ทั้ง ๆ ที่รู้มาแล้วล่วงหน้าว่าจะต้องเจอกับโครงกระดูกม้าแขวนเพดาน ต้นคริสต์มาสหัวจระเข้ หรือสารพัดสิงสาราสัตว์ แต่ก็ไม่นึกมาก่อนว่าสถานที่เช่นนี้จะตั้งอยู่ในชุมชนเล็ก ๆ ที่ต้องซอกแซกเข้ามาด้วยความตั้งอกตั้งใจ ต้องขอบคุณเทคโนโลยีดาวเทียมนำทางที่พาเราวนจนมาลงเอยหน้าประตู ‘Fine Arts Taxidermist Studio’ และเมื่อก้าวพ้นประตูไม้บานนั้น บรรยากาศก็ราวกับหลุดอยู่ในโลกอีกใบที่ไม่คิดว่าจะได้เจอในอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ อบอวลไปด้วยกลิ่นอายย้อนยุคแบบตะวันตก ประติมากรรมปูนปั้นกรีก-โรมัน สัตว์สตัฟฟ์ท่าทางแปลกตา
ต่อมาจึงทราบว่าทั้งหมดที่เนรมิตเสน่ห์และมนต์ขลังให้กับพื้นที่แห่งนี้เป็นของรักของหวง รวมถึงผลงานการสร้างสรรค์ ฝีมือ เชฟ-ชัยเชษฐ์ โกฎธิ พนักงานมหาวิทยาลัยผู้หลงใหลสัตว์สตัฟฟ์และทำเป็นงานอดิเรกอย่างจริงจังมานานกว่า 10 ปี กระทั่งเมื่อปีกลายนี่เอง เขาเปิดบ้านพักเป็นสตูดิโอกึ่งโฮมคาเฟ่ ต้อนรับคอกาแฟและคนคอเดียวกัน พร้อมจัดแสดงผลงานสัตว์สตัฟฟ์ในแนวทางเฉพาะ ซึ่งหลอมรวมศาสตร์ Taxidermy กับ Fine Arts เปลี่ยนสัตว์ซากสู่งานศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในไทย

1
ผมสั่งอเมริกาโน่คั่วกลาง เพราะรู้สึกถึงความเข้ากันของบรรยากาศ และต้องการเรียกความตื่นตัวในยามบ่าย แต่สำหรับความตื่นตา แค่โซนเคาน์เตอร์บาร์ก็มีให้สำรวจเยอะแยะไปหมด ไม่ว่าจะอีกาที่ยืนเชิดอวดเหยื่อตะขาบบนตู้ขนมอบ กะโหลกจระเข้ที่วางเรียงในตู้กระจกใต้เครื่องชงกาแฟเอสเปรสโซ่
“จระเข้ที่แขวนตรงนี้หายไปไหนแล้วเหรอครับ” ผมเอ่ยถาม เพราะจำได้แม่นว่ามีจระเข้ตัวเขื่องมัดชิบาริห้อยเหนือเคาน์เตอร์บาร์ ก่อนได้คำตอบว่า มันเพิ่งถูกปลดไปแขวนในโรงแรมสักแห่งทางภาคใต้
และอันที่จริงแล้วคำถามดังกล่าวก็ไม่ค่อยจะอัปเดตเท่าไหร่นัก เนื่องจากรูปภาพจระเข้ตัวที่เห็นจากเฟซบุ๊กเป็นภาพช่วงกิจการกำลังตั้งไข่ ซึ่งส่วนคาเฟ่ยังคงตั้งอยู่มุมในสุดของห้องสอนศิลปะ


“ตั้งใจไว้แต่แรกแล้วว่าจะสร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัยและใช้หารายได้เสริม เพราะแฟนเคยสอนศิลปะเด็กแถวนิมมานฯ พอมีพื้นที่ของตัวเองเลยเปิดคลาสเรียนศิลปะเด็ก ‘Art For Kids’ ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์” เชฟย้อนถึงจุดเริ่มต้นของที่นี่
“แต่บรรยากาศทุกอย่างก็เป็นแบบนี้แหละ” เขาพูดต่อ “ข้าวของทั้งหมดเป็นของที่เราเก็บสะสมตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย แล้วก็เลือกมาตกแต่งบ้าน เพราะอยากตื่นขึ้นมาแล้วเห็นของที่ชอบ
“ผู้ปกครองหลายคนที่มาส่งลูกเรียนศิลปะกับเราเขาก็ชมนะว่าบ้านสวยดี ทำไมไม่ลองทำเป็นคาเฟ่ดู ผ่านไปสักพัก พอเห็นว่าการสตัฟฟ์สัตว์มีช่องทางทำเงินพอเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ เราก็เลยลาออกจากงานประจำมาทำงานนี้เป็นหลัก พร้อมกับเปิดคาเฟ่ทุกวันจันทร์-ศุกร์”
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเวลาทุ่มเทให้กับงานที่รักเหลือล้น ทว่าด้วยความเป็นคนชอบเข้าสังคม เขาจึงไม่คุ้นชินกับการทำงานตามลำพัง ความรู้สึกโดดเดี่ยวและความคาดหวังสุมสร้างแรงกดดัน ก่อความเครียดทางอารมณ์ กระทั่งต้นปีที่ผ่านมาเชฟตัดสินใจกลับไปทำงานในระบบอีกหน เขาเล่าด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสถึงหน้าที่การงานใหม่ที่แวดล้อมด้วยคนคุ้นเคย และสิ่งนี้ก็เป็นเหตุให้ต้องย้ายบาร์กาแฟจากโซนสอนศิลปะออกมาด้านหน้า เมื่อต้องขยับเวลามาเปิดให้บริการในช่วงวันเวลาเดียวกัน

