27 กรกฎาคม 2024
4 K

“วัลยา เฮอริเทจ สเตย์ เป็นที่พักที่เราตั้งใจให้แขกก้าวพ้นจากมิติเวลาที่เร่งรีบของโลกปัจจุบัน ถอยหลังกลับไปยังอดีตที่ชีวิตยังคงช้า ๆ สบาย ๆ” เจี๊ยบ-เพชรรัตน์ สิริเศรษฐนนท์ เล่าให้เราฟังแบบช้า ๆ ชัด ๆ

“แขกหลายคนบอกว่าโรงแรมเราเป็นหมุดหมายมากกว่าแค่ที่ค้างคืนเฉย ๆ เขาเลือกมาเพราะอยากใช้เวลาที่นี่ มานั่งเล่น นอนเล่น เอกเขนกอ่านหนังสืออยู่ในโรงแรม บางทีก็ออกเดินเล่นสำรวจตลาดเทเวศร์ ตลาดนางเลิ้งที่อยู่ใกล้ ๆ แล้วก็กลับมานั่งซึมซับบรรยากาศในโรงแรมต่อ เราดีใจมากที่ชีวิตเขาช้าลงเมื่อมาอยู่ที่นี่” เธอเล่าไปเรื่อย ๆ โดยมี เต้อ-พจนัถ ฑูรกฤษณา คู่ชีวิตร่วมฟังอย่างมีความสุข

วันหนึ่งเมื่อ 10 ปีก่อน พรหมลิขิตบันดาลให้ครอบครัวเจี๊ยบและเต้อได้มาพบกับบ้านโบราณหลังนี้ วันนั้นทั้งคู่เลือกแล้วว่าจะอนุรักษ์เอาไว้ให้ดีที่สุด แต่กว่าจะตัดสินใจปรับสภาพเป็นโรงแรมขนาด 4 ห้องก็ใช้เวลานานหลายปี วัลยา เฮอริเทจ สเตย์ เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมานี้ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น และความพิเศษของที่นี่คืออะไร 

วันนี้ The Cloud มีคำตอบให้แล้วในคอลัมน์ Have a Nice Stay

รักแรกพบ

ประมาณ พ.ศ. 2557 คุณแม่ของเจี๊ยบได้ตัดสินใจซื้อที่ดินแปลงนี้เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาให้เป็นอะพาร์ตเมนต์อันเป็นธุรกิจของครอบครัวมาแต่เดิม บริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของโรงเรียนวัลยามาก่อน นอกจากอาคารเรียนเดิมของนักเรียนชั้นอนุบาล ประถม และมัธยมแล้ว ยังมีบ้านโบราณแสนสวยหลังนี้ปรากฏอยู่ด้วย

“บ้านหลังนี้เดิมตั้งอยู่หน้าอาคารเรียน ยังมีเสาธงและสนามอยู่หน้าบ้านเลยค่ะ ตอนที่เห็นครั้งแรก เจี๊ยบรู้สึกอินมาก ๆ วินาทีนั้นคิดเลยว่าจะพยายามทำทุกวิถีทางที่จะรักษาบ้านหลังนี้เอาไว้”

เมื่อ พ.ศ. 2464 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเรือนไม้หลังนี้แก่ พระยาสุรินทรเสวี (เถา วัลยะเสวี) ข้าราชการพระองค์ เพื่อใช้ชีวิตครอบครัวร่วมกับ คุณหญิงสุรินทรเสวี (คุณหญิงเอื้อ สกุลเดิม เศรษฐบุตร) ผู้เป็นภรรยา โดยเป็นเรือนไม้ที่มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก ตามอย่างพระราชนิยมในขณะนั้น

รัชกาลที่ 6 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสกุล ‘วัลยะเสวี’ ให้พระยาสุรินทรเสวี โดยเป็นนามสกุลพระราชทานลำดับที่ 30 จากนามสกุลพระราชทานทั้งสิ้น 6,432 นามสกุล นับได้ว่าพระยาสุรินทรเสวีนั้นเป็นหนึ่งในข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้รับใช้ใกล้ชิด

