9 ธันวาคม 2025
1 K

นี่คือโครงการใหญ่จากภาครัฐที่เปลี่ยนแปลงภาพจำเดิม ๆ ของศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะที่ดูเคร่งขรึม ไม่เป็นมิตร เข้าถึงยาก มาสู่ความเป็นมิตร เข้าถึงง่าย ดูกระฉับกระเฉง พร้อมบริการประชาชนด้วยบรรยากาศรื่นรมย์ เต็มไปด้วยสีเขียวของต้นไม้ มีความสะดวกและทันสมัย กลายมาเป็นหมุดหมายแรกของความเปลี่ยนแปลงจากภาครัฐที่เป็นต้นแบบ และความเป็นไปได้ของสถานที่ราชการทั้งประเทศ

ภาพมุมสูงของอาคาร A (ซ้าย) สวน AD Skypark (ตรงกลาง) อาคาร D (ขวา)
ภาพมุมสูงของอาคาร B (ซ้าย) ลานเชื่อม (ตรงกลาง) อาคาร C (ขวา)

โดยหลังจากปรับพื้นที่ จากผังในกระดาษสู่ความจริงเป็นเวลา 6 ปีครึ่ง จากเลนถนนก็กลายเป็นเลนต้นไม้ จากพื้นที่คอนกรีตก็กลายเป็นพื้นที่สีเขียว จากภาพรถติดน้ำท่วมก็กลายเป็นภาพผู้คนเดินสนทนาในสวนสาธารณะ

A Low-Carbon City Working with Nature

โครงการนี้มีจุดเริ่มต้นในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เมื่อเกือบ 6 ปีก่อน เมื่อ ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท ได้ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการของ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) หรือ DAD Asset Development ที่มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจพัฒนาทรัพย์สินของรัฐ และที่มีหน้าที่บริหารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ

“ผมไม่ได้เห็นศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แห่งนี้คือโครงการ แต่ผมเห็นว่าศูนย์แห่งนี้คือเมืองเมืองหนึ่ง” ดร.นาฬิกอติภัคกล่าว

ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ตั้งมาเกือบ 20 ปี เต็มไปแล้วด้วยสิ่งปลูกสร้างขนาดมหึมาและมาพร้อมกับปัญหาที่สะสมเกือบ 20 ปีเช่นกัน โดยเฉพาะพื้นที่ที่เอื้อให้รถเป็นใหญ่ เกิดปัญหาการจราจร ที่จอดรถไม่พอ และการเข้าถึงหน่วยงานราชการที่แก้ไม่ตก

ความท้าทายการบริหารทรัพยากรและพื้นที่ที่มีเหลืออยู่น้อย ใช้การสร้างใหม่เพียงอย่างเดียวในการแก้ปัญหาที่เหมือนงูกินหางทั้งหมดนี้ไม่ได้ แต่ต้องถอยออกมามองเมืองแห่งนี้ในภาพใหญ่ เพื่อทำความเข้าใจวิถีรัฐ วิถีชีวิตคน (People-first Governance) และวิถีธรรมชาติ คิดร่วมกันเป็นหนึ่ง เพื่อปรับและเปลี่ยนจากสิ่งที่มีแบบยกเครื่องทั้งหมด

กลยุทธ ‘Regenerative’ จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของการพลิกฟื้นศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แห่งนี้

“วันแรกที่ผมมาทำงาน ผมไม่ได้เห็นอุปสรรค ผมคิดเพียงว่าทุกปัญหามีไว้ให้แก้ ผมฝันถึงเมืองนี้ที่น่าอยู่ น่ามาทำงาน ปลอดภัย เดินได้ และแน่นอน ผมอยากให้มีพื้นที่สีเขียวมากขึ้น ร่มรื่นกว่าที่เป็น เพราะเมืองของรัฐก็คือเมืองของประชาชน สิ่งที่เราจะพัฒนาต้องสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ทั้งเจ้าพนักงานของรัฐและประชาชนที่มาติดต่อ รวมไปถึงชุมชนย่านหลักสี่ พวกเขาคือประชากรในเมืองคนสำคัญที่เข้า-ออกศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ มากถึงวันละ 30,000 – 40,000 คน

“ความเขียวหรือธรรมชาติที่ผมฝันถึง มาพร้อมกับความท้าทายของเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ที่มีปัญหาความร้อน ฝน ฝุ่น เพราะธรรมชาติต่างต้องการพื้นที่ เรามองออกไปนอกหน้าต่างวันนั้นก็เห็นชัดเลยว่าทุกพื้นที่ถูกยึดครองโดยรถหมด เราปิ๊งเลยว่าก้าวแรกเราต้องไปแก้ปมปัญหาที่เรื้อรังที่สุดก่อน คือ ‘ระบบจราจร’  ดร.นาฬิกอติภัค อธิบายถึงแนวคิดแรกเริ่ม

การมาถึงของรถไฟฟ้าสายสีชมพูในปี 2024 ซึ่งทอดตัวยาวมาปักหมุดสถานีตรงหน้าศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ เมื่อ 6 ปีก่อนหน้า กลายมาเป็นโอกาสสำคัญโอกาสเดียวที่จะแก้ปัญหาและปรับเปลี่ยนเมืองแห่งนี้ในเชิงผังและระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบยกเครื่อง

“ผมอยากให้งานนี้เป็นโอกาสในการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ของนักพัฒนาอสังหาภาครัฐที่จะเป็นแม่แบบให้กับภาครัฐและเอกชน ไม่ใช่แค่ระดับประเทศ แต่อยากให้ไปถึงระดับสากล ระดับนานาชาติ ผมคิดว่าทีม อาจารย์กชกร วรอาคม มีแนวความคิดและศักยภาพสอดคล้องกับสิ่งที่ผมวาดไว้

