5 เมษายน 2025
973

วันที่ 3 ณ เมืองนาฮะ โอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น

เราแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย กำลังลงไปเช็กเอาต์เพื่อเปลี่ยนที่พัก สายตาเหลือบไปเห็นมวลเมฆสีทึมหลังประตูกระจกใส โอ้ ไยฟ้ากระหึ่มเม็ดฝนเทลงมาไม่หยุด หลังยื่นคีย์การ์ดและขอฝากกระเป๋ากับคุณพนักงาน เรายืนเคว้งอยู่ครู่ ก็ตัดสินใจผลักประตูกระจกบานใหญ่ พลางคิดในใจ ฟ้าฝนมิอาจต้านทานความหิว เราเดินสับไปยังร้านอาหารท้องถิ่นริมทาง คนบานตะไทเต็มร้าน เดชบุญมีโต๊ะว่างพอดี

ข้าวสวยและมะระผัดไข่ (Goya Chanpuru) ของดีโอกินาว่าเสิร์ฟมาควันฉุย นี่แหละ! มื้ออร่อยยามเช้าที่เติมความสดใสในวันเมฆมัวหมอง หลังกวาดทุกอย่างลงท้องและกระดกน้ำชาปิดท้าย เราเดินกลับโรงแรมเพื่อนำสัมภาระขึ้นแท็กซี่ไปยังเกาะโคริ (Kouri Island) ห่างจากเมืองนาฮะ 90 นาที

เกาะเล็กจิ๋วนี้อยู่ใกล้กับผืนป่ายัมบารุ ซึ่งเป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก บนเกาะมีคนอาศัยเพียง 400 คน มีชายหาด 6 แห่ง และมีแลนด์มาร์กยอดนิยมอย่าง ‘หินรูปหัวใจ (Heart Rock)’ หากขับรถยนต์วนรอบเกาะ ใช้เวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น ผู้คนบนเกาะยังคงวิถีชีวิตดั้งเดิม และถ้าโชคดี คุณจะเห็นวาฬตัวโตพ่นน้ำอยู่กลางมหาสมุทร และหากสังเกตใต้สะพาน คุณอาจเจอเต่าทะเลเต้นระบำกับสาหร่าย

เกาะที่ว่าเป็นที่ตั้งของ YAWN YARD Kouri Island วิลล่าเปิดใหม่ที่เห็นวิวทะเลชัดแจ๋ว ออกแบบให้แขกได้พักผ่อนสบาย ๆ พร้อมกับใกล้ชิดธรรมชาติ และสัมผัสวัฒนธรรมอันงดงามของโอกินาว่า

เมื่อรถยนต์ขับผ่านสะพานโคริที่ยาว 1,960 เมตร เป็นสัญญาณว่าเราใกล้ถึงจุดหมายของวันนี้แล้ว แม้ฟ้าฝนไม่เป็นใจ แต่วิวทะเลสองข้างทางก็สวยจับใจ อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าฟ้าเปิดจะสวยขนาดไหน

โมนิค (พนักงานต้อนรับ) เดินมาทักทายเราด้วยรอยยิ้ม ก่อนหน้านี้เราคุยกับเธอผ่านอีเมลหลายฉบับ พอมาเจอตัวจริงก็ดีใจกันสุดขีด เธอเดินนำเราไปยังบ้าน (Sea) 2 และขออาสาพาสำรวจวิลล่าหลังนี้ ตั้งแต่ประตู โถงนั่งเล่นในบ้าน ระเบียงกึ่งกลางแจ้ง ห้องนอน ห้องน้ำ และสระว่ายน้ำ

เธอชวนเรามานั่งที่เคาน์เตอร์หินปูนในห้องนั่งเล่น ก่อนจะเปิดนั่น หยิบนี่ ราวกับเล่นมายากล เพียงพริบตาเดียว ชาดำอุ่น ๆ จากไร่ชาท้องถิ่นในเมืองนาโกะและขนมโอกินาว่าฉบับราชวงศ์ริวกิวที่ปรับให้ทันสมัยก็เสิร์ฟตรงหน้า เราค่อย ๆ จิบเรื่องราวคลอเคล้าบทสนทนาของโมนิค ถึงจุดเริ่มต้นของ YAWN YARD Kouri Island วิลล่าหลังน้อยที่เริ่มต้นจากโตเกียว ทว่าเดินทางไกลมาถึงตอนใต้อย่างโอกินาว่า 

