‘สกลนคร’ จังหวัดที่นักท่องเที่ยวคุ้นหูว่าเป็นเมืองแห่งผ้าคราม แต่ความงามที่ซ่อนอยู่หลังลวดลายและเส้นใยแต่ละผืนกลับกลายเป็นวิถีชุมชนสุดอบอุ่น มีเส้นทางถ่ายทำหนังผีที่ไม่มีผี มีแต่วัฒนธรรม ประเพณี และเรื่องราวของเทศกาลประจำปี
เราอยากชวนทุกคนไปลองเดินเล่น พัก และรัก 2 ย่านของสกลนคร สัมผัสเสน่ห์ชุมชนที่แตกต่าง แต่สวยงาม ย่านแรกเป็นชุมชนวิถีพุทธ ‘เมืองเก่าสกลนคร’ โดดเด่นด้านการวางผังเมือง รุ่มรวยด้วยพหุวัฒนธรรมทั้งขอม ลาว ไทย จีน ญวน และย่านที่ 2 คือชุมชนวิถีคริสต์ ‘บ้านท่าแร่’ ย่านแห่งพลังศรัทธา ความเชื่อทางศาสนา และสถาปัตยกรรมสไตล์ฝรั่งเศส
ซึ่ง 2 เส้นทางเดินเล่นนี้ออกแบบโดย WABU (WAlking BUddy) ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ตั้งใจสร้างประสบการณ์ผ่านการเดิน สนุกกับการลดคาร์บอน แถมการเดินยังทำให้เราได้ใช้เวลากับสองข้างทางได้นานยิ่งขึ้น

#01
ลองเดินเล่นเส้นเมืองเก่าสกลที่ คุ้มกลางธงชัย
“ถนนเส้นนี้ไม่มีแบบแผนตายตัว เข้า-ออกทางไหนก็ได้”
คือคำพูดของ ยิปซี จันทร์เพ็งเพ็ญ เจ้าของกาแฟดริปยิปซีและไกด์ท้องถิ่น พร้อมด้วย อาจารย์ธนวดี ละม่อม ประธานสาขาวิศวกรรมโยธาและสถาปัตยกรรม คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร เจ้าย่านที่เล่าให้เราเห็นภาพ ขณะกำลังเดินเข้าสู่ ‘คุ้มกลางธงชัย’ หรือ ‘คุ้มกลาง’ เพราะอยู่ระหว่างคุ้มเหนือกับคุ้มใต้
ทันทีที่เข้ามาภายในคุ้ม เราเห็นบ้านเรือนเก่าแก่และถนนคดเคี้ยวโยงกันไปมาราวกับใยแมงมุม ตามข้อสังเกตของการสร้างเมืองตั้งแต่สมัยล้านช้างที่ไพร่พลจากหลายอาณาบริเวณมาลงหลักปักฐาน และมักสร้างบ้านใกล้ทางน้ำ จึงพอสันนิษฐานได้ว่า เดิมถนนที่เรากำลังเดินกันอยู่นี้เป็นร่องน้ำและทางเกวียน ก่อนแปลงสภาพมาเป็นถนนในภายหลัง บริเวณนี้เคยจัดงาน ‘จากเกลือถึงสกล สู่สกลไม่เก่า’ และ ‘สกลจังซั่น’ เทศกาลงานสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าสกลนคร รวบรวมเครือข่ายคนสกลรวมถึงศิลปินระดับท้องถิ่นและระดับประเทศที่มาฝากร่องรอยสตรีตอาร์ตไว้ให้สายเดินได้เช็กอินทั่วทั้งคุ้ม เช่น น้องก่ำ ผาแดงนางไอ่ พญานาค และอีกมากมาย