สำหรับลักษณะทางสถาปัตยกรรมของบ้านนั้น อาจกล่าวโดยสรุปว่าได้รับอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล ซึ่งคำว่า Colonial นั้น หมายถึงการนำสถาปัตยกรรมดั้งเดิมจากยุโรป มาปรับแต่งให้เหมาะสมกับสภาพอากาศแบบร้อนชื้นของเอเชีย เช่น ปรับหลังคาให้มีความลาดชันขึ้น เพื่อช่วยระบายน้ำฝนได้รวดเร็ว เพิ่มช่องลมที่ปรากฏอยู่รอบอาคารเพื่อระบายความร้อนได้มากขึ้น เพิ่มช่องแสงเพื่อปล่อยให้ลำแสงส่องเข้าบ้านไล่ความชื้น เพิ่มพื้นที่ระเบียงขนาดใหญ่สำหรับนั่งเล่นรับลม โดยไม่ต้องทนร้อนอุดอู้อยู่ในบ้าน รวมทั้งยังมีไม้ฉลุลายเรขาคณิตและพรรณพฤกษาประดับให้อาคารดูอ่อนช้อยสวยงามอีกเป็นต้น

อาจารย์บุปผา วัลยะเสวี บุตรสาวของพระยาสุรินทรเสวีเป็นผู้ดูแลบ้านและที่ดินผืนนี้สืบต่อจากบิดา ท่านปรับพื้นที่ส่วนหนึ่งเพื่อสร้างอาคารเรียนสำหรับเด็ก ๆ หลายระดับการศึกษา และเปิดเป็นโรงเรียนวัลยาขึ้น แต่ยังคงรักษาบ้านของบิดาเอาไว้ โดยปรับให้เป็นทั้งที่พำนักของตัวท่านเองและสำนักงานบริหารโรงเรียนอยู่หลายปี จนโรงเรียนวัลยาปิดตัวลงในที่สุด

“ครอบครัวเจี๊ยบทำธุรกิจอะพาร์ตเมนต์ เราต้องหาที่ดินผืนใหม่เพื่อขยายธุรกิจ พอดีที่ดินผืนนี้อยู่ใกล้ ๆ อะพาร์ตเมนต์เดิมของเรา คุณแม่เลยคิดว่าเราน่าจะขยายมาตรงนี้ด้วย จำได้ว่าเจี๊ยบมาที่นี่กับแม่เมื่อ 10 ปีก่อน พอได้เดินเข้าไปในบ้านครั้งแรก เจี๊ยบรู้สึกชอบบ้านหลังนี้มาก ๆ เราไม่ได้เติบโตมาในบ้านแบบนี้ ดูเป็นบ้านโบราณที่เคยเห็นในละครย้อนยุค เวลาที่อยู่ในบ้านรู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปสู่ห้วงเวลาในอดีตที่น่าหลงใหล” 

วินาทีนั้นเธอมั่นใจแล้วว่าตกหลุมรักบ้านหลังนี้เข้าเต็มหัวใจ แต่เธอจะรักษาไว้ได้อย่างไร ด้วยวิธีใด

ก่อนเป็น Wallaya Heritage Stay

“ตอนนั้นเจี๊ยบกับครอบครัวลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าเราจะไม่รื้อบ้าน แต่จะทำเป็นอะไรก็ยังไม่รู้ คิดว่าสักวันหนึ่งบ้านอาจจะบอกเราเองว่าเราควรจะดูแลเขายังไง เจี๊ยบเคยไปจุดธูปไหว้เจ้าที่เจ้าทางนะคะ ขอให้ท่านช่วยชี้แนะด้วยว่าจะทำยังไงดี ตอนนั้นก็ยังไม่มีคำตอบ” เธอเล่าไปยิ้มไปกับความคิดสายมูฯ ในเวลานั้น

การปรับพื้นที่เพื่อสร้างอะพาร์ตเมนต์ทำให้ต้องมีการย้ายตัวบ้านจากตำแหน่งเดิมมายังตำแหน่งปัจจุบัน ซึ่งห่างออกมาประมาณ 50 เมตร รวมทั้งมีการปรับองศาการวางตำแหน่งบ้านด้วย 

