เมื่อขับรถมาทางถนนเส้นเจริญประเทศ ย่านช้างคลาน ริมน้ำปิง แม่น้ำสายสำคัญของเชียงใหม่ ในวันฟ้าโปร่งของช่วงรอยต่อระหว่างฤดูหนาวกับฤดูร้อน ผ่านที่ตั้งของกรมป่าไม้ไม่นาน เราก็เลี้ยวรถเข้าสู่บริเวณพื้นที่แห่งหนึ่ง สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความร่มรื่นราวกับหลุดมาในป่า

สารภาพตามตรงว่า เราไม่เคยรู้จักสถานที่แห่งนี้มาก่อน หากคนรู้จักในเฟซบุ๊กไม่แชร์ภาพ ‘La bibliothèque de l’EFEO’ หรือ ‘ห้องสมุดสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ’ ก็คงจนปัญญาที่จะทราบได้
ภาพของอาคารห้องสมุดที่มุงหลังคาด้วยไม้สไตล์ล้านนา ด้านหน้ามีสนามหญ้าเขียวขจีที่ได้รับการตัดแต่งจนสั้นสวยงามสะอาดตา โอบล้อมด้วยต้นไม้สไตล์เขตร้อนที่สูงใหญ่ให้ความร่มรื่น เพียงพอที่จะดึงดูดเราให้สนใจว่า ในเชียงใหม่มีห้องสมุดแบบนี้ด้วยหรือ
พออ่านข้อความประกอบภาพที่บอกว่า นี่คือห้องสมุดวิจัยของสถาบันฝรั่งเศส ว่าด้วยประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ยิ่งน่าสนใจ
เมื่อติดต่อมา จึงรู้ว่าที่นี่ไม่ใช่แค่ห้องสมุด แต่ห้องสมุดเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ ในสถานที่ที่เรียกว่า สำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ (EFEO)

เล่าคร่าว ๆ ว่า EFEO สำนักงานใหญ่ก่อตั้งขึ้นในปี 1902 ที่ฮานอย โดยมีพันธกิจในการวิจัยแบบสหวิทยาการเกี่ยวกับอารยธรรมของเอเชีย ประวัติศาสตร์อารยธรรมเอเชีย การสำรวจทางโบราณคดี การอนุรักษ์เอกสารต้นฉบับ การอนุรักษ์โบราณสถาน การสำรวจชาติพันธุ์ และการศึกษาด้านมรดกทางภาษา
EFEO มีเครือข่ายศูนย์วิจัย 18 แห่งใน 12 ประเทศในเอเชีย รวมถึงประเทศไทยที่เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ เพื่อศึกษาและช่วยนักวิจัย นักมานุษยวิทยา นักโบราณคดี นักภาษาศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ และอื่น ๆ ดำเนินงานภาคสนามได้ ในขณะเดียวกันก็รักษาเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญในท้องถิ่นและนักเอเชียศึกษาจากทั่วโลกไว้
ประวัติศาสตร์ของ EFEO ในประเทศไทยเริ่มต้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โดยมีบุคคลสำคัญคือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผู้ทรงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในเวลานั้น
ในปี 1918 ดร.จอร์จ เซเดส (George Cœdès) สมาชิกของ EFEO ได้รับคำขอมาช่วยราชการประเทศสยามในขณะนั้น เพื่อดำรงตำแหน่งบรรณารักษ์หอสมุดวชิรญาณ (หอสมุดแห่งชาติในปัจจุบัน) กระทั่งถึงปี 1929 จึงกลับไปยังฝรั่งเศส
