ไหน ๆ กระแสเที่ยวเล่นถนนข้าวสารตอนกลางวันกำลังฮิต เราขอชวนทุกคนมาเดินเที่ยวเล่นแถวถนนตะนาวที่อยู่ไม่ไกลกันดูบ้าง
ภาพจำของถนนเส้นนี้คือเต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ขายลอตเตอรี่ ไม่ครึกครื้นเท่าละแวกเสาชิงช้า ไม่มีร้านอาหารอร่อย ๆ สองข้างทางเหมือนถนนดินสอ แต่ใกล้ ๆ กันกับแผงหวยในโครงสร้างตึกเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 กลับมีตึกแถว 4 คูหาที่หน้าตาเหมือนร้านรวงในบรูกลิน นิวยอร์ก ไม่มีผิด เป็นร้านอาหารสไตล์บรันช์ Ton Ton – Coffee, Eggs, & Baked Goods
หลังเปิดให้ลูกค้าฝากท้องที่ร้านอาหารได้ราว ๆ 1 ปีก่อน พวกเขาก็ขอฝากตัวเป็นที่พักน้องใหม่ล่าสุดในย่านนี้ ด้วยการเปิด ‘Upstairs at Ton Ton’ โรงแรม 7 ห้องสไตล์โมเดิร์นที่เราอยากชวนทุกคนมานอนทำความรู้จัก

จุดเริ่มต้น
เราคุยกันที่ร้านอาหารบริเวณชั้น 1 พร้อมกับเจ้าของกิจการ 3 คน
ต้น-ภุชพงษ์ พรวัฒนโยธิน พี่ชาย รับหน้าที่เชฟ คอยดูแลเรื่องร้านอาหาร
อาย-ไอลดา พรวัฒนโยธิน น้องสาว รับหน้าที่เก็บกวาดเบื้องหลัง คอยดูแลโรงแรม
ธาม-นพณัฐ เศาธยะนันท์ แฟนของอาย คอยดูแลภาพรวมของธุรกิจ

โดยมีแม่คอยชิมอาหาร และมีพ่อคอยขับรถไปซื้อวัตถุดิบมาทำครัวเพิ่ม ซึ่งแม้ตัวจะไม่อยู่ แต่ก็ปรากฏในบทสนทนาเสมอ
ความประทับใจแรกที่เรามี คือพวกเขาไม่ได้ทำร้านอาหารเก่งหรือเชี่ยวชาญโรงแรมแต่อย่างใด ครอบครัวนี้เริ่มต้นจากการทำธุรกิจขายส่งลอตเตอรี่
ใช่แล้ว เราหมายถึงแผงลอยตั้งแต่ต้นซอยนั่นแหละ
หลังเรียนจบ ต้นมีโอกาสไปเรียนต่อและใช้ชีวิตเชฟที่สหรัฐฯ นานถึง 10 ปี แต่ก็เลือกกลับมาสานต่อกิจการที่บ้านตามความต้องการของคุณพ่อคุณแม่
ไม่นานจากนั้น ครอบครัวก็ขยายกิจการด้วยการครอบครองตึกแถวของบริษัทเกี่ยวกับเคมีไปทีละคูหา ก่อนเคลียร์โครงสร้างให้กลายเป็นลานโล่งสำหรับตั้งแผงหวย ต้นบอกเราว่าเขานั่งรับขึ้นรางวัลลอตเตอรี่ตรงนี้ พลางคิดว่าจะต่อยอดกิจการของครอบครัวเป็นประจำ แม้ความสงบของพื้นที่จะทำให้เขานึกท้อบ่อย ๆ ว่าคงไม่มีใครมาอุดหนุน แต่ต้นก็มองเห็นชาวต่างชาติเดินผ่านถนนเส้นนี้ไปมาทุกวันจนชินตา กระทั่งครอบครัวมีตึกแถวอยู่ในมือ 4 คูหา
อดีตเชฟคิดในใจว่าถ้าเขาทำร้านอาหารขนาดเท่านี้ให้ชาวต่างชาติเหล่านี้กินได้ ร้านก็คงอยู่ได้
และถ้าปรับปรุงห้องพักคนงานบริเวณชั้น 2 ให้งดงามเหมือนใหม่ โรงแรมก็ไม่ไกลเกินฝัน
“เรามีแค่ภาพร้านอาหารกับโรงแรมชั้น 2 ที่ชัดเจนแต่แรก มีวัตถุดิบพร้อม รู้ว่าอยากขายใคร แต่เราไม่รู้เลยว่าต้องเริ่มยังไง”