“ไหน ๆ ก็ต้องย้ายบ้านแล้ว เราเลยตัดสินใจดีดบ้านให้สูงขึ้น 2.80 เมตร บ้านจะได้ตั้งบนฐานปูนที่มั่นคงขึ้น และเรายังมีพื้นที่ใต้ถุนไว้เผื่อใช้งานในอนาคต” เต้อเล่าเสริมถึงเหตุการณ์เมื่อ 10 ปีก่อน โดยช่างที่ทั้งคู่ไว้ใจให้ทำหน้าที่สำคัญครั้งนี้คือ ช่างเทพ ผู้มีประสบการณ์ในการดีดอาคารโบราณหลากรูปแบบมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือวัด

“พอย้ายและยกบ้านแล้ว ต้องรอให้อาคารอะพาร์ตเมนต์สร้างเสร็จเสียก่อน เราพยายามระมัดระวังไม่ให้เกิดความเสียหายกับบ้านเก่าตลอดระยะเวลาที่สร้างตึกจนแล้วเสร็จ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย คราวนี้ก็ถึงเวลามาทุ่มเทกับการดูแลบ้านหลังนี้อย่างจริงจัง ซึ่งเวลาก็ล่วงไปอีกหลายปี” เต้อเล่า

“ตอนนั้นเรามีโอกาสไปเรียนเกี่ยวกับธุรกิจบูทีกโฮเต็ลกับ เปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติคโฮเต็ล : School of Creative Hotel Makers ตอนนั้นลงเรียน 2 คอร์สอย่างจริงจัง อาจารย์สอนว่าใคร ๆ ก็ทำบูทีกโฮเต็ลกันทั้งนั้น แต่เราจะสร้างประสบการณ์แบบไหนที่เป็นอัตลักษณ์อันโดดเด่นและแตกต่างจากคนอื่นได้ คำกล่าวนี้สร้างแรงบันดาลใจให้เรามาก ตอนนั้นเราเริ่มหันกลับมามองบ้านหลังนี้แล้วคิดว่าน่าจะสร้างอัตลักษณ์ให้ที่นี่ได้” เจี๊ยบรู้สึกว่าบ้านหลังนี้กำลังเริ่มสื่อสารกับเธอบ้างแล้ว

“ที่เจี๊ยบบอกว่าปล่อยให้บ้านบอกเราเองว่าอยากให้เราดูแลเขาแบบไหน หรือการที่เจี๊ยบจุดธูปขอให้เจ้าที่เจ้าทางช่วยชี้แนะ เจี๊ยบว่าอีกนัยหนึ่งก็คือการสื่อสารกับตัวเอง เรากำลังพยายามรวบรวมพลังความคิด ค่อย ๆ ถามตัวเอง ค่อย ๆ กลั่นกรองให้ตกตะกอนจนได้คำตอบที่ดีที่สุด”

นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังได้มีโอกาสเรียนเรื่องการสร้างแบรนด์กับ อาจารย์โอภาส ลิมปิอังคนันต์ อาจารย์ได้พูดถึงประเด็นหลักที่ว่า แบรนด์สินค้าทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสินค้าใด ๆ ก็ตาม ต้องกำหนดพันธสัญญา (Brand Promise) ให้ชัดเจนว่าจะมอบอะไรให้กับลูกค้า

“สิ่งนี้คือหลักการเดียวกันกับการสร้างอัตลักษณ์” เจี๊ยบเล่าพร้อมยิ้มอย่างผู้ค้นพบ

“เราตัดสินใจเลยว่าบ้านหลังนี้จะเป็นโรงแรม และเป็นโรงแรมที่มีอัตลักษณ์เฉพาะของตนเอง และจะเป็นพันธสัญญาของแบรนด์ที่ลูกค้าจะได้รับจากเราเสมอ” ทั้งคู่จบประโยคนี้ด้วยความสุขและภูมิใจจนผมสัมผัสได้ 

อัตลักษณ์ของ Wallaya Heritage Stay

เมื่อได้คำตอบแล้ว เจี๊ยบและเต้อเดินหน้าทันที ประการแรก ทั้งคู่ย้อนกลับไปยังจุดตั้งต้น นั่นคือรักษาอาคารโบราณหลังนี้ให้ดีที่สุด

