27 พฤศจิกายน 2024
4 K

จังหวัดน่านเข้าสู่ช่วงฟื้นฟูและเตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง หลังเผชิญเหตุการณ์น้ำท่วมหนักในรอบ 100 ปี และช่วงปลายปีดูจะเป็นเวลาทองของการมาเยือนที่นี่ ด้วยบรรยากาศเย็นสบาย ที่สำคัญ น่านกำลังได้รับการผลักดันให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (The Creative Cities Network) ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านใน ปี 2025 เรามีโอกาสเดินทางกับสำนักงานพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเมืองเก่าน่าน (อพท.น่าน) เลยคัดกิจกรรมและสถานที่ที่ควรไปเที่ยว เพื่อสัมผัสความเป็นเมืองเก่าน่าน เผื่อจะได้เป็นแผนสำหรับการอยู่น่านยาว ๆ เรารับรองว่าคุณจะได้เข้าถึงแก่นเมืองน่านแต๊ ๆ แน่นอน

#01

ลองฮมยาสมุนไพรด้วยภูมิปัญญาบรรพบุรุษ ที่บ่อสวกเฮิร์บ

เริ่มต้นทริปด้วยการดูแลสุขภาพเพื่อชาร์จพลังและถือโอกาสซ่อมแซมร่างกายที่วิสาหกิจชุมชนส่งเสริมและพัฒนาสมุนไพร ‘บ่อสวกเฮิร์บ’ ตำบลบ่อสวก อำเภอเมืองน่าน

บ่อสวกขึ้นชื่อเรื่องเครื่องปั้นดินเผาและผลิตภัณฑ์สมุนไพร ซึ่งคำว่า ‘สวก’ มี 2 ความหมาย คือเกลือและความดุร้าย ตามคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ว่า ที่นี่มีบ่อเกลือและมีสิ่งลี้ลับคอยเฝ้าดูแลอยู่ หากใครลบหลู่อาจเจ็บไข้ได้ป่วยหรือถึงขั้นมีอันเป็นไป

ฮมยาสมุนไพรเป็นกิจกรรมที่เราตั้งตารอ หลังจากเห็นบรรดาหม้อดินเผาวางเรียงรายบนโต๊ะ ด้านในหม้อใส่สมุนไพร อย่างขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด โหระพา ใบเปล้า และใบหนาด ล้วนเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ช่วยเรื่องระบบทางเดินหายใจ ซึ่งขั้นตอนฮมยาหรือดมยาเริ่มจากนำน้ำเดือดจัดเทลงไปในหม้อที่มีสมุนไพร รอให้สมุนไพรและน้ำผสมกันดี จากนั้นนำใบหน้าไปอังกับหม้อแล้วคลุมด้วยผ้าขาวม้า การสูดดมควันที่ลอยขึ้นมาเปรียบเสมือนเติมยาเข้าร่างกาย ช่วยให้ระบบทางเดินหายใจดีขึ้น โดยเฉพาะคนที่มีอาการภูมิแพ้ หากสนใจไปลองฮมยาหรือทำกิจกรรมเพื่อสุขภาพ สอบถามได้ที่ โทรศัพท์ 06 5483 8905

#02

ลองทำโคมมะเต้า มรดกทางวัฒนธรรมของชาวน่าน

โคมมะเต้า หรือ โคมหม่าเต้า เป็นโคมแขวนประเภทหนึ่ง ในอดีตนิยมใช้ตกแต่งเรือนเจ้านายชั้นสูง หรือใช้ประดับเพื่อต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง

คำว่า มะเต้า เป็นภาษาเหนือ แปลว่า แตงโม เพราะลักษณะโคมมะเต้าเป็นทรงกลมที่แต่ละด้านมีมุมเหลี่ยม ดูคล้ายผลแตงโม วัสดุที่ใช้ทำโคมมีไม้ไผ่ข้าวหลามที่นำมาขึ้นโครง ก่อนแปะทับด้วยกระดาษสา และติดลวดลายที่ทำจากกระดาษทอง ลายนิยมคือลายวัชระ เพราะเชื่อว่าเป็นลายที่ช่วยปกปักรักษา ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายได้ และยังมีลายอื่น ๆ อย่างลายนักษัตรอีกด้วย 

แม่ ๆ จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านโคมคำซึ่งเป็นผู้สอนเราทำโคมเล่าความเชื่ออย่างหนึ่งให้ฟังว่า หากคู่รักคู่ไหนทำโคมมะเต้าด้วยกัน แล้วนำไปแขวนที่วัดพระธาตุแช่แห้ง พระอารามหลวง จะมีชีวิตคู่ยืนยาว (เราแอบถามว่า ถ้าอยากเลิกกันต้องไปเอาโคมคืนไหม ได้ความว่าไม่จำเป็น)

ถ้าอยากไปเรียนทำโคมมะเต้าเหมือนเรา ติดต่อวิสาหกิจฯ ได้ที่ โทรศัพท์ 08 9854 0387

#03

ลองไปสักการะพระธาตุแช่แห้ง พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองน่าน

ไม่ใช่คู่รักก็นำโคมมะเต้าไปแขวนที่วัดพระธาตุแช่แห้งได้ หรือถ้าไม่แขวนโคม ก็ควรลองไปที่นี่สักครั้งเมื่อมาน่าน เพราะพระธาตุแช่แห้งถือเป็นพระธาตุคู่เมืองน่านมายาวนาน วัดตั้งอยู่ในอำเภอภูเพียง ไม่ห่างจากตัวเมืองมากนัก ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า พระธาตุสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2442 โดย พญากานเมือง กษัตริย์องค์ที่ 6 ได้รับพระบรมสารีริกธาตุจากสุโขทัยมาบรรจุในพระธาตุบนเนินดินภูเพียงแช่ ลักษณะของพระธาตุในช่วงต้นเป็นศิลปะแบบสุโขทัย แต่มีช่วงที่น่านถูกปกครองด้วยล้านนา ทำให้พระธาตุได้รับการปฏิสังขรต่อเติมจนเป็นศิลปะแบบล้านนา

#04

ลองออกแบบหัวเรือจิ๋ว เรียนรู้ประเพณีแข่งเรือดั้งเดิมของน่าน

การแข่งเรือถือเป็นประเพณีเก่าแก่ของน่าน กลายเป็นส่วนหนึ่งของคำขวัญจังหวัด แข่งเรือลือเลื่อง ในอดีตการแข่งเรือนิยมจัดในวันสำคัญ เช่น ประเพณีตานก๋วยสลาก (ทำบุญให้ผู้ล่วงลับ) หรือจัดเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีกับเมืองต่าง ๆ แต่ปัจจุบันการแข่งเรือน้อยลงเรื่อย ๆ จนหลายคนหลงลืมไปว่านี่เป็นเอกลักษณ์หนึ่งของจังหวัด 

ถ้าให้ไปแข่งเรือหรือสร้างเรือเองอาจจะยากไปหน่อย กิจกรรมแต้มสีหัวเรือจิ๋วจึงเกิดขึ้นเพื่อสืบสานและอนุรักษ์ประเพณีนี้ไว้ จัดโดยชุมชนตำบลม่วงติ๊ด อำเภอภูเพียง พวกเขาเตรียมหัวเรือจิ๋วทำจากไม้ พร้อมพู่กันและสีโปสเตอร์ รอเราไประบายออกแบบหัวเรือเป็นของตัวเอง 

เอกลักษณ์ของเรือเมืองน่านคือหัวเรือหรือหัวโอ้เป็นรูปพญานาค ส่วนหางเรือหรือหางวัลย์เป็นหางหงส์ หรือบางคนมองว่าเป็นหางนาค เพราะคนน่านเชื่อว่า พญานาคเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ จะช่วยบันดาลฟ้าฝนให้พื้นที่อุดมสมบูรณ์

ติดต่อทำกิจกรรมแต้มหัวสีเรือจิ๋วได้ที่โทรศัพท์ 09 4734 0894

#05

ลองเรียนเขียนตั๋วเมือง อักษรของล้านนา ที่บ้านตั๋วเมือง คุ้ม ๙

ตั๋วเมือง หรือ อักษรธรรมล้านนา อีกหนึ่งเอกลักษณ์สำคัญของน่าน เป็นอิทธิพลจากล้านนาเมื่อครั้งเข้ามาปกครองน่านในช่วงหนึ่ง ตัวอักษรเป็นวิธีสื่อสารของคนในยุคนั้น ใช้สำหรับบันทึกสิ่งต่าง ๆ เช่น ศิลาจารึก กฎหมาย ตำรับยา หลักคำสอนทางศาสนา 

ปัจจุบันคนที่อ่านออกและเขียนตั๋วเมืองได้มีน้อยลง บุญโชติ สลีอ่อน ปราชญ์และสล่าบ้านตั๋วเมือง คุ้ม ๙ (สล่าเป็นคำเรียกช่างหรือคนที่มีความเชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่ง) ผู้ที่มาสอนเราเขียนตั๋วเมืองเล่าว่า การถ่ายทอดความรู้ตั๋วเมืองเป็นระบบปิด สอนกันจากรุ่นสู่รุ่น ไม่ค่อยนำมาเผยแพร่ในวงกว้าง เพื่อไม่ให้สิ่งนี้สูญหายไป บุญโชติจึงเปิดบ้านต้อนรับทุกคนที่สนใจมาลงเรียนตั๋วเมืองใน 1 ชั่วโมง ได้ลองเขียนตั๋วเมืองลงบนกระเป๋าผ้าเป็นของที่ระลึก

บุญโชติสอนเราเขียนชื่อตัวเองแบบตั๋วเมือง ลักษณะตัวอักษรคล้ายตัวอักษรในยันต์ เลยมีนักท่องเที่ยวบางรายขอให้บุญโชติช่วยออกแบบตั๋วเมืองเพื่อนำไปสักบนร่างกาย ส่วนเรานั้นขอเขียนตั๋วเมืองฝากไว้บนกระเป๋าผ้าไปก่อน

ถ้าสนใจอยากลองเรียนเขียนตั๋วเมือง ติดต่อบุญโชติได้ที่ โทรศัพท์ 08 9852 5457

#06

ลองกินอาหารเหนือสไตล์คนน่าน ที่เฮือนภูคา

มาเมืองเหนือแล้วจะพลาดกินอาหารเหนือได้อย่างไร ‘เฮือนภูคา’ เป็นร้านยอดนิยมของคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว ด้วยเมนูและรสชาติที่เข้าถึงอาหารเหนือสไตล์น่านอย่างแท้จริง

เมนูที่เราว่ากินง่ายและไม่ควรพลาด คือไก่ทอดมะแขว่น ทางร้านนำไก่ไปหมักกับเกลือและมะแขว่น เครื่องเทศคู่ครัวคนเหนือ ก่อนนำไปทอดให้กรอบ กินกับข้าวสวยร้อน ๆ 

ไปถึงเฮือนภูคาแล้วให้ลองสั่งออเดิร์ฟเมืองน่านมากินด้วย เพราะที่นี่รวบรวมอาหารขึ้นชื่ออย่างน้ำพริกหนุ่ม ไส้อั่ว แคบหมู หมูยอทอด กินคู่กับเมนูสบายท้องอย่างผักต้ม ลำขนาด!

#07

ลองไปช้อปเครื่องเงินฝีมือชาวอิ้วเมี่ยน ที่ดอยซิลเวอร์

เดินทางออกจากตัวเมืองออกไปประมาณ 1 ชั่วโมง คุณจะได้ไปเยือน ‘ดอยซิลเวอร์’ แบรนด์เครื่องเงินฝีมือชนเผ่าอิ้วเมี่ยนหรือเย้า หนึ่งในชนเผ่าดั้งเดิมของน่าน

เครื่องเงินเป็นสิ่งที่อยู่คู่คนอิ้วเมี่ยนตั้งแต่เกิดจนตาย เด็กแรกเกิดจะได้รับเครื่องเงินเป็นของขวัญดั่งการต้อนรับ หากไม่สบาย เชื่อว่าใช้เงินห่อผ้าแล้วถูตัวจะช่วยดูดพิษออกจากร่างกายได้ จนถึงเมื่อตายไป โลงศพก็จะตอกด้วยตะปูเงิน เมื่อเอาเข้าเตาเผา ถ้าตะปูยังเหลือ แปลว่าเป็นของขวัญที่คนตายทิ้งไว้ให้คนที่อยู่ แต่ถ้าเผาแล้วไม่เหลืออะไร อาจแปลได้ว่าคนตายโกรธเคืองคนเป็น ต้องทำพิธีขอขมา

ชาวอิ้วเมี่ยนเลยมีกรรมวิธีผลิตเครื่องเงินเป็นของตัวเอง และเป็นที่มาของสินค้าดอยซิลเวอร์ คือตอกลวดลายลงไปบนแผ่นเงิน ก่อนนำไปประกอบเป็นแหวน สร้อย กำไล และเข็มกลัด เพิ่มความคงทนและเป็นเอกลักษณ์

#08

ลองกินอาหารเที่ยงฝีมือชาวอิ้วเมี่ยน ที่ร้าน Go high ‘o

ภายในดอยซิลเวอร์มีร้านชื่อว่า Go high ‘o (อ่านว่า โกไฮโอ เป็นภาษาอิ้วเมี่ยน แปลว่า ไปไกลมาก ๆ) เป็นร้านอาหารพร้อมบริการที่พักสไตล์อิ้วเมี่ยน 

เราขอฝากท้องด้วยเมนูอาหารกลางวันของคนอิ้วเมี่ยน (ถ้าใครอยากไปกินตาม สั่งเมนูนี้ได้เลย) ประกอบด้วยหมูต้มน้ำฝาง สมุนไพรยอดนิยมในการประกอบอาหารของคนอิ้วเมี่ยน อ้อจาง เป็นหมูผักกับวุ้นเส้นใส่พริกไทย ก่อนนำไปห่อด้วยใบตองแล้วนึ่ง และหมูแดดเดียว

จานที่เราชอบมากที่สุด คือเครื่องเคียง มีแบร่ซูยฉ้าว หรือหน่อไม้ผัดแบบอิ้วเมี่ยน รสชาติออกเปรี้ยว ฝั่นจิ่วเจ๊า เป็นน้ำพริกของคนอิ้วเมี่ยว รสคล้ายกับน้ำพริกหนุ่ม แต่เผ็ดกว่า ตัดเลี่ยนได้ดี

ก่อนจะเริ่มกินอาหารให้กินไข่แดงก่อน เป็นไข่ที่นำไปต้มในน้ำฝาง ทำให้เปลือกออกสีแดง ชาวอิ้วเมี่ยนมีธรรมเนียมต้อนรับแขกด้วยไข่แดง ถือเป็นของขวัญและเตรียมการดูแลต้อนรับอย่างดี กินเสร็จแล้วไปเดินย่อยที่บริเวณด้านหลังร้านได้ จะมีสะพานสีแดงเรียกว่าโก้งต๊ะเจี่ยวหรือสะพานบุญ เป็นสะพานแห่งความดีตามความเชื่อของชาวอิ้วเมี่ยนว่า การสร้างสะพานจะช่วยให้ขอพรได้ 3 ด้าน คือคู่ครอง ขอลูก และประสบความสำเร็จ หากอธิฐานแล้วเดินไปกลับบนสะพาน พรที่ขอจะเป็นจริง

#09

ลองตามรอยงานของหนานบัวผัน ที่วัดหนองบัวและวัดภูมินทร์

เห็นคำว่าวัดอย่าเพิ่งคิดว่าจะน่าเบื่อ เพราะการไปวัดครั้งนี้เราไปเพื่อตามรอยงานของ หนานบัวผัน จิตรกรชาวไทลื้อคนสำคัญของจังหวัดน่าน

หนาน เป็นคำใช้เรียกพระสึกใหม่ จึงสันนิษฐานว่าหนานบัวผันเคยบวชมาก่อนจะทำงานศิลปะ ผลงานโด่งดังของเขาคือภาพจิตรกรรมฝาผนังถ่ายทอดวิถีชีวิตของคนน่านในอดีตที่วัดหนองบัวและวัดภูมินทร์

ไฮไลต์อยู่ที่ ‘ภาพกระซิบรักบันลือโลก’ ไปถึงวัดภูมินทร์แล้วให้เดินไปหาบริเวณประตูด้านทิศตะวันตก ส่วนภาพอื่น ๆ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะสะท้อนวิถีชีวิตผู้คนเมืองน่านในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี อย่างเช่นภาพผู้หญิงกำลังมวยผม ตรงหูของเธอมีบัตรเล็ก ๆ ห้อยอยู่ สันนิษฐานกันว่าเป็นบัตรประชาชนในยุคนั้น ตัวบัตรทำจากแผ่นทองระบุชื่อและวันเดือนปีเกิด ห้อยไว้ที่หู และถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นตั๋วเมืองปรากฏอยู่ในภาพด้วย แม้ว่าเราจะอ่านไม่ออก แต่ก็ดีใจแล้วที่รู้ว่านี่คือตั๋วเมือง

#10

ลองเวิร์กช็อปศิลปะพื้นบ้านของน่าน ที่ Creative Space โฮงเจ้าฟองคำ

เดิม ‘โฮงเจ้าฟองคำ’ เป็นคุ้มของ เจ้าศรีตุมมา สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2368 ก่อนถูกทิ้งร้าง และได้ปรับโฉมให้เป็น Creative Space สำหรับทำกิจกรรมดั้งเดิมของน่าน ทั้งเวิร์กช็อปทอผ้า เขียนตั๋วเมือง เรียนดนตรี ทำอาหาร 

แต่สิ่งที่เราไม่อยากให้ทุกคนพลาดเมื่อมาที่นี่ คือการกินไข่งามงอน อาหารประจำโฮงเจ้าฟองคำ ทำมาจากไข่ต้ม นำไปคลุกกับพริกหนุ่มและเกลือ ก่อนตักใส่เปลือกไข่ นำไปชุบไข่ และลงทอดอีกครั้งเป็นอันเสร็จ รสชาติออกเผ็ดเค็ม ได้ความมันจากไข่

#11

ลองเดินช้อปชมเมืองน่านยามค่ำคืน ที่ถนนคนเดิน กาดข่วงเมืองน่าน

เที่ยวน่านตอนกลางวันแล้ว อย่าลืมสัมผัสน่านในยามค่ำคืน ณ ถนนคนเดินกาดข่วนเมืองน่าน เพราะคุณจะได้เจอของดีจากทั้งจังหวัดแบบครบจบในที่เดียว

ถนนคนเดินตั้งอยู่ใกล้กับวัดภูมินทร์ มีสินค้าวางขายเนืองแน่น พร้อมด้วยบริเวณกินข้าวหรือขันโตกเมืองที่ปูเสื่อยาวให้ได้นั่งพักผ่อนหย่อนใจและกินของอร่อยที่ซื้อมา

ไม่ไกลกันเป็นจุดทิ้งขยะที่ทำให้ตำบลในเวียง สถานที่ตั้งของถนนคนเดินได้รับเลือกเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนทั่วโลกจาก Green Destinations ในประเด็นการจัดการขยะท่องเที่ยวด้วยกระบวนการทางสังคมของเมืองเก่าน่าน จุดแยกขยะมีถังให้แยกขยะ 9 ประเภท ถังขยะแต่ละใบมีรูปประเภทขยะและชื่อติดไว้ พร้อมกับอาสาสมัครค่อยช่วยแยกอีกแรงด้วยความสงสัยว่า ถ้าต้องมีคนช่วยแยกขยะ จะเป็นการเพิ่มภาระมากกว่าอำนวยความสะดวกไหม สุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน บอกว่านี่เป็นเพียงช่วงเริ่มต้นที่อยากให้ทุกคนคุ้นเคยกับการแยกขยะ เขาหวังว่าในอนาคตทุกคนจะแยกขยะได้เอง และการแยกขยะจะกลายเป็นวิถีปฏิบัติอันเป็นปกติของชาวน่านและผู้มาเยือน

Writer & Photographer

เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา

ชีวิตขับเคลื่อนด้วยแสงแดดและหวานร้อย