ในช่วงเวลา 7 เดือน ‘ผาหัวนาค’ ในอุทยานแห่งชาติภูแลนคา จังหวัดชัยภูมิ ถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติแห่งภาคอีสานเส้นแรก ๆ ที่สร้างขึ้นโดยมีมาตรฐานและออกแบบโดย ‘ป่าเหนือสตูดิโอ’
ในเส้นทางนี้ นักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นจะได้ศึกษาธรรมชาติอันงดงามของรอยต่อป่า 3 รูปแบบ อันเป็นสัญลักษณ์ของป่าแห่งภาคอีสาน เพราะมีลักษณะเฉพาะตัวที่หาไม่ได้ในเส้นทางศึกษาธรรมชาติในภาคอื่น โดยเฉพาะเหล่าหิน ดิน ทราย และเหล่าธรณีสัณฐานที่สืบย้อนอดีตไปได้กว่า 135 ล้านปี เผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศในยุคดึกดำบรรพ์ นอกจากนี้ พื้นที่ผาหัวนาคยังเป็นบ้านของเหล่าสัตว์น้อยใหญ่ แม้จะไม่เห็นตัวชัด ๆ แต่ก็ทิ้งร่องรอยไว้ให้เราศึกษา

เรื่องราวการออกแบบเส้นทางผาหัวนาคจะเป็นอย่างไร การออกแบบเส้นทางศึกษาธรรมชาติต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง เพื่อให้ได้มาตรฐาน ปลอดภัย และเสริมสร้างการเรียนรู้ โดยไม่รบกวนธรรมชาติและสัตว์ในท้องถิ่น วันนี้เราจะมาหาคำตอบผ่านบทสนทนากับตัวแทนจากเจ้าของโครงการ มูลนิธิไทยรักษ์ป่า และทีมสถาปนิกจากป่าเหนือสตูดิโอ
สำรวจศักยภาพ
“มูลนิธิไทยรักษ์ป่าทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติทุกปี ปีละเส้น ที่ผ่านมาเราทำเส้นทางที่เชียงใหม่และนครศรีธรรมราชเป็นหลัก พองานที่นั่นลงตัว เราก็คิดว่าจริง ๆ แล้วภาคอีสานควรมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติมาตรฐานสักเส้น เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับคนอีสาน” หนิง-มานนีย์ พาทยาชีวะ กรรมาธิการและเลขาธิการมูลนิธิไทยรักษ์ป่า พูดถึงจุดเริ่มต้นของการบุกเบิกเส้นทางศึกษาธรรมชาติในผาหัวนาค
เดิมทีมูลนิธิไทยรักษ์ป่าทำงานเกี่ยวกับป่าต้นน้ำ ทั้งอนุรักษ์ ฟื้นฟู จัดกิจกรรมให้เยาวชน ไปจนถึงสร้างเส้นทางศึกษาธรรมชาติ เริ่มที่จังหวัดเชียงใหม่ ขยายขอบเขตไปที่นครศรีธรรมชาติ บริเวณเทือกเขาหลวง ก่อนจะเริ่มมาทำงานฟื้นฟูป่ากับชุมชนและวัดป่ามหาวัน ร่วมกับ พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

ปัญหาหลัก ๆ ของภาคอีสานหรือจังหวัดชัยภูมิ คือการจัดการไฟป่า ที่มักจะมีไฟป่าเกิดขึ้นทุก ๆ 2 – 3 ปี มูลนิธิไทยรักษ์ป่าจึงเกิดไอเดียสร้างเส้นทางศึกษาธรรมชาติ เพื่อให้เกิดพฤติกรรมการลาดตระเวนในพื้นที่ไปในตัว เป็นเหมือนการส่งเสริมให้พื้นที่ป่าได้รับการดูแลรักษา ได้รับการสอดส่องทั้งจากเจ้าหน้าที่และนักท่องเที่ยว
เมื่อตั้งใจจะทำแล้ว ทางมูลนิธิก็อยากตั้งใจทำให้ดี อยากปักหมุดให้เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่มีมาตรฐานของภาคอีสาน จึงนำประสบการณ์ที่เคยสร้าง ปรับปรุง ซ่อมแซม เส้นทางในจังหวัดเชียงใหม่ และนครศรีธรรมราช รวม 9 เส้น มาร่วมออกแบบกับ อาจารย์จุลพร นันทพานิช และ เบียร์-วรธน อินตราเขษม สถาปนิกแห่งป่าเหนือสตูดิโอ
โดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน คือพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ และไม่รบกวนธรรมชาติหรือสัตว์ป่าในพื้นที่มากจนเกินไป
โจทย์แรกที่ต้องทำจึงเริ่มจากสำรวจศักยภาพเพื่อเลือกพื้นที่ จากเดิมที่มูลนิธิไทยรักษ์ป่าทำงานร่วมกับวัดป่ามหาวันเพื่อฟื้นฟูป่าไม้อยู่แล้ว จึงเริ่มสำรวจจากตรงนั้น ระหว่างนั้นเกิดไฟป่าขึ้น จึงต้องขยับขยายย้ายมายังพื้นที่ในอุทยานแห่งชาติภูแลนคาซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน


ผาหัวนาคที่อยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูแลนคาแห่งนี้ เดิมเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวมากางเต็นท์ ดูทะเลหมอก ดูพระอาทิตย์ ดูมอหินขาว ไปจนถึงกิจกรรม Extreme แบบการวิ่งเทรลเข้าไปในเส้นทางสันพญานาค ซึ่งเป็นเส้นทางระยะไกล 12 กิโลเมตรโดยที่มีเจ้าหน้าที่ดูแล
แต่เมื่อเดินสำรวจ ป่าภาคอีสานก็เริ่มคลี่ความสวยงามให้ทีมงานเห็นถึงลักษณะเฉพาะตัวที่หาที่ไหนไม่ได้
ทั้งชั้นหินธรณีสัณฐาน เผยให้เห็นร่องรอยการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่และการย้ายถิ่นฐานของมนุษย์ พืชพรรณที่ขึ้นตามซอกหินอย่างน่าอัศจรรย์ โป่งสัตว์ที่สะท้อนวิถีชีวิตของสัตว์ท้องถิ่น และในตอนกลางคืนที่ท้องฟ้าระยิบระยับด้วยหมู่ดาว (แต่ถ้าจะดูดาวต้องติดต่อเจ้าหน้าที่นะ) ทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้ผาหัวนาคมีคุณสมบัติและศักยภาพเหลือเฟือที่จะเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะสั้นให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงได้อย่างสะดวกและปลอดภัย
กำหนดเส้นทาง
โจทย์ข้อที่ 2 คือการกำหนดเส้นทาง ซึ่งต้องใช้วิธีลงพื้นที่หลายต่อหลายครั้ง เพื่อหาจุดที่มีความน่าสนใจที่สุด กำหนดแต่ละจุดว่าจะพานักท่องเที่ยวไปเรียนรู้ตรงไหนบ้าง ความยาวควรจะอยู่ที่กี่กิโลเมตรถึงจะเดินแล้วไม่เหนื่อยเกินไป เพื่อให้ได้เส้นทางที่สร้างประสบการณ์การเดินป่าที่ดีที่สุด
“จุดที่เราอยู่คือผาหิน ผาหัวนาค วิวฝั่งตรงข้ามก็คือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว เมื่อก่อน 2 ส่วนนี้เป็นภูเขาลูกเดียวกัน ที่เชื่อมกันเป็นภูเขาใหญ่ ๆ ผ่านไปนานร้อยปีพันปี เกิดการเซาะกร่อนตรงกลางเรื่อย ๆ ทำให้เกิดที่ราบข้างล่าง กลายเป็นภูมิประเทศ 3 แบบ คือผาหัวนาคที่เป็นเขารูปอีโต้ ฝั่งที่เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว และตรงกลางเป็นที่ราบลงไปกลายเป็นที่ราบเกษตรสมบูรณ์” เบียร์เล่าถึงภาพรวมของพื้นที่ในอุทยานแห่งชาติภูแลนคาที่เขาสังเกตได้จากการลงพื้นที่สำรวจ