“ถึงแม้บ้านจะเก่ามีอายุกว่าร้อยปี แต่โครงสร้างยังดีมาก ๆ ดังนั้น เมื่อเราตั้งใจจะปรับบ้านเป็นโรงแรม เราก็แทบไม่ต้องปรับปรุงปรับเปลี่ยนอะไรเลย นอกจากเสริมความแข็งแรงให้อาคารเท่านั้น” 

“แต่เดิมห้องต่าง ๆ เป็นอย่างไร เราก็พยายามรักษาเอาไว้ เราถึงเป็นโรงแรมที่มีเพียง 4 ห้องเท่านั้น อาจกล่าวได้ว่าหลัก ๆ แล้ว สิ่งที่ทำเพิ่มเข้าไปคือการเพิ่มจำนวนห้องน้ำเพื่อให้แขกได้รับความสะดวกมากขึ้น ตัวบ้านเดิมเป็นสีขาว เราเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเพื่อให้บ้านดูอบอุ่นขึ้น แล้วก็กรุกระจกเพื่อติดเครื่องปรับอากาศ นอกนั้นเราแทบไม่ปรับเปลี่ยนอะไรเลย ความที่ครอบครัวทำธุรกิจอะพาร์ตเมนต์ เรามีช่างที่ไว้ใจได้จำนวนหนึ่ง เพราะเคยสร้างและซ่อมอาคารต่าง ๆ มาด้วยกัน เราเลือกใช้เฉพาะช่างฝีมือดีที่เราไว้ใจเท่านั้น”

ประการต่อมาคือการกำหนดรูปแบบประสบการณ์ที่ผู้มาพักจะได้รับกลับไป ซึ่งมั่นใจว่าจะเป็นอัตลักษณ์ของที่นี่

“เจี๊ยบคิดถึงวันแรกที่เข้ามาในบ้าน เจี๊ยบรู้สึกเหมือนหลุดมิติกาลเวลาไปสู่อดีต ทุกอย่างดูช้าลง เราเลยกำหนดกันไว้ว่า เมื่อแขกเข้ามาพักที่นี่ แขกจะเริ่มรู้สึกผ่อนคลาย ลืมจังหวะชีวิตเร่งรีบแบบเดิม ๆ ค่อย ๆ ทำอะไรช้าลง…. ช้าลง… ช้าลง… และมีความสุขกับสิ่งรอบตัวมากขึ้น” เจี๊ยบเล่าไปเรื่อย ๆ ขณะที่ผมเริ่มรู้สึกผ่อนลมหายใจเข้า-ออกช้าลง… ช้าลง… และช้าลงตามเธอไปด้วย

“เราเป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่า เราเชื่อว่าจังหวะชีพจรของย่านอย่างพระนคร เทเวศร์ นางเลิ้ง ย่อมแตกต่างจากย่านอย่างทองหล่อ สุขุมวิท สยาม ฯลฯ แถวนี้มีวัด มีคลอง มีตลาด เป็นย่านเก่าแก่ มีความย้อนยุค แขกที่เลือกมาพักย่านนี้ย่อมไม่ใช่ผู้แสวงหาแสงสีฉูดฉาดหรือจังหวะชีวิตที่รีบเร่งเร้าใจแน่นอน” เต้อเสริม

วัลยา เฮอริเทจ สเตย์ เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา แล้วพวกเขาก็ได้แขกกลุ่มตามที่คาดหวังไว้

“แขกของเราน่ารักมาก” เจี๊ยบเล่า เธอเน้นตรงคำว่ามากแบบเพิ่ม ก ไก่ ไปอีกหลายตัว

“ตอนเขาจองมาเขาคงเห็นสภาพบ้านแล้วว่าเป็นเรือนโบราณ เวลามาพัก เรารู้เลยว่าเขาค่อย ๆ เดิน คือเดินแบบเกรงใจบ้าน ค่อย ๆ ย่อง ค่อย ๆ ย่อง แล้วเขาร่วมมือกันถอดรองเท้าก่อนขึ้นบ้านทุกครั้ง ความจริงเราก็เตรียมใจไว้บ้างว่าจะต้องมีแขกชาวต่างชาติที่อาจไม่ชินกับวัฒนธรรมลักษณะนี้ แขกอาจเผลอใส่รองเท้าขึ้นมาบ้าง แต่เขาก็ไม่ลืม และทำตัวน่ารักมาก”