2
หลังจบสาขาวิชาการถ่ายภาพสร้างสรรค์ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เชฟก็เริ่มชีวิตวัยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการวิชาการฯ คณะเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีส่วนช่วยให้เขาได้รับโอกาสเข้าไปร่วมเรียนรู้พื้นฐานการสตัฟฟ์สัตว์กับคณะสัตวแพทยศาสตร์ อันจุดประกายความไปได้ในการสร้างสรรค์สัตว์สตัฟฟ์ที่เขาหลงใหลด้วยตัวเอง
“ช่วงเป็นนักศึกษา เรารับจ้างหาสินค้าให้กับร้านขายของวินเทจ จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการเก็บสะสมของพวกนี้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราชอบมาก อยากได้ แต่ราคาเอื้อมไม่ถึง นั่นคือสัตว์สตัฟฟ์ พอได้ไปเวิร์กช็อปกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ พอกลับมาจากเวิร์กช็อปก็ไฟแรงเลย หาซากห่านมาลองวิชา”
มีคำกล่าวว่า คนที่ไม่เคยล้มเหลวคือคนที่ไม่เคยทำอะไรเลย ห่านตัวแรกของเชฟเป็นทั้งบทเรียนของมือใหม่และแบบทดสอบวัดความเอาจริงเอาจัง ผลักดันให้เขาเคี่ยวกรำศึกษาและพัฒนาฝีมือ โดยแสวงหาความรู้จากบรรดากูรูทั่วโลกที่แบ่งปันสารพัดเทคนิคและรายละเอียดวิธีการทำสัตว์สตัฟฟ์ลงในช่องยูทูบและอินสตาแกรม
“ช่วงนั้นเราหมกมุ่นกับการค้นคว้าข้อมูลเรื่องนี้มาก ๆ แล้วก็มีความคิดว่า อยากสตัฟฟ์นกแก้วสวย ๆ จนมาเจอกับฟาร์มแห่งหนึ่ง ที่เขาเก็บซากนกไว้ทำสตัฟฟ์ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะหาใครทำให้ได้ สุดท้ายจึงแบ่งให้เรามาลองทำ หลังจากนั้นก็ฝึกสตัฟฟ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยหาซากมาจากคนเลี้ยง จากฟาร์ม รวมถึงประมูลตามกลุ่มคนทำงาน Taxidermy ในเฟซบุ๊ก”