#02
ลองซื้อกุนเชียงสูตร 50 ปีที่ ร้านกุนเชียงยายทองคำ
อีกหนึ่งหมุดหมายในคุ้มกลางธงชัย สะดุดตาด้วยภาพวาดฝาผนังบริเวณมุมหน้าร้าน ตามคำขอของ ยายทองคำ แก้วนา เจ้าของร้านรุ่นแรกในวัยเลข 8 ที่ว่า “ต้องวาดยายให้ปากแดงเท่านั้น” กลายเป็นอีกหนึ่งลวดลายสตรีตอาร์ตที่โดดเด่นจนนักท่องเที่ยวต้องมาเก็บภาพ
ผลงานชิ้นโบแดงของยายทองคำ ขอยกให้แหนมและไส้กรอกกุนเชียงสูตรครึ่งศตวรรษที่ยายทองคำคิดค้นสูตรและทำมาตั้งแต่ยังสาว พ่อกับแม่หวังให้ยายมาสานต่ออาชีพทำนา แต่ยายไม่ชอบ บวกกับความใฝ่รู้ด้านอาหาร จึงฝึกฝนทำแหนมและไส้กรอกกุนเชียงจนก่อร่างสร้างตัวได้ และกลายเป็นอาชีพประจำบ้าน แขกไปใครมาต่างเอ่ยปากชมและบอกต่อกันเรื่อย ๆ
ยายทองคำยอมรับตรง ๆ ว่าตอนนี้ความจำอาจจะไม่ดีเหมือนเก่า แต่ความอร่อยยังคงที่แน่นอน เพราะลูกสะใภ้และหลานชายมารับช่วงต่อ ส่วนยายก็เลื่อนขั้นมาเป็นผู้ควบคุมคุณภาพเต็มตัว
เมื่อถามถึงเคล็ดลับความอร่อย ยายทองคำและลูกสะใภ้บอกเราด้วยความภูมิใจว่า “แหนมและไส้กรอกกุนเชียงของเราอบด้วยเตาถ่าน ใช้หมูสด ไม่ใช่หมูแช่เย็น” ใส่ใจในคุณภาพวัตถุดิบขนาดนี้ จึงไม่แปลกที่พิชิตใจคนทานได้อยู่หมัด

#03
ลองสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองที่ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร
ยิปซีและอาจารย์ธนวดีพาเราเดินมายัง ‘วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร’ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองสกลนคร อยู่ใกล้กับคุ้มกลางธงชัย อาจารย์ธนวดีบอกว่า พื้นที่นี้เป็นจุดสูงที่สุดของเมือง จึงมีการสร้างศาสนสถานขึ้นมา เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวสกลนครและผู้มาเยือนจากทั่วทุกสารทิศ
สิ่งแรกที่สะดุดตา คือพระธาตุทรงล้านช้าง ซึ่งสูงเด่นเป็นสง่าอยู่กลางวัด เป็นองค์ใหม่ที่สร้างขึ้นภายหลังเพื่อครอบองค์เดิมที่เป็นปราสาทขอม คูน้ำคันดินล้อมรอบพระธาตุ สื่อถึงศูนย์กลางจักรวาลตามคติขอม เราเดินชมความงามจากภายนอก ก่อนเข้าสู่ภายในเพื่อชมความเก่าแก่ของปราสาท กราบสักการะหลวงพ่อพระองค์แสนทั้งองค์เก่าและองค์ใหม่ที่สร้างขึ้นตอนบูรณะวัดครั้งใหญ่ แต่ด้วยปัจจัยหลายประการ ทำให้ทุบองค์เก่าทิ้งไม่ได้ จึงประดิษฐานทั้ง 2 องค์ไว้ในลักษณะเดิม
ภายในบริเวณวัดพระธาตุเชิงชุมมีอุโบสถหรือที่คนในพื้นที่เรียกกันว่า ‘สิม’ 2 หลัง ทั้งใหม่และเก่า รวมไปถึงร่องรอยทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ เช่น พระพุทธบาทและจารึกอักษรขอมโบราณ

#04
ลองเวิร์กช็อปกระเป๋าจากผ้าย้อมครามที่ สุขชม
‘สุขชม หรือ Sukchom’ เป็นแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่เวิร์กช็อปเชิงสร้างสรรค์ ของ ปลา-กุลธิดา อุปพงษ์ เมื่อ 10 ปีก่อน เธอเริ่มกิจการจากความชื่นชอบในงานผ้า สู่การแบ่งปันความสุขสู่รอบข้าง เรารู้สึกดีตั้งแต่รถเคลื่อนตัวมาจอดหน้าบ้าน ที่นี่เปรียบเสมือนขุมทรัพย์แห่งผ้าครามที่อาจทำให้เราเผลอตกหลุมรักได้ง่าย ๆ ผ่านงานเวิร์กช็อปมากมาย ทั้งทำกระเป๋าย่าม แต่งหน้าตุ๊กตา เข็มกลัด
เราเลือกทำกระเป๋าย่ามผ้าครามที่ใช้เศษผ้าครามจากพ่อค้าแม่ขายรายย่อยทั่วสกลนครมาตัด ปะ และเย็บเป็นกระเป๋าแฮนด์เมดชิ้นเดียวในโลก ปลาเสริมว่าเริ่มตั้งแต่ไปขอซื้อเศษผ้ามาวางเป็นหน้ากระเป๋าซึ่งใช้เวลามากกว่า 30 นาทีต่อชิ้น แต่ในเวิร์กช็อปนี้ปลาสร้างทางลัดด้วยการทำหน้ากระเป๋าไว้ให้ เรามีหน้าที่ประกอบร่างเข้ากับสายกระเป๋าจนเป็นย่ามผ้าครามใบไม่เล็กไม่ใหญ่

