ไปดัดจริตฯ กัน
เราไม่ได้ชวนไปออกท่าทางหรือพูดจาโอเวอร์แอคติ้ง แต่ชวนไปเยือน ‘ดัดจริต ข้อมม้อม’ ห้องสมุดใหม่เอี่ยมของมูลนิธิประยูรเพื่อศิลปะ นำโดยผู้อำนวยการ เวลา อมตธรรมชาติ อดีตนักการตลาดและโฆษณาที่ละจากโลกพนักงานออฟฟิศในวัย 28 มาเอาดีทางศิลป์เกือบ 15 ปี ปัจจุบันนิยามตนเองเป็น Creative Placemaker ด้วยความตั้งใจเป็นตัวเชื่อมศิลปะเข้ากับผู้คน ผ่านสภาพแวดล้อมที่ดี
ที่นี่มีทำเลกลางเมือง ใกล้รถไฟฟ้า ใกล้โรงเรียนดัง ใกล้ทั้งย่านท่องเที่ยวและแหล่งชุมชน
ในวาระที่ดัดจริต ข้อมม้อม เพิ่งเปิดอย่างเป็นทางการ เราจึงเดินทางมายังอาคาร 3 ชั้นครึ่งแห่งนี้ ถือโอกาสนั่งลงที่โต๊ะกลางห้องในวันแดดดี แสงสวยทั้งนอกในอาคาร เพื่อชวนเวลาคุยถึงที่ไปที่มาและความตั้งใจของห้องสมุดชื่อแปร่งหู รวมถึงเป้าหมายและความหวังเรื่องการพัฒนาพื้นที่สาธารณะในอนาคต

รู้จักดัดจริต
ตอนได้ยินชื่อ ดัดจริต ข้อมม้อม ทุกคนคงขมวดคิ้วไม่ต่างกัน เพราะท่อนต้นเป็นการทำกริยาเกินควร บ้างก็ใช้กระแนะกระแหน ท่อนท้ายก็ออกเสียงยากและไม่คุ้นหู รวมกันยิ่งไม่น่าเป็นชื่อห้องสมุด
เวลาให้ความกระจ่างแก่เราว่า คำว่า ‘ดัดจริต’ ในที่นี้ไม่ได้ด่าหรือแซะใคร แต่ตั้งเพื่อระลึกถึง วิคเตอร์-เกรียงศักดิ์ ศิลากอง อดีตผู้จัดและกำกับภาพยนตร์-ละครเวทีชื่อดัง ซึ่งจากไปเมื่อต้น พ.ศ. 2565
วิคเตอร์เป็นผู้อำนวยการคนแรกของเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ (World Film Festival of Bangkok) ทั้งยังเป็นเสมือนครูและรุ่นพี่คนแรกในวงการศิลปะที่ให้โอกาสเวลาได้ก้าวเข้ามายังโลกอีกฝั่ง เมื่อครั้งที่เขาลาออกจากงานประจำเมื่อเกือบ 2 ทศวรรษก่อนหน้า
“ดัดจริตเป็นคำพูดติดปากของพี่วิคเตอร์ เขาใช้เวลาเห็นคนมีจริตบางอย่างที่ดูประดิษฐ์ ถึงคำดูแรงแต่เวลาแกพูดทุกคนมักยิ้มและหัวเราะตาม เพราะรู้ว่าแกแซวติดตลก ตอนเราคิดชื่อห้องสมุดศิลปะ ไม่ได้อยากไว้อาลัยพี่วิคเตอร์หรือทำให้ดูเศร้า ถ้าเป็นแกก็คงไม่อิน เราเลยหยิบคำนี้มาใช้ในความหมายแง่บวก คือบอกว่าศิลปะช่วย ‘ดัด’ ‘จริต’ ของคนให้ไม่หยาบกระด้าง ซึ่งคิดว่าเหมาะสมและตรงกับความตั้งใจของเราที่อยากให้คนเข้าถึงศิลปะได้ง่ายขึ้น” เวลาเล่าเสริม พลางอมยิ้มเมื่อพูดถึงพี่ที่เขาเคารพ