โตเกียวถึงโอกินาว่า

โมนิคชวนเราทำความเข้าใจก่อนว่า YAWN YARD Kouri Island เป็นกิจการน้องใหม่ของ Kashiwabara Hands บริษัทในเครือของ Kashiwabara Corporation มีจุดกำเนิดจากโตเกียว และด้วยพื้นฐานของบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง การขยายสู่ธุรกิจที่เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์จึงเป็นไปโดยธรรมชาติ และพวกเขาทำโรงแรมด้วยความเชื่อที่ว่า Stay = Lifestyle สร้างรูปแบบการใช้ชีวิตใหม่ที่มีแต่ YAWN YARD Kouri Island เท่านั้นที่มอบให้ได้ สร้างความแตกต่างจากโรงแรมหรูด้วยด้วยการออกแบบที่พักให้เรียบง่าย โปร่งโล่ง กลมกลืมกับธรรมชาติ ไม่ทำลายวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์

แนวคิดหลักของที่นี่คือ ‘สวนที่พักอาศัยได้’ พวกเขามองว่าพื้นที่ของโรงแรมเป็นเสมือนสวนขนาดใหญ่ การออกแบบจึงเน้นพื้นที่กึ่งกลางแจ้ง (Semi-outdoor) มีความกว้างขวาง เน้นให้แขกใช้เวลาบริเวณชานบ้านเป็นส่วนใหญ่ และมีสวนทั้ง 8 แห่งกระจายอยู่ในโรงแรม ซึ่งปลูกต้นไม้-ดอกไม้นานาพรรณ

สถาปนิกที่ออกแบบที่นี่ คือ Jo Nagasaka แห่ง Schemata Architects (ใครเป็นแฟนคลับสถาปนิกท่านนี้ ยกมือสูง ๆ เลยนะ) ซึ่งเขาเล่าถึงแนวทางการออกแบบวิลล่าแห่งนี้ให้ฟังว่า

“เราออกแบบห้องพักให้มี 2 รูปแบบ ปรับเปลี่ยนรูปทรงของหลังคาให้หลากหลาย พร้อมจัดวางอาคารในลักษณะรูปตัว V เพื่อป้องกันการมองเห็นจากพื้นที่ข้างเคียง ขณะเดียวกัน เราจัดสรรพื้นที่กึ่งกลางแจ้งระหว่างอาคารให้เป็นพื้นที่รับประทานอาหาร ช่วยสร้างมุมมองที่แตกต่างกันในแต่ละจุด

“ในโอกินาว่า อาคารส่วนใหญ่มักสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก แต่เราต้องการให้โรงแรมกลมกลืนกับธรรมชาติที่สวยงามของเกาะ จึงใช้โครงสร้างไม้ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและดูแลง่าย เรายังอ้างอิงสถาปัตยกรรมแบบริวกิวโบราณ และนำมาประยุกต์ให้เป็นอาคารไม้สมัยใหม่ โดยใช้โครงสร้าง SE (SE Construction Method) แข็งแรง ทนทาน คานและเสาทำจากไม้สนไซเปรส ให้ความรู้สึกอบอุ่น”

ด้วยอากาศแบบเขตร้อนของโอกินาว่า ทำเชื้อราเติบโตและแพร่กระจายได้ทุกที่ สถาปนิกจึงใช้ไม้ฮิโนกิในการก่อสร้าง เพราะมีคุณสมบัติต้านเชื้อราและแบคทีเรีย ซึ่งการสร้างด้วยวิธี SE ที่นอกจากทนต่อสภาพอากาศเขตร้อนแล้ว ยังต้านทานพายุไต้ฝุ่นที่มักมาเยือนในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมได้ด้วย

หลายคนคงกำลังสงสัยเหมือนกับเรา ทำไมจุดหมายแรกต้องเป็นเกาะโคริ โอกินาว่า

ชาว YAWN YARD Kouri Island เฉลยให้ฟังว่า “เพราะเราอยากสร้างที่พักที่มอบประสบการณ์เข้าพักรูปแบบใหม่ ซึ่งกลมกลืมไปกับธรรมชาติโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมเดิม และหัวใจสำคัญคือเราอยากทำให้ที่นี่เป็นที่ที่พวกเรา – ในฐานะผู้สร้าง ก็อยากมาเยือนด้วยเช่นกัน ซึ่งเกาะโคริ มีองค์ประกอบตามที่เรามองหา ทั้งธรรมชาติอันบริสุทธิ์ วัฒนธรรมที่ได้รับการรักษาไว้อย่างดี และยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก”

