวกทั้งผักกาดและผักบุ้ง พอกินรวมกันแล้วนึกถึงรสแจ่วฮ้อนที่ให้อารมณ์เหมือนกินแจ่วฮ้อนแห้ง

ซี้นดาดทุกเซตที่เล่ามาจะเสิร์ฟคู่กับน้ำซุปใสกลิ่นหอมรสนัว เคี่ยวจากกระดูกปลาบึก ไม่ต้องกลัวแค้นคอ (ฝืดคอ)

หลังลิ้มลองผลงานศิลปะบนจานอาหารของร้าน PHAKANMATAESAI ผ่านเซตซี้นดาดครบถ้วนกระบวนอิ่ม เราตั้งคำถามกับหมูไปว่า ทำไมถึงต้องการจูงใจให้ผู้คนเข้ามาสนใจศิลปะ หมูตอบกับเราอย่างกินใจว่า

“ผมทำธุรกิจก็จริง แต่เรียนศิลปะไปด้วย จึงรับรู้ได้ว่าสุนทรียศาสตร์และรสนิยม ช่วยเติมเต็มและมีค่า ถ้าเราเอามาใช้ในชีวิต ทำให้เราอารมณ์ดี มีความคิดที่สร้างสรรค์ ดังนั้น ถ้าทุกคนมีศิลปะอยู่ในตัว ไม่ว่าจะผ่านการเสพหรือสัมผัสเข้าไปบ้าง เราจะมองทุกอย่างสวยงามขึ้น สนุกกับชีวิตมากขึ้น และจะเกิดความสุขใจขึ้นอย่างสมบูรณ์”

PHAKANMATAESAI – พากันมาแต่ไส
  • ในร้าน KULTX Collaborative 548 2 ถนนหน้าเมือง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น (แผนที่)
  • ร้านเปิดเวลา 17.00 – 24.00 น. หยุดทุกวันจันทร์ 
  • 08 3133 2414 
  • phakanmataesai

Writer

สิทธิโชค ศรีโช

มนุษย์ผู้ตกหลุมรักอาหารการกินมาตั้งแต่จำความได้ เคยโลดแล่นอยู่ในวงการสื่อสารด้านอาหารกว่าสิบปี ก่อนกลับบ้านนอกมาใช้ชีวิตติดกลิ่นปลาร้าที่อีสาน และยังคงมุ่งมั่นส่งต่อเรื่องราววัฒนธรรมอาหาร สุขภาพ และการดำรงชีวิตของผู้คนบนที่ราบสูง ให้โลกได้รับรู้

Photographer

กานต์ ตำสำสู

หนุ่มใต้เมืองสตูลที่มาเรียนและอาศัยอยู่อีสาน 10 กว่าปี เปิดแล็บล้างฟิล์ม ห้องมืด และช็อปงานไม้ อยู่แถบชานเมืองขอนแก่น คลั่งไคล้ฟุตบอลไทยและร็อกแอนด์โรล