ส่วน ‘ข้อมม้อม’ เป็นภาษาลาว แปลว่า นั่งยองตามสบาย คล้ายท่ากระต่าย ซึ่งคล้ายจุดประสงค์ของห้องสมุดที่อยากสร้างพื้นที่สาธารณะ ให้อิสระแก่ผู้มาเยือนได้ใช้อย่างสบาย เข้าถึงศิลปะ วัฒนธรรมร่วมสมัยโดยไม่ติดข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่ายหรือถูกกั้นขวางด้วยกำแพงรสนิยม แถมคำนี้ยังออกเสียงคล้าย ‘Common’ พื้นที่ส่วนกลาง-สาธารณะ เวลาจึงยิ่งชอบ และคิดว่าเป็นคำที่ใช่ที่จะนำมาตั้งชื่อห้องสมุด
เมื่อนำมารวมกัน ดัดจริต ข้อมม้อม จึงหมายถึงพื้นที่ขัดเกลาความคิด จริต จิตใจ ตัวตนของผู้คนด้วยศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมัย ด้วยวิธีกันเอง เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน เปิดกว้างพอที่ทุกคนจะเข้าถึง


ทำไมต้องดัดจริต
แนวคิดตั้งต้นของ ดัดจริต ข้อมม้อม เกิดจากเล็งเห็นปัญหาคนกรุงเรื่องพื้นที่สาธารณะ เพราะกรุงเทพฯ มีประชากรหนาแน่น แต่พื้นที่สาธารณะที่ให้คนออกไปใช้ชีวิตมีจำกัด แถมอากาศประเทศเราค่อนข้างร้อน ผู้คนจึงเลือกใช้เวลาสุดสัปดาห์อยู่ในห้างสรรพสินค้า ดูหนัง ดื่มกาแฟ ซึ่งส่วนใหญ่ต้องใช้เงินทั้งสิ้น
บางคนอยากเข้าถึงพื้นที่ทางศิลปะ แต่กังวลว่าอาจมีกำแพงรสนิยม คนที่อยากศึกษาหรือเรียนรู้วัฒนธรรมร่วมสมัยจึงไม่กล้าเริ่ม เพราะกลัวถูกตัดสิน เรื่องนี้เป็นประเด็นใหญ่และสำคัญ เพราะพื้นที่สาธารณะเป็นปัจจัยที่ช่วยพัฒนาคน ทั้งด้านความคิด รสนิยม ทัศนคติผ่านสื่อและศิลป์ที่คนผู้นั้นเสพ
เมืองใหญ่น้อยในต่างแดน ทั้งชาติตะวันออกหรือประเทศตะวันตกที่ให้ความสำคัญกับประชาชนมักมีนโยบายหรือกฎหมายที่เอื้อให้เกิดพื้นที่สาธารณะ เช่น ที่ญี่ปุ่นลดอัตราภาษีอาคารประจำปีหากเจ้าของตึกจัดสรรพื้นที่สำหรับสร้างโรงละคร
ต่างจากไทยที่แม้มีงบสนับสนุนพื้นที่สร้างสรรค์อยู่บ้าง แต่ข้อจำกัดปลีกย่อยเยอะ เงื่อนไขซับซ้อน ที่สำคัญคือแทบไม่มีการบูรณาการหรือประสานประโยชน์ข้ามหน่วยงาน ทำให้ความเคลื่อนไหวเรื่องพื้นที่สาธารณะในบ้านเรากระอักกระอ่วน ชะงักงันมานาน

เวลาและมูลนิธิประยูรเพื่อศิลปะจึงตั้งโจทย์ว่า หากอยากช่วยคลายปัญหา แม้เพียงเล็กน้อย เมืองหลวงก็ควรมีพื้นที่อิสระ ยืดหยุ่น เหมาะแก่การใช้ชีวิตมากกว่านี้ ข้อสำคัญคือต้องเปิดกว้างทางความคิดมากพอจะทลายกำแพงความกลัวที่จะเริ่มเรียนรู้ สุดท้ายก็หวยมาออกห้องสมุดศิลปะแบบที่เห็น