และถ้าจะไประดับโลก เราต้องได้ทีมที่เห็นโลก เข้าใจแนวทางพัฒนาเพื่อทันโลก พื้นที่ที่ไม่ได้มุ่งแก้แค่ปัญหาจราจร เชิงวิศวกรรม แต่ต้องปรับพื้นที่เพื่อให้เป็นมิตรกับผู้คนทุกระดับ ก้าวทันความท้าทายในโลกปัจจุบันและโลกอนาคต เพิ่มระบบขนส่งสาธารณะที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด เพิ่มพื้นที่สีเขียว

ให้ผู้ใช้งานได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ การได้ทีมอาจารย์กชกร มาร่วมในงานนี้ ช่วยต่อยอดแนวความคิดให้ออกมาเป็นรูปธรรมจับต้องได้จริง”

ดร.นาฬิกอติภัค เล่าว่าทำไมถึงเลือก อาจารย์กชกร วรอาคม มาเป็นภูมิสถาปนิกที่ปรึกษา เพราะเธอมีประสบการณ์ในการสร้างพื้นที่สาธารณะมากมาย เช่น อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอุทยานการเรียนรู้ป๋วย 100 ปีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และล่าสุด การปรับเปลี่ยนพื้นที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ

ตลอด 6 ปีที่ผ่านมาจะเป็นอย่างไร วันนี้เรามีโอกาสพูดคุยกับอาจารย์กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกและเจ้าของบริษัท LANDPROCESS ผู้เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้สถานที่ราชการแห่งนี้ แบบลงรายละเอียด

ภาพจำของศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ

บนพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 378 ไร่ ในแขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ห่างไกลจากตัวเมือง ขนส่งสาธารณะมีแค่รถตู้และรถเมล์ รถไฟฟ้าเข้าไม่ถึง ทั้งข้าราชการและประชาชนที่จะมาใช้บริการจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องใช้รถส่วนตัวหรือรถแท็กซี่ 

อาคาร B ก่อนและหลังปรับปรุง

เดิมมีอาคารใหญ่ 3 อาคาร คืออาคาร A, B และ C เป็นที่ปฏิบัติงานของหน่วยงานราชการกว่า 50 หน่วย นอกนั้นคือพื้นที่คอนกรีตที่มองแล้วคล้ายทะเลทรายแห้งแล้ง เต็มไปด้วยรถยนต์ ถนน และแม้ที่จอดรถจะเยอะขนาดนี้ แต่ก็ไม่อาจรองรับรถยนต์ของทั้งพนักงานและประชาชนที่เข้ามาทำงานและใช้บริการวันละเกือบ 40,000 คนได้

ภาพน้ำท่วมรถติดหน้าศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ

ตลอด 20 ปีที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ เปิดทำการ จึงสร้างภาพจำให้คนกรุงเทพฯ ว่าการมาที่นี่ต้องเจอรถติดตั้งแต่ด้านหน้าไปจนถึงด้านใน (และบางครั้งที่ฝนตกหนัก น้ำก็ท่วมถนนแจ้งวัฒนะ) 

พอเข้ามาแล้วหาที่จอดรถยาก ส่วนบรรยากาศก็เคร่งขรึม ให้ความรู้สึกเข้าถึงยากทั้งในเชิงกายภาพและจิตใจ โครงสร้างอาคารและการจราจรรูปแบบเดิมจึงไม่ตอบโจทย์ความท้าทายและความต้องการในปัจจุบัน 

Retrofitting

“พอได้รับโจทย์จาก ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท เราจึงตั้งคำถามกับความท้าทายของพื้นที่ตรงนี้ ความท้าทายในปัจจุบันและอนาคตของพื้นที่นี้คืออะไร อะไรคืออนาคตของศูนย์ราชการไทย เพราะในปัจจุบันนิยามของคำว่าภาครัฐที่ดีเปลี่ยนไป จุดเปลี่ยนนี้เป็นจุดเปลี่ยนของศตวรรษที่เทรนด์โลกผลักดันให้ภาครัฐดูกระฉับกระเฉงและเข้าถึงง่ายขึ้น” อาจารย์กชกรเล่าถึงแนวคิดแรก 

เธอว่าปัญหาใหญ่ของศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ ไม่ใช่เพียงการจราจรที่ยุ่งเหยิง แต่ภาพรวมของที่นี่เองก็ไม่ตอบโจทย์ความท้าทายในโลกยุคใหม่และท่าทีของรัฐผ่านกายภาพที่แสดงออก

อาคารสถานขนาดใหญ่ ดูเคร่งขรึม น่าเกรงขาม ทำให้ประชาชนที่มาใช้บริการเข้าถึงยาก  

ปัญหาเรื่องการเข้าถึงยากแตกออกเป็น 2 มิติ คือด้านกายภาพที่เดินทางมายากลำบาก และด้านจิตใจที่ให้ความรู้สึกห่างเหิน เกร็ง เกรงกลัว และไร้ชีวิตชีวา

ในสายตาของภูมิสถาปนิก อาจารย์กชกรมองว่าปัญหาเหล่านี้แก้ไขได้โดยไม่จำเป็นต้องรื้อแล้วสร้างใหม่ แต่เน้นไปที่การปรับ การเปลี่ยน การจัดการโครงสร้างพื้นฐานของพื้นที่เดิม

ภาพบางส่วนจากลานเชื่อมอาคาร B และ C

เธอเปรียบเทียบให้ฟังว่า การปรับพื้นที่ครั้งนี้เหมือนกับการปรับบุคลิกจากเคร่งขรึม เข้าถึงยาก มาสู่สถานที่ราชการที่เป็นมิตร เต็มไปด้วยความกระฉับกระเฉง พร้อมต้อนรับบริการประชาชนด้วยบรรยากาศต้อนรับเป็นกันเอง