เขารูปอีโต้หรือเขาเควสต้า คือลักษณะทางภูมิประเทศที่เป็นภูเขามีสันแหลม ด้านหนึ่งชัน ด้านหนึ่งลาด ผาหัวนาคเป็นเขารูปอีโต้ที่มีหินทรายเป็นส่วนใหญ่
นอกเหนือไปจากจุดท่องเที่ยว ในผาหัวนาคแอบซ่อนพื้นที่การเรียนรู้ทางธรณีที่สำคัญ เรียกว่า พลาญหินทราย เป็นลานหินที่อยู่ลึกเข้าไปในป่า เต็มไปด้วยประติมากรรมหินและพันธุ์ไม้เฉพาะที่แปลกตาและเกิดขึ้นตามธรรมชาติ เดิมทีเป็นพื้นที่สำรวจและจัดการไฟป่าของเจ้าหน้าที่ในฤดูแล้ง และเป็นพื้นที่ศึกษาเรียนรู้ด้านธรณีวิทยาที่ต้องให้เจ้าหน้าที่นำทางเข้าไป ทีมงานจึงกำหนดให้พลาญหินทรายเป็นไฮไลต์หลักของเส้นทางศึกษาธรรมชาติแห่งนี้
“อาจารย์วีรพันธ์ ศรีจันทร์ เป็นหัวหน้าภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์มาช่วยสำรวจ แนะนำ ชี้แจง รายละเอียด เพื่อเป็นข้อมูลในการเผยแพร่การเรียนรู้
“พลาญหินหรือหินปุ่มประติมากรรมต่าง ๆ ที่เห็น เป็นหินทรายที่เกิดจากการเซาะกร่อนของน้ำหรือลมมา 135 ล้านปี เป็นหินทรายสะสมมาในยุคครีเทเชียสตอนต้นเกิดเป็นพื้นผิวแปลกตา” อาจารย์จุลพรเล่าถึงช่งเวลาที่ไปเดินป่าร่วมกับอาจารย์ธรณีวิทยา เพื่อระบุอายุของชั้นหินในผาหัวนาค
นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีจุดเช็กอินคือหน้าผาที่มีวิวพาโนรามา มองเห็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวและที่ราบเกษตรสมบูรณ์ สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของรอยต่อป่า 3 รูปแบบ คือป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และป่าโคกหินลาด ซึ่งเป็นภาพรวมของป่าในภาคอีสาน
หลังจากลงพื้นที่และแก้แบบกันอยู่หลายครั้ง ก็สรุปได้เป็นเส้นทางที่เริ่มจากเฮือนเบิ่งตะเวน ศาลาไม้สร้างใหม่ที่ไว้ชมวิวและให้ข้อมูลเส้นทาง ก่อนจะมายังจุดเริ่มเดินที่ผ่านทุ่งหญ้า พาไปสู่พลาญหินทราย เดินวนกลับมาให้ชมวิวหน้าผา ลัดเลาะไปตามต้นไม้และชั้นหิน และกลับมานั่งพักที่เฮือนเบิ่งตะเวนอีกครั้ง รวมแล้วเป็นระยะทาง 2.66 กิโลเมตร ใช้เวลาเดิน 3 ชั่วโมง
ตามทางจะได้เห็นชั้นหินและประติมากรรมหินดึกดำบรรพ์ พืชพรรณไม่เฉพาะถิ่นที่หายาก และโป่งสัตว์ที่เป็นดินหรือบ่อน้ำที่มีแร่ธาตุสะสม เป็นแหล่งอาหารเสริมของสัตว์ป่า และอาจจะเจอร่องรอยของหมูป่า กระต่ายป่า อีเห็น กระจ้อน ลิง พังพอน ชะมด ได้ด้วย
ออกแบบด้วยหัวใจที่เคารพธรรมชาติ
‘เฮือนเบิ่งตะเวน’ ศาลาไม้สร้างใหม่นี้ ตั้งชื่อให้คล้องกับจุดท่องเที่ยวเดิมอย่างหม่องเบิ่งตะเวนที่เป็นจุดชมพระอาทิตย์และทะเลหมอก


ศาลาไม้นี้สร้างด้วยโครงสร้างเรียบง่าย ใช้นอตและตะปูเพื่อสะดวกต่อการซ่อมแซม และเป็นจุดให้ความรู้ ให้นักท่องเที่ยวอ่านข้อมูลก่อนเริ่มเดินในเส้นทางศึกษาธรรมชาติ เป็นทั้งจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดเส้นทาง เพราะตั้งใจให้นักเดินทางที่ได้เดินก่อน ออกมาเล่าหรือรีวิวประสบการณ์ให้นักเดินทางที่มาใหม่ฟัง เป็นการสร้างสังคมเล็ก ๆ ระหว่างนักเดินทางไปในตัว

