‘ตลาดบางบอน’ – เราเห็นตัวหนังสือสีขาวค่อย ๆ เคลื่อนมาใกล้
รถสองแถววิ่งมาแต่ไกลบนถนนพระราม 2 เราโบกรถคันนี้แล้วนั่งไปจนสุดสายที่แยกบางบอน ย่านชานเมืองของกรุงเทพฯ เป็นแหล่งรวมตลาดนัดที่คนพื้นที่เรียกรวม ๆ กันว่า ‘ตลาดบางบอน’
ทันทีที่ยานพาหนะ 4 ล้อจอดสนิท หญิงชาวเมียนมาใบหน้าแต้มทานาคาเดินลงจากรถ เธอเลี้ยวซ้ายตรงไปยังตลาดพม่าฝั่งตรงข้าม ส่วนเราเดินเลี้ยวขวา ตามหลังชาวอีสานตรงไปยังตลาดสดศิริชัย

ด้านในตลาดสดศิริชัยมี ‘ตลาดลาว’ แหล่งรวมสินค้าท้องถิ่นภาคอีสาน เปิดขายเฉพาะวันอาทิตย์ เพียงแค่ได้ยินเสียงเพลงอีสานเปิดผ่านลำโพงกระจายเสียงไปทั่วตลาด และเสียงผู้คนจอแจพูดสำเนียงท้องถิ่น ก็พอจะรู้แล้วว่าร้านค้ากว่า 50 ร้านบริเวณเวิ้งตรงหน้าคือตลาดลาวบางบอนที่เราตั้งใจมา

ก่อนมีตลาดลาว ที่ดินผืนนี้มีประวัติที่เกี่ยวข้องกับชาวจีนตระกูลแซ่ลี้ ต้นตระกูลม่วงศิริ บ้านใหญ่ของเขตบางบอน เรานัดหมายกับ สมศักดิ์ ม่วงศิริ คนในตลาดศิริชัยเรียกว่า เฮียโต หนึ่งในทายาทผู้ดูแลตลาดแห่งนี้
เฮียโตเล่าว่า แรกสุดที่ดินผืนนี้เป็นของหม่อมเจ้า (ไม่ทราบชื่อ) แล้ว ก๋งห้าว ม่วงศิริ บรรพบุรุษชาวจีนโพ้นทะเลของเขาที่ย้ายมาประเทศไทยซื้อที่ดินผืนนี้ เพื่อตั้งโรงสีของตระกูล ทำเลติดคลองบางบอน ด้านหลังโรงสีขุดบ่อเลี้ยงปลา หมู เป็ด ไก่ ภายหลังเลิกกิจการ จึงถมที่ดิน เปิดเป็นตลาดเมื่อ พ.ศ. 2519 ใช้ชื่อว่า ‘ตลาดศิริชัย’ ตามนามสกุลของตระกูล ส่วนคำว่า ‘ชัย’ ตั้งเอาฤกษ์เอาชัยให้ตลาด

ตลาดศิริชัยสร้างตลาด 1 ติดกับถนนเอกชัยเป็นตลาดแรก ลักษณะเป็นอาคาร 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นตลาดสด ชั้นบนเป็นโรงหนัง 2,000 ที่นั่ง ต่อมาสร้างตลาด 2 ซึ่งอยู่ถัดออกมา ปัจจุบันเรียกว่า ตลาดบ้านใหม่ จากนั้นสร้างตลาดกลาง อยู่ระหว่างตลาด 1 และ 2 ภายหลังหลังขยายตลาดเพิ่มเป็นตลาด 4
ตลาดลาว เริ่มเปิดช่วงหลัง พ.ศ. 2530 ต่างจากตลาดอื่น ๆ เพราะเป็นตลาดนัด วันธรรมดาเป็นลานจอดรถ แต่วันอาทิตย์เต็มไปด้วยร้านค้า ตั้งล้อมตลาดบ้านใหม่ใกล้ตลาดกลาง ข้างตลาด 4 ตลาดทั้งหมดแบ่งให้พี่น้องในตระกูลม่วงศิริดูแล เฮียโตรับหน้าที่ดูแลตลาด 1 น้องชายของเฮียโตดูแลตลาดลาว
เราเดินตรงมาจากปากซอยจนถึงสามแยกในตำแหน่งที่เป็นทำเลทองที่สุด
เราเจอ ป้าวิ ชาวจันทบุรี แกเป็นแม่ค้าร้านลูกชิ้นทอดที่ขายเฉพาะวันอาทิตย์ ส่วนวันธรรมดาป้าวิรับหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของตลาดแห่งนี้ แกดูแลมาตั้งแต่ก่อนมีตลาดลาวหรือราว ๆ 40 ปีก่อน


ป้าวิเล่าความทรงจำลาง ๆ ถึงวันเปิดตลาดลาววันแรกว่า ตรงกับวันที่ 1 พฤษภาคม (วันแรงงาน) เราเปิดปฏิทินดู เจอว่าวันอาทิตย์ที่ตรงกับวันแรงงานคือ พ.ศ. 2531 นี่อาจเป็นปีที่ตลาดเปิดก็ได้
“เรียกตลาดลาว เพราะมีของทุกอย่างที่มาจากภาคอีสาน เป็นของที่ไม่มีในกรุงเทพฯ” ที่มาของชื่อตลาดที่ป้าวิเล่าให้ฟัง เป็นความคุ้นเคยของคนไทยรุ่นก่อนที่เรียกพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า ‘ลาว’
เราเริ่มต้นเดินตลาดทางฝั่งศาลเจ้าพ่อไฉ่ซิงเอี๊ย เทพเจ้าแห่งโชคลาภของจีนที่ตระกูลม่วงศิริและพ่อค้าแม่ค้าร่วมกันสร้างมาตั้งแต่เปิดตลาด เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้พ่อค้าแม่ขายขายดิบขายดี บริเวณนี้นับเป็นหนึ่งทำเลทอง มีหลายร้านจับจองอยู่รอบ ๆ ร้อยทั้งร้อยเป็นสินค้าท้องถิ่นจากภาคอีสาน


“ปลาร้าจากอุบลฯ จ้า”
เราหยุดหน้าร้านปลาร้าเป็นร้านแรก เพราะสะดุดตากว่าใคร ตั้งเด่นสุดอยู่หน้าศาลเจ้า แม่ค้าคนสวยพูดพลางตักปลาร้าเป็นต่อน ๆ ใส่ถุง กลิ่นปลาหมักนัวตีจมูก ชวนให้นึกถึงส้มตำปูปลาร้ารสแซ่บ ๆ
ถัดไปเป็นร้านขายหน่อไม้ดอง แผงร้านไส้กรอกอีสาน ไส้อั่ว และหม่ำ มีร้านขายเนื้อหมู-เนื้อวัวแดดเดียว กีบเท้าวัว หนังควายจี่ ปลาจ่อม-กุ้งจ่อม อาหารอร่อยที่เกิดจากภูมิปัญญาการถนอมอาหารของคนอีสาน
แหนมหมูและหมูยอห่อใบตองมีให้เห็นหลายร้าน ไก่ย่าง ปลาย่าง อึ่งไข่ย่าง กบย่างก็มี ร้านแมลงนานาชนิดก็มา ตั๊กแตน จิ้งหรีด และไข่มดแดง ยังมีร้านกุ้ง หอย ปู ปลาสด ๆ ที่หาจากลำน้ำในภาคอีสาน นอกนั้นเป็นผักผลไม้สารพัดชนิด มีทั้งที่เรารู้จักและไม่รู้จัก แต่อาศัยถามพ่อค้าแม่ค้าเอาเลยรู้ว่ามีทั้งผักแขยงหรือผักกะแยง ผักกูด ใบย่านาง บักค้อ ลูกข้าวเม่า ฯลฯ ขนาดเครื่องจักสานอย่างกระติ๊บข้าวเหนียวก็มี แถมของป่าก็มีให้เลือกหลายเติบ เช่น ตัวอ่อนต่อ รวงผึ้ง น้ำผึ้งป่า และเห็ดป่าหลากหลายชนิด
“เห็ดนี้ภาคกลางเรียกเห็ดตับเต่า อีสานเอิ้น เห็ดผึ้งหรือเห็ดเผิ่งจ้า”