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของวิลล่าวิวทะเลและทิวเขาแห่งนี้ 

ท้องถิ่นคือหัวใจ

  ก่อนมาพักเราทำการบ้านพอสมควร เลยรู้ว่าที่นี่ให้ความสำคัญกับท้องถิ่น อย่างวัสดุและเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ในวิลล่าก็ออกแบบร่วมกันระหว่างศิลปินท้องถิ่น กับ Schemata Architects แถมผลิตขึ้นเฉพาะ YAWN YARD Kouri Island เท่านั้น เช่น โต๊ะตัวเตี้ยที่ทำจากอิฐแดงแบบริวกิว เคาน์เตอร์หินปูนสไตล์ริวกิวที่โมนิคใช้ต้อนรับแขก เก้าอี้ไม้ Itajii ซึ่งเป็นไม้ที่พบมากถึง 70% ในป่าตอนเหนือของเกาะโอกินาว่า ฯลฯ สาวเจ้าบอกว่า เก้าอี้ตัวเตี้ยก็ออกแบบให้เคลื่อนย้ายสะดวก จะนั่งกินข้าวหรือชมวิวก็ได้

ไอเทมที่เราชอบมาก ยกให้เจ้าโคมไฟ หรือ YARD LAMP ออกแบบพิเศษเพื่อที่นี่ ดีไซน์เรียบง่าย ปรับความสว่างได้หลายระดับ ยกไปวางตรงไหนก็ได้ ช่วยสร้างบรรยากาศยามค่ำคืนได้ดีเลย บริเวณเตียงนอนก็มีโคมไฟนี้วางอยู่นะ แอบเชียร์ให้ทำขายมาก ถ้าได้วางมุมใดมุมหนึ่งของบ้านคงอบอุ่นไม่น้อย

“เราเชื่อว่าการนำวัฒนธรรม ธรรมชาติ และแนวคิดของคนท้องถิ่นมาผสมผสานกัน จะช่วยเติมเต็มประสบการณ์การเข้าพักให้สมบูรณ์มากขึ้น เราเลยมุ่งมั่นรักษาและถ่ายทอดสิ่งนี้มาตลอด โดยไม่ปรุงแต่งจนเกินไป มีความผ่อนคลายมากขึ้น และเข้าถึงง่าย ผ่านการที่แขกได้พูดคุยและเรียนรู้จากท้องถิ่น” 

นอกจากการร่วมมือกับช่างฝีมือและศิลปินท้องถิ่น ในห้องพักยังสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นมากมาย ไม่ว่าจะกาแฟ ขนมมันหวานทอดกรอบ สกินแคร์ออร์แกนิกที่มีส่วนผสมของดอกชบา ฯลฯ 

ในอนาคต พวกเขายังมีแผนจะร่วมมือกับเกษตรกรท้องถิ่นด้วย จากที่เราพูดคุยกับโมนิค เธอบอกว่าพนักงานเกือบครึ่งหนึ่งก็เป็นคนท้องถิ่นจากเมืองต่าง ๆ ในจังหวัดโอกินาว่าเช่นกัน

กินอาหารเป็นยา

อาหารการกินคือสิ่งที่เราต้องพูดถึงเมื่อมาพักที่นี่! เราสะดุดตากับคำว่า ‘Kusuimun’ ในเว็บไซต์ของที่พัก จนต้องพึ่งกูเกิลในการค้นหาความหมาย อ่านแล้วอ่านอีกจนมาถามโมนิคซ้ำอีกที ก็ถึงบางอ้อ

ทุกท่านรู้จัก Blue Zone กันใช่ไหมคะ มันคือพื้นที่ที่ประชากรมีอายุยืนยาวและสุขภาพแข็งแรงเป็นจำนวนมาก เฉลี่ยอายุประมาณ 100 ปี ซึ่งโอกินาว่าเป็น 1 ใน 5 พื้นที่ Blue Zone ของโลก ที่คนโอกินาว่าอายุยืนก็เพราะกินอาหารที่ดี มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และมีความสัมพันธ์ที่ดีทางสังคม

