“ชื่อ MA MA (มามะ) มาจากชื่อลูกทั้ง 2 คน มาแรกเป็นของลูกชายคนโตชื่อ มาหนุน ในภาษาเหนือ แปลว่า ขนุนและการหนุนนำสิ่งดี ๆ ส่วนมะที่ 2 เป็นของลูกสาวคนเล็ก มะนอย เป็นภาษาเหนือเหมือนกัน แปลว่า บวบ เพราะยายชอบปลูกตลอดทั้งปี รวม ๆ ชื่อ MA MA เป็นความตั้งใจของเราที่อยากเชิญชวนทุกคนมาเที่ยวที่บ้าน”
จา-จาตุรันต์ จริยารัตนกูล อธิบายความหมายของชื่อ ‘MA MA ART SPACE’ (มา มะ อาร์ตสเปซ) อาร์ตสเปซที่เขาทำร่วมกับภรรยา ติ๋ว-แสงเดือน จริยารัตนกูล

พื้นที่ศิลปะแห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่าน ในตำบลผาจุก อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ให้บริการกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ อย่างการวาดรูป งานปั้นดิน ไปจนถึงงานเซรามิกในรูปแบบต่าง ๆ
เหตุผลการเกิดขึ้นของมามะ เกิดจากการตกตะกอนระหว่างเดินอยู่ในเส้นทางนักศิลปะของจาและติ๋ว ทั้งสองเชื่อว่าศิลปะให้ได้มากกว่าแค่ความสวยงาม แต่เป็นเครื่องมือที่นำไปปรับใช้ได้กับทุกเรื่อง ซึ่งสำหรับจาคือการทำงานกับเด็กและชุมชน
จาเริ่มทำงานพัฒนาชุมชนและเด็กโดยใช้ศิลปะตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรี เขาติดตามอาจารย์ไปร่วมงานกับเครือข่ายต่าง ๆ ทั่วภาคเหนือ เมื่อเข้าสู่วัยทำงานจายังคงทำสิ่งนี้เรื่อยมา

‘อุตรดิตถ์ติดยิ้ม’ เครือข่ายหนึ่งที่จามีโอกาสไปร่วมงาน เป็นการรวมตัวของคนในอุตรดิตถ์ที่ทำงานพัฒนาเด็กและเยาวชน
มามะเลยเป็นการสร้างพื้นที่ศิลปะสำหรับเด็กที่เติบโตกลายเป็นพื้นที่ศิลปะสำหรับทุกคน โดยมีปราชญ์ชุมชนหน้าใหม่ที่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ เป็นผลลัพธ์หนึ่ง
“ฝั่งชุมชนมีความสุขเพราะมีกิจกรรมให้เขาทำ โดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ เขารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามากขึ้น มานั่งทำกิจกรรมที่มามะ เราก็เพิ่งรู้ว่ามีคุณลุงคุณป้าในชุมชนหลายคนที่ทำงานศิลปะพื้นบ้านเป็น อย่างสานทางมะพร้าว ทำงานศิลปะจากไม้ จึงเกิดปราชญ์ชุมชนขึ้น”
เกือบ 10 ปีที่มามะตั้งอยู่และกลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนอุตรดิตถ์ ส่วนเหตุผลว่าทำไม จากำลังจะเล่าให้เราฟังในบรรทัดถัดไป
จังหวะตกหลุมรักคนอุตรดิตถ์ของคนแพร่
มามะเปิดประตูต้อนรับทุกคนอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2563 แต่จาบอกว่าถ้าจะพูดถึงจุดเริ่มต้นของมามะจริง ๆ ต้องย้อนไปไกลถึงช่วงที่เขาเป็นนักศึกษาปริญญาตรีที่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ เป็นช่วงที่เขาเริ่มใช้ศิลปะทำงานกับชุมชนต่าง ๆ ในภาคเหนือ