เป็นที่มาของแนวทาง ‘Retrofitting’ ซึ่งเป็นแนวความคิดของแผนปรับ ดัดแปลงพื้นที่ครั้งนี้ ด้วยการใช้โครงสร้างเดิมที่มีอยู่แล้วมาแทรกด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่มี สีเขียว (พืชพรรณ) และสีฟ้า (การจัดการน้ำ) สอดแทรกเข้าไป บิดปรับ เติมฟังก์ชันใหม่ ๆ ให้คนและธรรมชาติ เพื่อให้ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตอบโจทย์การใช้ชีวิต ทั้งสำหรับประชาชนที่เข้ามาใช้บริการ พนักงานราชการ และสิ่งมีชีวิตตัวเล็กตัวน้อยอื่น ๆ ในเมือง แถมแนวคิดที่ใช้โครงเดิมนี้ยังช่วยประหยัดงบประมาณได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

เกาะกลางถนนที่เพิ่มเลนวิ่งและเลนต้นไม้

สิ่งที่เด่นชัดในแผนนี้คือการเพิ่มพื้นที่สีเขียว เนื่องจากภาครัฐตั้งใจปรับระบบไปสู่ Net Zero ในปี 2050 รวมถึง ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท ยังเปรียบเปรยไว้ว่า 

“แผนปรับพื้นที่ครั้งนี้เป็นเหมือนการร่างสัญญาใหม่ระหว่างโครงการที่พัฒนาโดยรัฐกับธรรมชาติเป็นการสร้างเมืองคาร์บอนต่ำโดยร่วมมือกับธรรมชาติ หรือ A Low-Carbon City Working with Nature”

นอกเหนือจากพื้นที่สีเขียว ฟังก์ชันใหม่ที่เพิ่มเข้ามาจึงมีทั้งระบบขนส่งสาธารณะที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด 100% จาก Solar Roof ที่ติดตั้งอยู่บนอาคารจอดรถ D ช่วยรับส่งผู้คนไปยังอาคารต่าง ๆ ทั่วโครงการ 

มีระบบสร้างพลังงานให้อาคาร ระบบจัดการกักเก็บน้ำฝนและพื้นที่ชุ่มน้ำ เพิ่มความหลากหลายทางธรรมชาติ ไปจนถึงเพิ่มพื้นที่ออกกำลังกายที่ประชาชนทั่วไปมาใช้บริการได้ เพื่อให้ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ เป็นต้นแบบโครงสร้างรัฐที่เชื่อมต่อเมืองกับธรรมชาติ และส่งเสริมความยั่งยืนอย่างแท้จริง 

เส้นทาง Skywalk เชื่อมกับสถานีรถไฟฟ้า

“อีกโจทย์ที่เราได้รับ คือศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ต้องเชื่อมต่อการสัญจรทุกระบบอย่างไร้รอยต่อ ทั้งกับระบบขนส่งสาธารณะและเชื่อมรัฐกับรัฐ เพราะในนี้มี 50 หน่วยงาน การที่รัฐกับรัฐใกล้ชิดกัน ไปมาหาสู่กันง่าย ทำให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเชื่อมใจประชาชนกับรัฐให้ใกล้กันยิ่งขึ้น เมื่อการเข้าถึงศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ สะดวกสบาย ตึกใกล้กันต้องมีเส้นทางที่เดินสบายเชื่อมถึงกันได้ ตึกไกลก็นั่ง EV Shuttle Bus ไปได้ ไม่จำเป็นต้องเอารถมา การมาศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ จึงมีตัวเลือกมากยิ่งขึ้น”

แผนเดียวจึงแก้ปัญหาได้หลายมิติ ไม่ได้เพียงแค่เพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่เป็นการสร้างสาธารณูปโภคเข้าไปในพื้นที่โดยเฉพาะระบบขนส่งสาธารณะและเพิ่มพื้นที่ทางเท้า ผ่านกระบวนการคิดคำนึงถึงปัญหาและปัจจัยรอบด้าน ให้ทุกอย่างในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ เชื่อมถึงกันอย่างมีประสิทธิภาพ 

ธพส. ได้ศึกษาการจราจรในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แล้วพบว่าหากไม่แก้ปัญหาการจราจรระหว่างอาคาร B และ C ซึ่งเป็นจุดเชื่อมอาคารที่มีคนทำงานอาคารละเป็นหลักหมื่นแต่เดินไปมาหาสู่กันไม่ได้

ความหนาแน่นของรถยนต์และการจราจรระหว่าง 2 อาคารจึงพันกันยุ่งเหยิงมากขึ้นเรื่อย ๆ นำมาสู่การแก้ปัญหาที่ผู้ออกแบบคิดว่าเป็นการลงทุนอีกจุด คือการแยกระดับรถให้กดลง (Underpass) หรือทำถนนลงไปใต้ดินให้รถวิ่งผ่านไปได้ในขณะที่เพิ่มพื้นที่ให้คนเดิน ทำให้การจราจรดีขึ้น ลดความแออัดลง 53% 

ถนนที่จากเดิมมีถนน 6 เลน ก็ลดเหลือ 4 เลน และเป็นการปรับพื้นที่ดาดแข็งขนาดใหญ่เกินไปให้พอดีพอเหมาะกับศูนย์ฯ และคน

Skywalk ที่เชื่อมไป A-D Skypark (ขวา) และอาคาร D (ซ้าย)

จนสุดท้ายการเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นจริงภายในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ที่ใช้เวลาสร้างกว่า 6 ปีครึ่ง ด้วยแผน Regenerative Government Complex ที่ประกอบไปด้วยกลยุทธ์ 4 ข้อ ได้แก่ 

  1. From Car to Feet ลดทางรถ สร้างทางเท้า
  2. From Grey to Green ลดมลพิษ สร้างพื้นที่สีเขียว
  3. Biodiversity Pathways เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ
  4. Energy Generative ผลิตพลังงานสะอาด

การปรับแผนศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ เป็นวาระสำคัญ 

เมื่อ ธพส. เป็นผู้ริเริ่ม ภายใต้การนำของท่าน ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท มีการประสานหน่วยงานภาครัฐหลากหลายส่วน เห็นตรงกันว่าควรแก้ปัญหาในพื้นที่เพื่อตอบโจทย์การส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะที่รองรับผู้ใช้บริการ 30,000 – 40,000 คนได้ เปลี่ยนภูมิทัศน์โดยรวมให้เป็นมิตรและเชื่อมธรรมชาติกับวิถีชีวิตในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ

โครงการนี้จึงจะกลายเป็นต้นแบบของศูนย์ราชการที่ดี มีคุณภาพ ออกแบบด้วยความเข้าใจรัฐ เข้าใจชีวิต และเข้าใจธรรมชาติ ให้สถานที่ราชการอื่น ๆ ทั่วประเทศ และเป็นโปรเจกต์พื้นที่สาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในรอบ 3 ปี

โครงการนี้กวาดรางวัลระดับนานาชาติ จากหลากประเทศ อาทิ German Design Awards, BLT Built Design Awards, Fast Company Innovation by Design Awards, DNA Paris Design Awards, Global Future Design Awards, un Design Award 2025, TITAN Property Awards 2025, NY Architectural Design Awards 2025, FIABCI Prix d’Excellence Awards, PropertyGuru Asia Property Awards

A-D Skypark ลานต้อนรับที่สร้างบนอาคารจอดรถ

สถานีศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติตรงกับอาคารจอดรถเก่าของอาคาร A ที่มีขนาด 8,000 ตารางเมตรพอดิบพอดี พื้นที่หลังบ้านแห่งนี้จึงเป็นจุดแรกที่ถูกเชื่อมและปรับปรุง

อาคารจอดรถ A ก่อนและหลังถูกปรับปรุง

อาจารย์กชกรเลือกเปลี่ยนจุดนี้ให้เป็นสวน A-D Skypark จากจุดอับกลายเป็นลานหน้าบ้านต้อนรับผู้คนที่เดินมาจาก Skywalk ที่เชื่อมต่อตรงจากสถานี BTS 

จากเดิมที่การมาศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ยากลำบาก ต้องฝ่ารถติด หาที่จอดรถยาก ตอนนี้ขึ้นรถไฟฟ้าได้แล้วเดินผ่าน Skywalk 205 เมตร มาเจอสวนบรรยากาศร่มรื่นและสบายตา ช่วยให้เริ่มต้นวันใหม่และจบวันหลังเลิกงานด้วยความสดชื่น

“A-D Skypark สร้างอยู่บนโครงสร้างที่จอดรถ 2 ชั้นที่เก่าซอมซ่อ แต่เป็นจุดยุทธศาสตร์จุดแรกที่เชื่อมจากสถานีรถไฟฟ้ามายังพื้นที่โครงการ เราเปลี่ยนจุดอับให้กลายเป็นจุดต้อนรับ ด้วยการทำสวนลอยซ้อนอยู่ด้านบนระดับเดียวกับสถานี BTS ที่เราออกแบบแบบนี้เพราะอาคารจอดรถยังคงต้องมีอยู่” อาจารย์กชกรเล่าถึงการใช้ด้านบนอาคารจอดรถเปลี่ยนไปสู่ลานคนเมือง เพราะจุดที่ตั้งของอาคารจอดรถล้ำค่าดั่งทองคำ และเป็นจุดแก้ปัญหาจุดแรกที่สำคัญ

อาคารจอดรถ A ก่อนและหลังถูกปรับปรุง

การมีสวนอยู่ด้านบนอาคารไม่ได้ลดทอนฟังก์ชันเดิมของอาคารจอดรถแต่อย่างใด มีบันไดเดินจากที่จอดรถขึ้นมาเจอสวนที่เชื่อมตรงไปยังอาคาร A มีหลังคากันฝน มีช่องแสงให้แสงแดดลอดลงไปด้านล่างพื้นที่จึงไม่อับ ไม่เปียกฝน และการมีสวนอยู่ด้านบนทำให้อาคารจอดรถด้านล่างมีชีวิตชีวามากขึ้นด้วย

ในขณะที่สวนด้านบนก็ไม่ได้เป็นแค่สวนสวย แต่เพียบพร้อมไปด้วยพื้นที่กิจกรรม มีความเป็น Universal Design มีระบบนำทางสำหรับคนตาบอด มีที่นั่งกว้าง ๆ ให้มานั่งพักผ่อนใต้ร่มเงาไม้ จิบกาแฟ หรือนั่งประชุมงานสบาย ๆ เป็นพื้นที่ส่วนกลางที่พนักงานราชการและประชาชนทั่วไปมาพบปะกันได้ 

นอกจากนี้ยังมีลานอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ มีพื้นที่ตรงกลางที่ตั้งเวทีหรือร้านค้าได้ มีที่นั่งรายล้อมเหมือนอัฒจันทร์ รองรับกิจกรรมได้หลายรูปแบบ ทั้งคอนเสิร์ตขนาดย่อม ตลาดนัด ไปจนถึงบูทรับบริจาคเลือด ปรับพื้นที่ราชการเองให้มีกิจกรรมที่หลากหลายและสร้างสรรค์

ด้วยความที่อยู่บนอาคารจอดรถเก่า จึงมีข้อควรระวังเรื่องน้ำหนัก บางส่วนจึงเลือกใช้เป็นตะแกรงที่มีน้ำหนักเบา ระบายอากาศ และเพิ่มช่องแสง ในขณะเดียวกันก็มีพื้นที่ลานหญ้าที่รองรับน้ำหนักผู้คนเมื่อมีกิจกรรมรวมตัวได้