แม่ค้าอธิบายเห็ดสีน้ำตาลลักษณะแปลกตาที่มีขายอยู่มากในตลาด ยิ่งเดินก็ยิ่งเจอวัตถุดิบไม่คุ้นตา แต่ที่สุดในตลาด เรายกให้ฉากสุดโหดในโซนขายเป็ดและไก่ที่ลูกค้าเลือกชี้ชะตาได้ ณ ตรงนั้นเลย
“ร้านพี่มีเป็ดเทศ เป็ดปักกิ่ง ลูกค้าอยากได้ตัวไหน เลือกแล้วพี่ทำให้เลย” เจ้าของร้านบอก
เสน่ห์ของตลาดลาวบางบอนคือความสดใหม่ เพราะสินค้าเดินทางจากอีสานมาพร้อมคนขายเมื่อคืน


“เอาหยังบ่จ้า”
“อยากขายจ้า อยากขาย”
พ่อค้าแม่ค้าเว้าสำเนียงท้องถิ่นกับลูกค้าที่เดินผ่านหน้าร้าน ชวนอุดหนุนสินค้าที่ตนนำมาขาย บรรยากาศคึกคักตลอดทาง
เราเดินเพลิน ๆ จนเจอคุณยายนุ่งซิ่นเคี้ยวหมากตามเอกลักษณ์อีสาน ก่อนจะเดินคุยกับพ่อค้าแม่ค้าเปลี่ยนร้านไปเรื่อย ๆ จนรู้ว่าผู้ขายส่วนใหญ่มาจาก 2 จังหวัด
“ร้านแถบนี้มาจากกาฬสินธุ์ แถบโน้นเป็นไทอุบลฯ จ้า” แม่ค้าร้านผักและผลไม้จากกาฬสินธุ์เล่าให้ฟัง
“ตลาดนี้บุกเบิกไว้โดยคน 2 กลุ่ม คือกาฬสินธุ์กับอุบลฯ แล้วก็ขายของสืบทอดกันมา”
ตรงกับที่แม่ใหญ่หรือคุณยายร้านขายผักตรงหัวมุมในสุดของตลาด เว้าอีสานม่วน ๆ กับเรา
“สาววารินฯ จ้า” แม่ใหญ่ตอบคำถามที่เราถามว่ามาจากไหน
ทันทีที่แม่ใหญ่บอก เรานึกถึงเพลง น้ำตาสาววาริน ของ จินตหรา พูนลาภ เรารู้โดยอัตโนมัติว่าเธอมาจากอำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เช่นเดียวกับผู้ขายจากร้านแถบนั้นอีกนับสิบร้าน


นอกจาก 2 จังหวัดนี้แล้ว ยังมีพ่อค้าแม่ขายที่มาจากชัยภูมิและจังหวัดอื่น ๆ ในภาคอีสานด้วย
ถึงจะเดินทางมาจากคนละจังหวัด แต่สิ่งที่แม่ค้าพ่อค้าในตลาดลาวบางบอนมีร่วมกัน คือ
หนึ่ง พวกเขารวมตัวกันในหมู่บ้านเหมารถและช่วยกันออกค่าน้ำมัน เดินทางจากอีสานมาตั้งแต่ช่วงเที่ยงของวันเสาร์ เพื่อให้ทันมาขายของที่ตลาดลาวในวันอาทิตย์ ตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงช่วงเย็น ๆ แล้วเดินทางกลับภูมิลำเนา เป็นกิจวัตรอย่างนี้ทุกสัปดาห์ ทำสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นมาตั้งแต่เริ่มมีตลาดลาว
สอง สินค้าในแต่ละร้านเปลี่ยนไปตามฤดูกาล
สาม พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ทำและขายสินค้าแบบนี้อยู่แล้วในภูมิลำเนา
“ข้าวเม่า จากนาปรังที่แม่ทำเอง อร่อยรับประกัน ลองชิมดู”
แม่ค้าชาวกาฬสินธุ์ชวนเราชิมข้าวเม่าและกลอยนึ่งฝีมือตัวเอง แม้จะเดินทางไกลถึงกรุงเทพฯ แต่พอเหมารถมาด้วยกันหลายคน ราคาก็ถูกลง บวกกับกำไรที่ได้เพิ่มขึ้น การมาขายสินค้าไกลถึงที่นี่ถือว่าคุ้มค่า


“ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนอีสาน อย่างแรงงาน เขารู้อยู่แล้วว่าที่นี่มีตลาด” แม่ค้าผักเสริม
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ลูกค้าส่วนใหญ่หยุดงาน เราเลยไม่รู้ว่าแต่ละคนเป็นใคร ทำอาชีพอะไร เพราะพวกเขาแต่งตัวสบาย ๆ หิ้วถุงกับข้าวเต็มสองมือ เดินเว้ากันม่วน ๆ เลือกซื้อสินค้าที่มีในภูมิลำเนา บางคนซื้อไปทำกินกับหมู่หรือครอบครัว บางคนเปิดร้านอาหารอีสานในกรุงเทพฯ ที่นี่จึงเป็นวัตถุดิบชั้นดี
เราย้อนคิดไปถึงความทรงจำที่เฮียโตและป้าวิเล่าให้ฟังว่า วันแรกที่เปิดตลาดลาวเป็นวันอาทิตย์ที่ตรงกับวันแรงงาน ในช่วง พ.ศ. 2530 หากคิดต่อ สิ่งที่ทั้งสองเล่านั้นเกี่ยวข้องกับคนอีสานโดยตรง
จากสถิติการสำรวจจำนวนประชากรที่อพยพเข้ามากรุงเทพฯ ช่วง พ.ศ. 2520 – 2530 พบว่าแรงงานกว่าครึ่งที่เดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ เป็นชาวอีสาน ตลาดลาวตั้งขึ้นในช่วงหลัง พ.ศ. 2530 จึงสอดคล้องกับแรงงานอีสานที่มีมากขึ้น การเปิดตลาดซึ่งตรงกับวันแรงงานก็เพื่อให้ความสำคัญกับแรงงานเป็นหลัก แถมตลาดลาวเปิดขายเฉพาะวันอาทิตย์เท่านั้น เพราะเป็นวันที่กลุ่มลูกค้าหลักของตลาดหยุดงาน


ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ตลาดลาวแห่งย่านบางบอนยังเป็นศูนย์รวมอาหารและวัตถุดิบของพี่น้องชาวอีสาน แม้พวกเขาต้องอยู่ห่างภูมิลำเนา แต่ตลาดนี้ก็พอทำให้หายคิดถึงบ้านได้บ้าง พ่อค้าแม่ค้าหลายร้านบอกเราว่า คนกรุงเทพฯ ก็เป็นลูกค้าประจำของตลาดแห่งนี้ เพราะมีสินค้าหลายอย่างที่หาไม่ได้ในห้างสรรพสินค้า
เรานึกถึงบทความของ คุณลุงสุธน สุขพิศิษฐ์ นักเขียนและคอลัมนิสต์ผู้ล่วงลับ เจ้าของคอลัมน์ รสเกษม ใน The Cloud ลุงสุธนเคยเขียนไว้เมื่อ 4 ปีก่อนว่า
ถึงห้างมีความทันสมัย แต่หลายอย่างในห้างไม่มีขาย
เราว่านี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้ตลาดลาวยังยืดหยัดเพื่อพี่น้องชาวอีสานมาเกือบ 40 ปี
หลังจากเดินเล่นสำรวจตลาด เราว่าตลาดลาวไม่เล็กไม่ใหญ่จนเดินไม่รอบ มีสินค้ามากมายจนเราเลือกดูไม่ถูก หากพี่น้องชาวอีสานคนไหนคิดฮอดบ้าน เราแนะนำเป็นอย่างยิ่ง หรือใครก็ตามที่อยากหาวัตถุดิบท้องถิ่นอีสานไปปรุงอาหารรสแซ่บ ตลาดลาวบางบอนเป็นตลาดแถบชานเมืองที่คุณไม่ควรพลาด





