สารภาพมาเสียดี ๆ เวลาพูดถึงของเก่าหรือของโบราณ คุณจะนึกถึงอะไร
บางคนอาจนำไปผูกโยงกับเรื่องความเชื่อ บางคนอาจรู้สึกว่าเป็นของแตกหักง่าย ใช้งานลำบาก หรือนำไปประยุกต์ใช้ยาก
แต่หากลองมาเยือนที่ ‘Golden Triangle Hangdong’ แหล่งขายเฟอร์นิเจอร์โบราณและชิ้นงานสถาปัตยกรรม ก่อนถึงบ้านถวาย หมู่บ้านหัตถกรรมไม้และแกะสลักที่มีชื่อเสียงในอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ความคิดอาจเปลี่ยนไป
Golden Triangle Hangdong ตั้งอยู่บนพื้นที่กว้างขวางกว่า 12 ไร่ โดยมีอาคารเรียงรายรอบลานกลาง เชื่อมต่อกันด้วยทางเดินร่มรื่นใต้ต้นไม้ บรรยากาศอบอวลไปด้วยความงามและประวัติศาสตร์ ราวกับเป็นหมู่บ้านแห่งงานศิลป์มากกว่าโกดังขายเฟอร์นิเจอร์เก่า
นับตั้งแต่ปี 1989 ที่เปิดทำการในฐานะโรงงานและโกดังเก็บสินค้าของ The Golden Triangle Chicago โดย วีระชัย ตันติศักดิ์ ช่างซ่อมไม้มากฝีมือ ก่อนขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นแหล่งรวมเฟอร์นิเจอร์โบราณและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมชั้นดีจากอินเดีย จีน ไทย และพม่าที่ใหญ่ที่สุดในเชียงใหม่ ซึ่งปัจจุบันกำลังดำเนินการโดยทายาทรุ่นสองอย่าง ปลื้ม-ปิติ และ เปรม ตันติศักดิ์

หากลองเปิดโซเชียลมีเดียเข้าอินสตาแกรมของร้าน อาจเจอคอนเทนต์แนะนำสินค้าสนุก ๆ แบบที่ไม่คาดคิดว่าจะเจอจากร้านขายเฟอร์นิเจอร์เก่า – นั่นก็เป็นฝีมือของเหล่าทายาทรุ่นสองที่อยากทำให้ร้านเข้าถึงคนง่ายขึ้น ปรับภาพลักษณ์ให้ของเก่าเป็นสิ่งที่จับต้องได้แต่ยังมีคุณค่า และส่งแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ได้
เรามาเยือน Golden Triangle Hangdong ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนักในวันที่ลมหนาวเริ่มแผ่ว แสงแดดแผดจ้า และอุณหภูมิสูงขึ้น หากแต่ที่นี่ยังคงร่มรื่น
ปลื้มเล่าให้ฟังว่า ที่นี่เริ่มต้นจากการที่คุณลุงของเขาย้ายไปอยู่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ยังหนุ่ม เมื่อประมาณ 40 ปีก่อน และได้รู้จักกับชาวอเมริกันชื่อ ดักลาส เนื่องจากคุณลุงเรียนด้านศิลปะการออกแบบและมีความสนใจด้านศิลปวัฒนธรรม ขณะที่พาร์ตเนอร์ก็มีความชื่นชอบเรื่องของโบราณอยู่แล้ว จึงร่วมกันก่อตั้งธุรกิจ The Golden Triangle Chicago ร้านขายของโบราณเอเชียขึ้นมาในปี 1985 โดยทั้งคู่ตระเวนไปทั่วเอเชียเพื่อเสาะหาของโบราณมาขาย
ในห้วงเวลาเดียวกัน วีระชัยซึ่งเป็นคุณพ่อทำงานเป็นช่างไม้ มีโรงซ่อมอยู่ที่บ้านถวาย จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยความที่มีความรู้และทักษะด้านงานไม้ จึงได้ช่วยเหลือฝั่งคุณลุง โดยเริ่มตระเวนหาของเก่าในเอเชียแทนทั้งสอง เมื่อได้ของมาจะนำมาซ่อมในโรงซ่อม ก่อนส่งไปขายที่หน้าร้านในชิคาโก
“คุณพ่อฝึกงานไม้มาด้วยตัวเอง พื้นเพเขาเป็นคนทำงานได้หลายอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่เขาชอบและเก่งคือช่างไม้ ฝึกมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก” ปลื้มเล่า “พอเริ่มมาช่วยคุณลุง พอคุณพ่อซ่อมเสร็จ ชิ้นไหนที่คุณลุงยังไม่ได้เอาไปขายที่ชิคาโก คุณพ่อก็เอามาขายก่อน”