“เดิมทีห้องสมุดไม่ใช่ที่เงียบสำหรับอ่านหนังสืออย่างที่เราเห็น แต่เป็นพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยน ถกถามประเด็นต่าง ๆ ระหว่างผู้สนใจ ตั้งแต่การเมือง สังคม ศาสนา รวมถึงศิลปะ แล้วใช้หนังสือเป็นที่อ้างอิงหรือแหล่งต่อยอดความคิด อีกแง่หนึ่งห้องสมุดจึงเป็น Community Space ไปในตัว” เขาย้อนถึงไอเดียตั้งต้น
“เราเลยหยิบแนวคิดนี้มาใช้ต่อ เพราะเราไม่ได้มองศิลปะในฐานะของบนหิ้งที่ต้องบูชา แต่ใช้ศิลปะเป็นวิธีเชื่อมคน เชื่อมชีวิตเข้าด้วยกัน เกิดเป็นพื้นที่ให้คนใช้เวลากับสิ่งที่ต้องการ อาจนั่งทำงาน สนทนา นอนอ่านหนังสือ กิจกรรมล้อมวง หรือพักใจเฉย ๆ ก็ได้ โดยมีศิลปะและวัฒนธรรมเป็นแก่นหลัก”


ดัดจริตที่บ้าน
เมื่อตัดสินใจได้ งานถัดไปจึงเป็นการหาสถานที่ เหมาะเจาะพอดีกับที่ วริศ ลิขิตอนุสรณ์ นักดนตรีบำบัดผู้เป็นกัลยาณมิตรกับเวลามานานกำลังมองหาเพื่อนร่วมตึก ในอาคารชื่อ Hoam-โฮม ปรับปรุงจากร้านอาหารเก่าในซอยเจริญกรุง 47/2 ให้เป็น Community Space พื้นที่รวมกลุ่มหลายแขนง แม้ไม่ใช่ตัวเลือกแรก แต่สิ่งสำคัญที่ตึกนี้มีและอาคารอื่นให้ไม่ได้ คือสังฆะ หรือ Community ของคนในตึก
“เราเชื่อว่าสิ่งที่อยู่โดด ๆ ย่อมเปล่งประกายได้ไม่เต็มที่ เช่นเดียวกับศิลปะที่อยู่โดดเดี่ยวไม่ได้
“แต่เพื่อนที่วริศชวนมาอยู่ในอาคารนี้ล้วนเป็นคนใกล้ชิด รู้จักกันมานาน ชีวิตกับงานของแต่ละคนก็น่าสนใจมาก เราเลยคิดว่าควรเลือกที่นี่ คอยเกื้อหนุนกันและอาศัยประโยชน์จากสิ่งที่เพื่อนมี” เวลาพูดพลางชี้มือขึ้นลง บรรยายสรรพคุณตึกชื่อ ‘บ้าน’
“ถ้าตัดสินใจแบบนี้ก็ตรงจุดประสงค์ของเราที่อยากสร้าง Third Place หรือบ้านหลังที่ 3 พอดี นอกจากบ้านที่อาศัย โรงเรียนหรือที่ทำงาน เราควรมีบ้านหลังที่ 3 เป็นพื้นที่ใช้ชีวิต พบปะผู้คน ขยายสังคม รู้จักชุมชน ให้เกิดการเติบโตงอกงามทางจิตวิญญาณ นอกจากตึกนี้จะเป็นบ้านหลังที่ 3 ให้คนมาเยือน ยังเป็นบ้านหลังที่ 3 ให้สมาชิกตึกแต่ละคนด้วย เราว่าลงตัวดี”
ในที่สุดเวลาจึงพา ดัดจริต ข้อมม้อม เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนตึก 3 ชั้นครึ่ง ร่วมลงหลักปักฐานกับกัลยาณมิตรทั้งเหนือหัวและใต้พื้น โดยยึดเอาชั้นลอยมาจัดสรรเป็นห้องสมุดตามที่ตั้งใจไว้


แต่งบ้านให้ดัดจริต
