ถ้านึกถึงไต้หวัน คุณนึกถึงอะไร
ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก
แม้คำตอบในใจของใครหลายคนจะเป็นชานมไข่มุก แต่เราอยากให้คุณนึกถึงพื้นที่สร้างสรรค์ดูบ้าง
เพราะนอกจากไต้หวันจะเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องชานมจนมีชื่อเรียกเป็นศัพท์เฉพาะว่า ชานมไต้หวัน ประเทศที่มีพื้นที่ประมาณ 36,000 ตารางกิโลเมตร เล็กกว่าประเทศไทย 14 เท่า กลับมีสวนศิลปะที่แปรเปลี่ยนจากสิ่งปลูกสร้างรกร้างมากกว่า 10 แห่ง
‘Chung Hsing Cultural and Creative Park’ หรือสวนศิลปวัฒนธรรมจงชิงแห่งเมืองอี๋หลานคือหนึ่งในนั้น
ที่นี่สร้างขึ้นในปี 1935 เดิมเป็นโรงงานผลิตกระดาษขนาดย่อม ก่อนถูกโอนให้กับรัฐบาลแห่งชาติและกลายเป็นหน่วยงานของรัฐในปี 1959 จนกลายเป็นโรงงานผลิตกระดาษใหญ่ที่สุดในไต้หวันและมีกำลังการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ กระดาษหนังสือพิมพ์ ธนบัตร ลอตเตอรี่ กระดาษชำระ ฯลฯ และปิดกิจการลงในปี 2001 จากความผันผวนของราคากระดาษระหว่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องแปลกใจหากมองแวบแรกแล้วจะเหมือนโรงงานร้าง เพราะมันเคยร้างมาก่อนจริง ๆ!
กระทั่ง 13 ปีต่อมา มณฑลอี๋หลานริเริ่มการส่งเสริมอุตสาหกรรมศิลปะและวัฒนธรรม ทำให้โรงงานร้างนี้ได้รับการปัดหยากไย่ให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์สาธารณะ มีการจัดนิทรรศการ แสดงละครเวที รวมถึงร้านหนังสือและตลาดของทำมือจากศิลปินท้องถิ่น
หากนึกภาพไม่ออก ขอให้นึกถึงโครงการ Warehouse 30 ย่านเจริญกรุงที่รวมของกิ๊บเก๋กระจุกกระจิกไว้ด้วยกันในโกดัง แต่ที่นี่คือโรงงานเก่าใหญ่ยักษ์ทั้งหลัง รอให้เดินกันจนเมื่อย
นักท่องเที่ยวผจญภัยอย่างเราวอร์มขารอมาทั้งวันแล้ว ขอชวนทุกคนไปหาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ท่ามกลางซากปรักหักพังด้วยกันด้านล่างนี้


เมื่อคุณก้าวขาเข้ามาที่นี่ อย่างแรกที่เห็นคือโกดังขนาดใหญ่เรียงรายอยู่เป็นตับ สนามหญ้าเขียวขจีในฤดูฝน โอบล้อมด้วยตึกปูนเปลือยน้อยใหญ่ ทั้งหมดถูกประทับตราด้วยตัวเลข 2 หลัก อย่างน้อยก็ช่วยทำให้จำได้ว่าเดินซอกแซกตึกไหนไปแล้วบ้าง
หากเดินเข้าไปสำรวจใกล้ ๆ จะพบว่าที่นี่มีสีสันมากกว่าที่คิด


