เพียงไม่กี่นาทีที่ฝีเท้าพาเราเดินห่างออกจากถนนพหลโยธิน ผ่านสารพันร้านรวง คาเฟ่ บ้านเรือนเข้ามาตามซอยราชครู เราก็ได้พบกับพื้นที่สีเขียวนุ่มนวลที่โอบรัด ‘บ้านชุณหะวัณ’ เอาไว้
ภายในอาณาบริเวณ 3 ไร่เศษนี้ไม่ได้มีเพียงที่พำนักของครอบครัวอดีตนายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่รู้กันแพร่หลายว่าทายาทของครอบครัวแบ่งสรรปันส่วนที่ดินให้ธุรกิจเล็กใหญ่มาใช้งาน นำพาสีสันใหม่ ๆ มาสู่สถาปัตยกรรมที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ และปลายทางของเราวันนี้คือ ‘Dip’ ธุรกิจใหม่ล่าสุดที่ได้จุ่มตัวลงในสวนหลังบ้านชุณหะวัณ ให้บริการบ่อน้ำร้อน-น้ำเย็น ห้องสตีม ซาวน่า ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ และไอเดียที่อยากให้สุขภาวะกาย-ใจ ของผู้มาเยือนได้รับการโอบกอดไปพร้อมกัน
ว่าแล้ว ลองมาจุ่มตัวลงในบทสนทนากับ Marc หนึ่งในผู้สร้างพื้นที่นี้ไปด้วยกันไหม

มาร์คนั่งลงพูดคุยกับเราที่ชุดโต๊ะเก้าอี้ไม้สีอมส้ม จัดเรียงอยู่ในระเบียงทางเดิน บริเวณหน้าอาคารหลักของเวิ้งบ้านชุณหะวัณ ระเบียงนี้เป็นส่วนหนึ่งของบาร์เครื่องดื่มของคาเฟ่ชื่อ Yellow Lane ยังมีผู้คนอีกจำนวนหนึ่งร่วมแชร์พื้นที่ด้วยกันกับเขา และเมื่อลองไถ่ถามความเป็นไป มาร์คเล่าถึงตัวเองให้ฟังว่า เขาเป็นชาวออสเตรเลียที่เดิมทีตั้งใจมาเริ่มต้นธุรกิจในเมืองไทย แล้วก็อยู่ไปชิลล์ ๆ ปีเดียวเท่านั้น แต่บางอย่างในเมืองแสนวุ่นวายนี้รั้งเขาเอาไว้ ทำไปทำมา มาร์คใช้ชีวิตแบบชาวกรุงเทพฯ มาแล้วกว่า 11 ปี


“งานหลักของผมคือ Tech Entrepreneur ครับ โปรเจกต์แรกเป็นธุรกิจ Fashion-Tech ซึ่งร่วมทำกับทีมอีกหลายชีวิต เราขายธุรกิจนั้นให้บริษัทญี่ปุ่นไปเมื่อ 2 – 3 ปีก่อน และไม่นานมานี้ผมได้เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจ Fashion-Tech อีกเช่นกัน การดูแลธุรกิจทางนั้นเป็นงานหลักของผม
“ผมไม่คิดว่าจะอยู่ไทยนานขนาดนี้ ทำไปทำมาก็ไม่รู้สึกว่าต้องย้ายไปไหนอีกแล้ว ผมมีสังคมที่นี่ ซึ่งแผ่กว้างออกไปเรื่อย ๆ ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าตัวเองเริ่มมีรากที่หยั่งลึกลงไปในเมืองไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ”
เท่าที่เราเข้าใจ งานหลักของมาร์คสร้างความเครียดให้เขากับทีมไม่น้อย
และนั่นก็คือสาเหตุที่เขาอยากจะสร้างโปรเจกต์สนุก ๆ ขึ้นมาเยียวยาใจบ้าง
“ทั้ง Yellow Lane และ Dip เป็นโปรเจกต์สนุก ๆ ของทีมเราครับ” ชายหนุ่มเล่า
“เริ่มจากการที่เราเข้ามาทำออฟฟิศในบ้านหลังนี้ เจ้าของบ้านคนปัจจุบันเป็นทายาทตระกูลนักการเมืองเก่าแก่ก็จริง แต่เธอเป็นคนรุ่นใหม่ที่เปิดกว้าง การสนับสนุนของเธอทำให้ไอเดียของเราได้โลดแล่น และทีมเราเป็นทีมเล็ก ๆ มีกันอยู่ราว 20 คนได้ เลยทำให้รู้สึกว่าห้องทานข้าวที่นี่ใหญ่จังนะ บ้านนี้ก็ใหญ่มาก ๆ ด้วย จึงมีศักยภาพที่น่าจะทำบางสิ่งบางอย่างให้เกิดประโยชน์ใช้สอยอื่นได้”
และนั่นคือที่มาของ Yellow Lane – Brunch Cafe อายุอานาม 3 – 4 ปี จากที่เคยตั้งใจให้เป็นคาเฟ่เล็ก ๆ ตอนนี้ Yellow Lane เป็นทั้งแหล่งจัดกิจกรรมสายครีเอทีฟ ละคร เพลง เกม ให้ผู้คนมาแฮงก์เอาต์ โปรเจกต์แรกเติบโตแผ่ก้านใหญ่ จนพอจะออกใบให้ร่มเงากับอีกหนึ่งโปรเจกต์ได้แทงยอดบ้าง


