ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา เรามีโอกาสบินลัดฟ้าไปนอนโรงแรมที่จังหวัดตรัง เพราะเจ้าของอยากชวนไปสัมผัสบรรยากาศด้วยตัวเอง มากกว่านั่งคุยกันผ่านหน้าจอ
Villa Pateh คือชื่อโรงแรมนั้น ตั้งอยู่ในตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างจังหวัดตรังกับกระบี่พอดิบพอดี จะนั่งเครื่องมาลงสนามบินไหนก็ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมงเท่า ๆ กัน
1 ชั่วโมงแรกของการพบหน้า ไม่มีอะไรมากไปกว่าการฟัง ประเวศ มณีศิริ หนุ่มใหญ่จากสระบุรีเล่าเรื่องโรงแรมของเขา ทั้งจุดเริ่มต้น แนวคิด กระบวนการสร้าง เรื่องดีและร้ายระหว่างทาง
เขาไม่พูดถึงกิจกรรมที่รอต้อนรับเราอยู่มากนัก เพราะยืนยันคำเดิมว่าอยากให้เราสัมผัสเอง รู้ตัวอีกทีบทความนี้จึงไม่ได้เป็นการแนะนำโรงแรม แต่เป็นเหมือนบันทึกการเดินทางของเราซะมากกว่า
เวศเลี้ยวขวาเป็นสัญญาณว่าถึงที่หมาย มองเห็นหลังคาสีส้มโผล่พ้นประตูทางเข้ามาแต่ไกล
“ถึงแล้วครับ กุฏิพระ” เจ้าของโรงแรมพูดแกมหยอก แค่เริ่มต้นก็พอจะเดาออกว่าเรื่องสนุกรอเราอยู่อีกเพียบ!


Villa of Pateh
จะว่าไม่อยากเชื่อสายตาก็ได้ หลังประตูบานใหญ่ปรากฏภาพโรงแรมแตกต่างจากที่เราจินตนาการไว้ ถ้าเวศยกให้เป็นกุฏิพระ ก็คงเป็นกุฏิที่เก๋สุดในเมืองตรัง
มันเป็นหมู่อาคาร 5 หลังที่ตั้งล้อมรอบสระว่ายน้ำ หลังคาสีส้มตัดกับผนังสีขาวนวล ตกแต่งด้วยสีเขียวอ่อนและเฟอร์นิเจอร์ไม้ มีสะพานทอดยาวราว ๆ 150 เมตรเพื่อเดินลงทะเล ทำให้รู้สึกเหมือนบ้านพักตากอากาศริมทะเล เรียบง่าย แต่มีชีวิตชีวา ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะได้แรงบันดาลใจจากสไตล์ Tropical Modern ของ เจฟฟรีย์ บาวา สถาปนิกชาวศรีลังกา และที่พำนักของ พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ (คอซิมบี้ ณ ระนอง) ต้นแบบของบ้านเก่าหลายต่อหลายหลัง
ไม่ทันได้ชื่นชมความสวยงาม ก้อนเมฆ พนักงานชื่อน่ารักก็เสิร์ฟ Welcome Drink เป็นน้ำลูกจันทน์เทศรสเปรี้ยวหวาน เรียกความกระปรี้กระเปร่าได้ดี ก่อนจะพาชาวก้อนเมฆ 1 เดียวในวันนี้ไปห้องพักชื่อว่า Raden (ระเด่น) แปลว่า เจ้าชาย ถูกใช้ในวรรณคดีเรื่อง อิเหนา เป็นห้องเตียงใหญ่พร้อมวิวสวนหย่อม มีอ่างอาบน้ำให้นอนแช่จนเต็มอิ่ม และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน


ซึ่งที่นี่ตั้งชื่อห้องพักและตึกต่าง ๆ สนุกมาก เริ่มตั้งแต่ชื่อโรงแรม Villa Pateh ออกเสียงว่า ปาเธ มีรากศัพท์จากภาษามลายู หมายถึง ขุนนาง ห้อง Ratu (ราตู) แปลว่า กษัตริย์ เป็นห้องสวีทสำหรับครอบครัวในขนาด 108 ตารางเมตร ห้อง Inu (อินู) แปลว่า หลานชาย เป็นห้องสำหรับเพื่อนและครอบครัว พร้อมเตียง 2 ชั้น รวมถึงห้องอาหาร Bulann (บุหลัน) แปลว่า ดวงเดือน เพราะโรงแรมตั้งอยู่ในชุมชนชาวมุสลิม
ที่นี่มีอาคาร 5 หลังก็จริง แต่มีห้องพักเพียง 7 ห้องเท่านั้นนะ ยิ่งให้ความรู้สึกเหมือนบ้านเข้าไปใหญ่ เมื่อถึงอาคารจะต้องถอดรองเท้าเดินขึ้นข้างบน โดยแต่ละอาคารแบ่งสัดส่วนเป็นห้องพัก 2 ห้อง พื้นที่ทำกิจกรรม และส่วนกลางที่คล้ายจะเป็นห้องรับแขก พร้อมเครื่องเล่นแผ่นเสียงหายากและหนังสือเดินทางนับร้อย


Outside In – Inside Out
อย่างที่เล่าไปข้างต้นว่าเวศเป็นคนสระบุรี แต่โปรเจกต์นี้เกิดขึ้นเพราะ ไบรท์-จตุพล พูลภักดี เพื่อนสนิทของเขาเป็นคนตรัง ทั้งคู่เรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน ทำงานที่แรกที่เดียวกัน หลังผ่านไป 3 ปี ไบรท์ก็ตัดสินใจกลับมาทำขนมเค้กที่บ้านเกิด (แอบบอกว่าเขาคือเจ้าของร้านเค้กท่าปาบ ร้านเค้กไข่ขาวในตำนานที่คนเมืองตรังยังต่อคิวซื้อ) จนกลายเป็นธรรมเนียมที่เวศต้องพาครอบครัวมาเยี่ยมเพื่อนถึงบ้านทุกปี
“มาทุกปีจนมันด่า มึงมาทําไม ไม่เบื่อเหรอวะ” เขาเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ “เวลามันเอาอะไรอร่อย ๆ ให้กินก็เหมือนได้เปิดประสบการณ์ ยิ่งรู้สึกว่าจังหวัดนี้มีเสน่ห์ แต่สายตาที่มันมองของที่บ้านคือกูเห็นมาตั้งแต่เด็ก” หรือที่เวศให้คำนิยามไว้อย่างดีว่า กูชอบมึงชิน


ก่อนโลกนี้จะรู้จักโควิด คู่เพื่อนซี้แบกเป้เที่ยวทั่วโลกด้วยกันมานักต่อนัก เกิดเป็นความฝันเล็ก ๆ ในใจว่าอยากทำให้ผู้คนรู้จักเมืองตรังเหมือนที่พวกเขาเดินทางไปรู้จักเมืองอื่น ๆ ในโลก กระทั่งได้รู้จักกับ อาจารย์ขิง-วรพันธุ์ คล้ามไพบูลย์ สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญการทำโรงแรมขนาดเล็ก และ อาจารย์โอภาส ลิมปิอังคนันต์ ที่ปรึกษาให้กับผู้ประกอบการ Design Hotel ในประเทศไทยหลายแห่ง ก่อเกิดเป็นโปรเจกต์สร้างโรงแรมขนาดกะทัดรัดในชุมชนไกลปืนเที่ยง บนสวนปาล์มเก่าที่ไม่มีแม้แต่น้ำไฟ ซึ่งใช้เวลาเนรมิตกว่า 4 ปี


ทำไมถึงเลือกสร้างตรงนี้ – เราถามด้วยความสงสัย เพราะตรังเองก็มีโซนท่องเที่ยวยอดฮิตอย่างหาดปากเมงอยู่แล้ว
“ความสงบไง” เวศตอบทันที “อยากให้เห็นชุมชนคนที่ยังเป็นคนอยู่ ยังมีรอยยิ้ม เจอกันก็เรียกมากินข้าว”
เมื่อโจทย์ของ Villa Pateh คือการทำให้ผู้คนรู้จักเมืองตรัง ที่นี่จึงไม่ใช่โรงแรมที่นอนพักเพียงข้ามคืนแล้วได้รับประสบการณ์ทั้งหมด สิ่งแรกที่เวศทำคือการเข้าหาชุมชนโดยรอบให้ได้มากที่สุด ทั้งไปทำความรู้จักพวกเขา และทำให้พวกเขารู้จักเวศ
“เราบอกผู้ใหญ่บ้านว่าเราไม่ได้เป็นโรงแรมสวยงามที่จะนําพาชุมชนนั้น ๆ เราเป็นแค่ส่วนประกอบของชุมชนที่พยายามจะผลักดันการท่องเที่ยว ไม่ต้องเปลี่ยนอะไรเพื่อเรานะ คุณเป็นอะไรก็เป็นอย่างนั้นได้เลย”
ปัจจุบัน Villa Pateh ทำงานร่วมกับผู้ใหญ่บ้านอยู่ 4 หมู่บ้าน จากทั้งหมด 9 หมู่บ้านในตำบลบ่อหิน พนักงานกว่า 80 เปอร์เซ็นต์เป็นคนในชุมชนที่มีใจรักบ้านเกิด พร้อมจะเป็น Local Guide แนะนำบ้านของพวกเขาให้ทุกคนรู้จักอย่างที่พวกเขารู้จัก


Barefoot Luxury and Local Touch
หลังไบรท์ตามมาสมทบ พวกเราก็ออกเดินทางไปเปิดประสบการณ์แรกด้วยการล่องเรือไปอ่าวบุญคงกับ บังหมัด และ บังหมี ฝ่าลมฝนด้วยบทสนทนาแสนตลก สอดแทรกความรู้เป็นระยะ บังผลัดกันเล่าว่าที่นี่รอบล้อมไปด้วยทิวเขาหินปูนขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นอ่าวปิด ไม่มีทางรถยนต์เข้าถึง และกำลังจะพาเราไปชมภาพเขียนสียุคโบราณอายุประมาณ 2,000 – 3,000 ปี เรียกว่าเป็นอีกแหล่งโบราณคดีสำคัญของไทย
เรามาตรังเป็นครั้งที่ 3 แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มาทะเล แม้สายลมจะปะทะใบหน้าตลอดทาง แต่ก็ยอมแลกมากับวิวทิวทัศน์ตรงหน้า ภูเขาปกคลุมด้วยหญ้าสีเขียวเข้ม บ่งบอกว่าระบบนิเวศที่นี่สมบูรณ์มากเพียงไร บรรยากาศก็เงียบสงบ ปราศจากผู้คนจอแจ เว้นแต่มีแก๊งหมาน้อยว่ายน้ำต๋อมแต๋มกลับฝั่ง เพราะทะเลเป็นที่เล่นสนุกของพวกมัน


มาถึงกลางอ่าว บังหมัดก็ชวนเรากระโดดลงเรือคายัค เป็นยานพาหนะเดียวที่พาเราไปใกล้หินงอกหินย้อยมากที่สุด เราจึงกลายเป็นมือพายและนักสำรวจสมัครเล่น คอยสอดส่องหาภาพเขียนสีบนผนังถ้ำ แล้วมาทายกันว่าเป็นรูปสัตว์อะไรบ้าง ก่อนจะขึ้นเรือฝ่าฝนกลับฝั่งโดยสวัสดิภาพ
อ้อ ถ้าคุณเข้าพักในวันที่อากาศดีกว่านี้ จะรีเควสต์ให้บังหมัดไปตกหมึกด้วยก็ได้ หรือล่องเรือไปอีกหน่อยก็ถึงบ่อน้ำพุร้อนให้ทำสปาโคลน เป็นอีกกิจกรรมที่ไม่ควรพลาด
เดิมเมืองตรังเป็นแหล่งที่หญ้าทะเลสมบูรณ์มากที่สุด ซึ่งนับเป็นอาหารหลักของพะยูน แต่ปัจจุบันกลับลดน้อยลงโดยหาสาเหตุไม่ได้ ประสบการณ์ต่อไปที่เรามีโอกาสได้สัมผัส ก็คือการปลูกหญ้าทะเลนี่แหละ


ยังไม่ทันหายเหนื่อยจากพายเรือคายัค คราวนี้เราเดินทางไปหมู่บ้านชาวประมงที่คอยหาวัตถุดิบสด ๆ จากทะเลมาให้โรงแรม เรากระโดดลงเรืออีกครั้ง แต่รอบนี้ค่อนข้างทุลักทุเลเพราะเป็นเรือประมงขนานแท้และจำนวนสมาชิกเพิ่มมากขึ้น สองมือเกาะตาข่ายบนเรือไว้แน่น ก่อนกัปตันจะพาเรามุ่งหน้าสู่ความเวิ้งว้างของทะเลหลังน้ำลด พอถึงบริเวณหาดโคลน รองเท้าแตะก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป สมกับแนวคิดที่เวศย้ำเตือนเสมอว่า Barefoot Luxury and Local Touch
พวกเราหิ้วกระป๋องใส่อุปกรณ์กันคนละไม้คนละมือ วิธีปลูกคือการเอาเสียมขุดโคลนจนเป็นโพรง แล้ววางต้นกล้าหญ้าทะเล 5 – 10 ต้นลงไป เอาโคลนกลบให้มิด แล้วหญ้าทะเลจะหาทางขึ้นมาหาแสงด้วยตัวเอง ชวนให้นึกถึงตอนออกค่ายปลูกป่าสมัยเรียนอย่างไรอย่างนั้น ตอนนั้นเองที่เรารู้ตัวว่าติดกับ Villa Pateh ที่เวศเล่าให้ฟังไปซะแล้ว
“เราไม่ได้ขายห้อง เราขายประสบการณ์กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชุมชนต่างหาก”


Live, Laugh, Local
“ปัญหาหนึ่งที่เคยได้ยินคนชอบท่องเที่ยวชุมชนพูดกัน คือที่พักมันไม่สบาย จะให้จับปูจับปลาอะไรก็ได้ ขอแค่นอนสบายก็พอ” ถ้าคนอื่นพูดคงไม่เท่าไร แต่เวศได้ยินจากปากภรรยาตัวเอง จึงไม่แปลกว่าทำไมตื่นมาวันนี้แล้วรู้สึกสดชื่น เพราะนอนหลับเต็มอิ่ม
ที่สำคัญ ห้ามพลาดอาหารเช้าที่ห้องอาหาร Bulann เป็นอันขาด ที่นี่เสิร์ฟข้าวยำสูตรพิเศษที่หากินที่ไหนไม่ได้ พร้อมขนมหวานโบราณจานโต ส่วนอาหารจานเดียวก็อร่อยสุด ๆ เพราะมีวัตถุดิบทะเลมาใหม่ทุกวันจนคนแพ้อาหารทะเลต้องร้องไห้
ส่วนมื้อเย็นเราขอแนะนำให้สั่งหม้อไฟปลากุดสลาด อยู่ในตระกูลปลาเก๋า ลวกให้สุกกำลังดี เนื้อเด้งหนึบ ไม่แข็งจนเกินไป กินกับน้ำจิ้มเต้าเจี้ยวและน้ำจิ้มซีฟู้ดสุดแซ่บ ส่วนเมนูที่ชอบที่สุดเราขอยกให้ปลาหางแข็งไซซ์บิ๊ก ย่างกับพดพร้าว (กากมะพร้าว) เพื่อให้มีกลิ่นหอมและมีสีออกเหลือง รสสัมผัสคล้ายปลาทูน่าสัญชาติไทย อร่อยแบบไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน และทีเด็ดอยู่ที่เมนู Signature ขึ้นชื่อของที่นี่ นั่นคือ เหงียนปลาทรายกินกับน้ำพริกปลาทรายหอมพริกข่า เผ็ดจัดจ้าน สะใจ
สำหรับคนที่ไม่อยากไปทำกิจกรรมข้างนอก ภายในโรงแรมก็มีกิจกรรมไว้รองรับอีกเพียบ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากชุมชนรอบข้าง ผลัดกันส่งตัวแทนมาสอนคนเมืองอย่างเราเรียนรู้ โดยวันนี้เราจัดเต็มทั้งการตีโรตีกับ จ๊ะไก่ และ จ๊ะไหม ทำขนมโคหรือขนมก็อบเป๊าะ เป็นขนมโบราณของชาวมุสลิมที่กัดเข้าไปแล้วเจอน้ำตาลแว่นดังเป๊าะ ไปจนถึงการสานต้นเตยปาหนันจนเป็นที่รองแก้วครั้งแรกในชีวิต!
บอกเลยว่าทุกคนคุยสนุกและน่ารักมาก แม้พวกเธอจะเขินอายในตอนแรก ทั้งยังกลัวคนนอกฟังภาษาใต้ไม่เข้าใจ แต่ก็ตั้งใจสอนเราจนทำเป็น จะตีโรตีอีกกี่ 10 แผ่นก็ย่อมได้
นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมทำว่าว ฉายหนังตะลุงขนาดย่อม หรือโปรแกรมท่องเที่ยวอื่น ๆ อีกมากรอให้แขกทุกคนเลือกสรร และคงทำได้ไม่เบื่อเพราะพวกเขามีแผนจะสร้างสรรค์กิจกรรมใหม่เรื่อย ๆ เลย
ก่อนจากกัน Villa Pateh จะส่งมอบว่าวใส่กล่องเป็นของขวัญ เป็นงานฝีมือที่สะท้อนความใส่ใจ และคงเป็นของขวัญที่ทำให้เราคิดถึงเมืองตรังไปอีกนาน

3 Things you should do
at Villa Pateh

01
ลองทำขนมก็อบเป๊าะกับจ๊ะไก่ จ๊ะไหม ให้กัดแล้วดังเป๊าะ

02
ลองพายเรือคายัคดูภาพเขียนสีโบราณกับบังหมัดที่อ่าวบุญคง

03
ลองชิมเหงียนปลาทรายกับน้ำพริกปลาทรายรสเผ็ดร้อน แกล้มผักสด