โชคดีที่พ่อแม่เขาสนับสนุนเต็มที่ ก่อนตัดสินใจพากันไปเที่ยวสหรัฐอเมริกา ทิ้งทวนที่ลูก ๆ จะก้าวขาเข้าสู่การเป็นเจ้าของกิจการเต็มตัว ใครจะรู้ นั่นกลายเป็นทริปเปลี่ยนชีวิตของต้นและอาย
พวกเขาเดินทางไปทั่วมหานครนิวยอร์ก ลัดเลาะทั่วเมืองแมนแฮตตัน แต่เมืองที่พวกเขาแวะเวียนมาบ่อยที่สุดกลับเป็นชานเมืองอย่างบรูกลิน
“เรารู้สึกถึงความเป็นเพื่อนบ้าน บรูกลินไม่วุ่นวายเหมือนแมนฮัตตัน แต่ผู้คนจับจ่ายใช้สอยอย่างคนแมนฮัตตัน เขาไม่ได้มีแบรนด์เนมติดตัว แต่แต่งตัวดีมาก และเป็นตัวของตัวเอง
“ผมอยากได้จิตวิญญาณของบรูกลินใส่ลงไปในตึกแห่งนี้”
แล้วใครเล่าจะเข้าใจคำพูดของต้นได้ดีไปกว่าน้องสาวที่มีโอกาสคว้าปริญญาใบที่ 2 จากประเทศอังกฤษในสาขาการตลาด แถมยังมีพื้นฐานการทำธุรกิจ Airbnb อีกต่างหาก
ป.ล. ร้าน Ton Ton ออกเสียงว่า ท็อนท็อน เป็นชื่อเรียกของต้นที่เพื่อน ๆ ตาน้ำข้าวใช้เรียกเขาสมัยอยู่สหรัฐอเมริกา


พี่น้องท้องเดียวกัน
ถ้าร้านอาหารข้างล่างเหมือนพี่ชาย อายอยากให้ที่พักด้านบนให้ความรู้สึกเหมือนน้องสาว
และแม้จะเป็นพี่น้องที่เข้าใจกันดีทุกอย่าง พวกเขาก็ไม่เหมือนกัน
“เรารู้ว่าที่พี่ต้นบอกว่าอยากได้เหมือนถนนของนิวยอร์กคือแบบไหน เขาพูดอะไรมาเราเข้าใจหมดเลย” ถึงตาอายเป็นฝ่ายเล่าให้เราฟังบ้าง
“ถ้าเราทำโรงแรมชั้น 2 และมีร้านอาหารอยู่ข้างล่าง ก็ยิ่งทําให้ร้านอาหารเป็นมากกว่าร้านอาหาร ทําให้โรงแรมเป็นมากกว่าเกสต์เฮาส์ธรรมดา”
โลเคชันดีอย่างรอบเกาะรัตนโกสินทร์ซึ่งมีโฮสเทลเต็มไปหมด เธอมั่นใจว่ายังไงก็ขายที่พักได้ คำถามคือโรงแรมแบบไหนที่อายต้องการ
“ถ้าจะขายถูกเพื่อไปตัดราคาคนอื่นขอไม่ทํา หรือจะให้ขายห้องคืนละ 5,000 บาท ความคาดหวังจากลูกค้ามันก็เยอะ” เธอยืนยันหนักแน่น “อายขอทําห้องที่ใช้ของดี ตกแต่งดี นอนสบาย ราคาไม่แพงมากดีกว่า”
เมื่อเราเดินขึ้นมาถึงชั้น 2 ก็เข้าใจได้ทันทีว่าอายหมายถึงอะไร
Upstairs at Ton Ton เป็นน้องสาวของร้าน Ton Ton จริง ๆ ด้วย