เมื่อเดินทะลุห้องทานข้าวที่ตอนนี้เป็นเลาจน์ของ Yellow Lane มาที่สวนด้านหลังบ้าน ก็จะพบกับพื้นที่ขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก และผู้คนที่มาหย่อนกายลงในบ่อน้ำร้อน-น้ำเย็น-สตีมรูม/ซาวน่า
บ้างก็จมจ่อมอยู่ในบทสนทนากับเพื่อนทั้งเก่า-ใหม่ในพื้นที่ส่วนกลางของ Dip
“ตอนที่ผมย้ายมากรุงเทพฯ ใหม่ ๆ ผมไม่เจอ Culture Shock มากนัก เพราะมีเพื่อนอยู่ที่นี่บ้างแล้ว แต่หนึ่งในเหตุผลหลักที่ผมอยู่ที่นี่มายาวขนาดนี้คือสภาพอากาศ อากาศที่นี่ชวนให้ผู้คนออกมาใช้ชีวิตกลางแจ้ง โดยไม่ต้องกังวลกับความหนาวเย็น ผมมองว่าเป็นอิสระแบบหนึ่ง และนั่นทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่แทบเรียกได้ว่าบ้าคลั่งเมืองหนึ่งเลย ในแง่ที่ว่ามีอะไรแปลกใหม่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา”
หนุ่มออสเตรเลียคนนี้นิยามตนเองให้เราเข้าใจง่าย ๆ ว่าเขาเป็น Extrovert ชื่นชอบการพบปะมนุษย์ ได้ทำสิ่งใหม่ ๆ เจอเรื่องสนุกอยู่ตลอดเวลา เราเห็นว่าน่าจะเข้ากับไวบ์เมืองกรุงได้อย่างดี