เมื่อไม่นานมานี้เจี๊ยบกับเต้อจัดเสวนาขึ้นที่นี่ ทั้งสองได้เชิญศิษย์เก่าโรงเรียนวัลยาให้มาแบ่งปันประสบการณ์และความทรงจำที่มีต่อเรือนไม้ของอาจารย์บุปผา ซึ่งปัจจุบันคือวัลยา เฮอริเทจ สเตย์

“วันนั้นสนุกมากค่ะ แต่ละคนแบ่งปันประสบการณ์ที่น่าประทับใจ ส่วนมากเป็นประสบการณ์ที่ตรงกันว่า ถ้าจะขึ้นมาบนเรือนหลังนี้ต้องถอดรองเท้าแล้วค่อย ๆ คลานเข้ามาด้วยความระมัดระวัง อาจารย์บุปผาท่านเป็นผู้ที่รักษาระเบียบวินัยและมารยาทของนักเรียนอย่างเคร่งครัด เด็ก ๆ ทุกคนจึงกลัวและเกรงท่านมาก 

“พี่ท่านหนึ่งเล่าว่าตอนนั้นท่านเป็นเด็กนักเรียนชั้นเล็ก ยังติดทานนมจากขวดนมอยู่เลย ท่านต้องเอาขวดนมจากบ้านมาแช่ตู้เย็นบนเรือนนี้ ท่านยังจำได้ว่ากลัวก็กลัว เกรงก็เกรง แต่ความอยากกินนมมีมากกว่า ท่านเล่าว่าต่อให้กลัวครูอาจารย์แค่ไหน ท่านก็ต้องคลานดุ๊กดิ๊กมาเก็บ และทั้งคลานดุ๊กดิ๊กมานำนมกลับไปดื่มเสมอ” เจี๊ยบและเต้อช่วยกันเล่า พวกเราหัวเราะกันครืน

นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่ทำให้เจี๊ยบและเต้อดีใจแบบคูณสอง

“มีลูกค้าเป็นกลุ่มวัยรุ่นจากเกาหลีและจีน บางทีเขาจองมาเป็นกลุ่มแบบเหมาบ้านมาเลย อายุ 20 ต้น ๆ เท่านั้น ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่ไม่เคยอยู่ในความคิดของเราเลย แล้วพวกเขาน่าจะมีพฤติกรรมอย่างดื่มหนัก ปาร์ตี้ดึก ตามวัยของเขา แต่ปรากฏว่าเขาเรียบร้อยมาก ดื่มก็ดื่มกันเงียบ ๆ ในห้องรับแขก สังสรรค์กันแบบเบา ๆ เฉพาะกลุ่มเขาเอง” 

“แล้วเขาถอดรองเท้าและเดินแบบย่อง ๆ ไหมครับ” ผมถาม 

“ค่ะ เขาถอดรองเท้าแล้วเดินแบบเกรงใจบ้านเช่นกันค่ะ” เจี๊ยบจบประโยคนี้พร้อมเสียงหัวเราะของเราอีกครั้ง

บ้านหลังนี้มีอาญาสิทธิ์จริง ๆ

ละเลียดรายละเอียด

ก่อนอื่น ห้องทั้ง 4 ไม่ได้เรียกว่า Room Number 1, 2, 3 และ 4 นะครับ ที่วัลยา เฮอริเทจ สเตย์ เรียกว่า Tam Leung 1, 2, 3 และ 4 แทน

“Tam Leung คือตำลึงครับ เป็นหน่วยเงินสมัยก่อน ที่เราเลือกคำว่าตำลึงเพราะออกเสียงไม่ยากจนเกินไปสำหรับชาวต่างชาติ และแต่ละห้องก็มีคุณค่าแตกต่างกันไป เหมือนค่าของเงิน” เต้อเล่าพร้อมนำกุญแจห้องมาให้ผมดูประกอบ 