หลังจากที่คุณพ่อเริ่มเข้ามาช่วยได้ประมาณ 4 ปี ของที่ตระเวนหามาจากในไทย พม่า ลาว ไม่ว่าจะเป็น โต๊ะ ตู้ ตั่ง เตียง หีบ ก็เริ่มเยอะขึ้นเกินกว่าโรงซ่อมจะเก็บได้ คุณพ่อจึงเปิดเป็นหน้าร้านที่บ้านถวายในปี 1989 ขณะที่เริ่มขยายพื้นที่หาของไปยังจีนและอินเดีย ร้านจึงขยับขยายเรื่อย ๆ ก่อนจะย้ายมาอยู่สถานที่ปัจจุบันในปี 2004 ซึ่งเป็นทำเลที่ดี ติดถนนใหญ่ ไม่ต้องขับไปลึกเหมือนบ้านถวาย แต่ยังเป็นบริเวณเดียวกัน
ปัจจุบันปลื้มและเปรม สองพี่น้องได้เริ่มเข้ามาช่วยธุรกิจและดูแลในหลายส่วน โดยเฉพาะคัดเลือกสินค้าที่จะนำมาขาย เขาเล่าว่า ในการเลือกของ ต้องพิจารณาจาก 3 ข้อหลัก คือใช้งานในปัจจุบันได้ไหม ซ่อมได้ไหม และมีคุณค่าทางวัฒนธรรมไหม
“ยกตัวอย่างเก้าอี้ นั่งแล้วจะหักไหม โต๊ะใช้งานได้จริงไหม เพราะของเก่าบางประเทศ อย่างของจีน ยุคสมัยร้อยกว่าปีที่แล้ว เขาใช้ชีวิตไม่เหมือนปัจจุบัน โต๊ะอาจสูงเกิน เก้าอี้อาจต่ำเกิน ต้องใช้เกณฑ์ในการเลือกว่า ใช้กับชีวิตประจำวันได้ไหม สวยงามไหม มีความงดงาม มีคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมไหม”
ความพิเศษของที่นี่คือทั้ง 3 คน คือปลื้ม เปรม และคุณพ่อ จะเดินทางไปดู ไปเลือกของด้วยตนเองจากสถานที่จริง ไม่ได้ดูจากรูปภาพ ดังนั้น ของทุกชิ้นที่อยู่ในร้านจะผ่านการตรวจสอบ ผ่านการสัมผัสมาหมดแล้ว
“ถ้าของดีก็เอามาเลย ถ้าของเสีย ต้องซ่อม เราก็คำนวณที่นั่นเลย เช่น ถ้าอยู่อินเดีย จะเอามาโรงซ่อมเราได้ไหม โรงซ่อมเราซ่อมได้หรือเปล่า เราไม่ได้เอามาส่ง ๆ เพราะมีร้านขายของโบราณหลายที่ บางครั้งเอาของมาแล้วซ่อมไม่ได้ มันก็เหมือนเป็นภาระให้กับโชว์รูมของเขา” ปลื้มเล่า “หรืออย่างคนขาย เขาอาจถ่ายมุมที่ของมันสวย แต่พอมาถึง เปิดดูแล้วพบตำหนิ ก็เป็นภาระให้ร้าน แต่ของเราแทบไม่มี เพราะเราไปดูเองทุกชิ้น เราว่าอันนี้เป็นหนึ่งในจุดต่างของเรา
“เลยกลายเป็นว่า ลูกค้าที่มาไม่ต้องเหนื่อยเลย เราคิดแทนให้แล้ว เขามาที่ร้านมีหน้าที่ดูแค่ชอบหรือไม่ชอบก็พอ ไม่ต้องถามว่าทำไมมีตำหนิหรือต้องซ่อมไหม เราเคลียร์ให้หมดแล้ว”