หม่องเบิ่งตะเวนที่เดิมเป็นชานไม้ยกสูงที่เจ้าหน้าที่สร้างกันเอง ก็ปรับปรุงให้มีโครงสร้างเป็นโลหะ ปูด้วยพื้นไม้ แข็งแรง ปลอดภัย สะดวกต่อการต่อเติมในอนาคต และไม่ขัดกับสภาพแวดล้อมโดยรวมเพราะใช้รูปทรงเดิม วางในตำแหน่งเดิม

จากเฮือนเบิ่งตะเว็น จะมีเสานำทางไปยังจุดเริ่มเดินที่เป็นเสาไม้ซุ้มประตูใหญ่ พร้อมกับป้ายให้ความรู้เพื่อเตรียมตัวก่อนเดินทาง ว่ารองเท้าต้องพร้อมลุย ชุดต้องพร้อมเดิน รวมถึงไม่ทำอันตรายกับตัวเอง ผู้อื่นและธรรมชาติ
“รูปแบบทางเดินช่วงแรกที่เดินลงเป็นทางชันผ่านทุ่งหญ้า เราแก้ปัญหาด้วยการทำบอร์ดวอล์ก เป็นพื้นยกระดับขึ้นมา ป้องกันอันตรายไม่ให้คนออกนอกเส้นทาง ไม่ให้คนรบกวนหรือเหยียบบนพืชและพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์


“แนวคิดคืออาจารย์อยากใช้หินทราย เศษหิน ผงหิน ที่เป็นแบบวัสดุเดียวกับในพื้นที่ เลยทำเป็นแบบแผ่นหินสำเร็จรูปที่มีส่วนผสมของผงและเศษหินทราย วางบนโครงสร้างเหล็ก ทำเป็นขั้นบันไดลงไป เพื่อให้กลมกลืนกับพื้นที่” เบียร์เล่าถึงการเลือกใช้วัสดุที่สอดคล้องกับทิวทัศน์ของพื้นที่ ให้เส้นทางนี้ไม่แปลกแยกไปจากธรรมชาติ

เมื่อเดินมาตามทางก็จะมีป้ายสื่อข้อมูลทำหน้าที่เป็นจุดนั่งพัก โดยมีกิมมิกเล็ก ๆ เป็นตู้ไม้ใส่อุปกรณ์ฉุกเฉิน ด้านในมียาที่ใช้รักษาหรือทำแผลเบื้องต้น บางกล่องมีอุปกรณ์ติดต่อสื่อสารกรณีฉุกเฉินที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์

จากนี้ไปจะเป็นลานโล่ง มีทั้งโป่งสัตว์และร่องน้ำที่ใช้เสาไม้นำทาง ไม่บดบังวิสัยทัศน์ ส่วนทางไหนเป็นทางน้ำ ก็จะเอาราวกั้นเสานำทางออกไม่ให้ขวางทางน้ำในฤดูฝน เหลือแต่เสาไม้เป็นจุดนำทาง
มายังจุดเรียนรู้ลานหินและพืชพรรณแนวตั้งที่นำบอร์ดวอล์กกลับมาใช้อีกครั้ง ทางเดินนี้ก็มีผู้เชี่ยวชาญอย่าง ผศ.วรพรรณ นันทวงศ์ วิศวกรผู้ออกแบบโครงสร้าง จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา เข้ามาดูโครงสร้างเหล็กให้แข็งแรง ปลอดภัย เหมาะสมกับพื้นที่ ไม่รบกวนธรรมชาติ แยกส่วนได้ และง่ายต่อการซ่อมบำรุง

เส้นทางในส่วนนี้ออกแบบให้เดินได้หลายจังหวะ มีบันไดช่วงขาขึ้น ขาลง มีทางเดินแนวราบ เป็นช่องทางเดินที่ไม่กว้างมาก ไม่มีจุดหยุดพัก คนจะได้ไม่กองกันมากจนเกินไป เป็นการจัดการจราจรบนเส้นทางให้ระบายคนให้เดินผ่านได้ง่าย