พื้นเพจาเป็นคนจังหวัดแพร่ การเรียนระดับมหาลัยทำให้จาได้ย้ายมาอยู่อุตรดิตถ์ เมื่อเรียนจบจาอยู่จึงอยู่ต่อด้วยการทำงานเป็นอาจารย์พิเศษในคณะที่เรียนจบมา ก่อนย้ายไปเป็นครูศิลปะที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ จนพบรักกับติ๋วและตัดสินใจสร้างครอบครัวอยู่ที่นี่ถาวร
“อุตรดิตถ์เป็นเมืองเล็ก ๆ อยู่ง่าย ผู้คนอัธยาศัยดี อีกอย่างวัฒนธรรมที่นี่ค่อนข้างหลากหลาย มีทั้งเหนือล้านนา อีสานลาว อีสานเวียงจันทน์ จีนก็มี เรียกว่ามีแง่มุมและทรัพยากรให้เราหยิบใช้เยอะมาก ตอนนี้เรากำลังเก็บรวบรวมข้อมูลศิลปวัฒนธรรมของอุตรดิตถ์”

ปัจจุบันจาเป็นอาจารย์ที่คณะเดิม ดูแลหลักสูตรสาขาวิชาทัศนศิลป์ เป็นครูสอนศิลปะที่โรงเรียนสาธิตฯ ไปพร้อม ๆ กับการทำมามะที่มีครอบครัวช่วยดูแลด้วย ซึ่งถือเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของพื้นที่ศิลปะแห่งนี้ ทำให้ไม่ว่าลูกค้าวัยไหนเมื่อเดินเข้ามาที่นี่จะมีคนวัยเดียวกันรอต้อนรับ ทำงานศิลปะเป็นเพื่อน จาบอกว่าลูก 2 คนเริ่มดูแลลูกค้าได้เองแล้ว
อาร์ตสเปซนี้ตั้งอยู่ในที่ดินของพ่อแม่ติ๋ว ออกแบบโดยจา (เขาเล่าวิธีการสร้างแปลนว่า ใช้ดินปั้นเป็นรูปทรงที่ต้องการ แล้วใช้ตัวแปลนนี้สื่อสารกับช่าง) อาคารปูนขนาด 2 ชั้นที่ชั้นบนจัดแสดงงานและสอนศิลปะ ส่วนพื้นที่ชั้นล่างไว้นั่งทำงานศิลปะ


ถัดออกมาข้างนอกเป็นพื้นที่ทำงานกลางแจ้งที่มีโต๊ะวางเรียงราย พร้อมกับมีบาร์จำหน่ายของกินและเครื่องดื่มบรรเทาความหิวระหว่างทำกิจกรรม มีโรงเผาสำหรับงานปั้น ทั้งหมดนี้โอบล้อมด้วยสวนต้นไม้ของคุณยาย

“เรามักเจอคนบอกว่างานศิลปะทำยาก กลายเป็นกลัว ไม่กล้าทำ เพราะฉะนั้น ที่มามะจึงพยายามทำให้ทุกคนเข้าใจใหม่ว่างานศิลปะไม่ได้ยากเสมอไป ใคร ๆ ก็ทำได้”
กิจกรรมศิลปะที่มามะให้บริการมีตั้งแต่วาดรูปลงกระดาษ การ์ด ไปจนถึงงานปั้นดินที่มีตัวเลือกมากมาย ไม่ว่าจะปั้นเป็นตัวปั๊ม แก้ว ถ้วยชาม ซึ่งจาใช้ดินจากจังหวัดสุโขทัยที่เป็นแหล่งสังคโลก


นอกจากนี้ยังมีการทำโมบายโดยใช้กิ่งไม้ที่เหลือจากสวนของคุณยาย จาบอกว่าคนที่มาทำงานศิลปะที่มามะต้องได้ผลงานตัวเองกลับไปเป็นที่ระลึก เพื่อเป็นกำลังใจให้เจ้าตัว พวกเขาจะไม่กลัวที่ต้องทำงานศิลปะอีกต่อไป
มามะยังมีบริการสอนพิเศษให้นักเรียนที่อยากสอบเข้าคณะด้านศิลปะในระดับอุดมศึกษา บริการนี้มาจากประสบการณ์ชีวิตจาที่พบว่าต่างจังหวัดมีที่เรียนพิเศษน้อย ส่งผลต่อโอกาสในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย จาอยากช่วยเด็ก ๆ ให้ได้เข้าเรียนในคณะที่ต้องการ เลยรับบทเป็นครูช่วยติวพวกเขา