สิ่งที่เราสัมผัสได้จาก ดัดจริต ข้อมม้อม คือการออกแบบตกแต่งที่ลงตัว ทั้งที่แทบไม่ได้ปรับโครงสร้างอาคารจากเดิม แต่สีวัสดุ ของแต่งห้อง ตำแหน่งจัดวางช่องแสง มวลโดยรวมของเครื่องเรือน กลับกลมกลืน สบายตา ครบครันทั้งโต๊ะยาวพร้อมเก้าอี้ โซฟาใหญ่ โซฟาเล็ก ไปจนถึงเบาะนั่งพื้นนุ่มสบาย ชวนให้เราอยากใช้ชีวิตและใช้เวลานั่งกินนอนอยู่ที่นี่ตามจุดประสงค์ของสถานที่จริง ๆ
นอกจากบริเวณชั้นลอยแล้ว ที่นี่ยังมีพื้นที่ดาดฟ้าเปิดโล่ง โปร่ง ใช้นั่งชมทิวทัศน์ของเมืองโดยรอบ และปลูกพืชต่าง ๆ ทั้งใหญ่เล็กสำหรับกิจกรรมเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตและธรรมชาติ โดยพื้นที่ส่วนนี้จะเปิดให้บริการในอนาคตอันใกล้นี้
“ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกรอบการออกแบบที่วริศขอไว้ว่า อยากให้ใกล้เคียงกันทั้งตึก มีส่วนประกอบจากธรรมชาติมากที่สุด อาจไม่ถึงกับปลอดพลาสติก แต่มีระบบคัดแยกที่ยั่งยืน เลยหยิบของที่มีอยู่แล้วทั้งของเราเองกับเพื่อนร่วมตึกมาใช้ อย่างเครื่องดนตรีที่เห็นก็เป็นของวริศ หรือเปียโนตัวนี้ก็มีคนบริจาคมา ซึ่งคนที่มาห้องสมุดหยิบมาเล่นได้เลย อยากให้คนที่มาได้ทำตัวสบาย ๆ ใช้เวลากับสิ่งที่เขาสนใจ”
หากเรียกว่าห้องสมุด แต่ไม่พูดถึงหนังสือก็คงแปลกไม่เบา
เวลาอยากให้เข้าใจตรงกันว่า ‘ห้องสมุดศิลปะ’ ของเขาไม่ได้มีแต่หนังสือภาพศิลปะ แต่เป็นห้องสมุดที่เน้นนำเสนอสื่อ สิ่งพิมพ์ ศิลปะ และวัฒนธรรมร่วมสมัยหลายประเภท เพื่อขัดเกลาชีวิตผู้มาเยือนผ่านพื้นที่สาธารณะ ทั้งวรรณกรรมไทย-เทศ งานเขียนสารคดี ผลงานวิชาการ งานวิพากษ์สังคม
“ห้องสมุดของเราไม่ได้มีหนังสือครบครันหรือเน้นเฉพาะหนังสือศิลปะ แต่เน้นเป็นพื้นที่พูดคุยเรื่องศิลปะและวัฒนธรรมทั้งหลายของคนที่สนใจประเด็นเดียวกัน โดยใช้หนังสือเป็นสื่อกลาง”

หากว่ากันตามตรง ที่นี่มีหนังสือไม่มากนักสำหรับนิยามตนว่าเป็นห้องสมุด แต่เรากลับมองว่าการเลือกสรรแต่ละเล่มมาประดับชั้นน่าสนใจมาก เกือบทุกเล่มเป็นหนังสือที่เนื้อหาสาระดี นักเขียนมีชื่อและมีอุดมการณ์บางประการร่วมกัน เมื่อลองถามดูจึงได้รู้ว่านอกจากตั้งชื่อห้องสมุดเพื่อระลึกถึง หนังสือทั้งวรรณกรรม ศิลปะ วัฒนธรรมเกือบ 80% ที่อยู่ทั่วห้องสมุด เป็นของตกทอดที่วิคเตอร์สะสมไว้เช่นกัน
เดิมทีน้องชายของวิคเตอร์บริจาคหนังสือทั้งหมดให้ห้องสมุดอีกแห่งของมูลนิธิประยูรฯ ที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย แต่เวลาและมูลนิธิเห็นข้อจำกัดของห้องสมุดในต่างจังหวัด เช่น การเดินทางเข้าถึงค่อนข้างลำบาก ผู้สนใจก็น้อยกว่า จึงจัดสรรหนังสือบางส่วนใหม่ สุดท้ายก็ย้ายมาที่ดัดจริตฯ แห่งนี้
เชื่อว่าแต่ละคนคงมีแนวเรื่องที่ชอบไม่เหมือนกัน แต่เราค่อนข้างมั่นใจว่าคนที่ได้เห็นกิจกรรม หนังสือ หรือชั้นดาดฟ้าของ ดัดจริต ข้อมม้อม ต้องได้พบตำแหน่งโปรดของตนเองที่พร้อมใช้เวลาขลุกอยู่ได้แน่นอน


ดัดจริตเพื่ออนาคต
ณ เวลาที่เราได้เจอเวลา ดัดจริต ข้อมม้อม เพิ่งเปิดยังไม่ถึงเดือนดี หรือต่อให้รวมเวลาตั้งแต่ริเริ่มก็ยังผ่านมาไม่ถึง 3 เดือน ขณะนี้ป้ายตึกยังไม่เสร็จ Google Maps ยังไม่อนุมัติชื่อห้องสมุดให้ปรากฏในการค้นหา
แม้เวลาจะผ่านมาไม่นาน แต่เวลาก็มีความสุขกับทุกช่วงเวลาที่ได้ก่อร่างสร้างห้องสมุดนี้
“ทุกวันนี้เรามีความสุขมากกับการเลี้ยงหอย ทำความสะอาดห้อง ปลูกต้นไม้ ถึงคนมาใช้งานจะยังไม่มาก แต่ก็คิดว่าไม่เสียเปล่า เพราะอย่างน้อยเราใช้งานพื้นที่เองก็รับรู้ได้ว่าดีตามที่ตั้งใจไว้จริง”
ว่ากันตามตรง เวลาเองก็ไม่ถึงกับมั่นใจว่า ดัดจริต ข้อมม้อม จะสร้างการเปลี่ยนแปลงเรื่องพื้นที่สาธารณะระดับใหญ่
ถ้าโมเดลห้องสมุดศิลปะเล็ก ๆ นี้ประสบความสำเร็จ เขาหวังว่ามันจะเป็นตัวอย่างให้แก่เจ้าของตึก หน่วยงานรัฐ หรือเอกชน เห็นความเป็นไปได้ในการเปิดพื้นที่ส่วนตัวเพื่อสาธารณะ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ขัดเกลาพัฒนาคน ให้กรุงเทพฯ และประเทศไทยไม่ใช่เพียงพื้นที่ให้คนกิน อยู่ ทำงาน และตายจาก แต่เป็นพื้นที่ให้คนได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ใช้เวลาอย่างมีความหมาย และ ‘ข้อมม้อม’ กันได้มากขึ้นในอนาคต
หมายเหตุ
ตึก Hoam เป็น Community Space ของ วริศ ลิขิตอนุสรณ์ ที่ชักชวนกัลยาณมิตรต่างความถนัดมาร่วมกันออกแบบอาคาร 1 คูหา ให้เป็นพื้นที่กลางสำหรับแลกเปลี่ยนความสนใจ ขณะนี้ในอาคารมีทั้งร้านชาร้อนออร์แกนิก ห้องสมุดศิลปะ ชั้นเรียนดนตรีบำบัด แปลงผักปลอดสารริมระเบียง และสวนดาดฟ้าสำหรับหย่อนใจ โดยห้องสมุดดัดจริต ข้อมม้อม และตึก Hoam เปิดพื้นที่ให้ผู้สนใจใช้จัดกิจกรรมกลุ่มหรืออีเวนต์ได้ แต่ไม่ใช่เช่าจัดเป็นส่วนตัวอย่างอิสระ ต้องผ่านการคัดกรองของสมาชิกก่อน เพื่อให้ทุกกิจกรรมในอาคาร ‘บ้าน’ แห่งนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการพัฒนามนุษย์ตามความตั้งใจของโครงการ