และก็มาถึงไฮไลต์อย่างพลาญหินทราย เป็นลานแผ่นหินกว้าง ๆ โล่ง ๆ ที่มีต้นตองหมอง ต้นเสม็ดแดง และพรรณไม้พื้นถิ่นอื่น ๆ รวมถึงมอสส์ เฟิน ไลเคน กล้วยไม้ ไม้เถา ไม้ล้มลุกขึ้นเต็มไปหมด ถ้าเป็นฤดูฝนหรือฤดูหนาวพื้นที่นี้จะเขียวขจี แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อน พืชก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล สวยงามไปอีกแบบ
ต้นตองหมองนี้ก็มีความพิเศษ เพราะมันขึ้นตามรอยแตกของหิน เมื่อหินดูดซับความร้อนจากแสงแดดในตอนกลางวัน พอตกกลางคืนก็จะเกิดการควบแน่นกลายเป็นไอน้ำหล่อเลี้ยงต้น
ทีมเลือกใช้เสาไม้เพื่อไม่แปลกแยก-แปลกตาจนเกินไป สอดแทรกด้วยจุดที่นอนดูธรรมชาติได้กระจายอยู่หลายจุด และเสริมบอร์ดวอล์กเข้าไปในพื้นที่หินที่สูงขึ้น ให้คนได้เข้าไปเรียนรู้เรื่องต้นไม้
พลาญหินทรายเป็นจุดดูดาวในช่วงกลางคืน จะมีค่ายเยาวชน 4 วัน 3 คืน พาเด็ก ๆ มาเดินเส้นทางศึกษาธรรมชาติและนอนดูดาวในพลาญหินทรายแห่งนี้ในช่วงปลายปีนี้ด้วย
ถัดจากพลาญหินทราย จะเป็นหน้าผาที่ตามเส้นทางมีเสาไม้กันไม่ให้คนเข้าใกล้หน้าผามากเกินไป แต่ยังคงเห็นวิวพาโนรามา เห็นไปไกลถึงรอยต่อป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ที่ราบเกษตรสมบูรณ์ อ่างเก็บน้ำห้วยเดื่อ อ่างเก็บน้ำห้วยขามเฒ่า

ในระหว่างทางจะมีจุดเรียนรู้หินและพรรณไม้ท้องถิ่น โดยที่มีจุดชมหินหน้าคนหรือหินรูปทรงประหลาดที่แนะนำโดยคนท้องถิ่น เป็นการช่วยเสริมสร้างจินตนาการให้นักเดินทาง

ช่วงสุดท้ายเป็นการปีนขึ้นกลับไปยังเฮือนเบิ่งตะเวน เดิมตรงนี้เป็นแผ่นปูนที่ทำกันเองในอุทยาน ทางทีมงานก็เข้าไปบูรณะให้เป็นขั้นบันไดที่มีมาตรฐานและเดินได้สะดวกยิ่งขึ้น
เมื่อกลับมายังจุดเฮือนเบิ่งตะเวน เราแนะนำให้อ่านป้ายให้ข้อมูลกันอีกครั้ง เพื่อทบทวนความรู้ว่าเจอธรรมชาติรูปแบบไหนในพื้นที่บ้าง และเดินแล้วเข้าใจธรรมชาติมากยิ่งขึ้นหรือไม่
สำหรับใครที่สนใจไปเดินบนเส้นทางศึกษาธรรมชาติผาหัวนาค เราแนะนำให้ไปช่วงฤดูฝนหรือฤดูหนาว ตรวจสอบช่วงเวลาเปิด-ปิดได้ที่ Facebook : อุทยานแห่งชาติภูแลนคา
ณ เส้นทางศึกษาธรรมชาติแห่งนี้ ฤดูฝนจะสะพรั่งไปด้วยพืชหลายชนิด ต้นไม้ต่างออกดอกแต่งแต้มลานหินด้วยสีขาว ม่วง ชมพู และเหลือง ส่วนฤดูหนาวอากาศจะเย็นสบาย มีทะเลหมอก และถ้าโชคดีจะได้เห็นฝูงนกเงือกกรามช้างบินผ่านด้วย แต่ควรเลี่ยงฤดูร้อนเพราะเป็นฤดูไฟป่า