‘Kusuimun’ คำนี้เป็นคำโบราณของโอกินาว่า เปรียบดังคำพังเพยก็ได้ แปลว่า ‘อาหารคือยา’ – เป็นวัฒนธรรมการกินของคนโอกินาว่า พวกเขาเชื่อว่าอาหารมิใช่แค่สิ่งให้พลังงานที่มีรสอร่อย แต่มีสรรพคุณป้องกันและรักษาโรคต่าง ๆ ด้วย คนที่นี่จึงเลือกกินอาหารมีประโยชน์ สดใหม่ ปรุงแต่งน้อย ที่สำคัญต้องกินอย่างหลากหลายและสมดุล เช่น มะระขี้นกที่เรากินเป็นมื้อเช้าก็เป็นวัตถุดิบเลื่องชื่อมากคุณประโยชน์ เพราะช่วยลดน้ำตาลในเลือด และป้องกันการเกิดโรคเบาหวานได้ด้วย (เมนูนี้อยากกินทุกวันเลย)

ที่นี่มีคอนเซปต์อาหารว่า ‘Yambaru Kusuimun’ เปลี่ยนมุมมองทิวทัศน์ทางตอนเหนือของโอกินาว่าให้กลายเป็นอาหาร ด้วยการนำวัตถุดิบในรัศมี 70 กิโลเมตรทั่วยัมบารุมาสร้างสรรค์เป็นอาหารลูกผสมระหว่างอาหารพื้นเมืองกับอาหารสมัยใหม่ที่ให้แขกได้เข้าถึงรสชาติของวัตถุดิบอย่างแท้จริง โดยปราศจากการปรุงแต่งที่ไม่จำเป็น ตั้งแต่สมุนไพรในสวน ผักจากเกาะใกล้เคียง สาหร่ายทะเลสด ๆ 

มาพักที่นี่ รวมอาหารแล้วนะ มื้อเช้าและมื้อเย็น เลือกเมนูที่อยากกินได้ มีให้เลือก 3 เมนู 

โมนิคแบ่งปันเรื่องราวของที่นี่ให้เราฟังอย่างครบถ้วน เธอนัดหมายเวลาเสิร์ฟอาหารเย็น ปล่อยเราพักผ่อนก่อนเติมพลัง เราเลยถือโอกาสสำรวจวิลล่าหลังนี้ ตั้งแต่บ่ายแก่ ๆ ยันเย็นย่ำ ไม่นานเสียงตามสายก็ดังขึ้นบริเวณหน้าประตู เป็นการติดต่อสื่อสารกับพนักงานผ่าน Intercom รู้สึกสะดวกและเป็นส่วนตัวดี

เมื่อสิ้นเสียงอนุญาตจากเรา โมนิคและเพื่อนพนักงานก็ยกกล่องมาวางบนเคาน์เตอร์หินก้อนใหญ่ เราเลือกกินมื้อเย็นด้านใน เพราะด้านนอกลมแรงเกินต้านทาน แถมอากาศก็เย็นเจี๊ยบ เธอและเพื่อนค่อย ๆ อธิบายถึงเมนูหม้อไฟหมูและวอเตอร์เครส เริ่มตั้งแต่เซตออเดิร์ฟ จานหลัก เครื่องดื่ม และของหวาน

หมู ถือเป็นหัวใจหลักในวัฒนธรรมอาหารของโอกินาว่า เคยมีคำกล่าวว่า ‘ทุกส่วนของหมูกินได้ เว้นก็แต่เสียงร้อง’ เชฟเลือกใช้หมูอากูจากเกาะโอกินาว่า เป็นลูกหลานหมูดำสายพันธุ์พื้นเมือง ขึ้นชื่อเรื่องความนุ่มและรสชาติเข้มข้น พอคีบหมูแกว่งน้ำชาบูแล้วหมับเข้าปาก ก็จริงดังว่า นุ่มละมุนลิ้นจริง ๆ อีกหนึ่งไฮไลต์คือวอเตอร์เครสที่ปลูกในแหล่งน้ำธรรมชาติบริเวณซากปราสาทนาคิจิน (Nakijin Castle) แนะนำให้ลวกวอเตอร์เครสสัก 10 วินาที ผักสุกกรอบกำลังดี ส่วนเครื่องจิ้มมีให้เลือก 3 แบบ เกลือในท้องถิ่นที่ผลิตใกล้ ๆ เกาะโคริ ชูริมิโซะ เราชอบอันนี้ เค็มนิด เข้มข้นมาก ซึ่งเป็นมิโซะที่มีประวัติการผลิตยาวนานถึง 160 ปี และ โคเระกุสุ (Koregusu) พริกดองในเหล้าอาวาโมริ (Awamori) เพิ่มความเร่าร้อนให้ชาบูได้ดีเยี่ยม รสไม่เผ็ดแซ่บแบบไทย แต่เผ็ดซู่ซ่า สะเด่าลิ้น เจ้าเครื่องปรุงยอดฮิตนี้มีขายทั่วไปในซูเปอร์มาร์เก็ตที่นี่