#05
ลองพักผ่อนในเกสต์เฮาส์ชุมชนที่มีแค่ 4 ห้องที่ บ้านเสงี่ยม-มณี
หากเดินผ่านถนนเส้นหลัก-เส้นย่อยในสกลนคร จะพบว่าที่นี่มีบ้านไม้เก่า บ้านใต้ถุนสูง บ้านเรือนแถวไม้ และบ้านคหบดี ซึ่งเป็นลักษณะบ้านเดี่ยวมีพื้นที่โดยรอบ เช่นเดียวกับ ‘บ้านเสงี่ยม-มณี’ บ้านไม้ 3 ชั้นอายุกว่า 70 ปี ของ ปู่เสงี่ยม และ ย่ามณี บรรพบุรุษตระกูลสมพงษ์ ก่อนส่งต่อมากว่า 3 รุ่น ซึ่งปัจจุบัน ฟ้า-อัชฌา สมพงษ์ หลานสาว และ ติ๊ดตี่-ธรรศ วัฒนาเมธี สถาปนิก เป็นผู้ดูแลเป็นหลัก
ติ๊ดตี่พาเราเดินชมส่วนกลางภายในบ้านเสงี่ยม-มณี พร้อมอธิบายแต่ละส่วนของบ้านจนเห็นภาพ เริ่มตั้งแต่ชั้นแรกที่มีเคาน์เตอร์รับแขกซึ่งเป็นที่ประจำการของทั้งคู่ บางครั้งใช้เป็นบาร์กาแฟและเบเกอรี บางครั้งใช้นั่งพูดคุยกับแขก ส่วนที่นั่งมีไม่เกิน 10 ที่ ให้ทุกคนนั่งได้ยาว ๆ เหมือนนั่งห้องสมุด พร้อมเลือกของฝาก ของที่ระลึก และเชยชมของใช้เก่าแก่ประจำตระกูลที่ตั้งโชว์เสมือนเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม
เราเดินขึ้นไปยังชั้น 2 และ 3 ของบ้าน เป็นห้องพักสุดน่ารัก 4 ห้อง
แต่ละห้องตกแต่งด้วยผ้าครามและวัสดุท้องถิ่น โครงสร้างเป็นไม้ มีทั้งไม้เต็ง ไม้แดง และไม้ตะเคียน หรือที่คนท้องถิ่นเรียกกันว่าไม้แคง ทั้งหมดนี้รีโนเวตบนโครงสร้างเดิมเสียส่วนใหญ่ อาจมีส่วนที่ต่อเติมออกไปบ้างด้วยความจำเป็น เพื่อมอบความสะดวกสบายสูงสุดแก่ผู้เข้าพัก

#06
ลองเดินเล่นและแวะชมบ้านนายฮ้อยที่ ท่าแร่
ย้ายมาย่าน ‘ท่าแร่’ ชุมชนคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกที่ใหญ่ที่สุดในไทย โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์โคโรเนียล ถนนที่ดูสะอาดสะอ้านราวกับว่าเป็นเส้นทางต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองตลอดปี
ทำไมอาคารถึงรูปทรงเหมือนกันหมด – เราตั้งคำถาม หลังทอดสายตาไปบนเส้นถนนและพบว่ามีอาคารสไตล์นี้อยู่ราว 5 หลัง
“บ้านของนายฮ้อย”
ก้องเพชร คำศรี อาสาบริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ เทศบาลตำบลท่าแร่ ซึ่งรับหน้าที่ไกด์ชุมชน ตอบเราทันที
‘นายฮ้อย’ หมายถึงนักธุรกิจ เป็นศัพท์ที่คนในท้องถิ่นเขาเรียกกัน ตามประวัติของพื้นที่ในช่วง 140 ปีก่อน มีผู้คนเชื้อสายเวียดนามอพยพถิ่นฐานกันมาลงหลักปักฐานที่นี่ เช่นเดียวกับมิชชันนารีชาวฝรั่งเศส ที่โยกย้ายมาพร้อมกับหลักคำสอนทางคริสต์ศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก จากเดิมที่มีเพียง 20 กว่าครัวเรือน ปัจจุบันชุมชนขยายตัวไปกว่า 8 แห่ง และมีประชากรรวมกว่า 15,000 คน
ชุมชนแห่งนี้เป็นพื้นที่ 3 สัญชาติอย่างแท้จริง ‘ไทยอีสาน ฝรั่งเศส เวียดนาม’ บ้านนายฮ้อยที่ว่า จึงเป็นบ้านที่ได้ออกแบบโดยช่างชาวฝรั่งเศส สร้างโดยช่างเวียดนาม ใช้โทนสีตามสียางไม้ เพราะโครงสร้างตึกสมัยนั้นไม่ได้ใช้เหล็กเพื่อขึ้นโครง แต่ใช้ ‘ยางไม้ หรือ ‘ยางบง’ มาผสมปูนเพื่อสร้างแรงยึดทดแทน
ปัจจุบันบ้านนายฮ้อยบางหลังก็ปล่อยร้าง บางหลังก็มีลูกหลานมารีโนเวตเป็นอาคารเชิงพาณิชย์ ทั้งร้านข้าวเปียกโบราณฟรานซิสโก หรือ UDD Udomdetwat Café and Bistro คาเฟ่ที่เปลี่ยนจากคฤหาสน์อุดมเดชวัฒน์อายุกว่า 93 ปี เป็นพื้นที่อวดของแนวคิดดีประจำชุมชนท่าแร่

#07
ลองไปชมโบสถ์ทรงเรือที่ อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล ท่าแร่
ว่ากันตามประวัติศาสตร์ ชาวเวียดนามที่อพยพมายังท่าแร่อาศัยอยู่ที่ตัวเมืองสกลนครก่อน แต่ด้วยการกีดกันศาสนาคริสต์ในสมัยรัชกาลที่ 5 เหล่าคริสตังกลุ่มหนึ่งจำเป็นต้องหาทำเลที่ตั้งใหม่ โดยทำแพขนาดใหญ่ด้วยเรือเล็กและไม้ไผ่ผูกติดกัน ลอยข้ามมายังอีกฟากของหนองหาร หรือ ‘ท่าแร่’ ณ ปัจจุบัน
เรื่องราวดังกล่าวนี้ เป็นแรงบันดาลใจในการสร้าง ‘อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล’ หรือ ‘โบสถ์วัดท่าแร่’ อาสนวิหารหลังที่ 3 ที่ออกแบบและสร้างขึ้นเป็นรูปทรงเรือตั้งแต่ปี 1978 ทดแทนหลังเก่าที่เป็นเพียงหลังคาใบจากและหญ้าซึ่งชำรุดทรุดโทรมลงไปเรื่อย ๆ
คนในชุมชนเรียกอาสนวิหารแห่งนี้ว่าวัด เรียกผู้นำทางศาสนาว่าเจ้าอาอาวาส
ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่า ‘ต้องการเชื่อมทุกศาสนาเข้าหากัน’ นั่นเอง

#08
ลองเวิร์กช็อปทำดาวที่ บ้านแห่งดวงดาว
“เชื่อกันว่าดาวเป็นสัญลักษณ์ของการเสด็จลงมาประสูติของพระเยซูบนโลกมนุษย์”
นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ท่าแร่เปลี่ยนจากการจุดเทียนเวียนรอบอาสนวิหารธรรมดา ๆ ให้เป็นเทศกาลเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศในชื่อ ‘เทศกาลแห่ดาว’ แนวคิดนี้เริ่มตั้งแต่สมัยพระอัครสังฆราชลอเรนซ์ คายน์ แสนพลอ่อน ประมุขอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง ในปี 1982 ที่คิดการณ์ไกลถึงการดึงดูดผู้คนให้มาร่วมชมและทำความรู้จักกับคริสต์ศาสนาให้มากขึ้น เทศกาลค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ระยะเวลาจัดงานก็ขยายจากเดิมที่จัดแค่ 3 วันก็ปรับเป็น 4 วัน และ 5 วันในปัจจุบัน
แม้การแห่ดาวจะจัดขึ้นปีละครั้งในวันที่ 20 – 25 ธันวาคมของทุกปี แต่ ‘การทำดาว’ กลายเป็นงานอดิเรกและอาชีพเสริมของคนท่าแร่ไม่ต่ำกว่า 40 ครัวเรือน เช่นเดียวกับ ‘บ้านแห่งดวงดาว’ บ้านทำดาวที่ดูแลโดย พร-ลำพร สารธิยากุล เจ้าของดวงดาวนับร้อยพันที่สานต่อกิจการนี้จากคุณพ่อ
ลำพรไม่ได้รับทำดาวแค่ในระดับครัวเรือน แต่เขาส่งชิ้นงานไปยังคริสต์ศาสนสถานทั่วประเทศ ห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่องค์กรหน่วยงานภาครัฐก็มาสั่งทำอยู่บ่อยครั้ง และที่นี่ยังเปิดรับจัดเวิร์กช็อป ซึ่งใช้เวลาตั้งแต่ 30 นาทีขึ้นไป โดยสอนตั้งแต่การขึ้นโครงดวงดาวไปจนถึงการตกแต่งให้สวยงาม