    ตำลึงเป็นหน่วยเงินประเพณีที่ใช้กันในอดีต ซึ่งพอจะอธิบายคร่าว ๆ ได้ว่า 2 เฟื้อง เท่ากับ 1 สลึง และ 4 สลึง เท่ากับ 1 บาท และ 4 บาท เท่ากับ 1 ตำลึง และ 20 ตำลึง เท่ากับ 1 ชั่ง หน่วยเงินประเพณีทั้งหมดยกเลิกไปในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 

เครื่องเรือนที่ตกแต่งอยู่ในปัจจุบัน เป็นเครื่องเรือนที่เจี๊ยบกับเต้อช่วยกันเสาะหา โดยยึดหลักว่าต้องเป็นเครื่องเรือนร่วมสมัย สิ่งของดั้งเดิมที่อยู่ติดบ้านตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้คือตู้นิรภัยที่ยังเก็บรักษาไว้อย่างดี

“ตู้เซฟหนักมากค่ะ ขนไปไหนไม่ได้ เจี๊ยบเลยรักษาไว้ให้อยู่คู่บ้านต่อไปโดยไม่คิดที่จะเปิดออก เจี๊ยบคิดว่าของบางอย่างก็ควรอยู่ที่เดิมไปเรื่อย ๆ แบบไร้กาลเวลา และอะไรที่เป็นความลับก็ยังคงเป็นความลับต่อไป”

ห้องพักทั้ง 4 ห้องก็มีเรื่องราวและมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ทุกห้องล้วนเป็นห้องเดิมของบ้าน ไม่ได้กั้นขึ้นมาใหม่ ทั้งเจี๊ยบและเต้อพาผมเดินดูช้า ๆ

“ห้องตำลึง 1 เป็นห้องใหญ่ที่สุด เดิมเป็น Master Bedroom และมีพื้นที่ครัวเล็ก ๆ ด้วย ซึ่งแขกใช้ไมโครเวฟอุ่นอาหารทานเล่นได้ แล้วก็นั่งเล่นอยู่บริเวณนี้ ตู้กับข้าวกรุมุ้งเป็นเครื่องเรือนที่ตั้งใจหามาประดับ เชื่อว่าแขกจะจินตนาการสภาพครัวไทยในสมัยก่อนได้

“ห้องตำลึง 2 เป็นห้องที่มีส่วนพิเศษคือห้องกระจก เป็นพื้นที่ขนาดกำลังดีขยายต่อไปจากห้องนอน คล้ายระเบียงข้างห้อง แขกที่มาอยู่ห้องนี้ชอบห้องกระจกมากเพราะสว่าง และเอกเขนกอ่านหนังสือได้ทั้งวัน

“ห้องตำลึง 3 เป็นห้องนอนขนาดกำลังดี เดิมเคยเป็นห้องพระ ถ้าสังเกตดี ๆ จะเป็นส่วนที่ออกแบบไว้สำหรับตั้งโตะหมู่บูชาพระพุทธรูปด้วย สังเกตได้ว่าทุกห้องมีมุ้งคลุมเตียง เราห่วงเรื่องแมลง เพราะยังไงเมืองไทยก็มียุง มีแมลงอยู่แล้ว เราเลยติดมุ้งทุกห้อง ซึ่งชาวต่างชาติชอบมาก หลายคนติดต่อมาถามย้ำอีกครั้งว่า มีมุ้งแน่นะ ตรงปกใช่ไหม (หัวเราะ)

“ห้องตำลึง 4 เป็นห้องขนาดเล็กที่สุด ส่วนมากเป็นห้องของแขกที่เดินทางมาเดี่ยวหรือมากับแฟน แต่คิดว่าดีไซน์ห้องแอบมีลูกเล่นเล็กน้อย เพราะมีมุมแต่งตัวแยกออกมาเป็นสัดส่วน อยู่หน้าห้องน้ำพอดี ทำให้ลองชุดหรือแต่งตัวได้อย่างสบายใจ”