หนึ่งสิ่งที่เราประทับใจมาก คือข้าวญี่ปุ่น มอสซาเรลลาชีส และมะเขือเทศอบแห้ง ทีแรกเข้าใจว่าให้กินกับชาบู แต่พนักงานเฉลยว่า ให้ใส่สิ่งเหล่านี้หลังจบมื้อ เพื่อปรุงเป็น Risotto ฉบับบ้าน ๆ คิดมาให้แล้วเสร็จสรรพ ส่วนของหวานเป็นชีสเค้กเนื้อละมุน มีอาวาโมริสีใสแจ๋วแต่ดีกรีแรงม้าให้ดื่มด้วย

สิ่งที่ประทับใจหมายเลข 2 คือแผ่นพับข้อมูล หรือ Meal Guide ที่จัดทำแบบละเอียดยิบ ถึงขนาดวาดแผนที่ ชี้ลูกศรให้ด้วยว่าวัตถุดิบมาจากส่วนไหนของโอกินาว่า แต่ละเดือน แต่ละฤดูกาลเก็บเกี่ยวอะไรได้บ้าง รวมถึงรายละเอียดของมื้ออาหารนั้น ๆ ว่าประกอบไปด้วยอาหารอะไรบ้าง สุโค่ย!

เราพูดได้เต็มปากเลยว่า นี่เป็นมื้อค่ำที่อบอุ่นที่สุดท่ามกลางอากาศหนาวบนเกาะโคริ 

พักผ่อนอย่างแท้จริง

ก่อนหนังตาจะตึง เรากด Intercom เรียกพนักงานมาเก็บอาหาร ได้สนทนากับ อากิโกะ เธอคุยสนุกมาก พนักงานหลายคนที่นี่มาจากสายงานอื่นแต่หันมาทำงานสายโรงแรมกันหลายคนเลย อากิโกะเป็นหนึ่งในนั้น และนี่คืองานแรกของเธอค่ะ เราถามเธอว่าความสนุกของอาชีพนี้คืออะไร – ทุกอย่างเลย! เธอตอบทันทีแทบไม่ต้องคิด พลางส่งยิ้มหวานและเสียงหัวเราะ อย่างโมนิค เธอเคยทำงานโรงแรมขนาดใหญ่ที่มีมากกว่า 1,500 ห้องที่ชินจูกุ แต่เธอชอบและสนุกกับการทำงานที่วิลล่าแห่งนี้มากกว่า เพราะได้ดูแลและช่วยเหลือแขกอย่างเต็มที่ ได้พูดคุยถามไถ่กับแขกอย่างลึกซึ้ง ในบรรยากาศสบาย ๆ ไม่เคร่งเครียดเหมือนก่อนหน้านี้ เราหยอกเธอว่า เธอโชคดีมากที่มีเพื่อนใหม่จากรอบโลกแวะเวียนมาตลอด 

เราขอการันตีว่าพนักงานทุกคนน่ารัก ยิ้มแย้ม และบริการด้วยใจรักจริง ๆ

อย่างที่เล่าให้คุณฟังตอนต้นว่าที่นี่แบ่งเป็น 2 โซน โซนทิวเขามีบ้านพัก 3 หลัง และโซนวิวทะเลมีบ้านพัก 5 หลัง ทั้ง 2 โซนห่างกันระยะเดินถึงเพียง 4 นาที ความพิเศษคือบ้านพักทุกหลังหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ฉะนั้น โปรดเล็งนาฬิการอเวลาที่เหมาะเหม็ง คุณจะได้ชมอาทิตย์ตกดินริมทะเลสีฟ้าคราม 