เราขอเริ่มจากตึกแรกที่มีประตูบานใหญ่ปิดกั้นเอาไว้ ด้านในซ่อนพิพิธภัณฑ์กระดาษขนาดย่อม มีการจัดนิทรรศการถาวรที่เล่าประวัติความเป็นมาของโรงงานกระดาษโดยละเอียดตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง วิวัฒนาการของกระดาษ ทั้งในวันที่โรงงานรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด จนถึงวันที่ต้องปิดตัวลงอย่างน่าใจหาย
นอกจากนี้ เรายังได้รู้จักกระดาษผ่านการสังเกตพื้นผิว การดมกลิ่น การสัมผัส อธิบายขั้นตอนการผลิตกระดาษจากหญ้าและอ้อย รวมถึงทิศทางของการผลิตในอนาคตที่จะหันมาพึ่งพาเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม
เลี้ยวออกจากตึกแรก เดินถัดมาอีกหน่อยจะเจอกับโถงโรงละครขนาดใหญ่ เดิมเป็นโกดังจัดเก็บเยื่อกระดาษ ปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่สำหรับพักผ่อนและจัดกิจกรรมของชาวไต้หวัน ขนาบข้างด้วยบ่อน้ำและต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา ภาพครอบครัววิ่งเล่นกันสนุกสนานจึงพบเห็นจนชินตา
โกดังแรกที่เราเดินเข้าไปสำรวจได้คือหมายเลข 11 หรือคลังสินค้าหมายเลข 1 ในอดีต วันที่เราไปอยู่ในช่วงจัดแสดงนิทรรศการผลงานการประดิษฐ์ตัวอักษรของสมาคมศิลปะอี๋หลาน เราจึงได้เห็นโกดังกว้างใหญ่นี้มีป้ายตัวอักษรจีนเรียงรายเป็นระเบียบ ถึงจะไม่เข้าใจว่าความหมายคืออะไร แต่แค่ได้เดินดูฝีแปรงใกล้ ๆ ก็พอใจมากแล้ว ลืมบอกไปว่าที่นี่เป็นนิทรรศการหมุนเวียน เชื่อว่ายังมีงานศิลปะดี ๆ รออยู่อีกเพียบ
ไปต่อกันที่โกดังหมายเลข 12 หรือคลังสินค้าหมายเลข 2 ในอดีต เราอยากแนะนำขาช้อปมาก ๆ เพราะด้านในมีทั้งร้านเครื่องปั้นดินเผาที่พัฒนาวัสดุจนเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ร้านเสื้อผ้าแฮนด์เมดที่ยกระดับภูมิปัญญาและวัฒนธรรมพื้นเมืองในชนบทให้มีมูลค่า ร้านเสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติที่ใช้ทุกส่วนประกอบของต้นไม้-ดอกไม้ย้อมผ้า ร้านที่บอกเล่าประวัติศาสตร์และประเพณีของเมืองอี๋หลานผ่านหนังสือและของฝากทำมือ รวมถึงร้านชา-กาแฟเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางความจอแจ (ขอแนะนำให้สั่งหวาน 100 ไปเลย เพราะคนไต้หวันไม่นิยมกินหวาน) เป็นต้น
โกดังหมายเลข 13 หรือคลังสินค้าหมายเลข 3 ในอดีต คือโกดังที่เราชอบมากที่สุด เดิมเป็นโกดังสำหรับดินเหนียว ต่อมากลายเป็นโกดังจัดเก็บวัสดุก่อสร้างที่ใช้ในโรงงาน ปัจจุบันอัดแน่นด้วยสารพัดของกุ๊กกิ๊กน่ารักจากศิลปินท้องถิ่น ชวนให้เราแวะชมทุกร้านอยู่หลายสิบนาที สะดุดตาตั้งแต่ร้านเครื่องปั้นดินเผาแมวเหมียวที่มีเกมโยนห่วงให้แลกแก้วหรือแจกันเป็นของขวัญ ร้านแมวกวักปูนปั้นที่ให้เราซื้อกลับไปเพนต์สีเองตามใจชอบ ร้านขายของมือสองคุณภาพเยี่ยมราคาดี มีให้ลองสวมใส่ตั้งแต่หมวก กระเป๋า เสื้อ กางเกง จรดรองเท้า หรือถ้าอยากแวะทำเวิร์กช็อปก็มีให้เลือกสรรทั้งปั้นจานดินเผา ประดิษฐ์สร้อย ทอผ้าด้วยกี่ ชงและชิมชาสูตรต้นตำรับ

ส่วนใครเดินเหนื่อย ๆ แล้วอยากหาอะไรมาเติมพลัง ขอให้เดินเข้าโกดังที่ 14 โดยไว เพราะเป็นโกดังจำหน่ายอาหารครบครันทั้งกาแฟ จานหนัก จานย่อย หรือของหวาน เป็นเหตุผลว่าทำไมชาวไต้หวันถึงอยู่ที่นี่ได้ตั้งแต่เช้ายันเย็น