แหล่งเยียวยาใจของคนท้องที่และคนต่างถิ่น
ลูกค้าของมามะมีตั้งแต่เด็กที่พ่อแม่อยากให้ลดเวลาอยู่หน้าจอ นักเรียนที่เตรียมตัวสอบเข้าคณะด้านศิลปะ ไปจนถึงนักท่องเที่ยวในอุตรดิตถ์และจังหวัดใกล้เคียง
“ลูกค้าไกลสุดของเรามาจากตรัง” จาเอ่ยถึงลูกค้าที่ยังคงประทับอยู่ในความทรงจำ ลูกค้าคนนี้ติดต่อมาเพื่อซื้อสินค้าของมามะ (นอกจากให้บริการกิจกรรมศิลปะ ที่นี่ยังมีสินค้าขายด้วย) จาส่งสินค้าที่มีให้เลือก เจ้าตัวหายไปนานพอควรก่อนตอบกลับว่า จองตั๋วเครื่องบินมากรุงเทพฯ และเตรียมมาหาจาที่อุตรดิตถ์แล้ว
“วันนั้นเรารับบทเป็นไกด์ ไปรับเขาตอนเช้าแล้วพาเที่ยวอุตรดิตถ์ครึ่งวัน ก่อนพามามามะปั้นเซรามิกต่ออีกครึ่งวัน หมดวันก็พาเขากลับไปส่งที่สถานีขนส่งเพื่อกลับกรุงเทพฯ”

ทำไมมามะถึงกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวของอุตรดิตถ์ – เราสงสัย ถ้ามองในมุมนักท่องเที่ยว การมาจังหวัดหนึ่งคงอยากเที่ยวสถานที่ที่ขึ้นชื่อ ซึ่งจุดไหนของมามะที่ทำให้คนอยากมาที่นี่เมื่อเยือนเมืองอุตรดิตถ์
จานิ่งคิดไปครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “เขาคงอยากมาคุยกับเรา” พูดจบเจ้าตัวก็หัวเราะและขยายความต่อว่า มามะสร้างเพจเพื่อเป็นช่องทางสื่อสารหลักกับคนภายนอก การเล่าเรื่องในเพจอาจทำให้คนรู้สึกถึงความเป็นมิตรและอยากมาทำความรู้จักพวกเขา รวมไปถึงอยากมาทำงานศิลปะ
“อย่างที่บอกไปว่าจุดแข็งของมามะคือความเป็นครอบครัว ครอบครัวเราทุกคนมีส่วนร่วมในการทำ ตั้งแต่ภรรยา ลูกทั้ง 2 คน พ่อตาแม่ยาย ก็มาช่วยทำกัน จริง ๆ แต่ละคนทำงานศิลปะอยู่แล้วด้วย ซึ่งการทำมามะทำให้ทุกคนเพิ่มคุณค่าในตัวเอง รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้ สิ่งไหนทำไม่ได้ก็เรียนรู้ที่จะทำ”

ลูกค้าของมามะกลุ่มใหญ่จะเป็นกลุ่มครอบครัว แรก ๆ มาด้วยเหตุผลว่าอยากให้ลูกได้ทำงานศิลปะหรือลูกอยากทำเอง แต่ไป ๆ มา ๆ คนที่นั่งทำงานศิลปะกลับเป็นพ่อแม่ บางคนได้รู้สึกกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งไปการทำกิจกรรม
“เคยมีครอบครัวหนึ่ง ลูกอยากมาปั้นดิน ปั้นได้ 5 นาที ที่เหลือพ่อแม่เป็นคนปั้นต่อจนเสร็จ ที่สำคัญคือพวกเขารู้สึกสนุกมาก ๆ ระหว่างทำกิจกรรม มีปฏิสัมพันธ์กันมากกว่าตอนอยู่ที่บ้าน หรือมีบางครอบครัวพ่อมานั่งเฝ้าแม่กับลูกทำกิจกรรม แต่สุดท้ายจบลงที่พ่อมานั่งปั้นด้วย ภาพที่เราเห็นคือรอยยิ้มจากแม่กับลูกที่ได้เห็นพ่อทำอะไรแบบนี้ เป็นมุมของพ่อที่พวกเขาไม่เคยเห็น
“อาจจะใช้คำว่าธรรมะจัดสรรได้มั้ง เหมือนคนที่มามามะถูกเลือกไว้แล้วให้เป็นคนประเภทเดียวกัน ชอบอะไรเหมือน ๆ กัน เลยมีเรื่องที่เราคุยต่อกันได้ ถามสารทุกข์สุกดิบระหว่างปั้นงานไปด้วยกัน ลูกค้าเราไม่เยอะ แต่ทุกคนที่มาให้อะไรเราบางอย่าง ช่วยเยียวยาเติมพลังชีวิตเรา สุดท้ายแล้วมามะจึงเหมือนการพาเพื่อนมาเที่ยวบ้านจริง ๆ”