“สำหรับผม สิ่งที่แตกต่างจากโกดังอื่น คือเราซื้อเพราะความชอบล้วน ๆ มันอาจเป็นโกดังเฟอร์นิเจอร์ก็จริง แต่มุมหนึ่งก็เหมือนเป็นแกลเลอรีคอลเลกชันส่วนตัวด้วย ถ้าชอบถึงซื้อ ถ้าไม่ชอบก็ไม่ซื้อ” เปรมเล่าเสริม
สำหรับการเดินทางคัดเลือกสินค้ามาเติม อาศัยการดูจากสินค้าคงคลังที่เหลืออยู่ ปลื้มเล่าว่าปกติจะวางแผนเดินทางไปหาสินค้าเดือนเว้นเดือน และอยู่สถานที่ประมาณ 1 สัปดาห์
“บางเดือนแทบไม่ได้อยู่ไทยเลย” พี่ชายเล่า
“มีเรื่องสนุก ๆ ตอนไปคัดของต่างประเทศ ตอนนั้นพวกเราไปอินเดีย ไปดูบล็อกพิมพ์ลายผ้าส่าหรีของอินเดีย สวยมาก แต่มีทั้งอันที่ดีกับอันที่เสียหรือผุพัง เราคำนวณแล้วว่าซ่อมไม่คุ้ม เลยต้องคัดมือกันเอง แล้วมีพันกว่าชิ้น ผมกับน้องชายก็คัดกัน
“ทีนี้คุณพ่อซึ่งไปเดินดูของอย่างอื่นเสร็จแล้วเดินมา เขามองว่ากองที่ดีมันก็สวย กองที่เสียเขามองว่าก็ไม่ได้แย่ สรุปเอามาหมดเลย (หัวเราะ)
“ถ้าเป็นประเทศที่ไปแล้วสนุกที่สุดคือจีน เพราะอาหาร อากาศ การเดินทาง เรื่องความสะดวกสบาย” น้องชายเล่าบ้าง “แต่ถ้าเป็นเรื่องงาน การเลือกของ ผมชอบอินเดีย ส่วนตัวผมชอบลวดลายแบบโคโลเนียล ซึ่งจีนหายากมาก แล้วที่อินเดีย ของที่เราเลือกมายังอยู่ในสภาพเดิมเลย ประตูก็อยู่กับบ้าน เสาก็อยู่กับบ้าน ไม่ได้แกะออกมาวางขาย
“วิธีคัดเลือกของมีทั้งแบบไปตามบ้านที่เจ้าของไม่เอาของแล้ว เรามีเพื่อนอยู่ประเทศนั้น ๆ เขาจะส่งข่าวมาว่าเจ้าของบ้านไหนต้องการขายอะไร ถ้าสนใจก็ไปดู อีกส่วนคือฝั่งนั้นแกะของมาให้เรียบร้อยแล้วและเอามาตั้งในโกดัง พวกเราก็ไปเดินเลือกเอง”
นอกจากเรื่องเฟอร์นิเจอร์แล้ว ที่ Golden Triangle Hangdong ยังทำการบูรณะเฟอร์นิเจอร์โบราณและผลิตชิ้นงานสมัยใหม่คุณภาพสูงจากไม้รีไซเคิลคุณภาพเยี่ยม เช่น ไม้สัก ซึ่งผลิตชิ้นงานเดี่ยวหรือเป็นคอลเลกชันสำหรับโรงแรม สำนักงาน หรือโครงการอื่น ๆ ก็ได้

ความเจ๋งคือช่างแกะสลัก สล่าแกะสลักประจำของที่นี่มีเพียงคนเดียว โดยมีหน้าที่แกะลาย ซ่อมลายที่เกี่ยวกับการแกะสลักโดยเฉพาะ แต่หากมีของชิ้นที่เสียหายซึ่งไม่ใช่การแกะสลัก ก็มีทีมช่างไม้อีกประมาณ 3 – 4 คน ซึ่งปลื้มมองว่าเป็นการส่งเสริมและอนุรักษ์ภูมิปัญญางานไม้ของภาคเหนือไปในตัว
“คนยุคปัจจุบันสมัยใหม่ไม่ค่อยเห็นคุณค่า ไม่ค่อยอิน แต่ผมไม่ได้มองว่าเขาไม่ได้ชอบนะ เขาอาจจะยังไม่รู้มากกว่า
“อย่างคุณพ่อก็มีโปรเจกต์ให้สล่าแกะสลักของร้านมาแกะหำยนต์ (แผ่นไม้แกะสลักลวดลายละเอียดอ่อน สัญลักษณ์แห่งศรัทธาและความเชื่อของชาวล้านนาโบราณ ติดอยู่เหนือประตูห้องนอนเพื่อปกป้องคุ้มครองภัยอันตราย เปรียบเสมือนยันต์คุ้มภัยประจําบ้าน มักทำจากไม้สัก แกะสลักลวดลายสวยงาม เช่น เครือเถาหรือลายดอกไม้) ขึ้นมาใหม่ เพราะหำยนต์โบราณหาไม่ได้ และนำมาจัดแสดงในแกลเลอรีเรา เพื่อให้ดีไซเนอร์หรือคนรุ่นใหม่เข้ามาดูได้
“นอกจากนี้ยังมีงานที่ร่วมกับสล่าท่านอื่น ๆ ที่เป็นเหมือนช่างไม้ฟรีแลนซ์อยู่ในบ้านถวาย เป็นการส่งเสริมชุมชนของที่นั่น เขาแกะไม้อยู่แล้ว แต่ไม่ได้เป็นที่รู้จัก และไม่มีธุรกิจส่วนตัว เราก็มาช่วยส่วนนี้
“ถ้าเราจัดแสดงงานเพื่อเพิ่มการรับรู้ให้คนนอกได้ อาจทำให้คนอยากเข้ามาใช้งานไม้เพิ่มขึ้น ซื้อไปตกแต่งหรือทำธุรกิจเพิ่ม และช่วยสืบสานทักษะช่างไม้ให้ยังคงอยู่ เพราะปัจจุบันมีคนสนใจด้านการแกะน้อยมากแล้ว” เปรมเสริม

อย่างที่เล่าไปว่า นอกจากเรื่องการเลือกสินค้าและดำเนินธุรกิจ สิ่งหนึ่งที่ทายาทรุ่นสองเข้ามาเพิ่มเติมคือเรื่องสื่อประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะคุณเปรมซึ่งรับหน้าที่ดูแลช่องทางสื่อของร้าน หากใครมีโอกาสเข้าอินสตาแกรมของร้าน อาจเจอคอนเทนต์แนะนำสินค้าสนุก ๆ ที่เขาคิดเอง ถ่ายเอง และตัดต่อเอง
“ของที่เราขายไม่ใช่ของชิ้นเล็ก ๆ เป็นของที่ลูกค้าต้องเห็นภาพ เขาต้องรู้ว่าซื้อแล้วจะเอาของไปยังไง ส่งไปยังไง ของชิ้นใหญ่ถ้าส่งในประเทศไทยมันง่าย แต่พอเป็นต่างประเทศ เขาจะเอาไปติดตั้งยังไง เขามีทีมช่างหรือเปล่า พอเป็นแบบนี้มันยาก ยิ่งเขาไม่ได้มาจับของจริง เห็นของจริง ยิ่งไม่รู้ว่าต้องติดตั้งยังไง อิงยังไง เราเลยทำคอนเทนต์ให้เขาเห็นว่าต้องเอามาทำยังไง” คุณเปรมเล่า
“อย่างเทรนด์ซื้อขายเฟอร์นิเจอร์ในปัจจุบันก็เปลี่ยนไป ของที่เป็นของโบราณก็ต้องปรับตัว เราต้องผสมผสาน Modern and Antique ให้คนเห็นภาพว่าของโบราณเข้ากับแนวอื่น ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น Mid-century, Minimal, Loft, Renaissance หรือ Art Deco ทำให้คนเห็นว่า การออกแบบ Contemporary แบบร่วมสมัยเข้ากับของเก่าได้ ใช้งานได้ และเอาไปประยุกต์ใช้ได้นะ”


หลังพูดคุยกัน ปลื้มและเปรมพาเราเดินชมพื้นที่ทั้งหมดของ Golden Triangle Hangdong อันกว้างขวางและร่มรื่น ตั้งแต่ด้านหน้าที่เป็นโซนแกลเลอรี จัดแสดงสินค้าที่หามาจากจีน อินเดีย เป็นหลัก โดยคุณพ่อเป็นคนดูแลการจัดวางของ ซึ่งปลื้มเล่าติดตลกว่าคุณพ่อจะเป็นแนว Maximalism จึงชอบของแน่น ๆ
“แต่เขาผสมผสานกัน เช่น เอาของจีนมาวางข้างอินเดีย เอาของไทยไปใส่พม่า เอามาจับคู่กันให้อาคารดูแน่น ดูเต็ม ลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย หากสนใจก็สอบถามซื้อได้”
นอกจากนี้ก็มีโซนอาคารเล็กที่สุด ซึ่งทั้งปลื้มและเปรมเอาไว้จัดนิทรรศการให้คนเข้าชม โดยมีความตั้งใจจัดงานที่ทำให้ผู้มาเยี่ยมชมเข้าถึงของโบราณได้ง่ายขึ้นและเข้าใจเรื่องราวของของโบราณมากขึ้น เช่น ล่าสุดทั้งคู่เพิ่งจัดนิทรรศการร่วมกับ Chiang Mai Design Week 2025 ในการนำไม้เชียงใหม่มาวางคู่กับไม้อินเดีย เนื่องจากคนมักแยกไม้ 2 ชนิดนี้ไม่ออก
“ด้วยความที่วัฒนธรรมล้านนาต้นขั้วเรามาจากจีน อินเดีย ผสมผสานกัน เราอยู่ตรงกลางระหว่าง 2 ขั้ววัฒนธรรม จึงได้รับอิทธิพลจากอินเดียกับจีนมาเยอะ ผมเลยอยากเชื่อมโยงว่า ศิลปะอินเดียส่งผ่านมาสู่ล้านนาได้อย่างไรในงาน ตอนนี้งานจบไปแล้ว แต่ยังเข้ามาเยี่ยมชมได้”