การตกแต่งที่เปลี่ยนโทนสีไปตั้งแต่ผนัง โถงทางเดิน ทำให้เราเข้าใจว่าน้องสาวที่อายอยากให้เป็น ไม่ใช่สาวหวานใส่กระโปรงลายดอกไม้ ไม่ได้มินิมอลถึงขนาดใส่เสื้อผ้ามูจิน้อยสี แต่เป็นน้องสาวเจ้าระเบียบของบ้านที่ซ่อนความขี้เล่นไว้ในความเรียบง่ายผ่านโทนสีเขียวและสีครีม 2 สีอันเป็นเอกลักษณ์ของย่านพระนคร

เธอปรับปรุงห้องพักคนงาน 7 ห้องให้มี 2 สไตล์ด้วยกันคือ Upstairs Balcony ห้องขนาด 19 ตารางเมตร ขนาดกำลังพอดีสำหรับคู่รักหรือเพื่อนซี้ที่อยากนอนด้วยกันบนเตียง Double Bed พร้อมระเบียงส่วนตัวที่มองผ่านสีเขียวของต้นไม้ไปถึงเรือนไม้เก่าด้านข้าง และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เพียงพอสำหรับนักเดินทาง ไม่เป็นทางการและไม่เป็นกันเองจนเกินไปนัก

ถัดมาคือ Upstairs Bunkie ห้องขนาด 18.5 ตารางเมตร ซึ่งเราชอบมากเป็นการส่วนตัว เพราะเป็นเตียง 2 ชั้นที่ใช้เตียง 3.5 ฟุต ใหญ่กว่าเตียงในโฮสเทลอื่น ๆ ที่เคยไปนอนมา พร้อมกับเพดานสูงโปร่งที่คนนอนเตียงบนยืนขึ้นได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าเตียงจะรับน้ำหนักไม่ไหว เพราะเลือกใช้โครงเหล็กแข็งแรงอย่างดี บวกกับพื้นที่ที่ได้มาเพิ่มขึ้น ห้องนี้จึงดูกว้างกว่าอย่างเห็นได้ชัด แม้จะไม่มีระเบียงยื่นออกไปก็ตาม

อายชวนให้เราชมห้องน้ำที่เป็นผลงานชิ้นโบแดงของเธอ เพราะต้องการให้มีขนาดกว้างได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แบ่งโซนแห้งและเปียกเป็นสัดส่วนชัดเจน และต้องตอบโจทย์การใช้งานได้จริง

หลักการคิดของอายตั้งต้นจากปัญหา เธอรู้ว่า Pain Point ของการนอนโฮสเทลคือลูกค้าบางคนอยากได้ความสะดวกสบายมากขึ้น เป็นส่วนตัวขึ้น จึงตั้งใจให้ Upstairs at Ton Ton เป็นห้องพักที่อยู่กึ่งกลางระหว่างที่พักระดับ Hi-end กับที่พักสบาย ๆ แบบโฮสเทล ซึ่งอายก็ทำออกมาได้ดีเสียด้วย
แม้การปรับปรุงอาคารเก่าจะเต็มไปด้วยอุปสรรคจนต้องนำร่องด้วยการเปิดร้านอาหารไปก่อน เรามีความยินดีที่จะประกาศว่า Upstairs at Ton Ton เปิดให้บริการนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
Your Friendly Neighbourhood
พอคิดว่าปกติแล้วหลายโรงแรมคงมีอาหารเช้าให้ทาน การได้ตื่นมากินอาหารเช้าในร้านอาหารแบบ Upstairs at Ton Ton ก็ให้ความรู้สึกไม่ต่างกันนัก เพียงแต่เป็นเมนูอาหารเช้าที่กินได้ถึง 5 โมงเย็น
หลักการคิดที่ตั้งต้นจากปัญหา คล้ายจะเป็นแนวทางประจำบ้านนี้ เพราะมันสะท้อนออกมาในอาหารของต้นด้วยเหมือนกัน
“เราไม่ได้อยากตะกายฟ้าเป็นร้านอาหารมิชลิน แต่เราอยากทําอาหารดี ๆ ที่ราคาไม่เกิน 200 บาท แน่นอน ถ้าราคาไม่ถึง 200 ก็เอาของดีที่สุดในตลาดมาทำไม่ได้ แต่ของที่ดีพอมันก็ดีพอ เรามีสูตรอาหาร มีวิธีคิดอย่างฝรั่งที่ซึมซับวัฒนธรรมเข้ามาทางวิธีการทําอาหารด้วย”
เมนูที่เรากินวันนี้มีทั้งพระเอกอย่าง Breakfast XL จานโตสมชื่อ อัดแน่นด้วยสารพัดวัตถุดิบอาหารเช้าสไตล์ฝรั่ง, Egg in Pan ไข่กระทะสไตล์ท็อนท็อนพร้อมโทสต์ชุ่มฉ่ำ, Apple Coconut Yogurt โยเกิร์ตทำเองกินคู่กับแอปเปิลเชื่อมรสหวานกำลังดี, Avocado Toast ขนมปัง Sourdough ที่เข้ากันได้ดีกับอะโวคาโดเนื้อเนียนนุ่ม และเมนูแนะนำอย่างไก่ทอดซอสส้ม ปรับสูตรจากอาหารจีนราคาประหยัดที่นิยมขายในสหรัฐอเมริกาให้กลายเป็นไก่เปรี้ยวหวานซอสส้มกินกับข้าวสวย ต้นบอกว่ามีลูกค้ามากินแล้วพูดออกมาว่า รสชาตินี้แหละ ใช่เลย