#09
ลองแวะร้านโชห่วยโบราณที่ นำสมัย
“เพิ่งมารับช่วงตอนแต่งงาน นับไปนับมาก็ 55 ปีได้แล้วแหละ”
ป้าทัศ-ทัศนา โชติกีรติเวช เล่าด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เมื่อเราถามถึงกิจการร้านขายของชำที่เปิดมากกว่า 70 ปี ภายในตึกแถว 3 คูหาที่ทำจากไม้ทั้งหลัง
เรายกให้นี่เป็นร้านโชห่วยที่สะอาดและเป็นระเบียบมากที่สุดร้านหนึ่งเท่าที่เคยเจอมา ป้าทัศทำเราอึ้งเมื่อแกบอกว่าร้านค้าแห่งนี้เคยเป็นร้านเย็บผ้า ร้านขายยา ร้านถ่ายรูป มาก่อน ซึ่งป้าทัศดูแลเองคนเดียวและบางครั้งก็มีลูก ๆ มาช่วยบ้างในช่วงวันหยุด
พอถามถึงความสุขในการทำร้านชำ ป้าทัศยิ้มนำก่อนจะตอบว่า “ขายไปเรื่อย ๆ ไม่ได้เครียดอะไร ง่วงก็นอน” คำตอบของป้าทัศฟังดูสบาย ๆ แต่อธิบายถึงบริบทของชุมชนนี้ได้อย่างดี เจ้าของร้านชำเสิร์ฟน้ำซ่าใส่ถุงแบบโบราณให้เราในตอนท้าย เป็นการปิดจบบทสนทนาบนม้าหินอ่อนหน้าบ้านอย่างอบอุ่น

#10
ลองซื้อข้าวท้องถิ่นเป็นของฝากที่ บ้านข้าวฉันท์ชนก
‘ทำนาแบบประณีต’ โจทย์ที่ไม่ยากไม่ง่าย แต่ยังเข้าไม่ถึงผู้ทำและผู้บริโภคบางรายเท่านั้นเอง
ปีก่อนเรามีโอกาสรู้จัก ‘ข้าวหอมดอกฮัง’ ในงาน Thailand Rice Fest 2024 และก่อนจะถึง Thailand Rice Fest 2025 ในปีนี้ เราได้ไปพบกับ หนิง-ขวัญตา บุญโต กรรมการฝ่ายขาย วิสาหกิจชุมชน ข้าวหอมดอกฮังและบ้านข้าวฉันท์ชนก ที่มีหน้าร้านอยู่เลียบถนนในชุมชนท่าแร่
ร้านขนาดเล็กน่ารักแห่งนี้อยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ภายในมีข้าวท้องถิ่นหลากหลายสายพันธุ์อัดแน่นอยู่ เราแวะอยู่ครู่ใหญ่เพื่อเลือกสรรข้าวอินทรีย์กลับไปเป็นของฝากเพื่อน ๆ
เราคุยกับหนิงไปเรื่อย ๆ ยิ่งทำความรู้จักกับข้าวหอมดอกฮัง ยิ่งทำให้เราเข้าใจว่า ราคาข้าวที่สูงกว่าเจ้าอื่นในตลาดถึง 20 – 30 บาทนั้นมีที่มา หนิงบอกว่าการทำนาแบบประณีต คือการทำนาที่ไม่พึ่งสารเคมี พึ่งพาอาศัยเพียงธรรมชาติเท่านั้น ข้อจำกัดคือทำได้ปีละครั้งตามกำลังและฤดูกาล
ข้อสงสัยที่เราถามหนิงไปตรง ๆ คือ ข้าวของกลุ่มพวกเขาปลูกเยอะที่บ้านโคกสะอาด แต่ทำไมถึงมีหน้าร้านอยู่ท่าแร่ หนิงตอบแบบไม่รอช้าว่า “โคกสะอาดเป็นชุมชนคาร์ทอลิก จึงอยากขยับขยายสิ่งดี ๆ มาสู่เพื่อนพ้องชาวคาร์ทอลิกเช่นกัน” ได้ยินแบบนั้นก็ยิ่งปลาบปลื้มใจอย่างบอกไม่ถูก
เราบอกลาเธอด้วยประโยคที่ว่า “ไว้เจอกันที่งานข้าวปีนี้นะ”
