‘The Yard Hostel’ คือที่พักเล็ก ๆ ในย่านอารีย์ที่ก่อร่างขึ้นจากความฝันของ 2 อดีตวิศวกร ส้ม (เล็ก)-อติพร สังข์เจริญ และ ส้ม (ใหญ่)-อมรรัตน์ อมรศิริชัยรัตน์ ที่อยากสร้างที่พักของตนเองที่ให้ความรู้สึกที่อบอุ่นและเป็นมิตรแก่แขกทุกคนที่มาพักราวกับได้มาพักที่บ้านของญาติมิตร ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นคำโฆษณาของที่พักอีกหลายแห่ง แต่ทั้งส้มเล็กและส้มใหญ่ตั้งใจจะทำอย่างที่พวกเขาพูดจริง ๆ
นั่นจึงทำให้ The Yard Hostel ของพวกเขามีความพิเศษ ด้วยบรรยากาศที่อบอุ่น เป็นกันเอง และจริงใจ ทำให้ภายในที่พักแห่งนี้เกิดเรื่องราวมิตรภาพขึ้นมากมายจากไมตรีที่ทั้งแขกผู้พักและเจ้าของมอบให้แก่กัน จึงไม่น่าแปลกใจที่ The Yard Hostel จะเป็นที่รักของผู้ที่เคยมาพักจำนวนมาก จนยืนระยะมาได้ยาวนานเข้าสู่หลักปีที่ 10 ซึ่งทาง The Cloud เคยไปสัมภาษณ์ถึงเบื้องหลังแนวทางและวิธีการบริหารของพวกเขาไว้แล้ว
ส่วนวาระที่เรากลับมาหาพวกเขาอีกในครั้งนี้ ก็เพราะว่าเมื่อไม่นานมานี้ส้มเล็กและส้มใหญ่ขยายแนวคิดการทำที่พักของพวกเขาเพิ่ม ด้วยการมาเปิด The Yard Hostel อีกสาขาที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่นานพวกเขาก็ครองใจทั้งแขกที่มาพักรวมถึงคนในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว พวกเขามีวิธีการอย่างไร และทำไมถึงเลือกเชียงใหม่ วันนี้ส้มเล็กจะเป็นตัวแทนเปิดประตูต้อนรับทุกคนเข้ามาทำความรู้จักกับ ‘The Yard Chiang Mai’
“เราคิดว่าการทำที่พักจะอยู่ได้นานหรือไม่ สำคัญที่ความสัมพันธ์ของผู้คนกับที่พักนั้น…” ส้มตอบคำถามเรื่องการยืนระยะของ The Yard ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“ความสัมพันธ์นั้นจะเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มมาจากตัวเราก่อน ชื่อ The Yard แม้ว่าจะมาจากลานหญ้าที่เรามีบริเวณที่พัก แต่ยังเป็นการเล่นเสียงกับคำว่า ‘ญาติ’ ด้วยเช่นกัน พอเราเริ่มต้นจากความตั้งใจว่า ให้แขกเหมือนได้มาพักที่บ้านญาติ เราก็ต้องทำให้บรรยากาศหรือการบริการเป็นแบบนั้น เลยนำมาสู่ความใส่ใจ ความใกล้ชิด และที่สำคัญคือความจริงใจ พอเรามีสิ่งเหล่านี้แขกที่มาพักก็จะอุ่นใจ เชื่อใจ แล้วมิตรภาพและความสัมพันธ์ต่าง ๆ ถึงจะตามมาค่ะ”
การให้คุณค่ากับ ‘ความสัมพันธ์’ นี่เองก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิด The Yard และส่งผลให้ที่พักแห่งนี้เป็นที่รักและยืนระยะมาได้นาน 10 ปี
“สำหรับ The Yard จุดเริ่มต้นเริ่มมาจากการที่เราให้ค่ากับความสัมพันธ์ระหว่างกันมาก ๆ ไม่ใช่แค่กับแขกที่มาพักหรือแค่ทีมงานนะ อย่างการที่เรามาตั้ง The Yard Chiang Mai สิ่งแรกที่ทำก็คือการเดินไปสวัสดี แนะนำตัวกับคุณยายคุณตาในชุมชนรอบ ๆ เพราะถือว่าเราเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนพวกเขา มีอะไรเราก็จะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน หรือถ้ามีอะไรคุณตาคุณยายก็ช่วยแนะนำเราได้ เราว่าความสัมพันธ์แบบนี้ที่ยังเห็นอยู่ในชุมชนต่างจังหวัด ทำให้ที่แห่งนั้นแข็งแรงและอบอุ่นนะ”

ขยายวงศ์ญาติสู่เชียงใหม่
ส้มเล็กและส้มใหญ่ไม่ได้มีภูมิลำเนาอยู่ที่เชียงใหม่ด้วยกันทั้งคู่ แต่เหตุผลที่เลือกขยายสาขา 2 มาอยู่ที่จังหวัดนี้มีจุดเริ่มต้นจากความสัมพันธ์เช่นกัน
“เราผูกพันกับเชียงใหม่มาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วค่ะ เรามีญาติอยู่ที่นี่ ตาของเรามาบวชเป็นพระอยู่ที่อำเภอแม่แตงตั้งแต่หนุ่ม ๆ จนมรณภาพ ต่อมาคุณลุงก็หนีออกจากบ้านมาอยู่ที่อำเภอแม่ริมตั้งแต่อายุ 17 ก็คืออินดี้ทั้งคู่ อะไรคือการมาบวชตลอดชีวิตที่นี่ ลุงเรียนจบมัธยมไม่รู้จะทำอะไรก็นั่งรถไฟจากแปดริ้วมา ทำงานโรงงานยาสูบแล้วไม่กลับไปอีกเลย คนตามหากันก็ไม่เจอ บังเอิญมาเจอกันแถวประตูท่าแพตอนวันสงกรานต์” ส้มหยุดหัวเราะ
“เลยเป็นเหตุผลให้ตั้งแต่เด็ก ๆ เราได้มาเชียงใหม่บ่อยที่สุด ทุกปียังไงก็ต้องมา คุณพ่อแทบจะไม่พาเราไปเที่ยวที่ไหนเลยนอกจากเชียงใหม่ เพราะมีบ้านลุงอยู่ จะได้ประหยัดค่าโรงแรม
“สำหรับเรา เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่เราได้มานอน ‘บ้านญาติ’ เราผูกพันกับจังหวัดนี้จนเหมือนเป็นญาติกัน พอมีความคิดจะเปิดที่พักอีกสาขา เชียงใหม่จึงกลายเป็นที่แรกที่ตั้งใจจะมาเปิดให้ได้ และที่นี่มีมวลพลังดี ๆ บางอย่างที่เราชื่นชอบ เราว่าคนเชียงใหม่มีความบ้าพลัง ทำงานสร้างสรรค์ ทำผลงานน่าสนใจกันเยอะมาก
“พอเป็นแบบนี้ The Yard Chiang Mai เลยเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์และความเป็นบ้านญาติ ซึ่งจริง ๆ ก็คือคอนเซปต์ของที่พักเราอยู่แล้ว”

ที่ตั้งใต้ร่มไม้กลางเวียง
“เราเลือกที่ตั้งตรงนี้ด้วยเหตุผลหลัก ๆ อันหนึ่งคือต้นไม้ ก่อนจะมาเจอที่ตรงนี้ เราเดินทางไปมาเชียงใหม่อยู่ 2 ปีเลย เพื่อเรียนรู้ว่าย่านไหนเหมาะกับเรา ย่านไหนเป็นแบบไหน อย่างที่กรุงเทพฯ เราอยู่ที่อารีย์ ปั่นจักรยานออกไปจะมีสวนเล็ก ๆ เจอคนนั้นคนนี้ที่ทักทายกันได้ แต่เชียงใหม่คืออารีย์ที่ขยายใหญ่ขึ้นเป็นทั้งจังหวัด เราว่ามันน่ารัก น่าอยู่มากเลย เราชอบความเป็นชุมชนของที่นี่มาก
“ทีนี้ก็พยายามหาที่ต่าง ๆ จนมาเจอกับตรงนี้เข้า วันที่นัดกับเจ้าของมาคุยกัน จำได้เลยว่าวันนั้นเรานั่งกันอยู่ใต้ต้นไม้ตรงนี้” ส้มเล็กพาเราไปดูต้นไม้ต่าง ๆ ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นต้นซอมพอ (หางนกยูง) ที่มีจำนวนมากในพื้นที่ ซึ่งช่วงที่เราไปกำลังออกดอกทั้งสีแดงและสีเหลืองสด ต้นหว้าขนาดใหญ่ รวมถึงต้นโพโบราณในพื้นที่วัดข้าง ๆ

“จำได้ว่าวันนั้นที่คุยกัน เราแทบไม่ได้มองหน้าเจ้าของเลย มัวมองแต่ต้นไม้รอบ ๆ ต้นไม้ที่นี่สวยจัง แต่ตอนแรกเป็นกังวลเพราะพื้นที่ค่อนข้างใหญ่จากที่เคยทำที่กรุงเทพฯ มาก ปรึกษากันกับส้มใหญ่ ปรากฏว่าพวกเราเห็นตรงกันว่าอยากได้ที่ตรงนี้แหละ
“พวกเราสัมผัสได้ถึงพลังงานของที่นี่ เป็นพลังที่พอเข้ามาแล้วรู้สึกดีจังเลย ต้นไม้ทุกต้นเจ๋งหมด แค่ 2 ต้นแรกที่เข้ามาเห็นก็จะน้ำตาไหลแล้ว ใกล้ ๆ กันยังมีต้นโพโบราณสวยมากซึ่งเป็นของวัดที่อยู่ข้าง ๆ กันอีก”
ด้วยเหตุนี้เอง The Yard Chiang Mai จึงตั้งอยู่ภายใต้ร่มไม้ใหญ่ในซอยพระปกเกล้า 12 ร่วมกับชุมชนในเวียงหรือเขตเมืองเก่าในสี่เหลี่ยมคูเมือง

สานสัมพันธ์ญาติ
เมื่อได้ที่ตั้งที่ทั้งคู่ต้องการ ส้มเล็กและส้มใหญ่ก็เริ่มต้นออกแบบที่พักแห่งใหม่ โดยยังคงหยิบเอาคอนเซปต์ความเป็นญาติของ The Yard ที่กรุงเทพฯ มาใช้ต่อ ณ ที่แห่งนี้ เช่น กิมมิกของชื่อห้องต่าง ๆ ที่ตั้งตามชื่อเรียกเครือญาติ ไม่ว่าจะห้องลูกสาว ห้องลูกชาย ห้องคุณตา ห้องคุณยาย เป็นต้น ซึ่งที่ The Yard Chiang Mai จุเต็มที่ได้มากสุด 88 คน มีห้องส่วนตัวนอนได้ 2 คนทั้งหมด 16 ห้อง มี 3 ห้องใหญ่สำหรับแขกที่มาพักเป็นครอบครัว และที่เหลือคือห้องพักรวมแบบบังเกอร์

“เราหยิบแนวคิดจากที่แรกมาใช้เลยค่ะ ขนาดชื่อแมวที่นี่ยังเหมือนกับที่กรุงเทพฯ เลย” ส้มหัวเราะสนุก “ที่กรุงเทพฯ มีแมวจรจัดที่สีเหมือนวัว เราก็เรียกว่า อีวัว ที่นี่ก็ดันมีเหมือนกัน เลยเรียกชื่อเดียวกัน เป็นวัวกรุงเทพฯ กับงัวแบบเชียงใหม่ และมีอีกตัวที่ดันเหมือนกันอีก เป็น อีเปรอะกรุงเทพฯ กับอีเปรอะเชียงใหม่ มี 2 ตัวลายเหมือนที่กรุงเทพเด๊ะเลย สงสัยมันตามมา” ส้มหัวเราะสนุกอีกครั้ง ก่อนอธิบายวิธีจัดการกับพื้นที่ต่อ
“ตอนตัดสินใจแล้วว่าจะทำที่ตรงนี้ ตอนแรกก็ค่อนข้างกังวลเหมือนกัน เพราะพื้นที่มันใหญ่มากเมื่อเทียบกับที่กรุงเทพฯ กลัวว่าจะจำแขกที่มาพักได้หมดไหม เลยเริ่มจากการกั้นพื้นที่ตรงนี้ ล้อมให้เหมือนโอบแขกให้อยู่กับเรา ถ้าเปิดหมดมันจะดูเคว้งคว้างมากเลย ทุกคนจะกระจายกัน ไม่ได้มาเจอกันเลย ที่นี่เราก็ยังคงมีเอกลักษณ์เหมือนกรุงเทพฯ คือมีลานหญ้าตรงส่วนกลางให้แขกได้มาใช้ ได้มาปฏิสัมพันธ์กัน และเอาต้นไม้มาปลูกเพิ่มตรงลานเพื่อให้ร่มเงากับแขก

“ถ้าแขกคนไหนอยากอยู่คนเดียวก็จะแยกไปตรงโซนอื่น หรือถ้าอยากทำงานก็เข้าตรงห้อง Common ไปเลย เป็นการแบ่งพื้นที่ที่เราให้ทางเลือกกับแขก ไม่ได้บังคับให้เขาต้องมาพูดคุยกับคนตลอดเวลา เพราะบางทีมันก็ขี้เกียจเนอะ อยากแค่มาเห็นบรรยากาศ ไม่ได้อยากคุยก็มี
“อีกโซนที่กรุงเทพฯ กับเชียงใหม่ไม่ต่างกันเลย คือ Smoking Club หรือโซนสำหรับคนสูบบุหรี่ เป็นโซนที่คนชอบไปนั่งกันมากที่สุด ส่วนตัวเราไม่สูบบุหรี่แต่ไม่ได้มองว่าคนสูบผิดอะไร ถ้าเก็บก้นบุหรี่ให้เรียบร้อย จัดการพื้นที่ไม่ให้ควันลอยออกไปกระทบคนอื่น เราว่าการมีพื้นที่ตรงนี้แล้วจัดการให้เรียบร้อยน่าจะดีกว่า เพราะยังไงคนจะสูบมันก็ต้องสูบ ถ้าไม่จัดที่ให้จะยิ่งเป็นปัญหา เขาจะไปตรงไหนก็ไม่รู้ ทิ้งก้นบุหรี่ลงตรงไหนก็ไม่รู้ และเราก็มองว่าไม่ควรให้คนที่สูบบุหรี่ออกไปไกล ๆ มันอยู่รวมกันได้ถ้าจัดการให้ถูกต้อง
“Smoking Club เลยกลายเป็นอีกไฮไลต์ แขกชอบนั่งตรงโซนนี้มาก บางคนไม่สูบบุหรี่ก็ไปนะ เพราะนั่งแล้วได้คุยกัน”
ที่พักที่จุดขายไม่ได้อยู่ที่เตียง
“เวลาพูดถึงโรงแรมหรือที่พัก มักจะนึกถึงเตียงเป็นหลักก่อนเนอะ แต่ที่ The Yard เราแทบไม่ได้พูดเรื่องเตียงเลย ไม่ใช่ว่าไม่ใส่ใจนะคะ เราก็เลือกเตียงที่ดี เพียงแต่ว่าแขกส่วนใหญ่ที่มาพักกับเราไม่ได้จำที่นอน แต่เขาจดจำเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างมาพักที่นี่
“เขาจำว่าวันนี้มาเจอคนตรงนี้เป็นอย่างไร พูดคุยอะไรกัน มีความสัมพันธ์อะไรกัน เป็นความทรงจำของเขา ถ้ากลับไปอ่านรีวิวของ The Yard แขกส่วนใหญ่จะเขียนว่า เขาได้เจอผู้คนดี ๆ ที่นี่ ซึ่งบางทีไม่ได้หมายถึงเราทั้ง 2 คนนะคะ แต่พื้นที่มันสร้างพลังงานบางอย่างที่ทำให้เขาได้เจอกับผู้คนที่เขาอยากจะเจอ ตัวเราเองก็ได้รับมิตรภาพดี ๆ มากมาย
“มีแขกคู่หนึ่งพบรักกันที่ที่พักของเรา แล้วก็มาจัดงานแต่งกันที่ที่พักของเรานี่แหละ ตอนหลังเขามีลูก ก็พาทั้งครอบครัวมาพักที่ The Yard Chiang Mai จึงเป็นที่มาที่ทำให้ที่นี่มีห้องสำหรับครอบครัวด้วย
“สำหรับเรา ความสัมพันธ์ ความทรงจำต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในที่พักของเรา นี่แหละคือสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้น ซึ่งต้องเริ่มต้นจากพลังงานที่อยู่ในพื้นที่ก่อน ตอนมาถึงครั้งแรก เรารับรู้ได้ถึงพลังงานตรงนี้ คิดว่าคนอื่นก็น่าจะรู้สึกเหมือนกัน แขกที่มาพักเขาจะไปทำความรู้จักกันเองเลยนะคะ เราว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้พื้นที่หนึ่งมีคุณค่าขึ้นมานะ”


ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน
“นอกความความสัมพันธ์ของแขกที่เกิดขึ้นใน The Yard พอมาอยู่ที่เชียงใหม่ เราก็อยากสนับสนุนพื้นที่นี้ด้วยเหมือนกัน ไฮไลต์ที่แขกชอบมากเลยคืออาหารเช้า ซึ่งเราสนับสนุนผลไม้ เบเกอรี หรือผลิตภัณฑ์จากร้านค้าหรือเกษตรกรท้องถิ่นที่เขาตั้งใจทำผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างกาแฟของที่นี่ก็อุดหนุนจากลิ้มรสให้รู้ราก ของน้องที่สุโขทัย เป็นโปรเจกต์ที่คัดกาแฟของเชียงใหม่มาขายและนำรายได้ไปสนับสนุนเงินเดือนคุณครู เราอยากสนับสนุนโปรเจกต์นี้ของน้อง และเรายังมีการทำป้ายแนะนำร้านดี ๆ ที่น่าสนใจ หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีในเชียงใหม่ให้แขกที่มาพักด้วย

“นอกจากสนับสนุนสินค้าท้องถิ่น เรายังทำ Rest for Forest ซึ่งทำมาตั้งแต่กรุงเทพฯ แล้ว สมมติแขกจองที่พักตรงกับเรา เราก็ไม่ต้องเสียค่านายหน้าให้เว็บไซต์จองต่าง ๆ ที่พักส่วนใหญ่จะแนะนำให้มาจองตรงแล้วลดราคาให้ เพราะที่พักจะได้กำไรเพิ่มขึ้น ซึ่งเรานำกำไรส่วนนั้นมาแบ่งเป็น 3 ก้อน ก้อนแรกลดราคาให้แขก ก้อนที่ 2 ให้เราเพื่อบริหารธุรกิจต่อไป ส่วนที่เหลือเราจะส่งไปสนับสนุนส่วนต่าง ๆ
“อย่างที่ทำอยู่ตอนนี้เราส่งให้ชุมชนที่ป่าแป๋ จังหวัดลำพูน เพื่อให้ชมชุนนั้นมีเงินไปซื้ออุปกรณ์สำหรับดับไฟป่า ซึ่งเขาต้องทำทุกปี เราเคยไปเห็นพี่ ๆ เขาใช้มอเตอร์ไซค์เก่ามาก ขี่เข้าไปในพื้นที่ป่าที่ยากมาก ๆ ทำไมเขาถึงต้องจ่ายค่าน้ำมันหรือค่าอุปกรณ์เอง ทั้ง ๆ ที่เขาทำเพื่อส่วนรวม
“ย้อนกลับมาใกล้ ๆ กับที่พักบ้าง อย่างที่บอกไปว่าเหตุผลหนึ่งที่เราเลือกตรงนี้และชอบเชียงใหม่ ก็คือความเป็นชุมชนของที่นี่ พอตัดสินใจจะมาทำ สิ่งแรกที่ทำคือเดินไปหาพวกคุณลุงคุณป้าก่อนเลย ไปแนะนำตัว ไปบอกป้า ๆ ลุง ๆ ว่าจะมาทำอะไร กลายเป็นว่าปัจจุบันแทบทุกวันจะมีคุณป้าหรือคุณลุงเดินมาตะโกนเรียก ลูก ๆ วันนี้ผัดปลาดุกเอามาให้ทาน ลุง ๆ ป้า ๆ น่ารักกันทุกคนเลย เรามีความสุขกับการมีเพื่อนบ้านที่ดีมาก เวลาจะจัดงานอะไรก็จะบอกพวกเขาก่อนเสมอ จริง ๆ เรากำลังคิดอยู่ว่าอยากชวนป้า ๆ ในชุมชนมาทำกับข้าวแล้วให้แขกที่มาพัก หรือบ้านไหนสะดวกก็ให้แขกเข้าไปสัมผัสกับวิถีของผู้คนที่นี่ อันนี้คือแผนในอนาคตที่เราคิดไว้อยู่ค่ะ
“เราคิดว่านี่คือวิธีการทำธุรกิจในแบบของเรานะ ถ้าแบ่งไปให้ใครแล้วมันเกิดประโยชน์เราก็จะทำ ธุรกิจจะยั่งยืนได้ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ ไม่ต่างอะไรกับคน ถ้าเขาจะอยู่ได้ เขาก็ต้องเป็นที่รักด้วย มันเหมือนเป็นภูมิคุ้มกัน ถ้าวันหนึ่งเกิดอะไรขึ้นกับธุรกิจแล้วธุรกิจนั้นไม่มีใครรักเลยก็ตายได้ง่าย ๆ เลยนะ เราคิดว่า The Yard อยู่มาถึงวันนี้ได้ก็เพราะความสัมพันธ์ดี ๆ ที่เรามอบให้แก่กัน”