ยังมีเมนูที่หน้าคุ้นตาและชื่อคุ้นหูอยู่อีกมาก แต่ความพิเศษของการกินอาหารที่นี่คงเป็นการได้นั่งฟังเพลงเพราะ ๆ ที่เจ้าของร้านตั้งใจเลือกมาอย่างดี ลอบฟังบทสนทนาที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ และมองดูวิถีชีวิตของผู้คนหลากหลายวัฒนธรรมผ่านริมหน้าต่าง
แม้แรกเริ่มจะต้องรอเวลาเพื่อให้ผู้คนเข้าใจว่าตึก 4 คูหาสีแปลกนี้คืออะไร ทุกคนก็พร้อมเปิดประตูต้อนรับแขกเสมอ กระทั่งเกิดกระแสปากต่อปากจนลูกค้าต่างชาติทยอยเข้ามาลองชิม จนถึงวันนี้ที่เรานั่งสัมภาษณ์กันนาน ก็ยังมีลูกค้าเปิดประตูเข้ามาไม่ขาดสายแม้จะเป็นเวลาบ่าย 3 โมงแล้วก็ตาม

ไม่มากก็น้อย เราเชื่อว่าการมีอยู่ของที่พักและคาเฟ่ของพวกเขาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับย่านตะนาว จากเดิมที่หลายคนอาจเดินผ่านถนนที่เต็มไปด้วยแผงขายลอตเตอรี่ วันนี้พวกเขานำรสชาติและกลิ่นอายใหม่ ๆ มามอบให้ชาวพระนคร ไม่เอิกเกริกถึงขนาดเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนไป แต่เลือกจะอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างมิตรสหาย ซึ่งก็ให้การตอบรับพวกเขาเป็นอย่างดี แม้วันแรกที่เปิดร้านเชฟต้นจะมีเพียง 5 เมนูเท่านั้น
“ถนนตะนาวอาจไม่ได้คึกคัก ไม่ได้เป็นถนนเส้นป๊อปที่ทุกคนต้องตั้งใจมา แต่ผู้ประกอบการทุกคนสนับสนุนซึ่งกันและกัน อยากนำเสนอสิ่งที่ชอบให้แก่กัน เพื่อทําให้เป็นถนนที่ชาวต่างชาติอยากมาเดินทั้งเส้นไปจนสุด
“ถ้าโรงแรมแบบเรามีคนพัก ร้านแบบเรามีคนเข้า มีลูกค้าฝรั่งเดินไปเดินมาเลือกแวะกินหรือนั่งรถมากินจากเขตอื่น อย่างอื่นมันก็ต้องขายได้ มีโอกาสอีกเยอะที่จะเกิดขึ้นได้บนถนนเส้นนี้ แล้ววันหนึ่งถนนตะนาวอาจจะไม่ใช่เส้นที่เงียบอีกต่อไป”

3 Things you should do
at Upstairs at Ton Ton

01
เริ่มต้นวันด้วยการกินอาหารเช้าที่ Ton Ton

02
เดินลัดเลาะไปบนถนนตะนาว สำรวจตึกเก่าและอุดหนุนกิจการท้องถิ่น

03
ฝากท้องมื้อเที่ยงที่ร้านบ้าน ๑๐๐ ปีของคุณยายที่ทำขายวันละ 1 เมนูเท่านั้น