ในสวนรายล้อมไปด้วยต้นไม้พื้นถิ่น อย่างต้นจิกน้ำ ต้นแคนา ต้นพะยูง และต้นมะกอกน้ำ หยอกล้อไปกับชื่อเมืองหลวงอย่างบางกอก ซึ่งคัดเลือกพันธุ์ไม้มาให้ตอบโจทย์กับพื้นที่สวนดาดฟ้า คือทนแดดแรง ทนฝน ให้ร่มเงา และบางชนิดยังเป็นไม้มงคลอีกด้วย 

ความร่มรื่นของสวน A-D Skypark ยังเผื่อแผ่ไปยังผู้คนที่กำลังทำงานอยู่บนตึก A อีกด้วย 

“เราเจอคนมาวิ่งออกกำลังกายตอนเย็น เขาบอกว่าชอบสวนนี้มากเลย ทำงานไปมองสวนไปแล้วรู้สึกดี” อาจารย์กชกรเล่าถึงตอนที่เธอบังเอิญเจอพนักงานราชการ

ท่อน้ำฝน A-D Skypark

เมื่อสังเกตดี ๆ รอบสวน A-D Skypark ยังมีท่อสีทองกระจายตัวอยู่รอบ ๆ 

นี่คือท่อรองรับน้ำฝนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบจัดการน้ำฝนในโครงการที่รวบรวมเอาน้ำฝนทั้งหมดไปบรรจบกับระบบกรองน้ำ ก่อนจะไปสู่บ่อเก็บน้ำที่อยู่หน้าอาคารจอดรถ D เป็นโครงสร้างพื้นฐานสีฟ้าที่ช่วยชะลอและเก็บกักน้ำฝนภายในโครงการ 

โดยปกติท่อน้ำฝนมักเป็นโครงสร้างที่อยู่หลบ ๆ ซ่อน ๆ ตามซอกหลืบของอาคาร แต่อาจารย์กชกรเลือกทาท่อน้ำฝนเป็นสีทองและเปิดโชว์ให้เด่นชัด เป็นอุปมาถึง ความมั่งคั่งและการเฉลิมฉลองน้ำฝน เพราะคนไทยใช้ประโยชน์น้ำฝนมาแต่โบราณ น้ำฝนจึงเป็นดั่งขุมทรัพย์จากธรรมชาติที่จะสร้างประโยชน์ได้มหาศาลเพียงเห็นคุณค่าและรู้จักเก็บใช้ 

A-D Skypark

ถ้ามองจากมุมสูง เราจะเห็นภาพรวมว่าทางเชื่อมรถไฟฟ้าและลาน A-D Skypark ออกแบบด้วยรูปทรงและองค์ประกอบที่มีความโค้งมน ลื่นไหลดั่งสายน้ำ เพราะได้รับแรงบันดาลใจมากจากการไหลของน้ำและผู้คน

ในภาษาการออกแบบเรียกรูปแบบนี้ว่า Feminine Design หรือ Organic Design ซึ่งจะช่วยลดทอนบรรเทาความใหญ่โตมโหฬาร รูปทรงแข็งทื่อ และกลิ่นอายของความเคร่งขรึมของกลุ่มอาคารในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ เดิม เส้นสายที่โค้งมนช่วยเปลี่ยนบรรยากาศโดยรวมให้เป็นมิตรและสบายตามากยิ่งขึ้น

อาคารจอดรถ D ฟองน้ำก้อนยักษ์

ด้วยแนวคิดการเชื่อมต่อแบบไร้รอยต่อ บวกกับที่ ธพส. มีความจำเป็นต้องเพิ่มอาคารจอดรถใหม่เพื่อรองรับหน่วยงานราชการที่เพิ่มมากขึ้น เป็นที่มาของอาคารจอดรถ D ที่ยกระดับพื้นชั้นหลักให้สูงขึ้นเทียบเคียงกับ A-D Skypark ให้คนเดินเข้าสู่อาคาร D ที่มีสถานี EV Shuttle Bus ได้โดยตรงเลย

อาคารจอดรถ D

EV Shuttle Bus ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ไม่สร้างมลพิษเพิ่มให้พื้นที่ รับส่งผู้คนถึงอาคารหลักทั้งหมดได้ครบ กลายเป็นระบบขนส่งสาธารณะหลักจากพลังงานสะอาดที่ทำให้การเดินเท้าภายในโครงการสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น การใช้รถยนต์ส่วนตัวก็น้อยลง ฝุ่นควันน้อยลง การใช้พลังงานก็น้อยลง การปลดปล่อยคาร์บอนก็ลดลงตามไปด้วย

อาคารจอดรถ D

เมื่อมองอาคารจอดรถ D เราจะเห็นท่ออยู่รอบ ๆ ราวกับงูที่รัดอาคารเอาไว้ นี่คือระบบพิเศษที่ทำให้อาคารจอดรถ D กลายเป็นฟองน้ำก้อนยักษ์ที่รับน้ำฝน ชะลอน้ำฝน และเก็บน้ำฝนได้

“อาคารจอดรถ D เป็นอาคารสร้างใหม่เวอร์ชันอัปเกรด มีสวน Urban Farming และ Solar Farm บนดาดฟ้า มีการเปลี่ยนผิวผนังอาคารให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบชะลอน้ำฝน 

“ปกติน้ำฝนตกในอาคารทั่วไปก็ไหลลงท่อ พอฝนตกเยอะน้ำก็ท่วมเมือง เพราะไม่มีตึกไหนคิดถึงการเก็บน้ำฝนเพื่อช่วยเมือง แต่ตึกนี้เก็บน้ำฝนช่วยคนช่วยเมือง เป็นต้นแบบอาคารที่ช่วยชะลอน้ำฝนให้เมืองและช่วยบรรเทาปัญหาน้ำรอระบาย”​ อาจารย์กชกรชวนคิดว่า ถ้าทุกอาคารในกรุงเทพฯ ติดตั้งระบบชะลอน้ำฝนแบบนี้ได้ คงจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมในเมืองได้ไม่มากก็น้อย 