“ถ้าจะให้นิยามกรุงเทพฯ ผมว่านี่เป็นเมืองที่วุ่นวายมาก ๆ เต็มไปด้วยตึกระฟ้าและสถาปัตยกรรมสารพัด แต่มีพื้นที่สีเขียวอยู่น้อยนิดเมื่อเทียบกับขนาดของเมือง” มาร์คพูดถึงบ้านปัจจุบันของเขา “ขยับวงแคบมาที่อารีย์ ย่านนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่มอบประสบการณ์ที่หลากหลายให้ผู้มาเยือนได้”
“ส่วนตัวผมมอง Dip และ Yellow Lane ในฐานะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของย่านอารีย์ เป็นสิ่งพิเศษที่อยู่ใจกลางความสับสนวุ่นวายของเมืองใหญ่ มอบพื้นที่ในการหลบหนีหรือซ่อนตัวให้ผู้คน คุณอาจจะหลบมาทานข้าวเที่ยงกับเพื่อน หรือซุกตัวในธรรมชาติที่อยู่รอบ ๆ พื้นที่บ้านหลังนี้ก่อนจะกลับไปใช้ชีวิตประจำวัน เป็นพื้นที่ที่เหมือนเมืองหลวงแต่ก็ตั้งอยู่ใจกลางเมือง”
มาร์คยังแชร์ให้เราฟังอีกด้วยว่า โปรเจกต์สนุก ๆ ของเขาและทีมได้รับการตอบรับดีกว่าที่คาดเอาไว้ เพียงระยะเวลา 6 สัปดาห์หลังจากเปิดทำการ ก็มีผู้มาเยือนหลากหลาย ไปได้ดีกว่าที่คิดมาก
“ผมกับทีมและผู้ถือหุ้นอีกกว่า 10 คนไม่ได้สร้าง Yellow Lane ขึ้นมาเพื่อทำกำไรหรอกครับ และ Dip ก็ไม่ใช่แค่บ่อแช่น้ำสไตล์ดั้งเดิมของญี่ปุ่น หรือแนวเซนที่เน้นความสงบเงียบ แต่คอนเซปต์ของ Dip คือ พื้นที่ที่อนุญาตให้ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม มีประสบการณ์ที่ดีต่อกัน ได้ดูแลตนเอง ได้ดูแลกันและกัน แม้กระทั่งได้มาเจอเพื่อน รับประทานอาหารหรือดื่มอะไรดี ๆ ด้วยกัน ใช้เวลายามบ่ายอย่างเอื่อยเฉื่อย แต่เต็มไปด้วยคุณภาพร่วมกัน ทั้งหมดนี้เป็นวิถีชีวิตที่มีค่ามากสำหรับพวกเราครับ
“พวกเราอยากมีพื้นที่แบบนั้นในชีวิต ในย่านที่เราอยู่อาศัย ซึ่งมีผู้คนจำนวนไม่น้อยเลยครับที่ต้องการอะไรคล้าย ๆ กัน และพวกเขาก็มาที่นี่เพื่อตามหาสิ่งนั้นเหมือนกัน” มาร์คยิ้มน้อย ๆ


ไม่ใช่เพียงแค่ให้ผู้คนได้กลมกลืนกันมากขึ้น แต่ Dip ยังมีแก่นหลักสำคัญอีกหนึ่งประการ
นั่นคือการทำตัวกลมกลืนกับธรรมชาติแวดล้อม มาร์คค่อย ๆ ใช้เวลา เล่าให้เราฟังถึงแนวคิดในการสร้าง Dip ขึ้นมา ในฐานะหนึ่งในผู้ตัดสินใจหลักที่คลุกคลีกับโปรเจกต์นี้มาตั้งแต่ตั้งไข่
“เช่นเดียวกับการสร้างสิ่งใหม่ทุกสิ่ง มันยากมากครับ” มาร์คเปรย
“แนวคิดของเราคือการสร้างธุรกิจที่ Lean ที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะเลือกสิ่งที่ราคาถูกสุดเสมอไป Dip เป็นบ่อแช่น้ำที่ไม่หรูหราเวอร์วัง แต่การออกแบบทั้งหมดทำออกมาให้ตอบโจทย์ พร้อมกับคงความสมดุลระหว่างคุณภาพ ราคา และประสบการณ์ที่เราอยากมอบให้ผู้มาเยือน
“เรามีพื้นที่สวนและต้นไม้ใหญ่ที่สวยงามมาก ๆ แน่นอนว่าเราจะไม่แตะต้องหรือทำลายธรรมชาติเด็ดขาด บ่อน้ำ ห้องสตีม พื้นที่ส่วนกลาง ห้องอาบน้ำ จัดวางให้กลืนไปกับพื้นที่เดิม โดยคำนึงว่าสถาปัตยกรรมใหม่เหล่านี้ต้องไม่สร้างความเสียหายให้กับต้นไม้ และเมื่อต้นไม้เติบโตขึ้นก็จะไม่ทำให้สถาปัตยกรรมนั้นเสียหายเช่นกัน” เขาพูดพลางทอดสายตาชมธรรมชาติที่โอบล้อมวงสนทนา
“ประเด็นหลังนี้ เราแค่คาดการณ์และวางแผน ต้องรอสักระยะถึงจะรู้ว่าได้ผลจริงไหม”
ที่น่าสนใจอีกอย่างสำหรับเราเองก็คือ Dip เลือกใช้ดินเผาเป็นวัสดุปิดผิวของพื้นที่ส่วนใหญ่ ซึ่ง มาร์คอธิบายว่าเหตุผลหลักคือเขาต้องการให้พื้นที่แห่งนี้กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด
“ลองจินตนาการว่าในอีกปี 2 ปีข้างหน้า เมื่อฝนโปรยลงมา หญ้า มอสจะเริ่มเผยตัวบนกระเบื้องดินเผา นั่นน่าจะทำให้พื้นที่ดูกลมกลืนไปกับโลกรอบข้างมากขึ้น” เขาเผยวิสัยทัศน์พร้อมรอยยิ้ม