ในฐานะเป็นหนึ่งคนที่สร้างมามะ จาไม่เคยคิดมาก่อนว่าที่นี่จะกลายเป็นแหล่งเยียวยาจิตใจคนได้ จาฝันอยากทำงานปั้นมาโดยตลอด แม้จะไม่รู้เหตุผลที่แน่ชัดว่าทำไม แต่การอยู่ในสายงานศิลปะมายาวนาน ประกอบกับคนข้างเคียงก็ทำงานศิลปะเช่นกัน เขาค้นพบว่างานปั้นเป็นเครื่องมือสื่อสารสิ่งที่อยู่ในใจของเขาได้ จาตัดสินใจมาเริ่มทำงานปั้น แรก ๆ ทำเป็นงานของตัวเอง ก่อนพัฒนามาเป็นกิจกรรมในมามะ
“เวลาทำงานปั้น เรารู้สึกว่าเป็นคนใจเย็นขึ้น ตอนแรกคิดอยู่ว่าใช่ไหมนะ แต่เฝ้าสังเกตตัวเองมาเรื่อย ๆ ประกอบกับคนรอบตัวก็พูดเหมือนกัน เราว่างานปั้นช่วยเยียวยาจิตใจคนได้จริง ๆ ไม่ใช่แค่การทำงานศิลปะ แต่เป็นเครื่องมือช่วยให้ลูกค้าได้เชื่อมกับตัวเขา เชื่อมกับครอบครัว หรือกับเราเอง การปั้นคงเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้นได้”

จายกเรื่องของลูกค้าคนหนึ่งที่กลับมาอยู่บ้านช่วงโควิดระบาด จากเคยใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ มาเกือบ 10 ปี เมื่อต้องย้ายมาอยู่ที่อื่นความเหงาจึงเกิดขึ้น กลายเป็นภาวะซึมเศร้า เจ้าตัวมองหาวิธีแก้ไขจนมาเจอมามะและตัดสินใจเข้ามาใช้บริการ
“เขามาขอปั้นดิน มันก็เข้าสู่วงจรที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ คือนั่งปั้นไปด้วยกันคุยกันไป สักพักหนึ่งน้ำตาเขาหยดแหมะ ๆ เพราะเขาอยู่เหงา ๆ ในบ้านมาตลอด 3 เดือน ไม่มีเพื่อนหรือคนที่คุยด้วยได้ เขาไม่มีพื้นที่ปลอดภัย จนได้มาบ้านเรามานั่งปั้นดิน เหมือนเจอคนที่คุยและรับฟังเขาได้”

กำเนิดปราชญ์ชุมชน
การทำงานพัฒนาเด็ก เยาวชน และชุมชน บทบาทครู-อาจารย์มหาลัย ช่วยสร้างเป้าหมายหนึ่งของมามะ คือเป็นพื้นที่สำหรับชุมชน จาตั้งใจอยากให้คนในชุมชนมาใช้พื้นที่นี้ทำสิ่งที่ต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นงานศิลปะ
ผลลัพธ์หนึ่งที่เกิดขึ้นและคนทำไม่คาดคิด คือการเกิดปราชญ์ชุมชน จาเล่าว่างานแรกที่มามะทำงานร่วมกับชุมชนคือการจัดงานลอยกระทง เป็นงานที่ทำมาได้ 5 ปีแล้ว ปีแรก ๆ คนมาเพื่อร่วมงาน หลัง ๆ เริ่มผันตัวมาเป็นคนช่วยจัดงาน จาถึงได้รู้ว่าสมาชิกชุมชนบางคนมีทักษะทำงานศิลปะพื้นบ้าน

“มีคุณป้าคนหนึ่งสานทางมะพร้าวได้ เป็นสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยทั้งที่เจอกันบ่อย มีลุงอีกคนที่ทำงานไม้ไผ่เป็น หรือป้าข้างบ้านเราเย็บถุงผ้าเป็น เราให้เขาช่วยเย็บถุงผ้าสำหรับทำกิจกรรมในมามะ ตอนนี้ลุงป้ากลายเป็นปราชญ์ชุมชน ช่วยสอนเด็กที่โรงเรียนในชุมชน”
ทำให้สมาชิกชุมชนที่ได้รับผลประโยชน์สุงสุดจากมามะคงหนีไม่พ้นผู้เฒ่าผู้แก่ที่เกษียณกลับมาอยู่บ้านที่ต่างเงียบเหงาไม่มีอะไรทำ การมีพื้นที่ให้ได้มานั่งพูดคุย ทำสิ่งที่ตัวเองสนใจ ทำให้ทุกคนได้แสดงความสามารถที่มี
ไม่ต้องหันไปไหนไกล จาบอกเริ่มจากแม่ยายของเขาที่เมื่อก่อนอยู่บ้านเฉย ๆ เมื่อจาสร้างพื้นที่แห่งศิลปะนี้ขึ้น แม่ยายมีโอกาสลุกมาทำสวนผักที่ชอบ สอนงานศิลปะให้คนที่สนใจ เป็นอีกกำลังสำคัญที่ช่วยดูแลพื้นที่แห่งนี้

“อีกหนึ่งเหตุผลที่เราทำมามะ เราอยากให้ชุมชนเข้าถึงเราได้จริง ๆ เราเคยเห็นพิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรีชุมชนบางที่ที่ดีเกินไปจนคนไม่กล้าเข้า เราตั้งใจทำมามะให้เป็นพื้นที่ที่คนมาแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่พื้นที่พิเศษ ใคร ๆ ก็เข้ามาได้
“คนแก่ดีใจนะที่มีที่นี่ เขาได้มาทำกิจกรรม ได้รับรู้คุณค่าในตัวเองอีกครั้ง เวลาเราจัดงานอะไรเขาจะมาช่วยตลอด มาทำกับข้าว ช่วยทำงานที่ตัวเองถนัด ซึ่งต้องใช้เวลาพักใหญ่นะเกือบ 10 ปีกว่าชุมชนจะเข้าใจความเป็นมามะ”
เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาอุตรดิตถ์
จามีแผนสำหรับอนาคตระยะยาวคือการไปเรียนต่อด้านศิลปะบำบัด เพื่อมาเสริมความแข็งแกร่งให้กับสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ ส่วนอนาคตอันใกล้ จาบอกเกิดขึ้นทุกวัน นั่นคือแผนพัฒนามามะ ในแต่ละวันเขาและติ๋วมักจะเกิดไอเดียทำกิจกรรมใหม่ ๆ หรือสินค้าใหม่ ๆ เสมอ

ระหว่างทำมามะ จาเล่าว่าเจอทั้งความยากและความสนุก เริ่มจากความยาก คือเขารู้สึกว่ายังไม่มีการสนับสนุนศิลปะมากพอในมุมภาพรวม วัดจากปริมาณคนเข้ามาใช้บริการมามะ แต่ขณะเดียวกันมามะก็ทำให้คนอุตรดิตถ์เข้าถึงและเห็นความสำคัญของงานศิลปะสำหรับเด็ก เป็นหนึ่งในเครื่องมือพัฒนาเด็ก ๆ
นอกจากนี้ มามะยังเป็นพื้นที่สร้างความสุขและเติมพลังใจให้ทุกคนที่เข้ามา ไม่เว้นแม้แต่คนทำเองที่เกิดความสุขขึ้นทุกวันตั้งแต่ทำมามะ ได้เจอเพื่อนใหม่ ๆ อย่างที่จาบอกว่ามามะจะดึงดูดคนที่เหมือน ๆ กัน คนที่ช่วยกันเติมพลังและไฟในการใช้ชีวิต
“สำหรับเรา การทำมามะให้เพื่อน ให้พลัง ให้ความสุข และให้คุณค่ากับทุกคนในครอบครัว ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามากขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีเรื่องที่ตัวเองไม่ถนัดก็ฝึกฝนกันได้ ที่สำคัญ MA MA ART SPACE ให้พลังงานที่เราจะใช้ชีวิตอยู่ต่อเพื่อทำอะไรให้คนอื่น ๆ” จากล่าวพร้อมรอยยิ้มทิ้งท้าย

MA MA ART SPACE