ขอกระโดดข้ามมาอาคารที่ 16 ซึ่งแปะป้ายว่าเป็น Exhibition Warehouse เดิมเป็นห้องกระจายเยื่อกระดาษ ใช้ในกระบวนการกวนกระดาษรีไซเคิลเป็นเยื่อ จากนั้นจึงนำเข้าไปในห้องเยื่อกระดาษเพื่อดำเนินการขั้นตอนต่อไป วันนี้เราจะเห็นผลงาน Old Understanding House จัดแสดง ออกแบบโดยอาจารย์เทรุโนบุ ฟูจิโมริ (Terunobu Fujimori) ศาสตราจารย์และสถาปนิกชื่อดังชาวญี่ปุ่น สร้างจากวัสดุธรรมชาติอย่างไม้ไผ่และดิน เรียกได้ว่าที่นี่เปิดกว้างให้กับผลงานศิลปะของศิลปินทุกชนชาติ

นอกจากโกดังที่น่าสนใจแล้ว ยังมีอาคารปูนเปลือยอื่น ๆ ที่ถูกปัดฝุ่นจนกลายเป็นสถานที่ถ่ายรูปยอดฮิต แม้จะคงโครงสร้างเดิมของโรงงานไว้ แต่เราว่านี่แหละคือเสน่ห์ของการอนุรักษ์มรดกทางอุตสาหกรรม สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตและความผูกพันของผู้คนที่เติบโตมาพร้อม ๆ กับการทำกระดาษจนเป็นมากกว่าพนักงาน อย่างอาคารเลขที่ 56 โดดเด่นด้วยกำแพงที่ถูกระเบิดออกเป็นโพลง เดิมเป็นตึกสำหรับกระบวนการบดเศษไม้ เช่นเดียวกับอาคารเลขที่ 54 ด้วย
หรือตัวประภาคารสูง ตั้งตระหง่านดึงดูดสายตา ในยุคแรกทำหน้าที่เป็นปล่องไฟ ก๊าซไอเสียที่เกิดขึ้นหลังการเผาไหม้จะถูกส่งเข้าปล่องไฟอย่างเป็นระบบ กลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำคัญที่ใครมาต้องแวะถ่ายรูป


แม้ในวันฝนพรำเช่นนี้ก็ยังมีผู้คนทยอยเดินทางมาไม่ขาดสาย ด้วยอี๋หลานมุ่งมั่นสร้างเมืองจากวัฒนธรรมดั้งเดิม จากความเชื่อที่ว่าวัฒนธรรมนั้นสะท้อนค่านิยม มุมมองต่อโลก ทั้งยังเป็นบ่อเกิดความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ สวนศิลปวัฒนธรรมจงชิงจึงนับเป็นต้นแบบของการผสมสานระหว่างความดั้งเดิมและโลกปัจจุบันเข้าด้วยกันที่น่าถอดบทเรียน
ที่สำคัญ จะเห็นได้ว่าที่นี่ส่งเสริมให้มีการจัดกิจกรรมที่ชาวบ้านมีส่วนร่วมได้ทุกเพศ ทุกช่วงวัย ทำให้ศิลปะใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น ทั้งยังเป็นแหล่งสร้างรายได้ของศิลปินท้องถิ่น ทำให้พวกเขาภาคภูมิใจในตัวเองและรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันกับพื้นที่
ในอนาคตอันใกล้ จงชิงจะสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ภาคธุรกิจ และสถาบันการศึกษา โดยมุ่งหวังจะดึงดูดเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเมือง
เมื่อรัฐให้การสนับสนุนทางวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ เห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรมชัดเจน สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอนคือคนรุ่นใหม่กลับมาทำงานสร้างสรรค์ที่บ้านเกิดตัวเอง ไม่ต้องระหกระเหินไปประกอบอาชีพต่างเมือง เหมือนอย่างที่คนไทยจำนวนมากฝากความหวังไว้ที่กรุงเทพมหานคร
คำว่า เมืองสร้างสรรค์ ของอี๋หลานจึงไม่ใช่แค่ปณิธานปากเปล่า จับต้องไม่ได้ หากแต่มีความหมายลึกซึ้ง
เมื่อนั้น คำถามที่ว่า ถ้านึกถึงไต้หวันจะนึกถึงอะไร คงมีสวนศิลปวัฒนธรรมเป็นคำตอบ