ความเกี่ยวข้องกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เริ่มต้นในเวลานี้เอง เพราะพระองค์ทรงได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับนักวิจัยของ EFEO ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติในกรุงเทพฯ พระองค์จึงเป็นนักประวัติศาสตร์คนแรก ๆ และเป็นบุคคลทรงคุณค่าในการสร้างสถาบันทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ต่าง ๆ
พระองค์ทรงเป็นสมาชิกประสานงานกับ EFEO ตั้งแต่ปี 1908 จนถึงปี 1929 ก่อนได้รับการถวายสมาชิกภาพกิตติมศักดิ์ในปี 1930
หลังจากนั้นเป็นต้นมา มีนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาศึกษาค้นคว้ารวมถึงทำงานขุดค้นโบราณสถานสำคัญและบูรณะหลายแห่ง ทั้งในประเทศไทยและภูมิภาค รวมถึงจังหวัดเชียงใหม่ นับตั้งแต่ทศวรรษ 1970
“ยินดีที่ได้รู้จัก” ชายชาวต่างชาติรูปร่างสมส่วนในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขน กางเกงขายาว และทรงผมที่กระเซิงเล็กน้อย ทักทายเป็นภาษาอังกฤษ เขาโผล่ออกมาจากห้องทำงานของตนเอง แขนข้างหนึ่งหนีบแฟ้มเอกสาร พร้อมก้มสวมรองเท้าผ้าใบสีดำไปด้วยขณะพูด แม้จะดูอยู่ในวัยกลางคน แต่ริ้วรอยบนใบหน้ากลับขับให้เขาดูหนุ่มกว่าวัย
เขาคือ คริสตอฟ พอตติเยร์ (Christophe Pottier) ชาวฝรั่งเศสวัยย่าง 60 ผู้เป็นทั้งนักวิจัย อาจารย์ และสถาปนิก เขาเข้ามาเป็นหัวหน้าดูแล EFEO สาขาเชียงใหม่ราว 4 ปี และเป็นผู้สนทนากับเราในวันนี้

“เดี๋ยวผมจะพาเดินดูรอบ ๆ ก่อน” เขากล่าว ก่อนเดินนำหน้าลงสู่บริเวณพื้นที่ของ EFEO ด้วยบุคลิกสบาย ๆ เริ่มต้นจากการเดินไปยังสนามหญ้าด้านหลัง เผยให้เห็นแม่น้ำปิงที่อยู่ติดกัน
สำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ (EEEO) สาขาเชียงใหม่ แห่งนี้ ตั้งอยู่บนพื้นที่ซึ่งมีความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์กับการเข้ามาของฝรั่งเศสในภาคเหนือของประเทศไทย โดยที่ดินที่ตั้งอยู่ปัจจุบันได้รับพระราชทานจาก รัชกาลที่ 5 และเคยเป็นที่ตั้งของสถานกงสุลฝรั่งเศสในเชียงใหม่ในอดีต ขณะที่ฝั่งตรงข้ามจะเป็นบ้านพักของหัวหน้ากงสุลฝรั่งเศส
คริสตอฟเล่าว่า ในปี 1976 เมื่อมีการยกเลิกสถานกงสุลฝรั่งเศส สถานที่แห่งนี้ถูกทิ้งร้าง ฟรองซัวส์ บิโซต์ (Francois Bizot) นักวิจัยชาวฝรั่งเศส นักมานุษยวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านพุทธศาสนา สมาชิกของ EFEO (สำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ) จึงได้รับเชิญให้มาฟื้นฟูและตั้งรกรากอยู่ที่นี่เพื่อทำการวิจัยเกี่ยวกับพุทธศาสนาในกัมพูชาและในภาคเหนือของประเทศไทย รวมถึงวรรณกรรมขึน (หรือเขิน) ของพม่า ก่อนที่ ดร.หลุยส์ กาโบด (Louis Gabaude) จะเข้าร่วมศึกษาศาสนาพุทธร่วมสมัยด้วยในปีเดียวกัน


เริ่มต้น บิโซต์สร้างอาคารหลังแรกบนเสา โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของภาคเหนือของประเทศไทย และผสมผสานองค์ประกอบไม้สักที่เก็บมาจากยุ้งฉางเก่าในช่วงทศวรรษ 1980 หลังจากนั้น อาคารหลักหลังนี้ค่อย ๆ ขยายออกเพื่อรองรับพื้นที่ทำงานและห้องสมุดวิจัยแห่งแรกที่อุทิศให้กับการศึกษาต้นฉบับและประเพณีทางศาสนาของไทย ลาว และกัมพูชาโดยเฉพาะ
ก่อนที่ในปี 1988 สถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นศูนย์วิจัยถาวรของ EFEO ซึ่งต่อมาได้เข้าเป็นเจ้าของอย่างเต็มรูปแบบ
“ที่นี่เคยเป็นบ้านส่วนตัวของนักวิจัย ต่อมาก็กลายเป็นสำนักงาน มีห้องสมุด เป็นที่พักอาศัยของนักวิจัย จนตอนนี้กลายเป็นศูนย์วิจัยแล้ว” คริสตอฟเล่า
เขาชี้ให้เราดูต้นจามจุรียักษ์ที่อยู่บริเวณสวนด้านหลังติดแม่น้ำปิง กิ่งก้านของมันแผ่ขยายราวกับเส้นเลือดฝอยในร่างกายมนุษย์ เช่นเดียวกับรากขนาดใหญ่ของมันที่ผุดจากใต้ดินขึ้นมา เผยให้เห็นความน่าเกรงขาม แต่ยังแผ่ความอบอุ่นและประวัติศาสตร์ที่ทอดยาวเกินกว่าจินตนาการ

“ต้นนี้มีต้นกำเนิดจากอเมริกาใต้ สันนิษฐานว่า เป็นต้นไม้ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในเชียงใหม่ และอาจเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยด้วยซ้ำ อย่างที่คุณรู้ ธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของเชียงใหม่เมื่อ 100 ปีที่แล้วคือเกี่ยวข้องกับไม้
“ต้นนี้อายุประมาณ 120 ปี มีทรงพุ่ม กว้างถึง 70 เมตร แผ่ขยายครอบคลุมพื้นที่อาคารและลานจอดรถ เป็นต้นไม้ที่งดงามและแข็งแรงมาก เติบโตรวดเร็วเพราะตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำปิง และไม่ถูกรบกวนจากการก่อสร้างของสถานกงสุลฝรั่งเศสหรือวัดเกตการามที่อยู่ใกล้เคียง
“นี่ถือเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของที่นี่ เราจึงดูแลมันอย่างดี มีทีมรุกขกรมาตัดแต่งกิ่งที่ผุพังหรือกิ่งที่ใหญ่เกินไปทุก ๆ 2 ปี เพื่อความปลอดภัยของอาคารและรักษาสมดุลของต้นไม้
“ต้นนี้เป็นเหมือนสวนสัตว์เลย มีนกมาทำรังประจำ แถมยังมีงูหลามมาอาศัยอยู่ด้วย” เขาชี้ไปยังพุ่มไม้ใกล้ ๆ “เดือนก่อนเราเจองูหลามตัวใหญ่ตัวหนึ่ง จึงโทรแจ้งกู้ภัยฉุกเฉิน พวกเขามาจับมันและนำไปปล่อย” คริสตอฟพูดจบก็หัวเราะ
เขาพาเราเดินลัดเลาะทางเดินเล็ก ๆ ริมแม่น้ำปิงพลางเล่าต่อ ลมเย็น ๆ พัดพาเอากลิ่นสดชื่นของแม่น้ำขึ้นมาปะทะเป็นระยะ ใบไม้พุ่มไหวส่งเสียงแกรกกรากร่วงหมุนวนลงสู่พื้น
“เมื่อก่อนแม่น้ำปิงเต็มไปด้วยการใช้ชีวิตของผู้คน เดี๋ยวนี้เราเห็นแต่นักท่องเที่ยวที่นั่งเรือชม” คริสตอฟกล่าวขณะเดินนำหน้าเราไป พลางปัดป่ายกิ่งก้านไม้ที่ขวางหน้า ราวกับลุยอยู่ในดงป่า ก่อนพาเราไปพบกับร่องรอยทางโบราณคดีที่สำคัญของบริเวณที่ตั้งของ EFEO แห่งนี้ คือซากเจดีย์โบราณ 2 จุดที่อยู่ในบริเวณสวนป่า ซึ่งมีอายุเก่าแก่ประมาณ 300 – 400 ปี
“การมีอยู่ของเจดีย์บอกเราว่า พื้นที่นี้เคยเป็นศาสนสถานหรือมีความเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาในยุคล้านนา ซึ่งสอดคล้องกับตำแหน่งที่ตั้งที่อยู่ใกล้กับวัดชัยมงคล” คริสตอฟอธิบาย
“สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า พื้นที่ริมแม่น้ำปิงแห่งนี้มีประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานและการใช้งานพื้นที่มายาวนาน เป็นเครื่องยืนยันว่าพื้นที่ของศูนย์วิจัยไม่ใช่เพียงที่ดินว่างเปล่าในอดีต แต่เป็นพื้นที่ที่มีรากเหง้าทางอารยธรรมล้านนาที่เข้มแข็งมาหลายร้อยปี ก่อนที่ชาวตะวันตกจะเข้ามาตั้งสถานกงสุล
“กรมศิลปากรได้รับทราบถึงการมีอยู่ของโบราณสถาน 2 แห่งนี้แล้ว ส่วนทางเราก็ยังอนุรักษ์ไว้ในสภาพเดิมท่ามกลางพื้นที่สีเขียวตรงนี้ เพื่อรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์ดั้งเดิมของพื้นที่เอาไว้”
คริสตอฟพาเราเดินกลับมายังตัวอาคารของศูนย์วิจัย นอกจากหลักฐานทางโบราณคดีที่อยู่กับที่ดินแล้ว เขาเล่าว่าตัวอาคารของศูนย์วิจัยยังมีการนำเอาวัสดุโบราณมาประยุกต์ใช้ โดยนำไม้สักดั้งเดิมจากหลองข้าวโบราณมาสร้าง ซึ่งถือเป็นการนำวัสดุเก่ามาใช้ใหม่ในรูปแบบสถาปัตยกรรมล้านนาที่เคารพต่อรากเหง้าดั้งเดิมของพื้นที่
“เอาล่ะ ไปนั่งคุยกันในอาคารเถอะ” คริสตอฟยักไหล่ เดินนำหน้าเข้าสู่อาคารศูนย์วิจัย
ระหว่างทาง เขาชี้ให้เราเห็นห้องเล็ก ๆ และเล่าว่า EFEO มีการต่อเติมห้องทำงานวิจัย รวมถึงปรับปรุงอาคารส่วนกลางให้มีห้องพักรับรองจำนวน 3 ห้อง สำหรับนักวิชาการ นักศึกษานานาชาติ นักศึกษาปริญญา เข้ามาพักเพื่อทำการวิจัยในช่วงระยะเวลาหนึ่งด้วย
ที่น่าสนใจคือไม่ใช่แค่นักวิชาการและนักศึกษา แต่ยังเปิดให้ศิลปินมาเข้าพักด้วย เช่น ปัจจุบันที่คริสตอฟเล่าว่า มีศิลปิน 2 คนมาพักอยู่เป็นเวลา 1 เดือน และทำงานร่วมกับสถานทูตฝรั่งเศสอย่างใกล้ชิด


“คืนนี้พวกเขาจะจัดโชว์เกี่ยวกับดนตรี ภาพ เสียง เป็นการอำลาการมาพักที่นี่ นี่คือกิจกรรมประเภทหนึ่งที่เราสนับสนุนได้ EFEO อาจไม่ได้มุ่งเน้นส่งเสริมศิลปะโดยตรง แต่เราก็สนับสนุนสิ่งเหล่านี้”
หลังนั่งลงที่บริเวณชานระเบียงของศูนย์วิจัยและจิบเอสเพรสโซ่ คริสตอฟเล่าว่า EFEO ศูนย์เชียงใหม่ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นศูนย์กลางการวิจัยระดับภูมิภาคเพื่อศึกษาอารยธรรมเอเชีย โดยมีบทบาทหลักในด้านต่าง ๆ ทั้งการเป็น 1 ใน 16 ศูนย์ถาวรในเอเชีย และถือเป็นหนึ่งในศูนย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเครือข่าย ทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางที่เชื่อมโยงนักวิชาการฝรั่งเศส นักวิจัยนานาชาติ และนักวิชาการท้องถิ่น ให้มาทำงานร่วมกัน
“ถึงจะตั้งอยู่ในเชียงใหม่ แต่บทบาทของที่นี่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การศึกษาวัฒนธรรมล้านนาหรือไทยเท่านั้น EFEO มีขอบเขตทำงานครอบคลุมในระดับภูมิภาค ทั้งเมียนมา ลาว เวียดนาม และกัมพูชา โดยมุ่งเน้นศึกษาด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ มานุษยวิทยา เช่น กลุ่มชาติพันธุ์และศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนาและพราหมณ์”
EFEO ยังมีบทบาทในการจัดกิจกรรมวิชาการระดับสูงหรือสัมมนา เช่น Winter School ที่เป็นการฝึกอบรมเพื่อฝึกฝนการอ่านและทำความเข้าใจคัมภีร์ใบลานและพุทธศาสนา รวมถึงจัดพิมพ์ผลงานวิจัยร่วมกับสำนักพิมพ์ในท้องถิ่นเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ โดยมีนักศึกษาปริญญาเอกประมาณ 25 คนจากทั่วโลก ทั้งญี่ปุ่น อินเดีย สหรัฐอเมริกา ยุโรป ไทย และอื่น ๆ มารวมตัวกันที่นี่เป็นเวลา 1 สัปดาห์เพื่อเข้าร่วมเวิร์กช็อปอย่างเข้มข้น
นักวิจัยของ EFEO ยังมีส่วนร่วมในโครงการอนุรักษ์และบูรณะโบราณสถานสำคัญในภูมิภาค เช่น การบูรณะปราสาทหินพิมายในไทย งานในแขวงจำปาสักของลาว และงานด้านโบราณคดีในกัมพูชาด้วย เช่นเดียวกับคริสตอฟ ซึ่งเคยไปใช้ชีวิตในฐานะนักวิจัยและนักโบราณคดีที่นั่นถึง 18 ปี
“ที่ EFEO ศูนย์เชียงใหม่ของเรา มีคนทำงานทั้งหมด 8 คนนะ” คริสตอฟตอบคำถามที่ว่า EFEO เชียงใหม่มีพนักงานกี่คน หลังจากเขาไล่รายชื่อทีละคนให้เราฟัง รวมถึงชื่อของคนสวน พร้อมกับรอยยิ้ม
หลังจากคุยกัน แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้เรารู้จักสถานที่นี้เป็นอย่างแรกคือห้องสมุด คริสตอฟพาเราเดินไปยังห้องสมุด พร้อมแนะนำให้เรารู้จักกับ ราเกล เซโลสส์ (Raquel Selosse) บรรณารักษ์ของห้องสมุดซึ่งเป็นชาวเม็กซิโก เธอสวมแว่นตา รวบผม เสื้อยืดผ้าถักลายขวาง กางเกงสแล็กสีน้ำตาล น้ำเสียงอ่อนโยน เธอพูดภาษาสเปน ฝรั่งเศส และภาษาอังกฤษได้คล่อง


ห้องสมุดแห่งนี้กว้างขวาง โอ่โถง พื้นปูด้วยไม้เคลือบผิวให้ความรู้สึกอบอุ่น ผนังและเพดานเป็นคอนกรีตสีขาว แสงจากกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นสนามหญ้าสวนเขตร้อนด้านนอกส่องสว่าง ทำให้ห้องสมุดดูโปร่งโล่ง สะอาดตา มีชั้นหนังสือวางอยู่รอบ ๆ และมีชาวต่างชาติ 2 – 3 คนกำลังจมจ่อมอยู่กับหนังสือ เอกสาร และแล็ปท็อปบนโต๊ะตรงหน้า ท่าทางใช้เวลาอยู่ในห้วงแห่งการค้นคว้ามาหลายชั่วโมงแล้ว
ราเกลเล่าว่า EFEO มีห้องสมุดหลักอยู่ที่ปารีส เป็นห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุด มีหนังสือประมาณ 300,000 – 400,000 เล่ม รองลงมาคือที่ประเทศไทย
“เรายังมีห้องสมุดสำคัญในอินเดีย อินโดนีเซีย ฮานอย และเกียวโต รวมถึงเชียงใหม่” ราเกลเล่า ก่อนขยายความเกี่ยวกับห้องสมุดว่า ห้องสมุดแห่งนี้ไม่ได้เน้นที่วรรณคดีฝรั่งเศสอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นหนังสือทางวิชาการที่มุ่งเน้นการศึกษาเกี่ยวกับอารยธรรมและประเพณีท้องถิ่นเป็นหลัก ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ ศาสนา สถาปัตยกรรม ปรัชญา และมานุษยวิทยา
คริสตอฟเสริมว่า “หลายคนที่มาที่นี่ครั้งแรกจะพูดว่า โอ้ ที่นี่เป็นสถาบันฝรั่งเศส เรากำลังมองหาหนังสือภาษาฝรั่งเศสอยู่ แต่ไม่เลย ที่นี่เรากำลังศึกษาประเพณีท้องถิ่น อารยธรรมท้องถิ่น ด้วยหนังสือจากนักวิชาการท้องถิ่น ดังนั้นเอกสารส่วนใหญ่ที่เรามีจึงตีพิมพ์ในประเทศไทยหรือประเทศรอบข้าง ส่วนใหญ่เป็นภาษาไทย ส่วนที่เหลือเป็นภาษาอังกฤษ และมีภาษาฝรั่งเศสบ้างเล็กน้อย”


ประวัติศาสตร์ของห้องสมุดแห่งนี้เริ่มต้นพร้อมกับการที่ศูนย์ของ EFEO เริ่มดำเนินการในปี 1988 เพื่อเป็น ‘ขุมทรัพย์’ อันทรงคุณค่าของเหล่านักวิจัย โดยในยุคแรกเป็นการคัดเลือกและสะสมหนังสือจาก ดร.หลุยส์ กาโบด (หัวหน้าศูนย์ EFEO เชียงใหม่ตั้งแต่ปี 1998 – 2005) และ ฟรองซัว บิโซต์ ที่ซื้อหนังสือจำนวนมากเพื่อสร้างคอลเลกชันที่เชียงใหม่และส่งกลับไปยังปารีสควบคู่กัน
เมื่อหนังสือเริ่มเยอะขึ้น ห้องสมุดจึงปรับปรุงขยายเพิ่มในปี 2011 และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงทำพิธีเปิด
ปัจจุบันห้องสมุดนี้ดำเนินการในเครือข่ายของศูนย์ข้อมูลเอกสารที่ห้องสมุดสำนักงานใหญ่ของ EFEO ที่ปารีส มีหนังสือประมาณ 50,000 เล่ม มีวารสารประมาณ 40,000 ฉบับ ประกอบด้วยวารสารภาษาไทยประมาณ 700 ชื่อ และวารสารภาษาตะวันตกประมาณ 600 ชื่อ
นอกจากนี้ ที่นี่ยังเก็บรักษาหนังสือที่ระลึกที่จัดทำขึ้นเพื่อรำลึกถึงการเสียชีวิต วันครบรอบของบุคคลสำคัญ หรือวัดและอนุสาวรีย์ต่าง ๆ อีกกว่า 3,000 เล่ม ซึ่งมีอายุเก่าแก่ถึง 100 ปี หนังสือกลุ่มนี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะบันทึกเรื่องราวทางวัฒนธรรมและสังคมไทยในอดีต รวมถึงสำเนาจารึกโบราณ (Inscriptions) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของห้องสมุดแห่งนี้


ราเกลพาเราแยกจากคริสตอฟไปยังทางเดินเล็ก ๆ ด้านหลังห้องสมุดที่พาสู่ประตูบานใหญ่ หลังประตูบานนั้น คือห้องกว้างที่มีชั้นหนังสือเรียงรายสองฟากฝั่ง ปลายทางมีหน้าต่างบานเล็กที่ต้องเปิดไฟนีออนเพื่อเพิ่มความสว่างแก่ห้อง ห้องเก็บหนังสือมี 2 ชั้น สำหรับเก็บรวบรวมหนังสือหายาก เพราะห้องสมุดมีนโยบายดูแลรักษาอย่างเข้มงวดสำหรับหนังสือที่เก่ามากหรือหนังสือที่หาไม่ได้จากห้องสมุดอื่น
ในห้องเก็บหนังสือเงียบสงัด ได้กลิ่นหนังสืออวลจางในอากาศ ราเกลเล่าว่า ห้องเก็บหนังสือมีการจัดแบ่งหนังสือตามภาษาอย่างชัดเจน โดยใช้ระบบซ้าย-ขวา กล่าวคือ ชั้นหนังสือที่เรียงรายอยู่ฝั่งซ้ายเป็นหมวดหนังสือภาษาไทย ส่วนฝั่งขวาเป็นหมวดหนังสือภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ ส่วนระบบการสืบค้น ผู้ใช้บริการจะสืบค้นผ่านระบบคัดลอก (Catalog) เพื่อหาเลขเรียกหนังสือ จากนั้นบรรณารักษ์จะเป็นผู้ไปหยิบหนังสือจากชั้นมาให้บริการ
“ฉันชอบเล่มนี้มาก” ราเกลหยิบหนังสือเล่มหนึ่งมาจากชั้นด้วยความคล่องแคล่ว มันเป็นหนังสืออนุสรณ์งานศพในล้านนาที่เก่าแก่กว่า 100 ปี “เปิดดูได้เลยค่ะ” ราเกลพูดขึ้น หลังจับสัญญาณได้ว่าเราอยากลองเปิดดูในเล่ม แต่ไม่มั่นใจด้วยความที่เป็นหนังสือเก่า
เรายังมีพันธกิจในการซื้อหนังสือจากไทยส่งไปยังห้องสมุดที่ปารีสสำหรับคนที่อยากศึกษาเรื่องเหล่านี้ที่นั่นด้วย เพราะหนังสือ เอกสาร และสิ่งที่นักวิชาการท้องถิ่นกำลังศึกษา มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการวิจัย” ราเกลเล่า
หลังจากใช้เวลาอยู่ในห้องสมุดครู่ใหญ่ ราเกลพาเรากลับมาที่ห้องสมุดอีกครั้ง คริสตอฟยังอยู่ที่นั่น เขาพาเราเดินเล่นไปตามทางเดินด้านนอกที่ปูด้วยไม้ เชื่อมต่อแต่ละอาคารเข้าด้วยกัน พื้นขัดมันทำให้ถุงเท้าลื่นเล็กน้อย เราหยุดใกล้ห้องออฟฟิศของเขา มองไปทางสนามหญ้าที่มีสปริงเกลอร์กำลังพ่นน้ำรอบ ๆ และสนทนากันต่อเล็กน้อย

คุณมารับตำแหน่งเป็นหัวหน้าที่ EFEO ศูนย์เชียงใหม่แห่งนี้ได้อย่างไร
ถ้าคุณเป็นนักวิจัยเหมือนผม คุณจะเชี่ยวชาญในอารยธรรมใดอารยธรรมหนึ่งหรือสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่ง เช่น เดิมทีผมเชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมและการบูรณะวัด นานมาแล้วตอนที่ผมยังเป็นนักศึกษา ผมเคยได้รับโอกาสให้ทำงานบูรณะวัดและได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการบูรณะโบราณสถานในประเทศไทย ผมได้ทำงานร่วมกับชาวไทยที่ยังคงเป็นเพื่อนกันจนถึงทุกวันนี้ ต่อมาผมถูกส่งไปกัมพูชาเป็นเวลา 18 ปี เปิดศูนย์ EFEO ที่นั่น ขณะเดียวกันก็เรียนปริญญาเอกด้านโบราณคดีด้วย
หลังจากกัมพูชา ผมไปออสเตรเลียสักพัก แล้วก็ควรจะกลับมาปารีสและสอนที่ปารีสในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งก็เป็นงานของผมเช่นกัน แต่แล้วในนาทีสุดท้ายเพื่อนของผมที่กรุงเทพฯ ต้องกลับฝรั่งเศส ไม่มีใครมาแทนในตำแหน่งงาน เขาเลยบอกว่า ไม่ต้องกลับปารีส ไปกรุงเทพฯ ดีกว่า ผมตอบไปว่า ได้เลยครับ ยินดีครับ
ก่อนหน้านี้ผมทำงานที่กรุงเทพฯ ผมมีความสุขมาก ความเชี่ยวชาญของผมคือการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและการทำแผนที่ทางโบราณคดี ผมจึงทำงานในกัมพูชาได้ ทำงานในประเทศไทยได้ ทำงานในลาวได้ สุดท้ายผมก็ย้ายมาที่เชียงใหม่
ผมได้พบเจอผู้คนใหม่ ๆ เกือบทุกวัน ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา และนั่นเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก แต่ก็ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างให้ค้นพบ
ทำไมถึงสนใจวัฒนธรรมเอเชียที่แตกต่างจากวัฒนธรรมตะวันตกของคุณ
ตอนที่ผมยังเป็นนักศึกษา ผมอยากรู้อยากเห็นมากที่จะค้นพบอารยธรรมใหม่ สังคมใหม่ คุณรู้ไหม วัยรุ่นหรือคนหนุ่มสาว พวกเขาเดินทางไปทั่วโลกเพราะอยากค้นพบโลก และการค้นพบโลกก็คือการค้นพบตัวเองและวัฒนธรรมของตัวเองด้วย
นั่นเป็นเพียงความอยากรู้อยากเห็นในวันวาน แต่ตอนนี้กลายเป็นงานของผมแล้ว และกลายเป็นความเชี่ยวชาญของผมด้วย ผมใช้เวลาหลายปีในการศึกษาโบราณคดีและมรดกทางวัฒนธรรมในประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทย กัมพูชา หรือลาว
ผมคิดว่ามันเหมือนกับการสืบสวนของตำรวจเลย ผมพยายามสืบหาประวัติศาสตร์เบื้องหลังเจดีย์ เมื่อคุณเห็นเจดีย์ คุณอาจพูดคุยกันได้ว่ามันหน้าตาแบบนี้ มีรูปทรงแบบนี้ แต่ถ้าคุณเริ่มมองให้ลึกลงไป คุณจะเห็นประวัติศาสตร์ของเจดีย์นั้นอยู่เบื้องหลังก้อนหินหรืออิฐ คุณจะเห็นผู้คนที่สร้างมันขึ้นมา และพยายามทำความเข้าใจความคิดของคนที่สร้างมันขึ้นมา นั่นคือสิ่งที่ผมตื่นเต้นที่สุด
คุณได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานด้านนี้มาตลอดชีวิตบ้าง
ผมยังไม่ตายนะ (หัวเราะ) ผมคิดว่าด้วยประสบการณ์และขวบปีของการทำงานที่ผ่านมา ทำให้เรียนรู้ว่า ผมไม่ได้ทำงานกับประวัติศาสตร์ที่ตายแล้ว ผมทำงานกับเพื่อนร่วมงานในท้องถิ่น คนงานในท้องถิ่น และอื่น ๆ อีกมากมาย เช่นเดียวกับงานบูรณะ เมื่อผมบูรณะวัด ผมทำงานกับสถาปนิกชาวไทย นักโบราณคดีชาวไทย ทำงานกับหัวหน้างาน คนงาน และอีกมากมาย นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เรื่องราวมีชีวิตชีวา
ดังนั้น นั่นคือเหตุผลที่ผมชอบเจอนักศึกษา เพราะพวกเขามีสายตาที่สดใหม่ ซึ่งผมไม่มีอีกแล้ว ผมอาจมีแว่นตาแห่งประสบการณ์หลายปี แต่ผมก็ชอบที่จะได้เห็นแว่นตาของนักศึกษารุ่นใหม่ที่กำลังค้นพบสิ่งต่าง ๆ เช่นกัน
คุณมองอนาคตของ EFEO ศูนย์เชียงใหม่อย่างไร
EFEO ก่อตั้งมาแล้ว 126 ปี ซึ่งจุดเริ่มต้นแตกต่างจากปัจจุบันมาก มันเป็นเรื่องของการปรับตัว การพัฒนา รวมถึงการวิจัยที่เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับโลกและคำถามที่เราถาม ผมคิดว่าการวิจัยประเภทนี้ต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าอีก 100 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ผมหวังว่าในตอนนั้น เราทุกคนที่นี่จะยังคงเพลิดเพลินกับแม่น้ำปิงที่สวยงาม และหวังว่าต้นจามจุรียังแข็งแรงสมบูรณ์อยู่
เอเชียมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ในอนาคต EFEO เชียงใหม่อาจแตกต่างออกไปบ้าง แต่ผมมั่นใจว่าจะมีสิ่งต่าง ๆ มากมายให้ค้นพบ เพราะเชียงใหม่อุดมสมบูรณ์ มีหลายแง่มุมให้ศึกษา และหวังว่าเราจะทำให้สถานที่แห่งนี้มีชีวิตชีวา และมีส่วนร่วมต่อสังคมด้วยการวิจัยอย่างที่เป็นมาตลอด