สีเทอร์ควอยซ์ที่ป้ายโลโก้ของ Dip ก็เลือกมาอย่างตั้งใจ เพื่อให้รู้สึกสบาย ๆ และหวังจะช่วยละลายกำแพงระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติลงได้ และดีไซน์ทั้งหมดจึงตอบโจทย์หลักที่คาใจทีมงาน
“ประเด็นสุขภาวะองค์รวมคือประเด็นที่เราสนใจครับ” มาร์คให้ข้อมูล “หลังโควิด-19 หลายคนไม่อยากมีปฏิสัมพันธ์หรือพูดคุยกับคนใหม่ ๆ บางคนกลัวการพบเจอผู้คนเลยด้วยซ้ำ เรายังคงเห็นผลกระทบจากเหตุการณ์นั้นจนถึงตอนนี้ ดังนั้นกิจกรรมที่ Dip นำเสนอจึงมีเป้าหมายในการชวนผู้คนมาดูแลสุขภาพตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการวิจัยมากมายที่บ่งชี้ถึงประโยชน์ต่อสุขภาพของการปล่อยให้ร่างกายเผชิญความร้อนสลับกับความเย็น รอบปกติที่เราแนะนำ คือแช่น้ำร้อนหรืออบซาวน่า 5 – 10 นาที แล้วสลับไปแช่น้ำเย็น 5 นาที หลังจากนั้นพัก 5 – 10 นาที สลับไปมาสัก 3 รอบ”
ทันทีที่ร่างกายสัมผัสน้ำ สมองจะสื่อสารว่าฮอร์โมนแห่งความสุขกำลังเอ่อล้น พลังงานกำลังพุ่งพล่าน เป็นโอกาสให้เชื่อมต่อกับร่างกายในแบบที่ไม่ค่อยได้มีโอกาสทำในกิจวัตรอื่น ๆ ระหว่างวัน
“การได้นั่งแช่ตัวในน้ำไปด้วย พบปะผู้คนใหม่ๆ ไปด้วย ภายใต้การโอบรับของธรรมชาติที่คนเมืองอาจไม่ได้เข้าถึงง่ายนักในชีวิตประจำวัน ก็เหมือนเราได้เติมเต็มทั้งกายและใจไปพร้อมกัน”
เราพยักหน้าเห็นด้วยกับมาร์ค พลันนึกอยากหย่อนตัวลงในน้ำเสียเดี๋ยวนั้น

การใช้เวลาในพื้นที่ของ Yellow Lane และ Dip ทำให้เรารู้สึกถึงความเปิดโล่ง
ราวกับนั่นเป็นคำเชื้อเชิญให้เรามีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
บางทีคนเราก็แค่ต้องการข้ออ้างเล็ก ๆ ที่จะเริ่มทักทายใครสักคนใช่ไหมล่ะ
มาร์คบอกเราก่อนแยกกัน ท่ามกลางเสียงจอแจของผู้มาเยือนหน้าใหม่ว่า เขาเลือกไม่ได้ว่าชอบบรรยากาศสบาย ๆ หลังเลิกงานที่ได้ใช้เวลาในบ่อน้ำร้อน หรือไวบ์ปาร์ตี้ย่อม ๆ ในช่วงสุดสัปดาห์มากกว่ากัน แต่ข่าวดีคืออีกไม่นาน Dip อาจจะไปจุ่มตัวที่สวนหลังบ้านแห่งใหม่ใจกลางเมืองย่านอื่น ๆ
“ไม่ว่าจะมาวันไหน Dip ก็มีทั้งผู้คนและธรรมชาติให้คุณได้เชื่อมโยงแน่นอนครับ”
สวนหลังบ้านแห่งนี้ดูจะเป็นพื้นที่เติมพลังงานในรูปแบบนั้น
“ผมอยากให้ทุกคนมาอัดฉีดพลังงานเข้าร่าง ยังไงก็ฝากถึงคนอ่านให้เปิดใจลองสักครั้งนะครับ”
เรายิ้มรับ ก่อนจะบอกลาและแยกย้ายกันไปลองจุ่มนิ้วลงในบ่อน้ำเย็นหลังเสร็จงาน