ระบบชะลอน้ำฝนที่ประกอบด้วยโซ่น้ำฝนและรางกระถางต้นไม้

ระบบชะลอน้ำฝนไม่ได้มีแนวคิดที่ซับซ้อน แต่มีการทำงานที่มีประสิทธิภาพ เมื่อน้ำฝนไหลมาตามระบบ Rain Chain หรือโซ่น้ำฝน จะไหลไปสู่ Planter ที่เป็นรางกระถางดินกระถางต้นไม้ดูดซับน้ำ พอ Planter อุ้มน้ำเต็มก็จะซึมไหลตามท่อ ลงไปยัง Rain Chain และ Planter ที่ติดตั้งอยู่ในชั้นถัดไป 

เพราะฉะนั้น อาคารทุกชั้นจะมีระบบชะลอน้ำนี้ที่ปรับขนาดให้กว้างตามโครงสร้างของอาคาร ให้น้ำไหลตามแรงโน้มถ่วงโลก ไหลไปรอบอาคารจนไปบรรจบกับน้ำฝนที่ไหลมาจากท่อน้ำฝนของ A-D Skypark รวมกันลงสู่เส้นทางน้ำไหลใต้อาคารจอดรถ D ไปยังระบบกรองน้ำ แทงก์เก็บน้ำ และบ่อเก็บน้ำ ทั้งหมดนี้เป็นเหมือนแก้มลิงเล็ก ๆ โอบล้อมรอบอาคาร 

นอกจากนี้ รอบอาคารยังปลูกต้นไม้หลายชนิดเพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ให้ต้นไม้เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ อย่างนกและแมลง มีทั้งต้นลีกวนยู หญ้าหนวดแมว ต้นพลับพลึง และในอนาคตจะมีการคัดพืชชนิดอื่นเข้ามาปลูกเพิ่มอีก

ดาดฟ้าอาคารจอดรถ D

ส่วนดาดฟ้าของอาคารมีพื้นที่ปลูกผักสวนครัว ตามความต้องการของพนักงานราชการที่มีหัวใจรักธรรมชาติ กลายเป็นพื้นที่กิจกรรมเล็ก ๆ เพื่อคนชอบปลูกผัก และยังมีกิจกรรมวันขายผักหรือแจกผักให้พนักงานราชการระหว่างหน่วยงานได้มีกิจกรรมร่วมกัน 

และมีแผงโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ สร้างพลังงานคืนให้มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของความต้องการใช้พลังงานของอาคาร ช่วยประหยัดไฟ สร้างพลังงานสะอาด โดยแผงยกเอียงขึ้นรับแสงแดดไปพร้อมกับเผื่อแผ่พื้นที่เก็บน้ำด้านใต้แผงโซลาร์เซลล์ด้วย 

“เราเห็นประโยชน์แบบ Co-benefits ธรรมชาติไม่ได้ให้ประโยชน์เพียงด้านเดียว แต่ธรรมชาติให้อาหาร อากาศ พลังงาน พื้นที่ซับน้ำ ถ้าเราจัดแจงทุกอย่างให้เป็นระบบ” 

อาคารจอดรถ D จึงไม่ได้สร้างมาเพื่อเป็นที่จอดรถเพียงอย่างเดียว แต่ยังใช้งานได้หลากหลาย และโอนอ่อนไปตามพื้นที่ 

ถนนสายหลักที่ลดเลนถนน เพิ่มเลนต้นไม้

เมื่อเราขึ้น EV Shuttle Bus รถบัสจะวิ่งไปตามถนนสายหลักที่เป็นเหมือนเส้นเลือดใหญ่ของศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ เดิมทีเป็นถนน 7 – 8 เลนที่เป็นทางเข้าออกสัญจรหลักของรถยนต์ส่วนใหญ่ที่นำไปสู่อาคาร A B C และ D  

ถนนเส้นหลักก่อนและหลังปรับปรุง

เมื่อศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ มีระบบขนส่งสาธารณะที่เข้มแข็ง ผู้คนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น พื้นที่เกาะกลางสีเขียวจึงถูกขยายให้กว้างขึ้นได้ ถนนบางเส้นแบ่งมาทำเป็นพื้นที่ให้กับต้นไม้ตรงกลาง โดยมีเลนเล็ก ๆ อยู่ตรงกลางอีกทีให้คนมาวิ่งออกกำลังกายได้ หากเป็นชั่วโมงเร่งด่วนก็พลิกแพลงมาเป็นเลนให้รถเล็กวิ่งรับส่งคนได้

ถนนเส้นหลักก่อนและหลังปรับปรุง

การเพิ่มพื้นที่สีเขียวตรงเกาะกลางเป็นการเพิ่มพื้นที่รับน้ำจากถนนได้ในเวลาเดียวกัน เป็นระบบร่องน้ำธรรมชาติที่ช่วยกักและกรองน้ำฝน แก้ปัญหาน้ำท่วมขังบนถนน ช่วยเติมน้ำใต้ดิน และป้องกันมลพิษไม่ให้ปนเปื้อนเข้าสู่ระบบระบายน้ำของเมือง

เดิมทีเกาะกลางนี้เป็นพื้นที่ปลูกต้นยางนาที่สภาพทรุดโทรม ดูแห้งแล้ง แต่ตอนนี้มีการคัดเลือกพันธุ์ไม้พื้นถิ่นเข้าไปปลูกเพิ่ม 

ในอนาคตจะมีโครงการที่ลดเลนถนนมาสร้างพื้นที่สีเขียวเพิ่มเติม เสริมพื้นที่ทางเท้า พื้นที่ออกกำลังกาย และยังเผื่อเส้นทางรถสาธารณะในเวลาเร่งด่วน เป็นตัวอย่างของการจัดสรรพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ 