ที่นี่มีห้องให้เลือกพัก 6 ประเภท เรานอนประเภท King มีเตียงคิงไซซ์ 1 หลัง สำหรับ 2 คน เอาเข้าจริง หลังนี้จุได้ 4 คนเลยนะ ยังมีห้องเสื่อทาทามิสไตล์ริวกิวให้นอนได้อีก 2 คน ไม่ว่าจะเดินทางมากับคนพิเศษ ครอบครัว หรือกลุ่มเพื่อน ที่ YAWN YARD Kouri Island ก็ตอบโจทย์การพักผ่อนทั้งสิ้น

ถ้าคิดว่ายังจุไม่พอ ก็มีบ้านพักแบบ Connecting Room ที่รองรับแขกมากถึง 6 คน

รูปแบบของห้องพักประกอบด้วย 2 ห้องนอน เทอร์เรซ และสระว่ายน้ำใต้หลังคาขนาดใหญ่ โดยเทอร์เรซที่อยู่ตรงกลางเป็นพื้นที่กึ่งกลางแจ้งที่เปิดโอกาสให้แขกได้ใช้เวลาตามต้องการ บริเวณโถงนั่งเล่นด้านในที่มีเคาน์เตอร์หิน ฉากหลังเป็นประตูไม้ที่ซ่อนตัวเสื้อผ้า มินิบาร์ และตู้เย็น ไว้อย่างแนบเนียบ

“กลุ่มเป้าหมายของเราเน้นกลุ่มครอบครัว คู่รัก และกลุ่มเพื่อนค่ะ มีกลุ่มที่ชื่นชอบสถาปัตยกรรมของคุณโจ นากาซากะ ด้วยนะคะ เพิ่งมีชาวไต้หวันและชาวเกาหลีมาพัก เพราะเห็นวิลล่านี้จากอินสตาแกรมของคุณโจ เมื่อเดือนที่แล้วมีคู่รักชาวไทยมาฉลองวาเลนไทน์และวันเกิดของสามีที่นี่ด้วยคะ” โมนิคค่อย ๆ เล่าความประทับใจที่เธอได้ดูแลแขกจากหลากหลายประเทศด้วยแววตาเป็นประกายระยิบระยับ

“พวกเราตั้งใจให้แขกได้ใช้เวลาที่นี่ตามอัธยาศัย ตามจังหวะ ตามความชอบของตัวเอง ได้ปล่อยกาย ปล่อยใจ ตามจังหวะของธรรมชาติ ได้เลือกใช้ข้าวของที่เป็นมิตรกับผู้คนและโลกให้มากที่สุด”

เพราะ YAWN YARD Kouri Island มุ่งหวังให้แขกได้พักผ่อนอย่างแท้จริง ที่นี่จึงไม่มีทีวี มีแต่ดวงดาวเต็มท้องฟ้าให้คุณดู มีแต่เสียงนกและเสียงคลื่นซัดให้คุณฟัง คุณลองจินตนาการดูสิ การนอนหลับโดยมีธรรมชาติขับกล่อมมันวิเศษขนาดไหน และก่อนเปลี่ยนเข้าสู่วันใหม่ เราขอใช้สิ่งอำนวยความสะดวกให้คุ้มค่า เริ่มจากการนอนแช่ตัวในอ่างน้ำ โมนิคแนะนำว่าให้เปิดน้ำล่วงหน้า 35 นาที เพราะนั่นเป็นเวลาที่น้ำจะเต็มอ่างพอดี ระหว่างนี้จะสลับไปตีกรรเชียงหรือนอนแผ่เป็นปลาดาวในสระส่วนตัวก็ได้นะคะ

สมควรแก่เวลาแล้ว เราโยนเสื้อตัวโปรดลงกระเป๋า เปลี่ยนมาสวมชุดนอนผ้านุ่ม ๆ ที่เขาเตรียมให้ ก่อนจะยัดตัวใต้ผ้าห่มอุ่น ๆ บนเตียงไซซ์ยักษ์ ไถ TikTok ปัด Instagram นอนมองลายไม้บนเพดาน ชื่นชมความงามที่สวยไม่ซ้ำของไม้แต่ละแผ่น พลางคิดในใจว่าคืนนี้เราต้องหลับฝันดีเป็นแน่

สวัสดีตอนเช้า

เราค่อย ๆ เลื่อนบานหน้าต่างข้างเตียงนอนออกช้า ๆ มองเห็นผิวทะเลลิบ ๆ 

ดีใจ เช้านี้ท้องฟ้าสดใส คนโอกินาว่าบอกว่าพวกเขาชอบแดด วันนี้แดดออกสมใจ และนี่เป็นวันสุดท้ายที่เราต้องอำลาที่นี่ ก่อนกลับไปตะลุยเที่ยวในเมือง เรายังเหลืออาหารมื้อเช้าที่ต้องพิชิต