ใช่เพียงลูกขยันหมั่นลองผิดลองถูก เชฟบอกว่าเขายังต้องเสาะหาความรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์ควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้ผลงานออกมาสมบูรณ์แบบตามมาตรฐานที่เจ้าตัววางไว้ คือสัดส่วนสวยงามตามธรรมชาติ สะอาดไร้กลิ่น เก็บรักษาได้นาน ที่สำคัญ ทุกกระบวนการยังปราศจากสารเคมีอันตรายต่อสุขภาพ โดยเชฟนำกรรมวิธีโบราณและวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่นมาประยุกต์ผสมผสาน อาทิ การฟอกหนังด้วยเกลือแกง หรือใช้ขุยมะพร้าวสร้างโครงร่างแทน Wood Wool ที่นิยมกันในสหรัฐอเมริกา
“จากนั้นก็ลองพัฒนามาเรื่อย ๆ รู้ตัวอีกทีมันก็สร้างรายได้ จนพูดได้เต็มปากเลยว่าที่มีทุกวันนี้ก็เพราะสัตว์สตัฟฟ์” น้ำเสียงของเชฟบ่งบอกถึงความภาคภูมิใจ
3
ลองคิดเล่น ๆ ว่า ถ้าเป็นอาหารแบบฟูลคอร์ส บริเวณส่วนกลางของสตูดิโอคงจะเปรียบกับอาหารจานหลักหน้าตาเย้ายวนที่เสิร์ฟมาในปริมาณเหมาะเจาะ พร้อมด้วยอาหารจานรองที่ช่วยชูรสชาติให้โดดเด่น ดูดี
เพราะไม่เพียงเรียงรายไปด้วยสัตว์สตัฟฟ์น้อยใหญ่ อาทิ นกลูติโน่ กาล่าห์ สีหวาน บนคอนจับกลีบดอกไม้หินอ่อน ลิงซากิเครายืนถลึงตามองจากชุดที่นั่งกอทิกฝรั่งเศส หรือนกอีมูมารยาทงามบนชั้นวางประติมากรรมปูนปั้นกรีก-โรมัน ท่ามกลางโถงแห่งนี้ยังรายล้อมไปด้วยโครงกระดูกและเขาสรรพสัตว์หลากชนิด ประดับตกแต่งข้าวของแอนทีกอย่างมีรสนิยม ซึ่งเชฟเผยว่าเป็นความชื่นชอบที่เขาสั่งสมบ่มเพาะมาจากชั่วโมงเรียนประวัติศาสตร์ศิลปะ โดยเฉพาะยุคนีโอคลาสสิกและกอทิค อีกทั้งมุมมองทางศิลปะดังว่านี้ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญในการต่อยอดสิ่งละอันพันละน้อยจากยุคอดีต แล้วรวมร่างสร้างสรรค์ลงบนผลงานเพื่อเนรมิตร่างสัตว์น้อยใหญ่ให้กลับมาราวมีชีวิตชีวาอย่างน่าอัศจรรย์และสุดแสนแฟนตาซี


“เราชอบตกแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์แอนทีก จึงอยากให้งานสตัฟฟ์ของเราทุกชิ้นวางประดับแล้วดูเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน เลยมีการพัฒนาคอนจับจากเศษข้าวของเครื่องใช้สไตล์เดียวกันขึ้นมา ประกอบกับความชอบด้านศิลปะ สัตว์สตัฟฟ์ทุกตัวออกแบบท่าทางและวางคาแรกเตอร์ที่อาจดูแตกต่างจากทั่วไป ซึ่งนำแรงบันดาลใจมาจากท่วงท่าลีลาในงานจิตรกรรม เพราะเราตั้งใจนำเสนอความงามของศาสตร์ Taxidermy โดยผสานระหว่างความเป็นธรรมชาติกับความเหนือจริง ผ่านมุมมองทางศิลปะและตัวตนของเรา”
เชฟขยายแนวคิดการออกแบบเพิ่มเติม ก่อนพาเราเดินชมผลงานคัดสรรที่เจ้าตัวยังไม่อาจทำใจขายใคร
“ตัวแรก นกฮูกอูราล เป็นนกฮูกแอฟริกา ขนฟู สายพันธุ์ใหญ่ เราชอบเพราะหน้าตามันดูเหมือนคนแก่ แต่ก็ดูมีความน่ารัก เลยดีไซน์ให้มันคาบงูบอลไพธอนเหมือนว่าล่ามาได้ เพิ่มความเท่และดูมีอะไรมากกว่ายืนจับคอนเฉย ๆ รวมทั้งเปลี่ยนดวงตาจากสีส้มเป็นสีฟ้าเจือดำ เพื่อให้มันดูสุขุมและใจดี”


เพราะดวงตาเปรียบเสมือนหน้าต่างของหัวใจ การออกแบบดวงตาจึงเป็นอีกเรื่องที่เชฟพิถีพิถัน เขาจึงเลือกใช้ดวงตาชนิดอะคริลิกจากประเทศเบลารุสที่มีรายละเอียดสูง เพื่อให้สะท้อนบุคลิคและอารมณ์ของสัตว์อย่างสมจริง
“อย่างเหยี่ยวแฮร์ริส 2 ตัวนี้เป็นผลงานในชุด Middle-earth ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก Middle-earth สถานที่ในนิยายของ เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน ผู้เขียน The Hobbit และ The Lord of the Rings กับแอนิเมชัน Legend of the Guardians: The Owls of Ga’Hoole งานจึงออกมามีทั้งความแฟนตาซีและเหนือจริง อย่างท่าทางที่เห็นไม่มีนกตัวไหนในธรรมชาติทำท่าแบบนี้นะ และเพื่อความแฟนตาซี เราเลยนำมีดคว้านมาทำเป็นอาวุธและอะไหล่นาฬิกาประดิษฐ์เป็นมงกุฎให้ดูเป็นนักรบมากขึ้น”

เชฟบอกว่านี่คือผลงานอีก 2 ชิ้นใน Middle-earth ที่เขายังหวง ส่วนตัววอลลาบีและแมวเซอร์วัลมีปีกถูกจับจองตั้งแต่งานยังไม่ทันแห้ง
“เข็มยังปักคาอยู่เลย ปิดแล้ว” เขากลั้วหัวเราะ
สิ่งนี้อธิบายได้ดีว่า เหตุใดทุกสัปดาห์จึงมีงานชิ้นใหม่ ๆ มาวางโชว์ให้ลูกค้าชมอยู่ตลอด และทุกชิ้นที่จะได้เห็นนั้นก็หาดูไม่ง่าย เพราะหลายคนในวงการต่างรู้กันดีว่า ถ้าจะหางาน Taxidermy สไตล์นี้ในไทยคงไม่มีใครนอกจากเขา
4
อย่างที่เกริ่นกันไปก่อนหน้าว่าหนึ่งในเป้าหมายของบ้านหลังนี้ คือการสร้างพื้นที่หารายได้จากการสอนศิลปะสำหรับเด็ก ซึ่งนี่เองที่ทำให้เราชักสงสัยว่า บรรยากาศชวนพิศวงของห้องเรียนที่มีทั้งโครงกระดูกกวางฟอลโลว์บนโต๊ะยาว เพดานดารดาษด้วยเขากวางมูส หรือแม้แต่งูหลามพันเกลียวกลมข้างผนัง ส่งผลอย่างไรบ้างกับผู้เรียนวัย 4 – 5 ขวบ
“เด็กบางคนก็กลัวกระดูกนะ แต่มีน้อยคนที่จะกลัวสัตว์สตัฟฟ์ ซึ่งคุณครูก็จะมีวิธีการรับมือและอธิบายให้เขาเข้าใจ พอครั้งต่อ ๆ มาเขาจะเลิกกลัว อันที่จริงบรรยากาศแบบนี้นี่แหละที่ช่วยให้เรามีนักเรียนเยอะขึ้น เพราะส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ผู้ปกครองมาเที่ยวคาเฟ่แล้วชอบสไตล์ สุดท้ายก็เลยชักชวนเพื่อน ๆ และพาลูกมาเรียนศิลปะทุกสัปดาห์เลย”
เชฟตอบ พลางชี้ชวนให้เราดูข้าวของและบอกเล่าที่มาแต่ละชิ้น ซื้อหามาในราคาเท่าไหร่ และปัจจุบันราคาไปไกลขนาดไหนด้วยน้ำเสียงระรื่น จนมาถึงกล่องไม้ใบโตที่เขาได้มันมาในราคาสุดคุ้ม และกำลังจะเป็นหนึ่งในอุปกรณ์จัดแสดงนิทรรศการ

“เราอยากนำเสนอตัวตน ผลงานศิลปะ และมุมมองว่างานสตัฟฟ์สัตว์ไม่ได้น่ากลัวหรือน่ารังเกียจ แต่คือการฟื้นคืนคุณค่าให้สิงสาราสัตว์ไร้ชีวิตกลับมามีคุณค่าอีกครั้งทั้งในเชิงคุณค่าทางจิตใจ หรือแม้แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งในต่างประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ หรือออสเตรเลีย เขาส่งเสริมเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง มีการจัดตั้งสมาคม รวมถึงจัดงานประกวดสัตว์สตัฟฟ์กันในทุก ๆ ปี” เชฟบอกเล่าถึงแนวคิด และทิ้งท้ายด้วยการฝากเชิญชวนผู้อ่าน The Cloud แวะมาเยี่ยมชมนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของเขาในช่วงเดือนมีนาคมที่ใกล้จะถึงนี้
สำหรับใครที่อยากติดตามผลงานของเชฟ นอกจากแวะเวียนมาสัมผัสของจริงและแลกเปลี่ยนพูดคุยกับเจ้าตัวได้ที่ Fine Arts Taxidermist Studio แล้ว ก็เข้าไปดูได้ทางเพจที่เราแนบไว้ท้ายบทความ
ข่าวคราวการจัดแสดงนิทรรศการก็จะแจ้งให้ทุกท่านทราบเร็ววันในช่องทางเดียวกัน หรือหากสนใจอยากเรียนรู้เกี่ยวกับการสตัฟฟ์สัตว์ก็ทักไปสอบถามกันได้ทางกล่องข้อความ เพราะที่ผ่านมาเชฟเคยเปิดคลาสสอนมาแล้วหลายรุ่น โดยเจ้าตัวแย้มว่า ยินดีอย่างมากที่จะได้แบ่งปัน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันวงการสตัฟฟ์สัตว์ไทยให้เติบโตและเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นในระดับประเทศและสากล