ลานเชื่อมอาคาร B และ C เชื่อมทางเท้า แก้ปัญหาจราจร

เมื่อผ่านถนนเส้นหลักมา EV Shuttle Bus จะพาเรามาถึงพื้นที่ระหว่างอาคาร B และ C ที่เปลี่ยนไปจากหลังมือเป็นหน้ามือ

ลานจอดรถหน้าอาคาร B ก่อนและหลังปรับปรุง

“ตอนนี้เราอยู่ในจุดที่วิกฤตที่สุดด้านการจราจรของศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ในอดีตลานตรงนี้คือที่จอดรถที่เปลี่ยนจากถนนหลายเลนให้เป็นที่จอดรถ รถจึงเหลือวิ่งได้เลนเดียว” อาจารย์กชกรเล่าถึงภาพจำเดิมของพื้นที่ระหว่างอาคาร B และ C ที่อาคาร 2 หลังหันประชันหน้ากัน แบ่งแยกด้วยพื้นที่จอดรถและเลนถนนเส้นเดียวตรงกลาง เป็นเหมือนคอขวดและเป็นจุดที่รถติดมากที่สุด

เธอจึงตั้งใจเชื่อมพื้นที่ 2 อาคารเข้าด้วยกันด้วยสวนและทางเท้าโดยไม่รบกวนการจราจร โดยยุบเลนถนนลงไปด้านล่าง ให้รถยังคงสัญจรเข้าออกอาคาร B และ C หรือวิ่งผ่านระหว่าง 2 อาคารได้ตามปกติ การจราจรระหว่าง 2 อาคารจึงคล่องตัวขึ้น 

ลานเชื่อมอาคาร B และ C ที่แสดงให้เห็นเส้นทางจราจร

ในขณะที่คนจากอาคาร B และ C ก็เดินทางไปมาหาสู่กันและกันผ่านลานเชื่อมตรงกลางซึ่งมีพื้นที่ให้นั่งและมีหลังคาคลุมทางเดิน มีพื้นที่ออกกำลังกาย พื้นที่ยืดเหยียดที่คนทั่วไปเข้ามาใช้งานได้ ส่งเสริมสุขภาวะที่ดีให้พนักงานราชการประชาชน 

สระน้ำหน้าอาคาร B ก่อนและหลังปรับปรุง 

นอกจากนี้ ลานเชื่อมอาคาร B และ C ยังแก้ปัญหาสระน้ำตื้น 14 ไร่ที่อยู่ด้านหน้าอาคาร B ได้ด้วย 

เดิมทีสระน้ำนี้ต่อเข้ากับระบบ Cooling Tower หอทำความเย็นและน้ำแอร์มาเวียนในสระ เพื่อสร้างความเย็นให้กับอาคาร B แต่ด้วยสระตั้งอยู่บนลานจอดรถ เมื่อเวลาผ่านไปจึงเกิดการรั่วไหลซึม สระทั้งหมดจึงถูกดูดน้ำออก กลายเป็นสระร้างที่ปราศจากการใช้งาน รวมถึงผิวน้ำยังสะท้อนแสง กลายเป็นมลพิษทางสายตาให้คนทำงานบนอาคาร

สระน้ำหน้าอาคาร B ก่อนและหลังปรับปรุง

“ถ้าทำเป็นสวนพื้นที่สีเขียวจะช่วยประหยัดพลังงานได้ดีกว่า เพราะน้ำที่ผ่านบนพื้นบ่อคอนกรีตมันร้อน แต่ถ้าน้ำผ่านพื้นที่สีเขียว ดินจะเย็นกว่าเพราะต้นไม้ให้ร่มเงา ใบไม้จะคายหยดน้ำเล็ก ๆ ออกมาให้ไอเย็น ทำให้ทั้งอุณหภูมิพื้นผิวและอุณหภูมิอากาศรอบอาคารเย็นขึ้น” อาจารย์กชกรกล่าว

สระน้ำนี้จึงถูก Retrofitting โดยโครงสร้างสระที่ใช้ระบบรีไซเคิลน้ำไหลเวียนในบ่อยังคงอยู่ แต่ครั้งนี้น้ำผ่านพื้นที่สีเขียวที่ช่วยกรองน้ำตามธรรมชาติ และช่วยลดอุณหภูมิรอบพื้นที่ได้สูงถึง 9 องศาเซลเซียส (ที่มาจาก UNDRR) เมื่อเทียบกับพื้นคอนกรีต

ที่สำคัญ จากวิวแสงสะท้อนน้ำแสบตาก็เปลี่ยนเป็นวิวสีเขียวจากสวนจากต้นไม้แทน สวนสวยในระดับสายตายังช่วยลดทอนสัดส่วนอาคารใหญ่ที่ให้ภูมิทัศน์โดยรวมสบายตามากขึ้น

อาคาร C หมู่บ้านแนวตั้งที่ลดการใช้พลังงาน สร้างพลังงานสะอาด

มาถึงส่วนสุดท้าย คืออาคาร C อาคารสร้างใหม่นี้เป็นผลงานจากการรวมพลังของกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาออกแบบ Government Center Design Team (GCDT)

อาคาร C มีอาคารพดด้วงเป็นหัวใจอยู่ตรงกลาง เป็นอาคารทรงกลมคล้ายเงินพดด้วง เป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งร่ำรวย 

ภาพมุมสูงอาคาร C (ฝั่งขวา)

โครงสร้างของอาคารออกแบบโดยอ้างอิงจากภูมิปัญญาสถาปัตยกรรมไทย ทั้งการออกแบบให้มีร่มเงาลึกและการระบายอากาศตามธรรมชาติ อาคารห่อหุ้มด้วย Solar Shield คุณภาพสูง ช่วยลดความร้อนจากแสงอาทิตย์และเป็นแผงโซลาร์เซลล์ผลิตพลังงานไฟฟ้าในตัว ทั้งยังก่อสร้างด้วยวัสดุพิเศษที่ดูดซับอากาศเย็น ช่วยสะท้อนแสงแดดได้ถึง 37 เปอร์เซ็นต์ และใต้อาคารยังมีระบบผลิตน้ำเย็นในตอนกลางคืน ซึ่งช่วยให้พื้นเย็นในตอนกลางวัน