นอกจากรายละเอียดของห้องพักแล้ว ยังมีรายละเอียดของมื้ออาหารด้วย

“เราสนับสนุนร้านต่าง ๆ ที่อยู่รอบโรงแรม ทุกวันจะมีเมนูอาหารจากร้านในตลาดนางเลิ้ง ตลาดเทเวศร์ หรือร้านอาหารในย่านนี้ให้แขกเลือกว่าจะทานอะไรตอนเช้า หรือมื้ออื่น ๆ ที่เราเลือกร้านแถวนี้เพราะมีอาหารทุกระดับ ตั้งแต่ Street Foods ไปจนถึง Michelin Star จะเป็นแบบบ้าน ๆ ทำเองง่าย ๆ ด้วยสูตรเฉพาะของครอบครัว ไปจนถึงระดับ Gourmet ก็ได้ บางเมนู อย่างเช่น ข้าวเหนียวหมูปิ้ง เราเลือกเพราะมันคือวัฒนธรรมตามวิถีชีวิตแบบไทยที่กินอะไรง่าย ๆ แบบนี้กันอยู่แล้ว และถ้าแขกทานไม่หมด ก็ห่อและพกติดตัวออกไปทานแก้หิวระหว่างเดินเที่ยวก็ได้”

ผมว่านอกจากละเอียดแล้วนี่คือความใส่ใจที่ทั้งคู่มีต่อแขก

ก่อนที่ผมจะร่ำลาเจี๊ยบและเต้อ ผมถามทั้งสองว่าอะไรคือความปลื้มใจที่สร้างสรรค์ธุรกิจโรงแรมอย่าง วัลยา เฮอริเทจ สเตย์ ขึ้นมาในวันนี้

“วัลยา เฮอริเทจ สเตย์ ไม่เพียงทำให้เรามีโอกาสรักษาอาคารเก่าเอาไว้ แต่ยังรักษาเรื่องราวในอดีตเอาไว้ด้วย โรงเรียนวัลยาเป็นโรงเรียนเก่าแก่ที่มีความผูกพันกับคนในชุมชนนี้ เราเคยเจอช่างที่เป็นศิษย์เก่า พอเขามา เขาก็จะเล่าเรื่องราวให้ฟัง ศิษย์เก่าหลายคนได้มีโอกาสกลับมาดูบ้านครูบุปผาที่เขารักและผูกพัน ได้ชวนกันรื้อฟื้นความหลังเมื่อยังเป็นนักเรียนที่นี่ เราว่ากำลังรักษาความทรงจำของย่านเอาไว้ด้วยเช่นกัน และยังได้แบ่งปันเรื่องราวเหล่านี้ไปยังบุคคลอื่นต่อ ๆ ไปอีกด้วย”

ผมเชื่อว่าวันนี้เจี๊ยบและเต้อได้คำตอบแล้วว่าบ้านโบราณหลังนี้อยากให้ทั้งคู่ดูแลอย่างไร

3 Things you should do

at Wallaya Heritage Stay

01

ลองอยู่แบบช้า ๆ ด้วยคอสตูมอย่างผ้าถุง เสื้อคอกระเช้า เราเชื่อว่าคุณจะเดินเหินได้ช้าลง แต่สุขและสนุกยิ่งขึ้น อย่าลืมเตรียมมานะ

02

อิ่มด้วยเมนูอาหารหลากหลายในย่านตลาดนางเลิ้งและเทเวศร์ที่เรารับประกันว่าเด็ด เด็ด และเด็ด

03

ลงเรือท่าเทเวศร์แล้วล่องไปตามคลองผดุงกรุงเกษม รับรองว่าเพลินจนกรีดร้อง (อย่าลืมเปลี่ยนผ้าถุงก่อนออกไปนะ)

Wallaya Heritage Stay
ขอขอบพระคุณ
  • เพชรรัตน์ สิริเศรษฐนันท์ (เจี๊ยบ) ผู้ให้สัมภาษณ์
  • พจนัถ ฑูรกฤษณา (เต้อ) ผู้ให้สัมภาษณ์
  • อาภาศิริ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้ประสานงานการสัมภาษณ์และการถ่ายภาพ

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

โตมร เช้าสาคร

ชอบถ่ายวิวมากกว่าคน ชอบกินเผ็ดและกาแฟมาก เป็นคนอีโค่เฟรนลี่ รักสีเขียว ชวนไปไหนก็ได้ไม่ติด ถ้ามีตัง