ส่วนที่เหลือก็มีโซนร้านอาหารฝั่งด้านหน้า ส่วนด้านหลังเป็นร้านเดิมที่อยู่มาตั้งแต่แรกเริ่ม ปัจจุบันเป็นโกดังเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงโซนเวิร์กช็อป ซ่อมสินค้า
และที่นี่เองที่เราได้พบกับคุณวีระชัยซึ่งเป็นคุณพ่อที่กำลังตรวจความเรียบร้อยของโกดังอยู่
“พวกผมเห็นความขยันของพ่อมาตั้งแต่เรายังเด็ก เขามุมานะ ไม่เคยหยุดงาน ร้านนี้เปิด 365 วันต่อปี พนักงานหยุด แต่พวกผมและพ่อไม่เคยหยุด
“ทุกวันนี้พ่อยังไสไม้อยู่เลย” ปลื้มทิ้งท้ายด้วยเสียงหัวเราะ
5 Items Recommended
by Golden Triangle Hangdong
1. แผ่นไม้เชิงชายลายพญานาค
แต่เดิมประดับอยู่บนหลังคาของวัดดวงดี แกะสลักเป็นลวดลายพญานาคอ่อนช้อย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญในงานไม้ของล้านนา ทำมาจากไม้สัก เคลือบด้วยรัก และประดับกระจกสี แต่กาลเวลาทำให้ผิวรักและกระจกค่อย ๆ สึกหรอ เผยให้เห็นลายไม้สักด้านล่าง


2. ตู้ไม้แองโกล-อินเดีย
เฟอร์นิเจอร์แบบแองโกล-อินเดีย ตัวอย่างของการผสมผสานระหว่างรูปแบบยุโรปกับงานช่างฝีมืออินเดีย โดดเด่นด้วยโครงสร้างแบบ 2 ตอน มีลวดลายดอกไม้แกะสลักอย่างละเอียดอ่อน แกะลายหม้อดอก ประดับด้วยกระเบื้อง ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของเฟอร์นิเจอร์ที่สร้างในช่วงต้นถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 15
3. เสาอินเดียใต้
เสาอินเดียที่สมบูรณ์ที่สุดในร้าน เนื่องจากได้ชิ้นส่วนมาครบทั้งเสา เพดาน และช่องแกะสลักเหนือบานประตู
4. ซุ้มประตูโค้ง
ประตูบ้านซุ้มโค้งซึ่งหาได้ยาก เนื่องจากปกติจะเป็นเหลี่ยม ได้มาจากรัฐคุชราต (Gujarat) ในอินเดีย ทำจากไม้สัก มีประตูบานเล็กที่ติดตั้งไว้สำหรับส่งของ

5. ที่ตำข้าว
งานไม้จากนากาแลนด์ (Nagaland) อินเดีย ทำมาจากไม้ท่อนเดียว ประยุกต์ใช้ได้หลายอย่าง ทั้งรูปแบบดั้งเดิมคือที่ตำข้าว ซึ่งบ่งบอกได้ว่าบ้านที่ใช้มีสมาชิกกี่คนจากจำนวนหลุม หรือนำไปใช้เป็นโต๊ะกาแฟหรือวางตกแต่งก็ได้


ป.ล. ชิ้นที่ 3 – 5 เป็นการพาเดินดูของและเล่าปากเปล่าจากความประทับใจของผู้ให้สัมภาษณ์ จึงไม่มีข้อมูลอ้างอิงเชิงประวัติศาสตร์เหมือนชิ้นที่ 1 – 2