ด้านในอาคาร C

ระบบทั้งหมดที่เรียกว่า Keep Cool Strategy สร้างขึ้นมาเพื่อควบคุมอุณหภูมิภายในอาคารให้คงที่ ลดการใช้พลังงาน และลดภาระเครื่องปรับอากาศ จากที่ตึกใหญ่ควรจะกินพลังงานมาก ก็กลายเป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างพลังงานสะอาดได้

ส่วนอาคารสูงที่โอบล้อมอาคารพดด้วงอีกที ออกแบบด้วยแนวคิด Vertical Village หรือหมู่บ้านแนวตั้ง เป็นเหมือนการรวบอาคาร 7 – 8 ยูนิตมาไว้ในตึกเดียวกัน กลายมาเป็นตึกใหญ่ที่มีหน่วยงานราชการมากที่สุด

สวนดาดฟ้าอาคาร C

ในอาคารมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งร้านอาหาร สวนออกกำลังกายกว้าง 19,900 ตารางเมตร มีลู่วิ่ง ที่นั่ง และจุดชมวิวอยู่บนดาดฟ้า เสริมให้พนักงานราชการมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเปิดกว้างให้ประชาชนบุคคลทั่วไปเข้าใช้งานได้ด้วยทั้งหมด 

พื้นที่สีเขียวของกรุงเทพฯ 

โครงการนี้เพิ่มพื้นที่สีเขียวในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ จาก 36 เป็น 138 ไร่ เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพโดยคัดเลือกพรรณไม้พื้นถิ่นกว่า 100 ชนิดมาปลูกเพิ่มกว่า 5,500 ต้น โดยไม่ได้เพิ่มพื้นที่สีเขียวแบบทื่อ ๆ แต่ออกแบบสาธารณูปโภคที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตทั้งในปัจจุบันและอนาคต ส่งเสริมให้คนที่เข้ามาใช้พื้นที่มีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิม

ภาพบางส่วนในลานเชื่อมอาคาร B และ C

“ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แห่งเดียวยังเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้เกือบ 4 เท่า ถ้าศูนย์ราชการทุกแห่งทำ เราจะมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นอีกมากแค่ไหน

“เพราะมันคือการเปลี่ยนจากการจอดรถถึงหน้าอาคารมาสู่การใช้ขนส่งสาธารณะเป็นหลัก เป็นการเพิ่มโอกาสให้คนตัวเล็กตัวน้อยที่ไม่ได้ขับรถมา จากการศึกษาและเก็บสถิติ มีคนนำรถมาน้อยลง คนใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้นถึงกว่า 4,500 คนต่อวัน

“อีกอย่างคือการประหยัด เพราะเราใช้สิ่งที่มีอยู่เดิม โครงสร้างที่มีอยู่เดิม แล้วเพิ่มธรรมชาติเข้าไป ทำให้คำว่าศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ กับธรรมชาติหลอมรวมกัน กลายเป็นคำตอบให้การแก้ปัญหาในพื้นที่นี้” 

อาจารย์กชกรเล่าให้ฟังว่าทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยหากขาดผู้นำที่แน่วแน่และผู้เห็นโอกาสที่เลือกที่จะขับเคลื่อนทั้งองคาพยพแก้ปัญหานี้อย่างจริงจังไปด้วยกัน 

โดย ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท และทีม ธพส. เป็นทั้งผู้นำทาง ผู้สร้างทาง และผู้ร่วมเดินทางที่ร่วมกันสร้างสรรค์โครงการ มองว่าทุกอุปสรรคมีไว้แก้ และเข้าพุ่งชนแก้ปัญหาทั้งในเชิงนโยบายและเชิงกายภาพที่แสนท้าทายบนโครงสร้างเดิมทั้งหมด 

รวมถึงถ้าทางหน่วยงานรัฐทุกหน่วยงานไม่เห็นพ้องต้องกัน ในประโยชน์ส่วนรวมที่จะเกิดแก่เจ้าพนักงานและประชาชนทุกคนที่มาใช้บริการโครงการเหล่านี้ก็จะไม่เกิดขึ้นเช่นกัน

โครงการนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญและเป็นตัวอย่างโครงการจากภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ ด้วยกระบวนการออกแบบที่เข้าใจความท้าทายในโลกยุคใหม่ที่ต้องคำนึงถึงท่าทีของรัฐที่มีต่อประชาชน ความเท่าเทียมในสังคม ความหลากหลายของธรรมชาติ การอนุรักษ์และสร้างพลังงาน 

ทั้งหมดนี้สื่อสารผ่านกระบวนการออกแบบ เพื่อแสดงให้เห็นว่าในเชิงกายภาพ สถานที่รัฐที่ดีเป็นเช่นไร ให้ผู้คนได้มาสัมผัสประสบการณ์กันตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ

เพราะหากภาครัฐเริ่มสร้างความเปลี่ยนแปลงก่อนก็จะกลายเป็นตัวอย่างให้กับโครงการอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ทั้งประเทศ ด้วยการมีระบบขนส่งที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด ออกแบบพื้นที่ด้วยความเข้าใจ สอดแทรกธรรมชาติ ยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานราชการและประชาชนที่เข้ามาใช้บริการ ควบคู่ไปกับการเปิดพื้นที่ให้ระบบนิเวศอย่างยั่งยืน 

Writer

สาริณ ส่งเกรียงไกร

นักเขียนที่อยากเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดเวลา เผื่อพื้นที่ให้สะสมความรู้ผ่านบทความบ้าน เมือง งานออกแบบ และศิลปะ