เพียงยกหู อาหารก็มาเสิร์ฟ พนักงานชายค่อย ๆ เปิดกล่อง เราลุ้นราวกับมันเป็นของขวัญ นี่เป็นชุดอาหารดั้งเดิมสไตล์โอกินาว่า มีข้าวปั้น 3 รสชาติ (ข้าวปั้นขิง ข้าวปั้นกระเจี๊ยบ และข้าวปั้นผักใบเขียว) เครื่องเคียง 9 อย่าง ซุปมิโซะสารพัดผัก และแซลมอนหมักเกลือย่าง ความว้าวอยู่ที่เกลือจากเกาะยากาจิ เป็นเกลือที่มีรสกลมกล่อม แร่ธาตุสูง ผลิตด้วยการตากแสงอาทิตย์ และเคี่ยวในหม้อเหล็กจนได้รสชาติที่มีเอกลักษณ์ พอชิมรสเบนโตะกล่องนี้ ก็เข้าใจและรู้ซึ้งถึงคำว่า Kusuimun ฉบับโอกินาว่าแล้วล่ะค่ะ

วันนี้เราไม่เจอโมนิค เพราะเป็นวันหยุดของเธอ เลยไม่ได้เอ่ยซาโยนาระ แต่เราฝากคำขอบคุณจากใจผ่านลูกอมรสข้าวเหนียวมะม่วงและเครื่องแกงต้มยำให้เธอไว้แล้ว (เราหิ้วซอฟต์พาวเวอร์เมืองไทยมาไกลถึงตอนใต้ของญี่ปุ่น) รถแท็กซี่มาจอดรอเราอยู่ก่อนแล้ว ยืนยันอีกเสียงว่าคนโอกินาว่าอายุยืน เพราะคุณลุงคนขับผมสีดอกเลาคนนี้ยังคล่องแคล่วแข็งแรง เรายกกระเป๋าเดินทางขึ้นท้ายรถ พนักงานร่างสูงที่เพิ่งเจอกันเช้านี้ส่งเสียงบอกลา พบกันใหม่และเดินทางโดยสวัสดิภาพ ก่อนส่งยิ้มและโบกมือบ๊ายบาย

ถ้าคุณอ่านบทความมาถึงตรงนี้ เราขอเตือนคุณไว้ก่อนว่า 

ที่นี่มีรองเท้าแตะเตรียมไว้ให้นะ แต่พวกเขาอยากให้คุณลองเดินเท้าเปล่า เพื่อสัมผัสพื้นปูนขัดมันที่เย็นสบายผิว ถ้าคุณรู้สึกร้อนเพราะสภาพอากาศของโอกินาว่า พวกเขาแนะนำให้คุณก้าวลงสระส่วนตัว

 ตอนกลางคืนพวกเขาแนะนำให้คุณลดเสียงพูดคุยลงอีกนิด จะได้ยินเสียงธรรมชาติชัดเจนขึ้น 

อ้อ YAWN YARD Kouri Island อาจไม่ตอบสนองทุกความต้องการของคุณนะ พวกเขามีความเชื่อว่าการให้คุณมีอิสระในพื้นที่ของตัวเอง จะทำให้การพักผ่อนครั้งนี้น่าจดจำ พวกเขายังบอกอีกว่า เด็ก ๆ มักจะหลงรักการพักผ่อนที่นี่ โอ้ พวกเขาหารู้ไม่ ผู้ใหญ่คนนี้ก็ตกหลุมรักการพักผ่อนที่นี่เช่นเดียวกัน

3 Things you should do

at YAWN YARD Kouri Island

01

ลองขับรถรอบเกาะโคริ สำรวจวิถีชีวิตท้องถิ่น แวะชมหินรูปหัวใจ

02

ลองแช่น้ำอุ่น ๆ นอนดูดาวระยิบระยับบนฟากฟ้า 

03

ลองคุยกับพนักงาน เพราะพวกเขาน่ารักและมีเรื่องราวที่น่าสนใจมาก

ภาพ : Taiki Fukao

YAWN YARD Kouri Island (sea)
YAWN YARD Kouri Island (hill)

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก